แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปฏิวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การปฏิวัติ แสดงบทความทั้งหมด

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้า (Zapatista)

โดย กฤษณะ ทรัพย์แสนพูน

ซาปาติสต้า (Zapatista) หรือ กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้า เป็นกลุ่มปฏิวัติติดอาวุธอันมีฐานที่มั่นอยู่ในรัฐเชียปัส ซึ่งเป็นรัฐที่จนที่สุดในประเทศเม็กซิโก ซึ่งตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา ขบวนการนี้ได้ประกาศสงครามกับรัฐบาลเม็กซิโก โดยที่ฐานสังคมของกองทัพส่วนใหญ่เป็นชนพื้นเมืองแต่มีผู้สนับสนุนอื่นอยู่บ้างในเขตเมืองและจากนานาชาติโดยผ่านเว็บ

กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้า เป็นการก่อการขึ้นของภาคประชาสังคมที่ปฏิเสธต่อระบบหลักของเม็กซิโกและระบบทุนนิยมในหลายนัยยะด้วยกัน ขบวนการซาปาติสตาเป็นการก่อการของคนอินเดียนที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐทั้งในระบบการเมืองและระบบยุติธรรม เป็นการก่อการขึ้นในภาคชนบทและหัวเมืองในรัฐเชียร์ปัส ซึ่งเป็นที่ที่อยู่อาศัยของตน

ผู้นำขบวนการนี้คือรองผู้บัญชาการมาร์โกส (Marcos) ซึ่งรู้จักกันในอีกชื่อว่า (Delegate Zero) และเขาแตกต่างจากผู้บัญชาการซาปาติสตาคนอื่น ๆ ตรงที่รองผู้บัญชาการมาร์โกสไม่ใช่ชาวมายาพื้นเมือง กองทัพซาปาติสตานี้ได้ชื่อมาจากนายเอมีเลียโน ซาปาตา (Emiliano Zapata) นักปฏิรูปเกษตรกรรมและผู้บัญชาการของกองทัพปลดปล่อยชาวใต้แห่งชาติ (Liberation Army of the South) ในสมัยการปฏิวัติเม็กซิโก สมาชิกซาปาติสตามองว่าพวกตนเป็นทายาททางความคิดของซาปาตา และในหมู่บ้านซาปาติสตาจะมีภาพฝาผนังเป็นรูปของบุคคลสำคัญที่เป็นผู้จุดประกายอุดมการณ์ของกองทัพ เช่น ซาปาตา เช เกวารา และรองผู้บัญชาการมาร์โกส (Subcomandante Marcos)

กองทัพซาปาติสต้าได้หลุดออกจากระบบโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงทั้งการเมืองของรัฐบาลประเทศเม็กซิโกอย่างสิ้นเชิง อันเป็นการปกครองตนเองของชาวพื้นเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้ของกระบวนการโลกทุนนิยมที่ในระดับรัฐ-ชาติ กำลังเร่งรัดต่อการสถาปนาข้อตกลงทางการค้าเสรีที่จะมีต่อกัน แต่ส่วนที่เป็นภายในของเม็กซิโกกลับถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลังจากรัฐและระบบที่ตนเองดำรงอยู่ และกำลังจะถูกทิ้งขว้างจากกติกาใหม่ระหว่างรัฐที่กำลังจะสถาปนาขึ้นระหว่างกันของระบบโลกอีก

จุดยืนของกลุ่มซาปาติสตาคือการต่อต้านโลกาภิวัตน์หรือปฏิโลกาภิวัตน์ (anti-globalization) และการต่อต้านทุนนิยมหรือเสรีนิยมใหม่ (anti-neoliberalism) ระบบเศรษฐกิจที่ได้รับการส่งเสริมโดยประธานาธิบดีเม็กซิกันหลายต่อหลายคนนับ จาก ค.ศ.1982 เป็นต้นมา ในขณะที่สำหรับการเมืองภายในกลุ่มชนพื้นเมืองของพวกเขา จุดยืนของซาปาติสตาคือการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากรของตนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในที่ดินที่พวกเขาอาศัยอยู่


แผนที่แสดงรัฐเชียปัส ฐานที่มั่นของกองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสตา

ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ The North American Free Trade Agreement (NAFTA) นับเป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายเสรีนิยมใหม่ การปฏิวัติซาปาติสตาเริ่มต้นขึ้นในปี 1994 พร้อม ๆ กันกับการผ่านข้อตกลงดังกล่าวเพราะกองกำลังซาปาติสตาเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นจะมาทำลายสิทธิของชุมชนพื้นเมืองต่างๆ ในเม็กซิโกให้ยากจนลง อุดมการณ์ของกลุ่มซาปาติสตาเป็นส่วนผสมของสังคมนิยมเสรี (libertarian socialism) การปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเสรี (libertarian municipalism) มาร์กซิสต์เสรี (liberatian Marxism) และแนวคิดทางการเมืองแบบชนพื้นเมืองเผ่ามายา ซึ่งแท้จริงแล้วอุดมการณ์เหล่านี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับอุดมการณ์การต่อสู้ดั้งเดิมของเอมีเลียโน ซาปาตา ในด้านการปฏิรูปสังคมเกษตรแต่อย่างใด

กองกำลังซาปาติสตาเพื่อการปลดปล่อยประชาชาติประกาศที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระของชนพื้นเมืองในฐานะที่เป็นหนทางของการแก้ปัญหาอันหนึ่งยิ่งไปกว่านั้น รองผู้บัญชาการมากอสเชื่อว่าการต่อสู้นั้นเป็นไปเพื่อสิทธิและความเป็นอิสระต่าง ๆ ของผู้คนชาวมายันเช่นเดียวกับความโปร่งใสของรัฐบาลโดยทั่วๆ ไป ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการถกเถียงกันถึงเรื่องการอพยพที่ผิดกฎหมายในสหรัฐอเมริกา โดยการกระตุ้นและสนับสนุนพลเมืองเม็กซิกันให้หางานต่างๆ ทำได้ในประเทศของตนมากกว่าที่จะส่งออกแรงงานอันเนื่องมาจากการคอรัปชั่นของรัฐบาลและการรังควาญ

