แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรรณกรรม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรรณกรรม แสดงบทความทั้งหมด

เทพเจ้ากรีกและโรมันที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Percy Jackson)

โดย นางสาววรางคณา  สุขแสนศรี

ถ้าหากกล่าวถึงอารายธรรมของกรีกและโรมัน สิ่งแรกที่ผู้คนจะนึกถึงก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องตำนานปรัมปราที่เกี่ยวกับเทพเจ้า อารายธรรมกรีกและโรมันนั้นมีความเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าที่ใกล้เคียงกันซึ่งจะแตกต่างกันที่ชื่อที่ใช้เรียกเทพเจ้าเท่านั้น ซึ่งตำนานของเทพเจ้าแต่ละองค์นั้นไม่มีหลักฐานที่มาอย่างชัดเจน โดยความเชื่อเรื่องตำนานของเทพเจ้านั้นเกิดจากการที่ชาวกรีกและชาวโรมันเกิดความสงสัยในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น จึงได้พยายามหาสาเหตุของการเกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้นโดยนำเอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาผสมผสานเข้ากับจินตนาการและความเชื่อในเรื่องสิ่งที่เหนือธรรมชาติจึงก่อให้เกิดเป็นตำนานความเชื่อเรื่องเทพเจ้าองค์ต่างๆของกรีกขึ้น

ความเชื่อเรื่องเทพเจ้ายังมีอิทธิพลต่อวรรณกรรมในปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของกรีกนั้นมีอยู่หลากหลายเรื่อง โดยวรรณกรรมที่ได้ยกตัวอย่างมาในที่นี้ คือ วรรณกรรมแฟนตาซีชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Percy Jackson) ประพันธ์โดย ไปริก ไรออร์แดน ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 5 เล่มประกอบด้วย เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน, เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับปริศนาเขาวงกต และเพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย



วรรณกรรมชุดนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับตำนานเทพเจ้าปกรณัมของกรีกและโรมันที่ไปปรากฏในวัฒนธรรมสมัยปัจจุบันของเมืองนิวยอร์กซิตี้ประเทศสหรัฐอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 21 โดยในวรรณกรรมให้ข้อมูลว่า เทพเจ้าโอลิมปัสทั้งหลายได้ย้ายเขาโอลิมปัสมาตั้ง ณ ใจกลางนครนิวยอร์กบนชั้นที่ 600 ของตึกเอ็มไพร์สเตต และตัวละครหลักคือ เพอร์ซีย์แจ๊กสัน เด็กหนุ่มที่อาศัยอยู่ในแฟลตแห่งหนึ่งในแมนฮัตตันซึ่งเขาพักอยู่กับมารดาและบิดาบุญธรรม ต่อมาเขาได้ค้นพบว่าเขานั้นมีเชื้อสายของเทพเจ้ากรีกอยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งบิดาที่แท้จริงของเขานั้นก็คือ เทพโพไซดอน (Poseidon) ซึ่งเป็นเทพที่ทำหน้าดูแลปกป้องมหาสมุทร เพอร์ซีย์ได้พบเพื่อนที่เป็นมนุษย์กึ่งเทพเช่นเดีบวกันกับเขามากมาย เขาได้ร่วมผจญภัยกับแอนนาเบ็ธ เชส บุตรธิดาแห่งอาธีน่า เทพีแห่งสติปัญญาและโกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด แซเทอร์ที่เป็นเพื่อนสนิทของเขา เทพเจ้าของกรีกและโรมันที่ปรากฏในเนื้อเรื่องของวรรณกรรมแฟนตาซีชุดเพอร์ซีย์ แจ็กสัน  มีทั้งหมด 12 องค์ ได้แก่

1. เทพเพอร์ซีอุส

เทพเพอร์ซีอุสตามหความเชื่อของกรีกโรมัน 
เทพเพอร์ซีอุส เป็นบุตรของเทพซีอุสกับหญิงชาวมนุษย์ชื่อ นางแดนาอี ตามตำนานกรีกเพอร์ซิอัสเป็นผู้ก่อตั้งแคว้นไมซีนี และเป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์เพอร์เซอิด เขาเป็นวีรบุรุษคนแรกในปกรณัมกรีกที่มีชื่อเสียงจากการปราบสัตว์ประหลาดโบราณมากมาย ในยุครุ่งเรืองเทพโอลิมปัสทั้ง 12 องค์ ชาวกรีกเชื่อกันว่าเพอร์ซีอุสเป็นผู้ก่อตั้งเมืองไมซีนีขึ้น ณ จุดที่ได้สังหารอะคริซิอัส พระเจ้าตาของตนโดยอุบัติเหตุ นอกจากนี้ผู้คนมากมายจึงขนานนามเพอร์ซุสว่า “เพอร์ซุสผู้สังหารเมดูซา” เนื่องจากเพอร์ซีอุสเป็นผู้สังหารเมดูซา และเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าหญิงแอนดรอมิดาจากเคตัส (Cetus) ปีศาจทะเลซึ่งถูกส่งมาโดยเทพโปเซดอน เพื่อทำลายเอธิโอเปียและมีความสามารถในการสาปคนให้กลายเป็นหินได้ด้วยการสบตา

เทพเพอร์ซีอุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์แจ็คสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพเพอร์ซีอุส หรือในเรื่องคือเพอร์ซี่ แจ็คสัน เป็นบุตรแห่งเทพโพไซดอนกับมารดาที่เป็นชาวมนุษย์ เขาได้ถูกปกป้องโดยค่ายฮาล์ฟบลัด ค่ายลับที่ถูกสร้างเพื่อฝึกฝนและคุ้มครองเหล่าลูกครึ่งเทพ เนื่องด้วยเพอร์ซีย์เป็นบุตรของโพไซดอน เขาได้ถูกกล่าวถึงในคำทำนายว่า หนึ่งในบุตรครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ของมหาเทพทั้งสามจะเป็นผู้ตัดสินใจในการปกป้องหรือทำลายโอลิมปัส  มีอาววุธประจำกาย คือ ดาบริพไทด์ต้องคำสาป ชื่อ อนาคลัสมอส ซึ่งมีความสามารถในการเปลี่ยนเป็นปากกาลูกลื่นได้ เพอร์ซีย์ได้รับต่อมาจากไครอน ซึ่งโพไซดอนได้ฝากไว้ให้กับไครอน


เทพเพอร์ซีอุส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

2. เทพโพไซดอน 

เทพโพไซดอนตามความเชื่อของกรีกโรมัน 
เทพโพไซดอน เป็นเทพพระเจ้าแห่งทะเลและมหาสมุทร ชื่อโรมันคือเนปจูน เทพโพไซดอนจะมีอาวุธเป็นสามง่ามคู่กาย บางตำนานอาจกล่าวถึงลักษณะของเทพโพไซดอนว่ามีท่อนล่างเป็นปลา นอกจากนี้ เทพโพไซดอน ยังถือเป็นเทพแห่งแผ่นดินไหว และเป็นเทพแห่งม้าอีกด้วย

เทพโพไซดอนในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมมีเพียงการเอ่ยถึงชื่อของเทพโพไซดอนโดยผู้เขียนกล่าวว่าเทพโพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล และมหาสมุทรเป็นบิดาของเพอร์ซีย์ แจ็กสัน และได้มอบดาบริพไทด์ต้องคำสาปไว้กับไครอน


โพไซดอน
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

3. เทพซีอุส (Zeus) 

เทพซีอุสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพแห่งเทพผู้ปกครองเทพทั้งหมด และเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้า เทพซีอุสมีสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจเป็น สายฟ้า (Thunderbolt) ชื่อโรมันคือจูปิเตอร์

เทพซีอุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพซีอุสเป็นเทพเจ้าสูงสุดใน 12 เทพเจ้าโอลิมปัส และเป็นผู้กล่าวหาว่า เพอร์ซีย์ แจ็กสันบุตรชายของเทพโพไซดอนเป็นผู้ต้องสงสัยขโมยสายฟ้า ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงอำนาจมากที่สุดในจักรวาลไปจากเทพซีอุส เพื่อพิสูจน์ว่าเพอร์ซีย์เป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหาร้ายแรง และหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างทวยเทพที่อาจปะทุขึ้น เพอร์ซีย์จำต้องออกผจญข้ามโลกไปจับขโมยตัวจริงมาลงโทษให้ได้


ซีอุส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

4. เทพฮาเดส 

เทพฮาเดสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพฮาเดส เป็นเทพแห่งโลกใต้พิภพ และเป็นเทพแห่งความตาย ชื่อโรมันคือ พลูโต

เทพฮาเดสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมมีเพียงการเอ่ยถึงชื่อของเทพฮาเดสโดยผู้เขียนกล่าวว่าเทพฮาเดสเป็นเทพแห่งโลกใต้พิภพ และผู้ปกครองดินแดนแห่งความตาย ทั้งยังเป็นบิดาของนิโค ดิแองเจโล สมาชิกในค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพฮาเดส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

5. เทพไดโอนีซุส

เทพไดโอนีซุสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพไดโอนีซุส เป็นโอรสของเทพซีอุส เทพเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยวองุ่น การทำไวน์และไวน์ ความบ้าคลั่งทางพิธีกรรมและปีติศานติ์ ชื่อโรมันคือ แบคัส

เทพไดโอนีซุสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพไดโอนีชุสเป็นโอรสของเทพซีอุส เทพพระเจ้าแห่งไวน์และงานเลี้ยง และยังเป็นผู้อำนวยการค่ายฮาล์ฟบลัด มีชื่อเรียกแบบย่อว่า “คุณดี”


เทพไดโอนีซุส

6. เทพอพอลโล

เทพอพอลโลตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพอพอลโล เทพแห่งดวงอาทิตย์ การดนตรี และการแพทย์ เป็นฝาแฝดกับเทพีอาร์เทมีส ชื่อโรมันคือ ฟีบัส

เทพอพอลโลในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพอพอลโลเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ การดนตรี และการแพทย์ ทั้งยังเป็นฝาแฝดกับเทพีอาร์เทมีส และต่อมาเขาถูกเทพซีอุสลงโทษให้กลายเป็นมนุษย์ เขาไม่มีพลังเหมือนกับเทพเจ้าอีกแล้ว โดยมีเม็ก ที่อพอลโลรู้มาว่าเธอเป็นเดมิก็อดได้มาช่วยเอาไว้ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางไปหาเพอร์ซีย์เพื่อให้เขาช่วยพาไปยังค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพอพอลโล

7. เทพีอาร์เทมิส

เทพีอาร์เทมิสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพีอาร์เทมิส เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ เป็นฝาแฝดกับเทพอะพอลโล ชื่อโรมันคือ ไดอาน่า

เทพีอาร์เทมิสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า เทพีอาร์เทมิส เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ เป็นฝาแฝดกับเทพอะพอลโล และเป็นสมาชิกในค่ายฮาล์ฟบลัด


เทพีอาร์เทมิส
ที่มา : http://www.tumnandd.com/

8. ยักษ์ไซคลอปส์

ยักษ์ไซคลอปส์ตามความเชื่อของกรีกโรมัน
ยักษ์ไซคลอปส์ ไซคลอปส์หรืออสูรตาเดียว เป็นสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ดำรงชีวิตด้วยการกินมนุษย์เป็นอาหาร บุตรแห่งเทพโพไซดอน

ยักษ์ไซคลอปส์ในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า ไทสันเป็นยักษ์ไซคลอปส์ มีบิดาคือเทพโพไซดอน ซึ่งมีสายสัมพันธ์เป็นพี่น้องต่างมารดาของเพอร์ซีย์


ไซคลอปส์

9. เทพีธาเลีย

เทพีธาเลียตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพีธาเลีย เป็นเทพีแห่งแรงบันดาลใจและเป็นเทพีที่มีความงดงามมาก เป็นเทพีแห่งเรื่องราวสนุกสนาน มีลักษณะเด่นของเทพีองค์นี้คือ มือขวาจะถือม้วนกระดาษ และมือซ้ายจะถือหน้ากากตัวตลก เทพีธาเลีย (Thalia Grace) เป็นธิดาแห่งเทพซีอุส มีความสามารถใช้มนตร์บังตาและใช้สายฟ้า ควบคุมอากาศ,ท้องฟ้าได้ เป็นเทพีองค์หนึ่งในสามองค์ในกลุ่ม เทพีชาริทีสในตำนานเทพเจ้ากรีก ที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า “Three Graces (ไตรเทพี)”

เทพีธาเลียในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าว่า  แอนนาเบ็ธ เชส (เทพีธาเลีย) เป็นธิดาแห่งเทพีอะธีนา เพื่อน (ต่อมากลายเป็นแฟนสาว) ของเพอร์ซีย์ มีความฉลาด หลักแหลมและมีทักษะในด้านสถาปัตยกรรมและการวางแผนกลยุทธ์ มีอาวุธประจำตัว คือ มีดสัมฤทธิ์วิเศษและหมวกทีมแยงกี้ส์ที่มีเวทมนตร์ล่องหน


เทพีธาเลีย
ที่มา : http://3.bp.blogspot.com/

10. เซเทอร์  

เซเทอร์ตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เซเทอร์  เป็นสัตว์วิเศษมาจากตำนานกรีก รูปลักษณ์ท่อนบน(ยกเว้นส่วนหัว)จะเป็นคน มีหน้าอก ลำตัวและแขนครบถ้วน แต่ทั่วทั้งร่างกายจะมีขนแพะหยาบแข็งปกคลุม ส่วนท่อนล่างมีขาเป็นแพะ มักท่องเที่ยวในป่าและภูเขา บางตำราบอกว่าเป็นเทพารักษ์ อีกทั้งยังเป็นผู้ติดตามของเทพแพน (Pan) และเทพไดโอไนซัสอีกด้วย ในเทพปกรณัม เซเทอร์ เกี่ยวข้องกับพลังทางเพศของเพศชายและผลงานศิลปกรรมกรีก-โรมันมักสร้างภาพของเซเทอร์ให้มีอวัยวะเพศที่ตั้งชูชัน

เซเทอร์ ในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า โกรเวอร์ อันเดอร์วู้ด คือเซเทอร์ อาวุธประจำตัว คือ ขลุ่ยต้นอ้อ มีถิ่นกำเนิด คือ ป่าไม้ในค่ายฮาล์ฟบลัด และยังเพื่อนสนิทของเพอร์ซีย์ แจ๊กสัน


เซเทอร์

11. ไครอน 

ไครอนตามความเชื่อของกรีกโรมัน
ไครอน เป็นเซนทอร์ผู้คงแก่เรียน มีความสุขุมรอบคอบจนได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของเหล่าวีรบุรุษหลายคนในตำนานกรีก (เซนทอร์เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในเทพปกรณัมกรีก มีร่างส่วนบนเป็นมนุษย์ผู้ชาย แต่ส่วนลำตัวลงไปเป็นม้าหนุ่มที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ สง่างาม อาศัยอยู่แถบภูเขาของอาคาเดีย และเทสสาลีในประเทศกรีซ)

ไครอนในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า ไครอนคือ เซนทอร์อมตะซึ่งเป็นครูฝึกสอนเหล่าวีรบุรุษในค่ายฮาล์ฟบลัด และเป็นผู้อำนวยการฝ่ายกิจกรรมของค่าย อาวุธประจำกาย คือ ธนูและลูกธนู


ไครอน

12. เทพโครนอส

เทพโครนอสตามความเชื่อของกรีกโรมัน
เทพโครนอส ผู้นำเหล่ายักษ์ไททันรุ่นแรกที่มีอายุน้อยที่สุดและได้รับการสักการะในฐานะเทพแห่งฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งรวมไปถึงการเก็บเกี่ยวพืชผลเช่น ข้าว ธรรมชาติ ผลผลิตทางการเกษตร และการเดินไปข้างหน้าของกาลเวลาที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ นอกจากนี้ เทพโครนอสยังเป็นพระบิดาแห่งเทพซีอุส เทพโครนัสได้โค่นบัลลังก์ของพระบิดา (เทพยูเรนัส) และขึ้นครองบัลลังก์ในช่วงยุคทอง จนกระทั่งถูกโค่นบัลลังก์โดยพระโอรสของตน คือ เทพซีอุส เทพโครนัสมิได้ถูกจองจำในยมโลกทาร์ทารัส  เหมือนเช่นไททันตนอื่น ๆ แต่เขากลับหลบหนีไปได้

เทพโครนอสในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน
ในวรรณกรรมผู้เขียนกล่าวว่า เทพโครนอสคือตัวร้ายตัวสำคัญภายในเรื่อง เทพโครนอส รอเวลารวบรวมพลไปสู้รบกับเหล่าเทพโอลิมปัสเพื่อแย่งชิงบัลลังก์คืนจากเทพซีอุสผู้เป็นบุตรชาย สงครามระหว่างเทพโอลิมปัสกับยักษ์ไททันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 21 ค่ายฮาล์ฟบลัดในฐานะที่เป็นสถานที่ของลูกหลานเทพจึงต้องรีบรวบรวมสมัครพรรคพวกไปช่วยเช่นกัน


เทพโครนอส

จากสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้นแสดงให้เห็นว่าในวรรณกรรมเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสันนั้น ได้มีการนำเอาความเชื่องในเรื่องตำนานเทพเจ้าของกรีกและโรมันมาใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างสรรค์เป็นวรรณกรรมเรื่องนี้ขึ้นมา ผู้เขียนได้นำเอาเทพเจ้าที่สำคัญๆของกรีกและโรมันมาเป็นตัวละครหลักในการดำเนินเรื่อง ซึ่งมีการนำเอาประวัติความเป็นมา ความเชื่อ สถานที่สำคัญ ๆ ตามตำนานของเทพแต่ละองค์มาดัดแปลงและปรับเปลี่ยนให้ให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ต่างๆภาพในเรื่อง โดยมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆในปัจจุบัน ผู้เขียนก็ยังคงยึดเอาเอกลักษณ์ความสามารถตามตำนานของเทพแต่ละองค์เอาไว้และไม่ได้ทำให้ความเชื่องในเรื่องความสามารถของเทพนั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อ้างอิง

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 7. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับสายฟ้าที่หายไป. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 3. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับอาถรรพ์ทะเลปีศาจ. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับคำสาปแห่งไททัน. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับปริศนาเขาวงกต. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

Rick Riordan. (2553). พิมพ์ครั้งที่ 2. เพอร์ซีย์ แจ็กสัน กับเทพองค์สุดท้าย. กรุงเทพฯ: เอ็นธอบุ๊คส์.

TumnanDD.com. (ไม่ระบุปี).  ตำนานเทพเจ้ากรีก. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: http://www.tumnandd.com/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). เซนทอร์. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2557). เซเทอร์. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). โครนัส. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี. (2561). เพอร์ซีย์ แจ็กสัน. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

ปาลิตา สนธิ์ทอง. (2561). เพอร์ซีย์ แจ็กสัน แนะนำตัวละคร. สืบค้นเมื่อ 19 ธันวาคม 2561. จาก: https://takomkom.wordpress.com/


อ่านเพิ่มเติม »

แฮร์รี่ พอตเตอร์ วรรณกรรมก้องโลก

โดย กนิษฐา ธนสีลังกูร

ในโลกปัจจุบันนี้ คงมีน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวรรณกรรมก้องโลกเลื่องชื่อในตอนนี้ หนังสือชุดที่ชื่อว่า “แฮร์รี่ พอตเตอร์” แต่งโดยนามปากกา เจ.เค.โรว์ลิ่ง ซึ่งเธอนั้น ได้มีแนวคิดในการแต่งเรื่องนี้จากการนั่งรถไฟเดินทางจากเมืองแมนเชสเตอร์ไปลอนดอน แนวความคิดนี้ก็เข้ามาความคิดของเธอจากการนั่งรอรถไฟที่สถานีรถไฟคิงส์ครอส ความคิดในครั้งแรกที่เธอนึกได้คือ เด็กผู้ชายสวมแว่นตาทรงกลม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการแต่งเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง
ปกหนังสือ นวนิยาย แฮร์รี่ พอตเตอร์ 7 เล่ม ฉบับ Uk Edition ที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในโลก

เรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเรื่องราวเด็กชายเป็นถูกเลือกไว้ว่าเมื่อโตมาเขาจะเป็นภัยของ ลอร์ด วอร์เดอมอร์ สเนปได้ยินคำทำนายจากทริราวนีจึงได้นำข่าวนี้ไปบอกกับวอร์เดอมอร์ เมื่อวอร์เดอร์มอร์ได้ยินดังนั้นจึงแอบเข้าไปในบ้านพอตเตอร์ที่อยู่ในหมู่บ้านกรอดริก ฮอลโล่วเพื่อสังหารแฮร์รี่ ทันใดนั้นแม่ของแฮร์รี่นำตัวเธอกันคาถาเสกความตายของวอร์เดอมอร์ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้แฮร์รี่เสียชีวิต จึงทำให้เขามีส่วนวิญญาณวอร์เดอมอร์อยู่ในตัวเองส่วนหนึ่งทำให้วอร์เดอมอร์สูญเสียพลังอย่างมาก หลังจากที่พ่อแม่ของแฮร์รี่เสียชีวิตในขณะที่เขาอายุได้1ขวบ ดัมเบิลดอร์นำเขาไปฝากไว้ที่บ้านเดอร์สลีย์ซึ่งมีเพ็ตทูเนียซึ่งเป็นพี่สาวของแม่แฮร์รี่ เมื่อแฮร์รี่อายุได้11ปี เขาได้รับจดหมายจากฮอกวอตส์เพื่อที่จะได้ไปเรียน เพราะเขาเป็นพ่อมด แต่ลุงเวอร์นอนได้ปิดกั้นการรับจดหมายจากฮอกวอตส์ แต่ทางฮอกวอตส์ก็ส่งมาเรื่อยๆจนเต็มบ้านเดอร์สลีย์ ดังนั้นครอบครัวเดอร์สลีย์จึงได้หนีไปที่หลบภัยแต่แฮกริดก็ตามหาจนเจอและได้มาบอกแฮร์รี่ว่าเขาคือพ่อมด หลังจากวันนั้นแฮกริดจึงได้พาแฮร์รี่ไปซื้อของให้กับแฮร์รี่ที่ตรอกไดแอกอน เขาได้ซื้อนกฮูกให้กับแฮร์รี่ตัวหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญวันเกิดให้กับแฮร์รี่ หลังจากนั้นแฮร์รี่ได้เดินทางไปสถานีรถไฟคิงส์ ครอสและพบกับครอบครัววิสลีย์และได้เป็นเพื่อนกับรอน นักเรียนคนหนึ่งของฮอกวอตส์ เมื่อถึงฮอกวอตส์แล้วแฮร์รี่ได้ถูกคัดสรรให้อยู่บ้านกริฟฟินดอร์ ระหว่างเทอมแฮร์รี่ได้ต่อสู้กับยักษ์โทรลล์เพื่อช่วยเฮอร์ไมโอนี่และได้เธอมาเป็นเพื่อนสนิทด้วย และเขากลับต้องเจอกับเดรโก มัลฟอยเด็กชายสายเลือดบริสุทธิ์ ลูกชายคนเดียวของตระกูลมัลฟอย ซึ่งไม่ชอบเขานัก โดยในภาคแรกนั้นมีศาสตราจารย์ควีเรลล์ได้ให้วอร์เดอมอร์อาศัยร่างตนในการรักษาตัวแต่แล้วก็ต้องเสียชีวิตลงเพราะต้องการศิลาอาถรรพ์จากแฮร์รี่เพื่อที่วอร์เดอมอร์ต้องการมีชีวิตเป็นอมตะ

ต่อมาเมื่อเขาขึ้นปี 2 ได้มีการรับอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่คือศาสตราจารย์ล๊อคฮาร์ต รวมทั้งมีการเปิดชมรมการต่อสู้โดยใช้เวทมนตร์เรียกว่าการประลองเวทย์ ซึ่งในการประลองเวทย์นั้นทำให้ทุกคนคิดว่าแฮร์รี่คือทายาทสลิธีริน เนื่องจากเขาพูดภาษาพาร์เซลได้ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้มาจากวอร์เดอมอร์ในตอนนั้น และยังมีคนถูกสาปให้เป็นหินจากสัตว์ร้ายในห้องแห่งความลับ หลังจากที่เขาได้พบกับสมุดของทอม ริดเดิ้ลจึงทำให้เขาได้รู้ว่าทอม ริดเดิ้ลคือวอร์เดอมอร์และเขาเป็นทายาทสลิธีริน สมุดนั้นคือฮอครักซ์ของเขา หลังจากที่เขาได้ทำลายสมุดของทอมด้วยเขี้ยวงูบาซิลิกส์แล้วเหตุการณ์ก็กลับมาเป็นปกติ


ภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่สร้างมาแล้วทั้งหมด 7 ภาค โดยภาค 7 ได้แบ่งเป็น 2 พาร์ทคือพาร์ทที่1และ2

เมื่อเขาขึ้นปี3 แฮร์รี่คิดว่าซีเรียส แบล็กเป็นคนของวอร์เดอมอร์ที่ฆ่าพ่อของเขา เขาเสียใจมากโดยที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ซีเรียสคือพ่อทูนหัวของเขา และที่ติดคุกอัซคาบันเพราะมีความเข้าใจผิดของเพื่อนโดยหางหนอน ลูกน้องของวอร์เดอมอร์ได้โยนความผิดให้กับซีเรียส แฮร์รี่ได้รู้ความจริงเขาเกลียดหางหนอนมาก และลูปินอาจารย์วิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดปีนั้นก็ได้ปกป้องแฮร์รี่ รวมทั้งสอนคาถาผู้พิทักษ์ให้กับแฮร์รี่ เพื่อไล่ผู้คุมวิญญาณ เขาได้ย้อนเวลาไปช่วยบั๊คบี๊คซึ่งตอนนั้นกำลังจะถูกฆ่าตามคำสั่งของกระทรวงเวทย์มนต์เพราะบั๊คบี๊คเป็นฮิปโปกริฟฟ์ซึ่งเป็นสัตว์วิเศษที่ต้องขึ้นทะเบียนในกระทรวงเวทมนตร์ รวมถึงได้ช่วยซีเรียสที่ติดอยู่ในคุกอัซคาบันและได้ช่วยสำเร็จ

เมื่ออยู่ปี4 ที่ฮอกวอตส์ได้มีการจัดการประลองไตรภาคีและแฮร์รี่ได้มีชื่ออยู่ในนั้น ทั้งที่เขาอายุยังไม่ถึงแต่มีรายชื่อในถ้วยอัคนีและเขาเองก็ไม่ได้นำชื่อตัวเองใส่ลงไปที่ถ้วยอัคนีอีกด้วย แต่เขาก็ได้ร่วมการประลองไตรภาคีครั้งนี้ทุกการทดสอบ แต่ในการทดสอบที่3เป็นการทดสอบครั้งสุดท้าย เขาและเซดริกนักประลองอีกคนได้จับถ้วยประลองไตรภาคี แต่ถ้วยนั้นได้เชื่อมโยงกับบ้านริดเดิ้ล วอร์เดอมอร์กลับคืนชีพอีกครั้งและเซดริกโดนสังหารโดยคาถาเสกความตายโดยหางหนอน

ในปี 5 ได้มีอาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดชื่อว่า อัมบริดจ์ ซึ่งเป็นครูที่นักเรียนทุกคนใน ฮอกวอตส์ไม่ชอบมากที่สุดตั้งแต่มีครูมาสอนในรายวิชานี้ แฮร์รี่ได้แอบตั้งชมรมที่มีชื่อว่า “กองทัพ ดัมเบิลดอร์” เพื่อที่จะได้ฝึกคาถาต่างๆ เนื่องจากอัมบริดจ์ไม่ให้ใช้คาถา เวทมนตร์ในโรงเรียน เธอทำตัวเสมือนเธอเองเป็นอาจารย์ใหญ่ในฮอกวอตส์ และดอบบี้เอลฟ์ที่ได้รับอิสระของแฮร์รี่ได้ช่วยเขาหาที่ฝึกคาถา ซึ่งห้องนั้นก็คือ ห้องต้องประสงค์เป็นห้องที่ไม่ในแผนที่ตัวกวน และไม่เคยมีใครเคยเห็นห้องนี้มาก่อน เว้นแต่ผู้ที่ต้องการใช้ห้องต้องประสงค์จึงจะสามารถเห็นห้องนี้ได้ หลังจากนั้นแฮร์รี่ก็ใช้สถานที่แห่งนี้ในการฝึกซ้อมคาถาต่างๆให้กับเพื่อนๆในสมาชิกของเขา จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนของโช แชงได้นำเรื่องห้องต้องประสงค์ไปบอกกับอัมบริดจ์ว่าห้องต้องประสงค์นั้นอยู่ที่ใดและกลุ่มของแฮร์รี่ก็ถูกอัมบริดจ์จับได้ เมื่อเป็นดังนั้นเฮอร์ไมโอนี่จึงหลอกอัมบริดจ์ไปที่ป่าต้องห้ามและอัมบริดจ์ก็ถูกสัตว์ในป่านั้นจับตัวไปทำให้พวกแฮรี่หนีรอดมาได้ แต่ไม่นานนักพวกของวอร์เดอร์มอร์นำทีมโดยลูเซียสซึ่งเป็นพ่อของเดรโกก็ปรากฏและพยายามแย่งของลูกแก้วพยากรณ์จากพวกแฮร์รี่ แต่ไม่สำเร็จ ลูเซียสจึงโดนจับขังที่คุกอัซคาบัน

ทำให้ในปี 6 เดรโกต้องมาเป็นผู้เสพความตายและได้รับคำสั่งจากวอร์เดอมอร์ว่าต้องสังหารดัมเบิลดอร์โดยที่วอร์เดอมอร์ไม่จำเป็นต้องบอก เดรโกว่าต้องสังหารดัมเบิลดอร์ด้วยวิธีการใดซึ่งเดรโกไม่อยากทำแต่จำเป็นต้องทำและสุดท้ายสเนปเป็นคนทำหน้าที่นี้แทน หลังจากนั้นทำให้เดรโกรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่เขาเป็นคนที่เก็บอารมณ์ได้ดีมากจึงทำให้วอร์เดอมอร์ไม่สามารถใช้คาถาอ่านใจเขาและเขาเองก็ไม่ทราบเลยว่าตนเองนั้นได้เป็นเจ้าของไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์ซึ่งเป็นไม้กายสิทธิ์ที่ทรงพลังมากที่สุดแห่งโลกเวทมนตร์

ต่อมาในภาค 7 เดรโกก็ได้อยู่ฝ่ายวอร์เดอมอร์ทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ หลังจากนั้นแฮร์รี่ได้ตามหาฮอครักซ์และทำลายทุกชิ้นรวมทั้งในตัวของแฮร์รี่ซึ่งวอร์เดอมอร์เป็นคนทำลายฮอครักซ์ในตัวแฮร์รี่เอง จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมแฮร์รี่ถึงโดนคาถาเสกความตายแล้วทำไมถึงไม่เสียชีวิต พอแฮร์รี่ฟื้นกลับมาอีกครั้งสงครามก็เป็นไปอย่างดุเดือด ฝ่ายที่ชนะคือแฮร์รี่ ส่วนวอร์เดอมอร์นั้นก็ตกนรกไม่ได้เกิดอีก


หนังสือบทละครเวทีแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 8 แบ่งเป็น2พาร์ทคือพาร์ท1และ2 เป็นเรื่องราวของ19ปีต่อมาหลังจากสงครามฮอกวอตส์สิ้นสุดลง