เหตุการณ์ที่สำคัญมากสุดบางอย่างในประวัติศาสตร์ของขบวนการซาปาติสตา เป็นวันที่ข้อตกลงนาฟตา (NAFTA) มีผลบังคับใช้เป้าหมายของกองทัพซาปาติสตาเพื่อการปลดปล่อยแห่งชาติไม่จำเป็นต้องเอาชนะรัฐบาลเม็กซิกัน แต่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากโลกให้หันมามองเรื่องของการกระจายความมั่งคั่ง อันลักลั่นส่วนใหญ่ของเชียปา และเพื่อประท้วงการเซ็นสัญญาข้อตกลงนาฟตา ซึ่งกองกำลังซาปาติสตารู้สึกว่าได้ไปช่วยทำให้ช่องว่างระหว่างความรวยความจนถ่างกว้างมากยิ่งขึ้นในเชียปาส ขบวนการซาปาติสตาไม่ได้เรียกร้องความเป็นอิสระจากเม็กซิโก แต่ค่อนข้างต้องการที่จะปกครองตนเองมากกว่า โดยการเรียกร้องว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกดึงเอาไปจากเชียปาส ต้องเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้คนของเชียปาส ยกตัวอย่างเช่น กว่า 90 เปอร์เซนต์ของน้ำที่เหมาะสำหรับดื่มกินมาจากเชียปาส กระนั้นก็ตามชุมชนจำนวนมากในเชียปาสกลับต้องทนทุกข์ เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ด้วยความอยุติธรรมเหล่านี้คือสิ่งที่กองกำลังซาปาติสตาต้องการที่จะกล่าวถึง

การปะทะกันด้วยอาวุธชั่วระยะเวลาสั้นๆ ในเชียปาส สิ้นสุดลงในวันที่ 12 มกราคม 1994 ด้วยการประกาศหยุดยิงฝ่ายเดียวโดยกองกำลังซาปาติสตา และก็ไม่เคยมีการเผชิญหน้ากันอย่างเต็มรูปแบบอีกเลยนับจากนั้นเป็นต้นมา รัฐบาลเม็กซิกันได้ดำเนินนโยบายสงครามแบบไม่รุนแรงแทนด้วยการใช้กองกำลังพลเรือน (para-military) เป็นกลุ่มๆ ในความพยายามที่จะควบคุมการกบฎ ขณะที่ซาปาติสตาได้พัฒนาการเคลื่อนไหวของตนและการรณรงค์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ Comunicados อยู่ตลอด เกี่ยวกับคำประกาศฉบับที่หกจากป่าลาคานดอน (Six Declarations of the Lacandon Jungle) ว่าจะไม่มีปฏิบัติการทางทหารอีกต่อไปในฝ่ายของพวกเขา การปรากฏขึ้นมาของอินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง ได้กระตุ้นการเป็นภาคีกับขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายซ้ายระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก



การพบปะกัน ระหว่างทวีปเพื่อมนุษยชาติและต่อต้านลัทธิเสรีนิยมใหม่ หรือที่เรียกว่า The Intercontinental Encounters for Humanity and against Neoliberalism ถือเป็นการประชุมนานาชาติในเชียปาสซึ่งเป็นเจ้าภาพโดยขบวนการซาปาติสตาในปี 1994 ซึ่งยังผลให้เกิดขบวนการกลุ่มซาปาติสตาอื่น ๆ ขึ้นมานอกเม็กซิโก รวมไปถึงซาปาติสตาเอสเส็กส์ตะวันตกในลอนดอนตะวันออกด้วย (the West Essex Zapatista in East London) รัฐบาลได้มีการเจรจากับกองทัพซาปาติสตา และได้บรรลุข้อตกลงในบันทึกซาน แอนเดรส (1996) โดยยินยอมให้มีการปกครองตนเองและสิทธิพิเศษแก่ประชากรพื้นเมือง แต่อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดี Zedillo และพรรคปฏิวัติ (the Institutional Revolutionary Party) (PRI), กลับเพิกเฉยต่อข้อตกลงดังกล่าว และยังได้เพิ่มกองกำลังทหารเข้าไปในท้องที่ด้วย รัฐบาลใหม่โดยการนำของประธานาธิบดี Fox ในปี 2001 กองกำลังซาปาติสตาได้เดินแถวเข้าไปยังเมือง Mexico City เพื่อเสนอเรื่องราวกรณีของพวกเขาต่อรัฐสภาเม็กซิกัน ข้อตกลง Watered-down agreements ได้ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายกบฏต่าง ๆ ซึ่งได้มีการสร้างเขตปกครองอิสระขึ้นมา 32 แห่งในเชียปาส, ด้วยเหตุดังนั้นบางส่วนของข้อตกลงจึงไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่ก็ได้ทุนมาสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ

ในเดือนกรกฎาคม ขบวนการซาปาติสตาได้นำเสนอประกาศฉบับที่หกของป่าลงคานดอน ในประกาศฉบับใหม่นี้ ซาปาติสตาเรียกร้องการรณรงค์ทางเลือกแห่งชาติ (หรือที่เรียกว่า "การรณรงค์บนเส้นทางอื่น" - the Other Campaign) ซึ่งตรงกันข้ามกันกับการรณรงค์ของประธานาธิบดีที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับทั่วไป บรรดาซาปาติสตาทั้งหลายได้เชื้อเชิญองค์กรฝ่ายซ้ายแห่งชาติต่าง ๆ จำนวน 600 องค์กรมายังพื้นที่อันเป็นเขตแดนของพวกเขา ซึ่งมีทั้งกลุ่มคนพื้นเมืองและองค์กรเอกชนนอกภาครัฐต่าง ๆ (NGOs) เพื่อที่จะมาฟังแถลงการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนซึ่งการประชุมได้สิ้นสุดลงในวันที่ 16 กันยายน อันเป็นวันที่เม็กซิโกมีการเฉลิมฉลองความเป็นอิสระจากสเปน ในการพบปะกันนี้ รองผู้บัญชาการมากอส เรียกร้ององค์กรต่าง ๆ เข้าร่วมกันเป็นภาคีอย่างเป็นทางการต่อประกาศฉบับที่หก (the Six Declaration), และรายละเอียดของการเดินทางเป็นเวลา 6 เดือนของซาปาติสตาไปยัง 31 รัฐของเม็กซิกัน ซึ่งได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับการรณรงค์เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เริ่มต้นขึ้นในเดือนมกราคม 2006



กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติซาปาติสต้าไม่มีทางเอาชนะรัฐบาลเม็กซิกันในการสู้รบ แต่ในแง่ของ "สงครามถ้อยคำ" หรือ "สงครามความคิด" แล้ว ซาปาติสต้าได้ชัยชนะอย่างท่วมท้นอาจเป็นเพราะพวกเขายึดหลักคำสอนของดอน อันโตเนียว หมอผีชาวเผ่ามายา ผู้เปรียบเสมือนพ่อบุญธรรมและอาจารย์ของรองผู้บัญชาการมาร์กอส ดอน อันโตเนียวฝากถ้อยคำไว้กับมาร์กอสว่า  "หากเจ้าไม่สามารถเลือกเหตุผลและกำลังได้พร้อมกันสองอย่าง จงเลือกเหตุผลก่อนเสมอ แล้วปล่อยให้ศัตรูเลือกกำลังไป ในบางสนามรบ พละกำลังเป็นสิ่งที่ทำให้ได้ชัยชนะก็จริง แต่เหตุผลต่างหากที่จะทำให้เราได้ชัยชนะในการต่อสู้โดยรวม คนที่มีพละกำลังไม่มีทางค้นหาเหตุผลจากความแข็งแกร่งของตนเอง ในขณะที่เราสามารถค้นพบความแข็งแกร่งจากเหตุผลได้เสมอ"

กลุ่มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ต่อรองกับสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์แต่ละคนควรจะได้รับสิทธิในถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ ถูกกีดกันไม่ให้ได้รับการเตรียมการขั้นพื้นฐานนี้ ไม่มีที่ดิน ไม่มีงาน ไม่มีหมอ ไม่มีอาหาร ไม่มีการศึกษา ไม่มีสิทธิที่จะเลือกตั้งผู้บริหารบ้านเมืองอย่างเสรีและตามหลักประชาธิปไตย ไร้อิสระเสรีจากการครอบงำของต่างชาติต้องอยู่อย่างปราศจากสันติภาพและความเป็นธรรม ทั้งแก่ตัวเราเองและลูกหลาน อธิปไตยของชาตินั้นโดยเนื้อหาและโดยดั้งเดิมแล้วอยู่กับประชาชน อำนาจทางการเมืองทั้งหลายเกิดขึ้นจากประชาชนและมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกโอกาส ประชาชนมีสิทธิอันไม่อาจเพิกถอนได้ในการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงลักษณะของรัฐบาลของตนได้โดยต้องต่อสู้กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เกิดขึ้นรวมทั้งวาทกรรมที่รัฐได้สร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนสิทธิที่พวกเขาจะได้รับให้เกิดประโยชน์แก่รัฐศูนย์กลาง

เนื่องจากซาปาติสตากลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการต่อต้านขัดขืนรูปแบบใหม่ เราจึงมักลืมไปว่า สงครามในเชียปัสไม่เคยยุติลงจริงๆ มาร์กอสนั้น แม้จะปิดบังตัวตนที่แท้จริงแต่เขาก็แสดงบทบาทท้าทายอย่างเปิดเผยในการเมืองของเม็กซิโก โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างดุเดือดเมื่อ ค.ศ.2006 แทนที่จะสนับสนุนผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสายซ้ายกลาง อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ เขากลับนำขบวน "การรณรงค์ทางเลือกอื่น" คู่ขนานกับการเลือกตั้งแทน โดยเรียกร้องให้หันมาสนใจประเด็นปัญหาที่ผู้สมัครทั้งหลายละเลยนับตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา เกิดความรุนแรงขยายวงกว้างอย่างเห็นได้ชัดมีทั้งการข่มขู่โดยยิงปืนขึ้นฟ้า รุมทำร้ายทุบตีอย่างป่าเถื่อน และมีรายงานว่าครอบครัวชาวซาปาติสตาจำนวนมากถูกขู่ฆ่า ข่มขืนและหั่นเป็นชิ้นๆ อีกไม่นาน กองทหารในค่ายก็จะมีข้ออ้างให้เข้าไปฟื้นฟู "สันติภาพ"ระหว่างกลุ่มชาวพื้นเมืองที่ทะเลาะวิวาทกันเอง ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ซาปาติสตาพยายามสงบนิ่งต่อความรุนแรงและเปิดโปงการยั่วยุต่าง ๆ นานา แต่เพราะการเลือกไม่ยอมหนุนหลังโลเปซ โอบราดอร์ในการเลือกตั้งเมื่อ ค.ศ. 2006 ทำให้ขบวนการสร้างศัตรูที่ทรงอำนาจขึ้นมา