ในเล่มที่8 เป็นเล่มของ19ปีต่อมาถัดจากสงครามในฮอกวอตส์ได้จบลง เป็นเรื่องราวของลูกๆแฮร์รี่ที่ได้ไปเรียนต่อที่ฮอกวอตส์โดยที่เหตุการณ์ต่อจากเล่มที่7 ว่า อัลบัส(ลูกคนที่2ของแฮร์รี่กับจินนี่)จะถูกคัดสรรให้อยู่บ้านใดระหว่างสลิธีรินกับกริฟฟินดอร์ ซึ่งเจ.เค.โรว์ลิ่งเขียนหนังสือเล่มนี้ให้เป็นบทละครเวทีและเป็นการผจญภัยของลูกๆแฮร์รี่คืออัลบัส สกอร์เปียส(ลูกของเดรโกกับเอสทรอเรีย) และโรส(ลูกของรอนกับเฮอร์ไมโอนี่) อัลบัสกับสกอร์เปียสเป็นเพื่อนกันเนื่องจากอยู่บ้านหลังเดียวกันคือ สลิธีริน อัลบัสอยากไปช่วยเซดริกจึงแอบเอาเครื่องย้อนเวลาไปช่วยเซดริก แต่พอย้อนมาเวลาปัจจุบัน ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไปสกอร์เปียสไม่พบกับอัลบัสจึงไปถามศาสตราจารย์อัมบริดจ์ว่าอัลบัสหายไปไหนแต่ปรากฏว่านี่คือโลกของวอร์เดอมอร์ สกอร์เปียสเสียใจมาก และได้ย้อนเวลาแก้ไขสิ่งต่างๆในอดีตจึงทำให้เป็นปัจจุบันอัลบัสกลับมาอีกครั้งแต่แฮร์รี่ได้กีดกันห้ามให้อัลบัสคบกับสกอร์เปียสอีกเพียงเพราะว่าพ่อของเขาเคยเป็นศัตรูกัน ดังนั้นเดรโกจึงมาคุยกับแฮร์รี่ให้เข้าใจว่าการที่ไม่มีเพื่อนและอยู่อย่างโดดเดี่ยวมันมีความรู้สึกอย่างไร ซึ่งเขาเองก็ไม่อยากให้อัลบัสกับลูกของตัวเองอยู่ห่างกันแบบนี้เพราะฉะนั้นอย่าเอาเรื่องนี้มาเกี่ยวกับรุ่นลูกเลย ทุกคนปรับความเข้าใจกันและอัลบัสกับสกอร์เปียสกำลังจะเอาเครื่องย้อนเวลาไปทำลายแต่เดลฟี่หลานของดิกอรี่ก็ได้นำเครื่องย้อนเวลาไปและเฉลยตัวเองว่าแท้จริงแล้วเธอคือลูกของวอร์เดอมอร์กับเบลลาทริกซ์หลังจากที่ทั้ง3คนพลัดหลงมาที่เหตุการณ์ของพ่อแม่แฮร์รี่ก่อนที่จะถูกฆ่าและอัลบัสได้เขียนขอความช่วยเหลือจากแฮร์รี่ในผ้าห่มที่แฮร์รี่เคยให้อัลบัสไว้ แฮร์รี่ได้ช่วยอัลบัส และทุกคนก็กลับมาปัจจุบันได้อย่างปลอดภัย

จากการที่ได้อ่านหนังสือและชมภาพยนตร์เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ทำให้ได้แง่คิดดีๆ คือ คนทุกคนย่อมมีสิ่งที่ดีและไม่ดีอยู่ในตัวเองทุกคน ใช่ว่าคนไม่ดีก็จะไม่ดีเสมอไปและใช่ว่าคนดีจะดีเสมอไป เราทุกคนควรมองคนที่ภายในจิตใจของเขาและการกระทำของเขามากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก เฉกเช่นบ้านแต่ละบ้านของฮอกวอตส์ที่มีเอกลักษณ์แตกต่างกัน เช่น สลิธีรินก็ไม่ใช่ว่าจะมีแต่คนไม่ดีเสมอไป กริฟฟินดอร์บางคนก็ไม่ได้ใจกล้า เรเวนคลอบางคนก็ไม่ได้ฉลาดล้ำ และฮัฟเฟิลพัฟบางคนก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนอ่อนแอ ดังนั้นในความรู้สึกจากการได้อ่านและได้ชมนั้น ทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่า จุดจบของตัวละครแต่ละตัวนั้นเป็นเช่นไร

แง่คิดต่างๆ จากเรื่องนี้มีหลากหลายแง่คิดมาก ทำให้เราได้ทราบว่าทำไมเด็กๆ รวมทั้งผู้ใหญ่ถึงชื่นชอบหนังสือวรรณกรรรมแฮร์รี่ พอตเตอร์ และทำไมหนังสือเล่มนี้ เมื่อเริ่มวางจำหน่ายถึงได้เป็นหนังสือที่มียอดขายสูงที่สุดในการวางจำหน่ายแต่ละครั้ง สุดท้ายนี้ก็ขอให้ผู้ที่ได้มาอ่านบทความนี้ได้มีความสุขกับการอ่านเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์  และผู้เขียนบทความคาดหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านได้ให้ความสนใจ ชื่นชอบและเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวของแฮร์รี่ พอตเตอร์เฉกเช่นผู้เขียนบทความนี้เอง


อ้างอิง

ที่มา : J.K. Rowling.(1997).Harry Potter and the Philosopher’s Stone(UK Edition)(19th ed.).London: Bloomsbury.

J.K. Rowling. (2543). แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ห้องแห่งความลับ(ภาษาไทย)(พิมพ์ครั้งที่ 30).กรุงเทพมหานคร:นานมีบุ๊คส์.

J.K. Rowling.(1999). Harry Potter and the Prisoner of Askaban(UK Edition)(15th ed.). London: Bloomsbury.

J.K. Rowling.(2001). Harry Potter and the Goblet of Fire(UK Edition)(1st ed.).London:Bloomsbury.

Joanne K. Rowling.(2010). Harry Potter und der Orden of Phönix(German Edition)(1st ed.).
Frankfurt: Carlsen.

J.K. Rowling.(2005). Harry Potter and the Half-blood Prince(UK Edition)(13th ed.).London:
Bloomsbury.

J.K. Rowling.(2013). Harry Potter and the Deathly Hallows(US Edition)(40th ed.).New York: Scholastic.

J.K. Rowling,John Tiffany&Jack Throne.(2016).Harry Potter and the Cursed Child(UK Edition)
(1st ed.). London:Little, Brown.

J.K. Rowling.(2016).J.K. Rowling’s Wizarding World.ค้นเมื่อ1กันยายน2559,จาก: https://www.pottermore.com/features

A.T.Riddle.(2015).สารานุกรมแฮร์รี่ พอตเตอร์.ค้นเมื่อ1กันยายน 2559,จาก: http://www.muggle-v.com/harrypotterencyclopedia

อ่านเพิ่มเติม »

มหากาพย์อีเลียดและโอดีสซีย์

โดย ไอรยา เกื้อหนองขุ่น

มหากาพย์อีเลียดและมหากาพย์โอดีสซีย์ ทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นบทประพันธ์ของกวีที่ชื่อว่า โฮเมอร์  ประพันธ์ขึ้นในราว 800 ปีก่อนคริสตกาล มหากาพย์อีเลียดเป็นเรื่องราวของสงครามระหว่างชาวกรีกกับชาวเมืองทรอย เป็นระยะเวลายาวนานถึง 10 ปี ผลจบลงโดยชาวกรีกเป็นฝ่ายชนะ โดยอาศัยกลศึกม้าไม้ และมหากาพย์โอดีสซีย์ เป็นเรื่องราวต่อจากมหากาพย์อีเลียด  เป็นผจญภัยของ ยูลิซิส ซึ่งเดินทางกลับบ้านทางทะเลภายหลังจากกรุงทรอยพินาศ


มหากาพย์อีเลียด

เอริส เทพีแห่งการทะเลาะวิวาท โกรธแค้นที่ไม่ได้รับเชิญไปร่วมงานอภิเษกสมรสระหว่างเทพีเธทิสและกษัตริย์เพลีอุสแห่งพาเธีย ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นในสรวงสวรรค์ นางแอบเอาแอ๊ปเปิ้ลทองคำไปวางไว้หน้างาน ซึ่งจารึกข้อความว่า แด่ผู้ที่สวยที่สุดในสวรรค์ ด้วยเหตุนี้เทพีที่ได้ชื่อว่าสวยงามที่สุด 3 องค์ ได้แก่ เทพีเฮรา เทพีอเธน่า และเทพีอะโฟไดท์  ต่างก็แย่งกันเป็นเจ้าของแอ๊ปเปิ้ลลูกนั้น แต่ก็ไม่มีใครสามารถตัดสินได้ แม้แต่ซุสผู้เป็นราชาแห่งทวยเทพ จึงให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจแทน ซึ่งก็คือ เจ้าชายปารีส โอรสองค์เล็กของพระเจ้าเปรียมแห่งกรุงทรอย เฮราให้สัญญาว่าหากปารีสเลือกนาง นางจะบัลดาลให้มีอำนาจเกรียงไกรและมั่งคั่งมหาศาลที่สุดในโลก ในขณะที่เอเธน่ารับปากจะให้เขาเป็นคนที่เฉลียวฉลาดที่สุดในโลก แต่อะโฟไดท์ ติดสินบนด้วยการจะให้ได้หญิงที่สวยที่สุดมาครอบครอง

ซึ่งชายหนุ่มอย่างปารีสย่อมยินดีในของรางวัลจากอะโฟไดท์มากกว่าความมั่งคั่งร่ำรวยหรือความรอบรู้ ปารีสจึงตัดสินให้เทพีอะโฟไดท์ได้ครอบครองผลแอ๊ปเปิ้ลทองคำเพราะเขาอยากครองคู่กับเฮเลน สตรีที่งดงามที่สุดบนโลกมนุษย์ และในต่อมาปารีสได้พบกับเฮเลนชายาของกษัตริย์เมเนลาอุสแห่งสปาร์ตา สตรีที่เขาหมายปองเทพีอะโฟไดท์ได้ทำตามสัญญานั้น และทำให้เฮเลนตกหลุมรักปารีสในทันใด จึงตัดสินใจหนีตามปารีสกลับเมืองทรอย เป็นเหตุให้กษัตริย์เมเน ลาอุส กษัตริย์อกาเมมนอนและเจ้าชายทุกเมืองแห่งกรีก ได้รวบรวมกำลังพลและพันธมิตรเข้าทำสงครามกับเมืองทรอยเพื่อชิงตัวนางเฮเลนกลับคืน อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้สงครามครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างกรีกและทรอยเกิดขึ้น

สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อชาวกรีกได้จับตัวนางไครเซอีส ลูกสาวของไครลีสเจ้าพิธีของอพอลโลมาแล้ว และยกนางให้เป็นรางวัลแก่อักกะเมมนอน เทพอพอลโลจึงทำให้เกิดโรคระบาดในกองทัพกรีก เพื่อบีบบังคับให้อักกะเมมนอนคืนตัวนางไครเซอีสให้แก่เขา อักกะเมมนอนจึงไปบังคับเอาตัวนางไบรเซอีสมาแทน ซึ่งนางไบรเซอีสเป็นทาสชาวเอเคียนที่ยกให้เป็นรางวัลแก่อคิลลีสนักรบผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค อคิลลีสจึงได้ถอนตัวออกจากการรบ ฝ่ายเมื่องทรอยมีเจ้าชายเฮกเตอร์ ลูกชายของท้าวเพรียม เป็นแม่ทัพนำศึกป้องกันเมืองและปกป้องครอบครัวของตนเอง เมื่ออคิลลีสไม่ได้รบด้วย เฮกเตอร์จึงสามารถเอาชนะกองทัพกรีกได้ นักรบกรีกที่เหลืออยู่รวมถึงโอดิซูสและดิโอมีดีสต่างได้รับบาดเจ็บ ปวงเทพต่างเข้าข้างเมืองทรอย ปโตรกลัสได้ปลอมตัวเป็นอคิลลีสโดยนำเสื้อเกราะของเขามาสวม และได้นำทัพชาวเมอร์มิดอนกลับเข้าร่วมรบเพื่อช่วยป้องกันเรือของพวกกรีกไม่ให้โดนเผาทำลาย ต่อมาปโตรกลัสได้ถูกเฮกเตอร์ฆ่า อคิลลีสจึงกลับเข้าร่วมรบเพื่อที่จะแก้แค้นให้ปโตรกลัส เขาประลองตัวต่อตัวกับเฮกเตอร์และฆ่าเฮกเตอร์ได้สำเร็จ แล้วเอาร่างของเฮกเตอร์กลับไปค่ายด้วย เท้าเพรียมซึ่งเป็นพ่อของเฮกเตอร์ ได้ลอบเข้าค่ายทัพกรีกเพื่อไถ่ร่างของลูกชายคืน อคิลลิสเกิดความสงสารจึงคืนร่างของเฮกเตอร์ให้แก่เขา และก็ได้จบลงที่การทำพิธีศพของเฮกเตอร์