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1997 ครบรอบ 10 ปีพอดี ปฏิบัติการซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการต่อต้านซาปาติสตา กองกำลังกึ่งทหารกลุ่มหนึ่งเปิดฉากยิงใส่โบสถ์เล็กๆ ในหมู่บ้านอัคเตอัล สังหารชาวพื้นเมืองไปถึง 45 คน ในจำนวนนี้มีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิต 16 คน บางศพถูกสับด้วยมีดมาเชตี ตำรวจของมลรัฐได้ยินเสียงปืน แต่ไม่ทำอะไรเลย ในช่วงหลายสัปดาห์มานี้ หนังสือพิมพ์ในเม็กซิโกตีพิมพ์บทความจำนวนมากรำลึกถึงวาระครบรอบสิบปีของการสังหารหมู่ แต่ในรัฐเชียปัส ประชาชนจำนวนมากบอกว่า สถานการณ์ในวันนี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าขนลุก ทั้งกองกำลังกึ่งทหาร ความตึงเครียดที่ทวีขึ้น ความเคลื่อนไหวลับๆ ล่อๆ ของกองทัพ การถูกโดดเดี่ยวอีกครั้งจากส่วนอื่น ๆ ของประเทศ พวกเขาส่งความวิงวอนขอร้องมาสู่ผู้คนที่เคยสนับสนุนพวกเขาในอดีต โปรดอย่ามองแต่อดีต โปรดมองไปข้างหน้าและช่วยป้องกันการสังหารหมู่อัคเตอัลครั้งใหม่ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น

เหตุการณ์และกระบวนการของกลุ่มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขบวนการเคลื่อนไหวซาปาติสตานี้ว่าเป็น การปฏิวัติครั้งแรกในแบบโพสต์โมเดิร์น เนื่องจากซาปาติสตาเป็นกลุ่มปฏิวัติที่หลีกเลี่ยงการติดอาวุธมาตั้งแต่กองทัพรัฐบาลเม็กซิโกได้ปราบปรามการลุกฮือของพวกเขาด้วยกำลังในปี พ.ศ. 2537 กลุ่มซาปาติสตาหันมาใช้ยุทธศาสตร์การต่อสู้แบบใหม่อย่างทันควันโดยดึงดูดการสนับสนุนจากชาวเม็กซิโกและกลุ่มสังคมนิยม-อนาธิปไตย (socialist-anarchist) จากนานาชาติ โดยที่พวกเขาใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในการกระจายข้อมูลข่าวสาร และการระดมแรงสนับสนุนจากกลุ่มเอ็นจีโอ (NGOs) และกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสังคมต่างๆ การเคลื่อนไหวของกลุ่มซาปาติสตานี้ยังได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์จากวงดนตรีเช่น Rage Against the Machine และ Leftöver Crack ผ่านเพลงของพวกเขา เช่น เพลง People of the Sun และยังหันมาใช้ความคิดที่เป็นภูมิปัญญาแทนการใช้กำลังเหมือนกองทัพอื่น ๆ เนื่องจากมีผู้นำอย่างมาร์กอส นักปฏิวัติผู้เชื่อมั่นในศักยภาพของประชาชนที่คิดเองได้ทำเองเป็น ผู้แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีนั้นก่อรูปมาจากการปฏิบัติ สู้เพื่อเสรีภาพ ความยุติธรรม และประชาธิปไตย


อ้างอิง

ภัควดี วีระภาสพงษ์. (2550).  ซาปาติสต้า:การปฏิวัติของวันพรุ่งนี้. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก:  http://oknation.nationtv.tv/blog/YPD/2007/05/08/entry-1

ภัควดี วีระภาสพงษ์. (2551). "ซาปาติสตา" บนเส้นด้าย : นาโอมี ไคลน์ รายงานจากซานคริสโตบัล สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2561, จาก:  https://prachatai.com/journal/2008/01/15461

อภิวัฒน์ วิลาวดีไกร. (2547). ซาปาติสต้า กองทัพปลดปล่อยแห่งเม็กซิโก. กลุ่มเพื่อนประชาชน.
(2551). ขบวนการซาปาติสตากับการก่อการขึ้นของอำนาจประชาชน. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561, จาก: http://oknation.nationtv.tv/blog/soontorn/2008/11/20/entry-1


อ่านเพิ่มเติม »

มิกคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต

โดย ฑิตยา ไชยศรีหา

หนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา และเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต หลังจากที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน บุคคลนั้นจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก “มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ



มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ (Mikhail Sergeevich Gorbachev) เกิดที่เมืองรีวอลโนเย ประเทศรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1931 อยู่ในครอบครัวของชาวยูเครน โดยในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับสงครามต่างๆ มากมาย ทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่ไปเรียน และครอบครัวเขาเองก็มีอาชีพเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาก็พยายามให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ มิกคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเป็นคนที่ขยัน อดทนและกตัญญู มีใจที่ตระหนักถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ ถือเป็นเด็กที่ฉลาดอีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะเติบโตอย่างสวยงามเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจเกลียดสงครามที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องมีชีวิตที่ยากลำบากและไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังสงครามในช่วงนั้นสิ้นสุดลง เขาก็ทำงานเป็นพนักงานประกอบรถแทรคเตอร์และควบคุมเครื่องจักรกล เขามีความมุ่งมานะ ขยัน และอดทน จนสามารถส่งตัวเองเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย โดยเขาจบปริญญาทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในปี ค.ศ. 1955  และในช่วงอายุเพียง 21 ปีขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาก็ได้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก มีความก้าวหน้าทางด้านการงานอย่างรวดเร็วได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกลางพรรค ให้เป็นเลขาธิการพรรคแรกของภูมิภาคสะตาฟโรโปล (Stavropol)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 กอร์บาชอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดของ "สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต" และในปีต่อมาได้เป็นสมาชิกกรรมการกลางของพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรระหว่างปี ค.ศ.1980-1985 จนเมื่อ คอนสแตนติน เชอร์เนนโก้ (Konstantin Chernenko) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ได้เสียชีวิตลง เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1985 - 1991 จนกระทั่งได้เป็น " ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียต " (President of the Presidium of the Supreme Soviet) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของระบอบใหม่ ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต



ในช่วงสมัยที่กอร์บาชอฟขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต และประเทศในแถบตะวันตกเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ผลักดันนโยบายที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสังคม ซึ่งนโยบายนั้นได้แก่

1. นโยบายกลาสนอสต์ (Glasnost)  เป็นการให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่สื่อและสิ่งพิมพ์ ยอมให้มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม

2. นโยบายเปเรสทรอยกา (Perestroika) มีเป้าหมายหลักคือ การปฏิรูปและปรับปรุงโครงสร้างแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

จากนโยบายนี้เองทำให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโก โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่ได้รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นและได้แพร่ขยายไปในสาธารณรัฐอื่นๆด้วย เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน

อีกทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของกอร์บาชอฟนั้นลดน้อยถอยลง ประชาชนประชาชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ และส่งผลให้เกิดการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหา ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้จึงเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลสหภาพโซเวียตจึงรีบยับยั้งความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเป็นชาตินิยมนี้ได้ ทำให้ต่อมาประเทศสาธารณรัฐริมฝั่งทะเลบอลติกสามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ


ภาพการก่อรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ.1991
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/

และสุดท้ายการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็มาถึง เมื่อกอร์บาชอฟมีนโยบายการต่างประเทศและกลาโหม เขาได้ทำการลดงบประมาณด้านการทหาร นำนโยบาย "การผ่อนความตึงเครียด" กลับมาใช้ใหม่ ลดอาวุธนิวเคลียร์กับฝ่ายตะวันตก พร้อมทั้งถอนทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.1989 จนในที่สุดฝ่ายอนุรักษ์นิยมในกองทัพไม่เห็นด้วยจึงเกิดการรัฐประหารในเดือนสิงหาคม ในปี ค.ศ.1991 จากการประท้วงของประชาชนนำโดย "บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)" ซึ่งเขาก็รอดมาได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกบังคับให้ลาออก หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ก็ถูกยุบและสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 เป็นต้นมา เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธินานาชาติเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ชื่อว่า "มูลนิธิกอร์บาชอฟ"


Gorbachev received Nobel Peace Prize
ที่มา : https://www.sbs.com.au/

ถึงอย่างไรก็ตาม จากการที่เขาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและ ปฏิรูปการเมืองให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นในครั้งนั้น แม้จะส่งผลกระทบต่อสหภาพโซเวียตก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพใน ค.ศ.1990 ด้วยเช่นกัน

จากการผลักดันโยบายกลาสนอสต์และเปเรสทรอยกาที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมของผู้นำโซเวียตคนสุดท้ายอย่าง มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ถึงแม้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้น จนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และการเป็นผู้นำที่ดีของมิกคาอิล กอร์บาชอฟ ที่อยากให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน ได้มีสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆมากขึ้น แม้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งเขาเองก็เสียใจจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในครั้งนั้นเช่นกัน


อ้างอิง

ประทุมพร วัชรเสถียร. (2532). กลาสนอสท์ - เปเรสตรอยกา : กอร์บาชอฟปฏิรูป. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ วงศ์วานิช. (2528). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

สุชานัน สิทธิวรยศ. (2549). บาบาทของนโยบายกลานอสต์และเปเรสทรอยกาของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่มีผลต่อพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต. กรุงเทพฯ: รัสเซียศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สตีเฟน ออฟตินอสกี้. (2533). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ผู้เปลี่ยนแปลงโลก. (อุดมพงษ์ แปลและเรียบเรียง). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แม่น้ำ.

The molussrcccp. (2555). 5 ยุคกอร์บาชอฟและการล่มสลาย. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: https://sites.google.com/site/themolussrcccp/home/5-yukh-kxr-ba-chxf-laea-kar-lm-slay

Tiew russia. (2554). รัสเซียหลายพันชุมนุมประท้วง. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: http://www.tiewrussia.com/thnews/index.php?name=news&file=readnews&id=896/

Wikipedia. (2561). มิคาอิล กอร์บาชอฟ. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มีฮาอิล_กอร์บาชอฟ#รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

อ่านเพิ่มเติม »

บอลเชวิค (Bolshevik) กับการปฏิวัติรัสเซีย

โดย ชนาพร ภูผาพลอย

ในการปฏิวัติรัสเซียในช่วงของเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นจาก”พรรคบอลเชวิค”และเหล่าชนชั้นแรงงานโซเวียตเข้าล้มล้างการปกครองของรัฐบาลเฉพาะกาล ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเกิดจากการแสดงความไม่พอใจในราคาสินค้า ความอดอยาก และการขาดแคลนอาหาร จนรัฐบาลกษัตริย์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะลาออก และทำให้เกิดการเลือกรัฐบาลใหม่ขึ้นมา แต่พรรคบอลเชวิคก็ทำการปฏิวัติยึดอำนาจบริหารประเทศไว้ได้ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ถือได้ว่าการปฏิวัติครั้งสะเทือนโลก

พรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) นั้นมีสมาชิกของกลุ่ม ๆ หนึ่งภายในพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (Russian Social Democratic Labour Party) เป็นพรรคปฏิวัติลัทธิมากซ์ ได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1903 โดยวลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lanin) ผู้นำของกลุ่มลัทธิมากซ์นอกประเทศรัสเซีย  เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีความเชื่อในความเป็นสากลของทุกชนชั้นคือทุกคนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งได้ยึดถือหลักอำนาจเผด็จการพรรคเดียว