การเสียชีวิตของวีรบุรุษแต่ละคนนั้นส่งผลให้สงครามรุนแรงหนักยิ่งขึ้น ทัพทั้งสองฝ่ายต่างเข้าแย่งชิงเสื้อเกราะอาวุธ และแก้แค้นต่อผู้ที่ฆ่าคนของฝ่ายตนเอง นักรบที่รอดชีวิตมาจากฝีมือขับรถของสารถี หรือด้วยการช่วยเหลือของเหล่าเทพ มหากาพย์อีเลียดเป็นสงครามที่โหดเหี้ยมและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด


มหากาพย์โอดีสซีย์

นักรบกรีกที่รอดชีวิตจากสงครามโทรจัน ต่างพากันเดินทางกลับบ้าน ยกเว้นโอดิสซีอุสที่ถูกเทพเจ้าโพเซดอนกักขังไว้เพราะบังอาจติเตียนเจ้าสมุทร โอดิสซีอุสต้องไปเฝ้าจอมเทพซีอุสที่เขาโอลิมปัส ขอให้เขาช่วยให้ได้กลับบ้านที่อิตากา ขณะเดียวกันนั้นเทวีอเธนาได้เดินทางไปพบลูกชายของโอดิสซีอุส คือ เทเลมาชัสที่อิตากา นางได้บอกเรื่องที่พ่อของเขายังไม่ตายให้เขาไปพบพ่อให้ได้ เทเลมาชัสกับลูกเรือจึงออกเดินทางทางเรือไปถึงเมืองไพลอส เขาได้เข้าเฝ้ากษัตริย์เนสเตอร์และถามเรื่องพ่อของเขา เนสเตอร์ได้บอกให้เขาเดินทางไปลาซิเดมอนเพื่อสอบถามจากกษัตริย์แห่งสปาร์ตาคือเมเนลอส และพระนางเฮเลนผู้เป็นต้นเหตุแห่งสงครามกรุงทรอย ซึ่งในที่สุดเทเลมาซัสก็รู้ว่าพ่อของตนตกอยู่ในเงื้อมมือของธิดาแห่งทะเลชื่อกาลิปโซ ที่เกาะโอจิเจียในทะเลเมดิเตอร์เนียน

ฝ่ายซีอุสได้รู้ว่าโอดิสซีอุสถูกจับจึงได้ส่งเฮอร์มีสไปที่โอจิเจีย บังคับให้ธิดาทะเลปล่อยโอดิสซีอุส โอดิสซีอุสจึงรีบต่อเรือเสร็จใน4วันและแล่นออกจากเกาะไป ฝ่ายโพซิดอนที่ยังไม่หายโกรธแค้นโอดิสซีอุสจึงได้ทำให้เกิดลมพายุพัดเรือแตก สายน้ำพัดพาโอดิสซีอุสไปติดที่ชายฝั่งทะเลเฟเซียน ลูกสาวของกษัตริย์อัลซิโนสคือนางนอสิกาได้พบโอดิสซีอุสที่ไม่ได้สวมใส่เสื้อผ้าโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ทั้งสองนางตกใจแต่สุดท้ายก็ได้ช่วยเหลือโอดิสซีอุส ให้สวมเสื้อผ้าให้ดื่มน้ำและรับประทานอาหารและพาไปพบพ่อของนางและสัญญาว่าจะส่งโอดิสซีอุสกลับบ้านเมืองโดยที่ยังไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร ในงานเลี้ยงมีการร้องเพลง พูดถึงสงครามโทรจันและความทุกข์ยากในการเดินทางกลับกรีซ

อัลซิโนสสังเกตว่าโอดิสซีอุสร้องไห้ระหว่างที่ฟังเพลงนั้น เพื่อให้หายสงสัยเมื่อเพลงจบลง กษัตริย์จึงได้จัดให้มีการเล่นเกมส์ โอดิสซีอุสได้แสดงความแข็งแกร่งออกมา ด้วยพละกำลังของเขาทุกคนสามารถรับรู้ได้ว่าเขาเป็นใคร โอดิสซีอุสจึงได้เล่าเรื่องของเขาให้ทุกคนฟังว่า เมื่อเดินทางออกจากกรุงทรอยนั้น เรือของเขาได้ลอยตามกระแสลมถึงเมืองอิสมารัสและต่อไปถึงเมืองกินบัวที่ทำให้คนของเขาที่มาด้วย เกิดความเกียจคร้านเขาจึงได้พยายามแก้ไขจนเดินทางต่อไปถึงดินแดนของไซคลอป อสุรกายตาเดียวได้จับคนของเขากินทีละคนส่วนโอดิสซีอุสนั้นเจ้ายักษ์เก็บไว้กินคนสุดท้าย เขาจึงมอมเหล้าเจ้ายักษ์ เอาเสาทิ่มตาจนตาบอดและหนีกลับไปลงเรือได้

ฝ่ายโอดิสซีอุสแล่นเรือไปถึงเอโอเลียที่อยู่ของเอโอลัส คือ เทพเจ้าแห่งลม พระองค์ได้ให้ถุงลมแก่เขา แต่ลูกเรือคิดว่าเป็นถุงสมบัติจึงเปิดถุงปล่อยให้ลมพัดออกไปหมด ลมพัดพาเรือไปถึงดินแดนเลสติโกเนียน มนุษย์ครึ่งคนครึ่งยักษ์ก็จับเอาลูกเรือไปกิน ส่วนที่เหลือต้องพากันรีบแล่นเรือหนีมาถึงเอเอียดินแดนของนักร้องเซอร์ชีได้สาปให้ลูกเรือกลายเป็นหมู แต่ด้วยโมลีที่เฮอร์มิสให้มาสามารถบังคับให้เซอร์ชีถอนคำสาปและกลับมาเป็นคนตามเดิม โอดิสซีอุสแล่นเรือต่อไปถึงเกาะไซเรน ผู้มีเสียงหวานดึงดูดให้ชายหลงเข้าไปสู่ความตายที่โขดหินมรณะ โอดิสซีอุสจึงเอาขี้ผึ้งอุดหูลูกเรือไว้และผูกตัวติดเสากระโดงเรือทำให้ออกมาจากเกาะนั้นอย่างปลอดภัย จนมาถึงช่องแคบในทะเลที่มีสัตว์ร้ายดูแลอยู่คือ สกิลากับชาริบดีสมนุษย์หกหัว สกิลาได้จับลูกเรือ 6 คน แต่เรือก็สามาถแล่นผ่านช่องแคบไปได้ และมาถึงเกาะสุริยเทพ ลูกเรือผู้หิวโหยได้แอบไปฆ่าวัวศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ฟังคำเตือนของโอดิสซีอุส สุริยเทพจึงทำให้เรือแตกต้องผจญกับวังน้ำวนคาริบดีส ซึ่งดูดทุกอย่างลูกเรือจมหายหมดเหลือแต่โอดิสซีอุสที่ลอยตัวตามกระแสคลื่นมาเกยฝั่งเกาะโอจิเจีย

เขาได้พบกับนางไม้อีกคนชื่อ คาลิปโซ่ นางอาศัยอยู่ในเกาะแห่งความฝัน เขาหลงรักโอดิสซีอุสจนจับเขามัดด้วยเล่ห์ เสน่หา อยู่กับนางถึง7ปี และหากเขาตกลงจะอยู่กับเทพธิดานี้ตลอดไป โอดิสซีอุสก็จะได้รับชีวิตนิรันดร์ มีความสุขบนเกาะแห่งความฝันแต่โอดิสซีอุสไม่ยอมตกลง เทวดาลงมาช่วยเจรจาให้นางปล่อยโอดิสซีอุสไปหาลูกเมีย คาลิปโซ่จึงปล่อยให้ไปพบกับชาวเฟอีเซียส์ซึ่งต่อเรือเก่งที่สุดในโลก และเขาก็ได้กลับนครอิธาคาของเขา ส่วนคาลิโซ่ก็ตายหลังจากที่โอดีสซีอุสออกจากเกาะไปไม่นาน

เมื่อมาถึงนครธิอาคาแล้วโอดิสซีอุสนำสมบัติที่ได้ทั้งหมดไปซ่อนไว้ในถ้ำ เทวีอธีนาแปลงให้โอดิสซีอุสเป็นชายแก่เดินทางไปลาซิโดมอนเพื่อรอการกลับมาของลูกชายที่เดินทางไปเฝ้าเมเนลอสกับพระนางเฮเลน ระหว่างนั้นโอดิสซีอุสก็ไปที่กระท่อมของคนรับใช้เก่าคือยูเมอุส ได้เล่าให้โอดิสซีอุสฟังว่า บรรดาผู้ดูแลทรัพย์สินได้ใช้จ่ายเงินทองอย่างฟุ่มเฟือยจนแทบจะไม่เหลือ เมื่อลูกของเขากลับมาถึงทั้งสองพ่อลูกก็ได้พบกัน ยูเมอุสและโอดิสซีอุสได้แปลงตัวเป็นคนขอทานไปยังบ้านของโอดิสซีอุส ทั้งสองถูกพวกผู้ดูแลขับไล่และด่าว่าอย่างรุนแรงแถมแอนติโนสยังเหวี่ยงม้านั่งมาโดนไหล่ของโอดิสซีอุสอีกด้วย โอดิสซีอุสสั่งให้ลูกของเขาเก็บอาวุธทั้งหมด กักผู้หญิงรับใช้ไปที่มุมหนึ่ง เพเนโลปจำเค้าหน้าของโอดิสซีอุสได้ แต่โอดิสซีอุสไม่ยอมรับว่าเขาเป็นใคร คงมีแต่นางยูริแคลอดีตนางกำนัลในวังที่จำนายเก่าได้ ขณะที่ล้างเท้าให้ขอทาน เพราะเห็นรอยแผลเป็นเหนือเข่าแต่เธอไม่บอกใคร