บอลเชวิค
ที่มา https://www.bloggang.com/

สถานการณ์ของรัสเซียในช่วงนี้นั้นคือการที่พลเมืองไม่มีความมั่นใจในการปกครอง เนื่องมาจากการที่รัสเซียแพ้สงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น จึงทำให้มีการจัดการประชุมหาพรรคการเมืองในการปกครองประเทศ ซึ่งการประชุมในเดือนสิงหาคม 1904 ในที่ประชุมสมัชชาอัมสเตอร์ดัม ผู้แทนของบอลเชวิคได้เสนอ " ข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ภายในพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย " ซึ่งเลนินเป็นผู้อำนวยการร่างขึ้นในนั้นได้กล่าวถึงสาเหตุที่เลนินเห็นสมควรกำหนดให้สมาชิกพรรคต้องเข้าร่วมในองค์การจัดตั้งแห่งใดแห่งหนึ่ง ในระเบียบการของพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันไม่ได้เรียกร้องให้สมาชิกพรรคต้องเข้าร่วมการจัดตั้งแห่งใดแห่งหนึ่งของพรรค ดังนั้นจึงถูกลัทธิแก้มาคัดค้านลักษณะพรรคอย่างกว้างขวางทั้งนี้เป็นการเผยให้เห็นอย่างลึกซึ้ง " 

ในปี 1904 เลนินได้เขียนบทความเรื่อง "ก้าวหนึ่งก้าว ถอยสองก้าว" บทหนึ่ง ทำการอธิบายหลักการจัดตั้งของพรรคการเมืองแบบใหม่อย่างรอบด้าน เนื้อหาสาระในนั้นเลนินเรียกร้องไม่ให้ชาวบอลเชวิคอ่อนข้อต่อแก่ชนชั้นนายทุนเหมือนที่นักสังคมนิยมรัสเซียทั้งหลาย ในที่ประชุมสมัชชาทั่วประเทศครั้งที่ 3 ของพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 1905 ร่างระเบียบการพรรคที่เลนินเป็นผู้เสนอก็ได้ผ่านที่ประชุมแต่ในระหว่างนั้นยังไม่ได้มีพรรคใดได้ปกครองประเทศ จึงปกครองด้วยการใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ต่อมามีการปฏิวัติในค.ศ.1917 มีสาเหตุจากสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งทหารและชาวรัสเซียนับล้านจากการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจเคอเรนสกีขึ้นบริหารประเทศ

ต่อมาในเดือนตุลาคม เกิดการปฏิวัติจากชนชั้นแรงงาน ทหาร เหล่าสมาชิกบอลเชวิคได้เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลแสดงถึงความไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาลเฉพาะกาลที่ทำให้เกิดความอดยากในประเทศชาติ ทำให้รัฐบาลเฉพาะกาลจับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิคและสั่งให้เป็นพรรคที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้เลนินต้องหนีไปลี้ภัยที่อย่างเร่งด่วน ทำให้เลนินตัดสินใจในการปฏิวัติ รัฐบาลเฉพาะกาลด้วยการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ ในช่วงนั้นเขาได้ตีพิมพ์บทนิพนธ์เรื่อง “รัฐและการปฏิวัติ” ชูประเด็นรัฐบาลที่จัดตั้งโดยโซเวียต (ซึ่งเลือกตั้งมาจากสภาของคนงาน  ทหาร  ชาวนา) เป็นองค์กรหลัก  คำขวัญ  “อำนาจทั้งปวงเป็นของโซเวียต”   นิพนธิ์เดือนเมษายนของเลนินเริ่มได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น มากกว่าแนวทางของรัฐบาลเฉพาะกาลที่หมดคุณค่าลงไปในสายตาของสาธารณะชน


การปฏิวัติรัสเซียในช่วงของเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917

ในขณะที่มวลชนเคลื่อนไหวบดขยี้กบฏคอร์นิลอฟ สมาชิกชาวบอลเชวิคก็ไม่ได้หยุดการคัดค้านรัฐบาลชั่วคราวของเคอเรนสกี พวกเมนเชวิค และพรรคสังคมนิยม ได้ปฏิวัติต่อหน้ามวลชนชี้ให้เห็นว่านโยบายของพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นการต่อต้านการปฏิวัติของคอร์นิลอฟ

มาตรการทั้งหลายส่งผลให้กบฏคอร์นิลอฟต้องพ่ายแพ้ไป นายพลครีมอฟฆ่าตัวตาย  คอร์นิลอฟและผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นๆเช่น เดนิกิน และลูคอมสกี ถูกจับกุม ความพ่ายแพ้ของกบฏคอร์นิลอฟแสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความเข้มแข็งของขบวนการปฏิวัติและปฏิปักษ์ปฏิวัติ เป็นการแสดงให้เห็นว่ามวลชนไม่อาจอดทนกับนโยบายทำสงครามและความวุ่นวายหายนะทางเศรษฐกิจที่มีสาเหตุมาจากการทำสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้น จากการพิชิตกบฎคอร์นิ

หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้พรรคบอลเชวิคเติบใหญ่ขึ้นจนมีลักษณะชี้ขาดในการปฏิวัติและสามารถทลายความพยายามใดๆที่พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติจะสกัดกั้นการเติบใหญ่นี้ลงไปได้ และเหตุการณ์กบฏคอร์นิลอฟ พรรคบอลเชวิคได้แสดงถึงพลังที่แท้จริงในการบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี บรรดากรรมกรและทหารต่างยอมรับคำชี้แนะของพรรคไปปฏิบัติการอย่างไม่ลังเล ต่อมาทำการบริหารประเทศและได้สถาปนารัสเซียเป็นประเทศสังคมนิยมประเทศแรกของโลกและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพโซเวียต


อ้างอิง

การก่อตั้งพรรคบอลเชวิค.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: http://pumalone.blogspot.com/2012/11/blog-post_2370.html

บอลเชวิค  พรรคการเมืองผู้ปฏิวัติรัสเซีย.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://www.dek-d.com/board/view/927823/

พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ.  (2553).  เลนิน วีรบุรุษแห่งการปฏิวัติหรือนักล่าฝันแห่งเครมลิน.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=vuw&month=09-09-2010&group=4&gblog=17

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561).  การปฏิวัติรัสเซีย.   สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/(การปฏิวัติรัสเซีย)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561).  บอลเชวิก.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/(บอลเชวิก)

เลนิน บนเส้นทางปฏิวัติ.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: http://45history.blogspot.com/2015/04/14.html

อ่านเพิ่มเติม »

ดร.ซุนยัตเซ็น บิดาแห่งการปฏิวัติจีน

โดย ณิชกุล  ศรีสวัสดิ์

ประเทศจีนปกครองระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลาหลายพันปี ในสมัยราชวงศ์ชิงเข้าปกครองแผ่นดินจีนยาวนานกว่า 200 ปี นับว่าเป็นราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินจีนยาวนานและยิ่งใหญ่ที่สุดราชวงศ์หนึ่ง กลับเป็นยุคที่ราชสำนักอ่อนแอและตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยม แต่ผู้ที่ลุกขึ้นปกป้องประเทศกลับเป็นราษฎรข้าของแผ่นดิน การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ เป็นพลังที่แม้แต่รัฐบาลเผด็จการก็ไม่อาจต้านทาน ในยุคที่มืดมิดนี้เองก็มีแสงหนึ่งที่กำเนิดขึ้นในครอบครัวชาวนายากจน และซุนยัดเซ็นคือแสงสว่างนั้น

ชื่อเกิดของท่าน คือ “ซุนเหวิน” (孫文) และชื่อทางการ คือ “ซุนเต๋อหมิง” (孫德明) ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ซุนอี้เทียน” (孫逸仙 ) ซึ่งออกสียงเป็น “ซุนยัตเซ็น”ในภาษาจีนกวางตุ้ง มีความหมายว่า เทพเจ้าอิสระ โดยชื่อซุนยัตเซ็นนั้นท่านได้เริ่มใช้เมื่ออายุ 33 ปี ชาวจีนจะเรียนท่านว่า “ซุนจงซาน” (孫中山 ) ซุนยัตเซ็นเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ.1866 ที่อำเภอจงซาน มณฑลกวางตุ้ง กล่าวกันว่าท่านมีลักษณะนิสัยเหมือนมารดา คือเป็นคนค่อนข้างเงียบ ถึงอย่างนั้นท่านก็เป็นคนที่ฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะด้านที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ ปรัชญา อีกทั้งยังชอบอ่านแผนที่เป็นพิเศษ


ที่มา : https://th.wikipedia.org/

ซุนยัตเซ็น เริ่มเข้าเรียนเมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านได้ศึกษาอักษรศาสตร์ของจีนตามแนวขงจื้อ และสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรคัมภีร์โบราณของจีน เมื่ออายุ 12 ขวบ ซุนยัตเซ็นได้เดินทางไปยังฮาวายพร้อมมารดา การได้พำนักและศึกษาในต่างประเทศเป็นเวลา 5 ปี ทำให้ท่านได้เห็นความเจริญต่างๆ ได้ปลูกฝังแนวคิดประชาธิปไตยและมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมสมัยใหม่และเมื่อได้เปรียบเทียบสถานการณ์ในประเทศกับต่างประเทศที่ท่านได้เห็นมา ก็ยิ่งทำให้ท่านมีความรู้สึกว่า ความไม่เป็นธรรมต่างๆในสังคมจีนจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และทำให้ท่านเกิดความปรารถนาที่จะพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตน

เมื่อกลับมาสู่บ้านเกิด ท่านพยายามปลุกระดมชาวบ้านให้เกิดความสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมโดยการโจมตีความเน่าเฟะของบ้านเมืองและขนบธรรมเนียมประเพณีอันล้าหลังของจีน อีกด้านหนึ่งท่านได้เริ่มลงมือพัฒนาการบริหารท้องถิ่น เช่น ติดตั้งไฟส่องถนน การทำความสะอาดถนนและการสาธารสุขป้องกันโรคติดต่อ เป็นต้น จากบันทึกความทรงจำเกี่ยวการปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกของท่าน คือ การทำลายเทวรูป ท่านคิดว่าการกราบไหว้ต่อสิ่งเหล่านี้เป็นการเชื่อที่งมงาย จึงได้ทำลายเทวรูป พฤติการณ์การทำลายเทวรูปอันห้าวหาญของซุนยัตเซ็นได้สร้างความเดือดดาลให้แกชาวบ้านส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะถูกโจมตีจากพวกเจ้าที่ดินอย่างหนัก จนในที่สุดต้องเนรเทศตัวเองไปสู่ฮ่องกง

เมื่อไปถึงฮ่องกง ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมคริสตจักรอังกฤษ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1883 และได้เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชน ถึงแม้ว่าท่านได้รับการศึกษาของอาณานิคมแต่ก็มิได้ทำให้ความรักชาติของท่านลบเลือน ในปีค.ศ. 1881-1885 การรุกรานของฝรั่งเศสทำให้สงครามจีน-ฝรั่งเศสระเบิดขึ้น ณ สมรภูมิชายแดนจีน-เวียดนาม กองทัพจีนได้ปราชัยให้แก่กองทัพฝรั่งเศส รัฐบาลจีนราชวงศ์ชิงกลับไปยุติสงครามด้วยการคุกเข่าขอยอมลงนามในสนธิสัญญายอมจำนนต่อข้าศึกที่เมืองเทียนสิน ทำให้ท่านเคียดแค้นอย่างยิ่ง

ซุนยัตเซ็นได้เข้าศึกษาต่อในวิชาแพทย์ในวิทยาลัยแพทย์หัวหนาน และสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของมหาลัยในปี ค.ศ.1892 ระหว่างที่ท่านได้ศึกษาการแพทย์อยู่นั้น ท่านสนใจปัญหาการเมืองอยู่ตลอด ท่านได้ยึดสถานศึกษาเป็นแหล่งโฆษณาชวนเชื่อในอุดมการณ์รักชาติ เพื่อปลุกเร้าให้มวลชนเกิดความตื่นตัว ท่านมักจะเอ่ยถึง “หงซิ่งฉวน”โดยยกย่องบุรุษผู้นี้เป็นวีรบุรุษแอนตี้ราชวงศ์ชิงคนแรกและตั้งตนเป็นหงซิ่งฉวนคนที่สอง