ฝ่ายเพเนโลปวางแผนหาคนที่แข็งแรงเพื่อมาช่วยเธอจากพวกคนดูแล เธอประกาศใช้คนธนูและขวาน 12 ด้ามของยูริตัสมาใช้ในการแข่งขัน เธอบอกกับพวกดูแลว่าเธอยินดีแต่งงานกับคนที่สามารถยิงธนูทะลุขวาน 12 ด้ามได้ เทมาชัสจึงเข้าสนามประลอง แต่เขาทำไม่สำเร็จฝ่ายผู้ดูแลพยายามทีละคนก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดโอดิสซีอุสจึงขอเข้าร่วมการแข่งขัน ปรากกว่าโอดิสซีอุสทำสำเร็จ เขาแปลงร่างกลับเป็นโอดิสซีอุสคนเดิม และยิงพวกผู้ดูแลเริ่มจากแอนติโนสตามด้วยผู้ดูแลคนอื่นๆเกิดการสู้รบกันพักหนึ่ง พวกผู้หญิงที่จงรักภักดีต่อผู้ดูแลถูกจับแขวนคอที่สนามหญ้า ฝ่ายเพเนโลปที่รอผลการประลองอยู่ในห้องได้ออกมาพบสามีของเธอ ทั้งสองได้มีความสุขอยู่ด้วยกันอีกครั้ง หลังที่ต้องจากกันเป็นเวลานาน

โอดิสซีย์ ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึง 10 ปี เขาได้เจอปัญหาและอุปสรรคมากมายกว่าจะเดินทางกลับถึงบ้าน แต่เขาก็ต่อสู้เพื่อจะกลับไปหาคนที่เขารักที่รออยู่บ้าน เรื่องนี้แสดงให้เห็นความซื่อสัตย์ต่อสามีของเพเนโลปที่ไม่หลงระเริงไปกับความหรูหราที่พวกผู้ดูแลประเคนให้ และโอดิสซีย์ วีรบุรุษที่มีความฉลาด มีไหวพริบดี

ม้าไม้ยักษ์แห่งทรอยนั้นมีจริงหรือไม่ เรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถตอบฟันธงลงไปได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่มีหลักฐานใดที่สามารถชี้ชัดได้ แต่ถ้าเมืองทรอยนั้นมีอยู่จริง เพราะว่ามีการขุดค้นพบซากเมืองที่เชื่อกันว่าจะเป็นเมืองทรอย บริเวณที่ชื่อ ฮิซาร์ลิก ในเมืองคานัคเกล ทางตะวันตกของประเทศตุรกี ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 1,250 ปีก่อนคริสตกาล โดยเราสามารถเห็นซากกำแพงและหอคอยของเมืองทรอยได้ และปัจจุบันก็มีการสร้างม้าไม้จำลองขนาดยักษ์ขึ้นบริเวณซากเมืองทรอยอีกด้วย

สงครามกรุงทรอย ระหว่างชาวเมืองทรอยกับชาวกรีก ซึ่งยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปี ผลจบลงด้วยชัยชนะของชาวกรีกโดยอาศัยกลศึกม้าไม้ นอกจากจะเป็นการสู้รบของมนุษย์แล้ว ยังมีเรื่องราวของเทพเจ้าสอดแทรกอยู่ด้วย มหากาพย์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าเทพเจ้าได้มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และเทพเจ้าสามารถที่จะประทานความสำเร็จหรือความล้มเหลวให้แก่มนุษย์ก็ได้ และการผจญภัยของ ยูลิซิส ซึ่งเดินทางรอนแรมทางทะเลกลับบ้านเกิดเมืองนอนภายหลังจากกรุงทรอยพินาศ ชี้ให้เห็นถึงความรักการผจญภัยของชาวกรีก   มหากาพย์ทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นการแสดงออกทางอารมณ์ของมนุษย์ ที่มีทั้งความรัก ความโกรธและศักดิ์ศรี

อ้างอิง 

เทพเจ้าราตรี. 2556. มหากาพย์โอดิสซีย์. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.cmxseed.com/cmxseedforumn/index.php?topic=79153.0

มหากาพย์อีเลียด. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.thongkasem.com/news_view.php?newsID=70

Chanapat bourtang. 2555. มหากาพย์อีเลียด. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://gkmyth.blogspot.com/2012/12/blog-post_7269.html

Chanapat bourtang. 2555. มหากาพย์โอดิสซีย์. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://gkmyth.blogspot.com/2012/12/blog-post_8.html

Jansa. 2551. สงครามเมืองทรอย. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2558, จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=233766

อ่านเพิ่มเติม »

มหากาพย์กิลกาเมช (Gilgamesh)

โดย ประพล จันทบุตร

จากตำนานที่ยิ่งใหญ่สู่งานวรรณกรรมที่กลายเป็นนิยายเก่าแก่ที่สุดในโลก ตำนานของวีรบุรุษที่เป็นราชันย์เหนือราชันย์ทั้งปวงนามว่า กิลกาเมซ (Gilgamesh) ผู้ที่มีทั้งพละกำลังเหนือสัตว์ป่าทั้งปวง มีความอดทนมุมานะ และยังเป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในเรื่องกามารมณ์เป็นอย่างมาก เรื่องราวต่างๆของกษัตริย์กิลกาเมชได้ถูกเขียนขึ้นเป็นวรรณกรรมที่มีชื่อว่า “มหากาพย์กิลกาเมช” เป็นมหากาพย์ที่โด่งดังของชาวเมโสโปเตเมีย และยังเป็นหนึ่งในมหากาพย์เรื่องแรกๆ ของอารยธรรมมนุษยชาติเลยก็ว่าได้

มหากาพย์กิลกาเมซนั้นถูกค้นพบเป็นแท่งดินเหนียวราว 12 แท่ง จากการสืบค้นพบว่า มหากาพย์กิลกาเมชนั้นถูกรวบรวมขึ้นในสมัยอัชชูร์บานิปาล กษัตริย์ของชาวอัสสิเรียน จารึกไว้เป็นภาษาซูเมอร์ เป็นอักษณะลิ่ม(คูนิฟอร์ม) ผู้จารึกมหากาพย์กิลกาเมชนี้ มีชื่อว่า ชิเนฆิอุนนินนิ (Shin-eqi-unninni)

ตามตำนานได้เล่าไว้ว่า กิลกาเมช เป็นษัตริย์แห่งนครอูรุก ซึ่งเป็นนครรัฐใหญ่ของชาวสุเมอร์เรียน พระองค์ทรงมีพระมารดาเป็นเทพและมีพระบิดาเป็นมนุษย์ ทำให้ทรงมีเลือดเทพอยู่ในวรกายครึ่งหนึ่ง และกิลกาเมชเป็นกษัตริย์ที่มัวเมาในเรื่องของกามารมณ์เป็นอย่างมาก พระองค์ใช้เวลาในแต่ละวันไปกับการหาสาวงามมาสนองตัณหาของตัวเอง โดยไม่ละเว้นว่า หญิงสาวผู้นั้นจะเป็นสาวโสดหรือมีคู่ครองแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาปวงชนผู้ทุกข์ร้อนจึงพากันไปสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าให้ทรงจัดการกับกิลกาเมช เหล่าเทพจึงมีมติให้จัดการมนุษย์ครึ่งเทพนี้ซะ โดยการให้เทพีอารารูปั้นดินเหนียวเป็นรูปบุรุษผู้หนึ่งและให้นามว่า เอ็นคิดู โดยเทพเจ้าได้นำความป่าเถื่อนของสัตว์ป่า 12 ชนิดใส่ลงไปในตัวของเขา เพื่อให้เขาทรงพลังพอที่จะจัดการกับกิลกาเมชได้


ที่มา: http://www.komkid.com/

เหล่าเทพได้ส่งเอ็นคิดูลงมาอยู่กับบรรดาสัตว์ป่าในป่านอกเมืองอูรุก ซึ่งเอ็นคิดูได้ใช้พลังของตนปกป้องสัตว์เหล่านั้นจากสัตว์นักล่าและนายพราน ซึ่งทำให้นายพรานเหล่านั้นไม่พอใจเป็นอย่างมากและได้วางอุบายโดยพากันไปว่าจ้าง แซมฮัต ยอดหญิงนครโสเภณีประจำเทวาลัยแห่งอูรุกให้ไปล่อลวงเอ็นคิดูออกมาจากป่า เมื่อเอ็นคิดูหลงในบ่วงสวาทของเธอ เธอจึงชักชวนเอ็นคิดูเข้าเมืองและนำเขาไปรู้จักการใช้ชีวิตแบบชาวเมือง

อยู่มาวันหนึ่งเมื่อพวกเขาได้ข่าวว่าราชากิลกาเมชกำลังจะเสด็จไปที่งานแต่งงาน งานหนึ่งเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการนอนกับเจ้าสาวในคืนแรก ซึ่งเมื่อเอ็นคิดูทราบเรื่องก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขารีบตรงดิ่งไปที่งานและเข้าขัดขวางกิลกาเมชไม่ให้กระทำการอันน่าบัดสีนั้นทั้งสองได้ต่อสู้กัน แต่ก็ไม่มีใครสามารถปราบใครได้ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้กิลกาเมชประทับใจเอ็นคิดู และได้ชวนมาเป็นสหายของตน หลังจากนั้นทั้งสองก็กลายเป็นสหายที่สนิทสนมกันมากที่สุด มิตรภาพทำให้กิลกาเมชเปลี่ยนไป กษัตริย์หนุ่มทรงเลิกพฤติกรรมร้ายกาจที่เคยทำจนหมดสิ้นและด้วยคำแนะนำของเอ็นคิดู พระองค์ได้หันมาใส่พระทัยกับการดูแลบ้านเมือง จนนครอูรุกเจริญรุ่งเรืองและประชาชนต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญในคุณงามความดีของราชากิลกาเมช

ทว่าในขณะที่ประชาชนทั่วทั้งนครพากันมีความสุขภายใต้การปกครองของราชาหนุ่ม กิลกาเมชกลับเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตที่สงบสุขนี้ พระองค์ปรารถนาที่จะแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต จึงได้ตรัสชวนเอ็นคิดูเดินทางไปยังป่าซีดาร์แห่งทิศตะวันตกเพื่อเผชิญหน้ากับอสูรฮูวาวา ทั้งสองออกเดินจากนครอูรุกโยปราศจากผู้ติดตามและหลังจากเดินทางเป็นเวลานับเดือนก็มาถึงเขตป่าซีดาร์ยักษ์ของอสูรฮูวาวา หลังจากนั้นพวกเขาก็ช่วยกันโค่นต้นซีดาร์ลงเพื่อท้าทายจอมอสูรให้ปรากฏตัว เมื่อสังหารจอมอสูรลงได้แล้ว กิลกาเมชกับเอ็นคิดูก็ช่วยกันโค่นป่าซีดาร์จนราบเรียบ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ชื่อเสียงของทั้งคู่เลื่องลือระบือไกล จนแม้ทวยเทพบนสรวงสวรรค์ก็ยังรับรู้

ในยามนั้น เทพีอิช ทรงได้ยินเรื่องราวของกิลกาเมช พระนางจึงเสด็จลงมาเพื่อทอดพระเนตรราชาหนุ่มและเมื่อได้เห็นแล้ว องค์เทพีก็บังเกิดความเสน่หาในตัวกิลกาเมช และขอสมรสกับกิลกาเมช ทว่ากิลกาเมชกลับปฏิเสธอย่างไม่มีเยื่อใย ทำให้เทพีทรงโกรธและอับอายที่ถูกปฏิเสธซึ่งหน้า จึงเสด็จไปเข้าเฝ้าเทพอนู พระบิดาของพระนางเพื่อขอให้ลงโทษมนุษย์โอหังผู้นี้ จากนั้นเทพอนูจิงได้ส่งกระทิงสวรรค์ลงมาเพื่อสังหารกิลกาเมชและทำลายนครอูรุก แต่ในไม่ช้ากษัตริย์หนุ่มได้ใช้ดาบแทงเข้าไปจุดอ่อนของกระทิงสวรรค์จึงทำให้ชีพลงในทันที หลังจากนั้นความอหังการ์ของสองสหาย ทำให้เหล่าเทพตัดสินใจให้บทเรียนที่สำคัญแก่กิลกาเมช โดยบันดาลให้เอ็นคิดูล้มป่วยและเสียชีวิตลง

ความตายของสหายทำให้กิลกาเมชเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง และยังทรงกลัวว่าตัวเองจะตายเช่นเดียวกับสบหาย จึงได้ตัดสินใจออกเดินทางไปยังต้นน้ำแห่งแม่น้ำทั้งมวลของโลก เพื่อค้นหา อุชนาปิชติม มนุษย์ผู้รอดตายจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกและได้รับพรจากเทพเจ้าให้เป็นอมตะ


ที่มา: http://www.komkid.com/

ด้วยความมุมานะอดทนทำผ่านอุปสรรคการเดินทางที่แสนยากลำบากไปได้ และ เมื่อไปถึง อุชนาปิชติมบอกกับกิลกาเมชว่า “ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่พ้น เพราะเหล่าเทพเจ้ามีประสงค์ให้ชีวิตมนุษย์เป็นเพียงสิ่งชั่วคราว”แต่กิลกาเมชก็ยังดึงดันจนอุชนาปิชติมยอมบอกให้กิลกาเมชดำน้ำลงไปต้นมหาสมุทร ณ จุดสิ้นสุดของโลก เพื่อนำเอาต้นไม้แห่งการกลับคืนสู่ความหนุ่มสาวขึ้นมากิลกาเมชทำได้สำเร็จและดีใจมาก เขาตั้งใจจะนำต้นไม้นี้กลับไปทดลองกับคนชราที่เมืองอูรุก ทว่าระหว่างเดินทางกลับ งูตัวหนึ่งได้มาขโมยต้นไม้ต้นนั้นไป ทำให้เหล่างูทั้งหลายสามารถลอกคราบเพื่อกลับคืนสู่ความเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง

แม้กิลกาเมชจะผิดหวังกับความพยายามที่สุดท้ายก็สูญเปล่าของตน แต่ในที่สุด เขาก็ได้เข้าใจถึงสัจจะธรรมของชีวิตและยอมรับชะตากรรมของชีวิตโดยไม่คิดดิ้นรนเป็นอมตะอีกต่อไป จากนั้นกิลกาเมชก็สั่งให้ขุนนางจารึกเรื่องราวการเดินทางของพระองค์ไว้ที่ฐานของประตูเมืองและกลายเป็นตำนานที่เล่าขานมานานนับพันปี

วรรณกรรมเรื่องนี้มีข้อคิดและสอนให้เราเข้าใจหลายๆอย่างในสัจธรรมของชีวิต เช่น สอนให้รู้จักความอดทดมุมานะ  ความเพียรพยายามที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย เป็นต้น หรือแม้แต่สอนให้รู้จักกับวัฏจักรของชีวิต ซึ่งมีเกิดแล้วก็ต้องมีดับไม่มีสิ่งในจะอยู่ได้ตลอดไปถึงแม้จะมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์พร้อมเพียงใดก็ตาม


อ้างอิง

มหากาพย์กิลกาเมช. Wikipedia(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มหากาพย์กิลกาเมช

มหากาพย์กิลกาเมช (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2558, จาก http://www.komkid.com/ตำนาน/มหากาพย์กิลกาเมช/

สัตว์ในเทพนิยายและตำนาน ตอนที่ 237 : มหากาพย์กิลกาแมช : Standard Akkadian version "Tablet I" (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2558, จาก http://writer.dek-d.com/0012/story/viewlongc.php?id=446421&chapter=237


อ่านเพิ่มเติม »

กระดาษปาปิรุส กระดาษแผ่นแรกของโลก (Papyrus)

โดย เกสรา ทำเนาว์

เมื่อกล่าวถึงการเขียนสิ่งที่เราจะนึกถึงเป็นอันดับแรกคือปากกา แต่หากในมือมีเพียงแค่ปากกาก็คงจะเขียนไม่ได้เลยถ้าขาดสิ่งๆ หนึ่งที่เรียกว่า “กระดาษ” ซึ่งในยุคแรกๆ โดยเฉพาะในยุคของชาวอียิปต์โบราณและชาวจีนโบราณได้มีการผลิตกระดาษขึ้นเพื่อใช้ในการจดบันทึกเท่านั้น จากนั้นก็มีพัฒนาการเรื่อยมา ปัจจุบันกระดาษได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย เช่น ทำเป็นกระดาษชำระ กระดาษห่อของขวัญ เป็นต้น แต่เคยสงสัยกันไหมว่ากระดาษที่เราใช้กันอยู่มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด ผลิตอย่างไร กว่าจะมาเป็นกระดาษให้เราใช้กันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ในอารยธรรมอียิปต์มีการพัฒนาระบบตัวเขียนขึ้นซึ่ง ได้แก่ อักษรภาพจารึกในแผ่นศิลาหรือ ฝาผนังหินขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า อักษรไฮโรกลิฟิก (Hieroglyphic)  และต่อมาได้พัฒนาตัวเขียนเพื่อให้เขียน ได้รวดเร็วขึ้นแต่ยังคงเป็นอักษรภาพอยู่  ที่เรียกว่า อักษรเฮียราติก (Hieratic) ซึ่งอักษรเฮียราติกนี้เองได้มีการเขียนลงกระดาษปาปิรุส (papyrus) ซึ่งทำจากต้นปาปิรุสที่มีขึ้นทั่วไปในแม่น้ำไนล์  ส่วนวัสดุที่ใช้เขียนจะใช้ปล้องหญ้ามาตัดเป็นปากกาจิ้มหมึกเขียนลงบนกระดาษ ชาวอียิปต์โบราณใช้กระดาษปาปิรุสเพื่อบันทึกข้อความสรรเสริญเทพเจ้า บทสวด คำสาบาน ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆ จากนั้นนำไปบรรจุไว้ในพีระมิดของอียิปต์ และนักประวัติศาสตร์เชื่อว่า เมื่อประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล ตั้งแต่ต้นราชวงศ์ของอียิปต์เป็นต้นมาได้มีการใช้กระดาษปาปิรุสกันแล้ว


ที่มา : http://2.bp.blogspot.com/

กระดาษปาปิรุสจึงนับว่าเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกที่ทำจากลำต้นกก ซึ่งก็คือต้นปาปิรุส เป็นกกชนิดหนึ่ง มีสีเขียว ลำต้นสูงประมาณ 15ฟุต (4.5เมตร) เป็นรูปสามเหลี่ยม ใบแหลม ออกดอกที่ปลายยอด และกลุ่มดอกมีความยาวประมาณ 10-20 นิ้ว (25-50 เซนติเมตร) ข้อดีของกระดาษปาปิรุส คือ มีความยืดหยุ่นและคงต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี เหมาะสมกับสภาพอากาศของอียิปต์

ในเมืองอียิปต์โบราณ จะมีบึงขนาดใหญ่อยู่ด้านข้างของแม่น้ำไนล์ ซึ่งมีต้นปาปิรุสขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก โดยชาวอียิปต์จะเข้าไปตัดแล้วมัดเป็นฟ่อนๆ จากนั้นพวกเขาจะทำการลอกเปลือกของต้นปาปิรุสออก และฝานออกเป็นชิ้นบางๆ ยาวประมาณ 40 เซนติเมตร (16 นิ้ว) และนำไปวางไว้ ส่วนชั้นที่ 2 จะวางไว้ทางด้านบนมุมขวา เมื่อเสร็จแล้วก็จะนำเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกฝานไปแช่ในน้ำและกดอยู่ภายใต้หินหนักเป็นเวลา 21 วัน จนกว่าเนื้อของต้นปาปิรุสนั้นจะมีความนุ่ม



เมื่อได้เนื้อของต้นปาปิรุสนุ่มตามที่พวกเค้าต้องการแล้ว พวกเค้าจะนำมาวางเรียงกันในตะแกรงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยจะวางเนื้อของต้นปาปิรุสนี้ด้วยกันสองชั้นในทิศทางสลับกัน คือชั้นแรกวางในแนวตั้ง และชั้นที่สองวางในแนวนอน ซึ่งน้ำหล่อเลี้ยงที่อยู่ในพืชจะทำหน้าที่เสมือนกาวช่วยยึดติดเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกฝานทั้งสองชั้นเข้าด้วยกัน ในขณะที่เนื้อของต้นปาปิรุสทั้งสองชั้นยังชื้นพวกเขาจะใช้ค้อนไม้มาทุบเนื้อของต้นปาปิรุสที่ถูกวางเป็นชั้นๆ ให้กลืนเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้งก็จะได้กระดาษปาปิรุสออกมาเป็นแผ่น



เมื่อกระดาษที่ได้แห้งสนิทแล้ว จะถูกนำมาขัดด้วยวัตถุที่มีลักษณะกลมเช่น หิน เปลือกหอย หรือไม้เนื้อแข็งที่มีลักษณะกลมเป็นต้น กระดาษปาปิรุสที่ผ่านการขัดแล้วจะมีผิวเรียบน่าเขียนมากขึ้น และเนื่องจากกระดาษปาปิรุสในยุคก่อนมีราคาที่แพงมาก ชาวอียิปต์จึงนำกระดาษที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่โดยนำกระดาษที่ถูกเขียนแล้วนำมาล้างคราบหมึกให้สะอาด

นอกจากนี้ต้นปาปิรุสยังถูกนำมาใช้เป็นวัสดุโครงสร้างของสิ่งของต่างๆ เช่น นำมาเป็นเชื้อเพลิง สร้างบ้าน ทำเชือก ทำรองเท้าชนิดสาน สานเป็นตะกร้า เป็นต้น ซึ่งงานศิลปหัตถกรรมที่ทำจากต้นปาปิรุสเหล่านี้องค์ฟาโรห์ทรงแต่งตั้งให้เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การควบคุม การดูแลอย่างใกล้ชิดของเจ้าหน้าที่ ทำใหญ่โตเป็นลักษณะอุตสาหกรรม ชาวบ้านจึงเรียกว่า ปะ - ปี๋ - ร่า ( Pa - Pe - Raa) หมายถึง กิจการที่เป็นขององค์ฟาโรห์ แต่ชาวกรีกโบราณออกเสียงเพี้ยนเป็นปาปิรัส จึงแผลงมาเป็นที่มาของคำว่า "เปเปอร์ ( Paper)" ในภาษาอังกฤษซึ่งก็คือกระดาษในปัจจุบันนั่นเอง

ปาปิรุสจึงนับเป็นไม้ชนิดแรกๆ ที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านของการบันทึก และเป็นกระดาษชนิดแรกของโลกที่ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมอียิปต์โบราณได้อย่างลึกซึ้ง


อ้างอิง

Papyrus.  Wikipedia. Retrieved 13 Sep 2014.  from: https://en.wikipedia.org/wiki/Papyrus.

กระดาษแผ่นแรกของโลก. [ออนไลน์]. ค้นเมื่อ 27 กันยายน 2557, จาก : https://docs.google.com/

การทำกระดาษปาปิรุสจากต้นกกโดยชาวอียิปต์ยุคโบราณ. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaigoodview.com/node/153727. (วันที่ค้นข้อมูล : 30 กันยายน 2557).

แมวเหมียว. ไปอียิปต์…กระดาษปาปิรุส. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=43397. (วันที่ค้นข้อมูล : 28 กันยายน 2557).

อ่านเพิ่มเติม »

กระดาษปาปิรุส (Papyrus)

โดย สุภาพรรณ มุงคุณ

ประวัติศาสตร์จะเกิดได้มีก็ต่อเมื่อมีการบันทึกเรื่องราวเป็นรายลักษณ์อักษรลงบนวัสดุที่คงทนและสามารถทนอยู่มาได้จนชนรุ่นหลังได้ค้นพบและนำมาเป็นหลักฐานการมีอยู่ของเรื่องราวในสมัยนั้น

อ่านเพิ่มเติม »

เฮียโรกลิฟฟิก (Hieroglyphics)

โดย ชลิตา สุทธิธรรม

อักขระโบราณที่ประกอบด้วยรูปภาพเล็กใหญ่หลากสีสันต่างๆ ถูกเขียนเรียงร้อยไว้บนผนังตามสุสานและวิหารของอียิปต์โบราณมากว่า 5000 ปี พวกเราต่างก็ทราบดีว่าภาพวาดเหล่านั้นคืออักษรภาพที่จารึกเรื่องราวอันลี้ลับต่างๆ ของอารยธรรมอียิปต์โบราณ ที่เรียกกันว่า อักษรเฮียโรกลิฟฟิก (Hieroglyphics) แต่ทราบหรือไม่ว่าอักษรภาพเหล่านี้มีความเป็นมาอย่างไร วันนี้เราจะมาย้อนรอยเกี่ยวกับอักษร เฮียโรกลิฟฟิก กันค่ะ

อ่านเพิ่มเติม »

อักษรรูปลิ่ม (cuneiform)

โดย วิริยา มาศวรรณา

แต่ละชาติต่างก็มีภาษาพูดและภาษาเขียนเป็นของตนเอง เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน และแต่ละภาษาก็ล้วนแล้วแต่มีที่มาที่หลากหลาย เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทราบว่าอักษรรุ่นแรกๆ ที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาคืออักษรอะไรและใครที่เป็นผู้คิดค้นอักขระเหล่านี้

หนึ่งในตัวอักษรแรกเริ่มของโลกก็คือ อักษรรูปลิ่ม หรือ คูนิฟอร์ม (Cuniform) เป็นระบบการเขียนที่หลากหลาย เป็นได้ทั้ง อักษรพยางค์ อักษรคำ และอักษรที่มีระบบสระ – พยัญชนะ คำว่า “cuneiform”นั้นมาจากภาษาละตินคำว่า “cuneus” ที่แปลว่า ลิ่ม ดังนั้นอักษรรูปลิ่มจึงรวมอักษรที่มีรูปร่างคล้ายลิ่มทั้งหมดไว้ด้วยกัน



อักษรลิ่ม เริ่มแรกนั้นถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวสุเมอเรียน เชื่อว่าเขียนขึ้นด้วยก้านอ้อหรือไม้ที่ตัดปลายเป็นเหลี่ยม แล้วกดลงไปบนแผ่นดินเหนียวที่อ่อนตัว จากนั้นก็นำไปเผาหรือตากแดดให้แห้ง แผ่นดินเหนียวจะมีขนาดยาวประมาณ 6 นิ้ว กว้างประมาณ 3 นิ้ว หนาประมาณ 1 นิ้ว ส่วนวิธีการรักษาให้อยู่ได้นานๆ นั้น บางครั้งเมื่อเผาหรือตากแดดจนแห้งแล้วจะหุ้มด้วยดินเหนียวบางๆ อีกชั้น แล้วเขียนทับลงไปใหม่นำไปเผาซ้ำอีกครั้ง เผื่อว่าอักษรด้านนอกลบเลือนหรือกะเทาะแตก ส่วนที่อยู่ด้านก็ในยังเหลือให้เห็นสำหรับแผ่นดินเหนียวที่เป็นรูปทรง 3 มิติ มี 2 ชนิดคือ แบบแผ่นแบนและแผ่นซ้อน

แบบแผ่นแบน เป็นรูปแบบโบราณ พบตั้งแต่ 8,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ใน ตุรกี ซีเรีย อิสราเอล จอร์แดน อิหร่าน และอิรัก เป็นแบบที่แพร่หลายกว่าแบบแผ่นซ้อนคาดว่าเป็นแบบที่ใช้ในการนับทางเกษตรกรรม เช่น การนับธัญพืช

แบบแผ่นซ้อน เป็นแบบที่ตกแต่งด้วยเครื่องหมาย เริ่มพบในช่วง 4,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ทางภาคใต้ของเมโสโปเตเมีย แผ่นแบบซ้อนจะใช้บันทึกเกี่ยวกับสินค้าแปรรูป พบในบริเวณที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เช่น ซูเมอร์ ตัวอย่างที่เก่าสุด พบในวิหารเทพีอินอันนา เทพีแห่งความรักและความอุดมสมบูรณ์ของชาวซูเมอร์ในเมืองอูรุก ซึ่งทางวิหาร




สำหรับการเขียนตัวอักษรลิ่ม เขียนเป็นสัญลักษณ์แบ่งเป็นกลุ่มๆ แทนความคิด คำและวัตถุ ต่อมาได้มีการปรับให้ละเอียดขึ้นโดย มีสัญลักษณ์แทนความหมายต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย แต่วิธีการเขียนไม่เอื้ออำนวยต่อการจดบันทึกหรือการเขียนที่มีขนาดยาวๆ เพราะแผ่นดินเหนียวแผ่นหนึ่งๆ เขียนข้อความได้ไม่มากนัก เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเริ่องเกี่ยวกับพระหรือนักบวช ซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสนา เช่น คำโคลงสดุดีพระเจ้า เพลงสวด ซึ่งเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าที่ตนนับถือ และเพื่อเรียกร้องให้มนุษย์เกรงกลัวและจงรักภักดี

การที่ชาวสุเมเรียนสามารถประดิษฐ์อักษรขึ้นเป็นครั้งแรกในนั้น นับเป็นความสำเร็จทางด้านสติปัญญาของชนพื้นเมืองในเมโสโปเตเมีย จนมีผู้กล่าวไว้ว่า “ประวัติศาสตร์เริ่มที่ซูเมอร์”  เพราะยุคประวัติศาสตร์คือ ยุคที่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว อักษรลิ่ม จึงถือว่าเป็นภูมิปัญญาขั้นสูงของชาวสุเมเรียน ที่ทำให้เราได้ทราบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของชนชาติโบราณที่อาศัยอยู่ในดินแดนมโสโปเตเมีย กว่า 5000 ปีที่ผ่านมา

อ้างอิง

นายพิษณุ เดชใดจุฬาภรณราชวิทยาลัย ปทุมธานี[Online] Available from : http://www.sahavicha.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=454
[Accessed 10th September 2014].

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมโรงเรียนศรียานุสรณ์ ต.วัดใหม่ อ.เมือง จ.จันทบุรี
[Online] Available from : https://sites.google.com/site/socialsiya16/sux-nwatkrrm/sara-prawatisastr/sux-prawatisastr/fil-dawnhold-prawatisastr-m-6[Accessed 10th September 2014].

ABJMP-social[Online] Available from : http://writer.dek-d.com/abjmp-social/story/viewlongc.php?id=773121&chapter=9[Accessed 10th September 2014]

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานเชสโก เปตรากา (Francesco Petrarca)

โดย นางสาวจันทิมา  แซ่เอียะ

ฟรานเชสโก เปตรากา (Francesco Petrarca; 20 กรกฎาคมค.ศ. 1304 - 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1374) หรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่าเปตรากเป็นกวีและนักวิชาการชาวอิตาลีหนึ่งในบรรดานักวิชาการในช่วงแรกๆ ของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเขาเป็นที่รู้จักยกย่องในฐานะ "บิดาแห่งมนุษยนิยม"จากงานของเปตรากและส่วนประกอบอื่นๆ Pietro Bemboได้สร้างรูปแบบของภาษาอิตาลีในปัจจุบันขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16

อ่านเพิ่มเติม »

วรรณกรรมในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

โดย ชลิตา บวรบุญ

สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมยุคใหม่ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเป็นการเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมที่กินเวลาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึง 17 การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ วรรณกรรมในยุโรปตะวันตกมีผลงานที่เขียนด้วยภาษาท้องถิ่นและสะท้อนความคิดด้านมนุษยนิยมอย่างแพร่หลายเนื่องจากมีเครื่องแท่นพิมพ์หนังสือ ที่สามารถพิมพ์หนังสือได้จำนวนมากในเวลารวดเร็ว นอกจากการพิมพ์จะเป็นการเผยแพร่แนวคิดแบบมนุษย์นิยมแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการผลิตผลงานวรรณกรรมของนักวิชาการ และกวีในสังคมยุโรปอีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม »

วรรณกรรมในสมัยกลางของยุโรป

โดย ชยางกูร วรรักษา

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 6-10 จะได้มีการปรากฏ ผลงานวรรณกรรมทั้งทางโลก และทางศาสนาวรรณกรรมทางโลกที่สำคัญ คือ มหากาพย์สดุดีวีรกรรมของนักรบชื่อโรลองด์ ส่วนวรรณกรรมเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ที่สำคัญ คือ เทวนคร ซึ่งใช้ภาษาละติน โดยนักบุญออกัสติน เป็นเรื่องราวการสร้างโลกตามทัศนะคริสต์ศาสนาช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13-14 วรรณกรรมมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับทางโลกมากขึ้นและเป็นมนุษย์นิยม

อ่านเพิ่มเติม »