ภาพของซุน ยัตเซ็น (นั่งคนที่สองจากซ้าย) และสมาชิกปฏิวัติสี่สหาย ได้แก่ ยึงฮกลิง (ซ้าย), ชานซิวบาก (นั่งคนที่สองจากขวา), เยาลิต (ขวา) และ กวน จิงเลี่ยง (ยืน) ที่วิทยาลัยการแพทย์ในฮ่องกง
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

จากอายุ 12 ขวบถึง 26 ปี ซุนยัตเซ็นรับการศึกษาจากลัทธิทุนนิยมตะวันตกเป็นเวลา 14 ปี ด้วยความเป็นชายหนุ่มที่พากเพียรหาความรู้ตะวันตกเพื่อแสวงหาสัจธรรมในการช่วยชาติ ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสในอารยธรรมของชนชั้นนายทุนตะวันตก ในขณะเดียวกันการต่อสู้แอนตี้ราชวงศ์จักรวรรดินิยมและศักดินาของประชาชนทั้งในและต่างประเทศได้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อความนึกคิดของท่าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลสำคัญต่อการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนของซุนยัตเซ็น

การก้าวสู่หนทางปฏิวัติประชาธิปไตยของซุนยัตเซ็นในปี ค.ศ. 1890 ท่านได้เขียนหนังสือถึงขุนนางเจิ้งหยู โดยแนะนำให้ปฏิรูป 3 ประการ คือ ส่งเสริมเกษตรกรรม ห้ามสูบฝิ่นและดำเนินการศึกษาภาคบังคับ แต่ก็ไม่มีใครสนับสนุนความคิดของท่าน วันที่ 24 พฤศจิกายน ซุนยัตเซ็นได้ก่อตั้งสมาคมซิงจงฮุ่ย(ฟื้นฟูจีน) การก่อตั้งสมาคมขึ้นเพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมือง ผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี เพื่อรวบรวมประชาชนจีนทั้งในและนอกประเทศ เผยแพร่อุดมการณ์กู้ชาติ และขับไล่พวกตาด(แมนจู) ที่ป่าเถื่อนออกไป ฟื้นฟูประเทศและจัดตั้งสาธารณรัฐ

จนกระทั่งในวันปีใหม่ ค.ศ. 1890 ซุนยัตเซ็นได้เดินทางจากเซี่ยงไฮ้ไปยังนานกิงเพื่อปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของจีน ท่านได้ประกาศ “คำปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราว” พร้อมทั้งประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาราษฎร์จีน จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ชิงถูกบีบจนต้องประกาศสละราชสมบัติ ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ดำรงมานานถึง 2,000 กว่าปีได้สิ้นสุดลง การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนปะทุขึ้นในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1911 ตรงกับปีซินไฮ่ของศักราชเก่าของจีน ด้วยเหตุนี้จึงเรียกการปฏิวัติโค่นราชวงศ์ชิงครั้งนี้ว่า “การปฏิวัติซินไฮ่”

ภายหลังการปฏิวัติซินไฮ่ เนื่องจากความอ่อนแอของชนชั้นนายทุนจีนมิได้ปราบศัตรูของการปฏิวัติให้ราบคาบ ไม่กล้าคัดค้านจักรวรรดินิยม ดังรัฐบาลชั่วคราวนานกิง อันมีซุนยัตเซ็นเป็นผู้นำ ได้รับความกดดันอย่างหนักจากอิทธิพลจักรวรรดินิยมและศักดินานิยม ทำให้ซุนยัตเซ็นประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดีชั่วคราวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1912 และมอบอำนาจการปกครองให้แก่หยวนซื่อไข่ เป็นประธานาธิบดีคนต่อไป



ดร.ซุนยัตเซ็น ตลอดชีวิตของท่านได้ผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยของประเทศจีน 2 ยุค ก็คือ การปฏิวัติประชาธิปไตยแผนเก่า คือ การปฏิวัติซินไฮ่ หลังจากการปฏิวัติซินไฮ่ล้มเหลว ซุนยัตเซ็นได้รับความช่วยเหลือจากพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน ท่านได้ประกาศลัทธิไตรรัตน์เป็นการปฏิวัติแผนใหม่ คือ ล้มแมนจู ตั้งสาธารณรัฐและช่วยเหลือคนจน บรรลุการร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งที่ร่วมกันก่อตั้งขึ้นใหม่กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการต่อสู้ปฏิวัติคัดค้านจักรวรรดินิยมและศักดินานิยม ตลอดระยะเวลา 40 ปีในการต่อสู้ปฏิวัติมาอย่างยาวนาน ซุนยัตเซ็นมหาบุรุษผู้นำแห่งการปฏิวัติจีนได้ถึงอนิจกรรมด้วยโรคมะเร็งตับ ในวันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1925 ณ นครปักกิ่ง ขณะอายุ 59 ปี

ชั่วชีวิตอันยิ่งใหญ่ของ ดร.ซุนยัดเซ็น คือชั่วชีวิตแห่งการปฏิวัติ คือชั่วชีวิตแห่งการต่อสู้ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ทั้งระหว่างประเทศและในประเทศ ท่านยืนอยู่เบื้องหน้ากระแสธารแห่งยุคสมัย ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับประวัติศาสตร์ สร้างคุณูประการอันดีให้แก่การปฏิวัติของประชาชน ท่านได้อุทิศปัญญาตลอดชีวิตให้แก่การปฏิวัติจีน เป็นการทุ่มเทอย่างไม่คิดชีวิตที่แท้จริง จิตใจปฏิวัติเพื่อชาติ เพื่อประชาชนและก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของ ดร. ซุนยัตเซ็น ควรที่คนทั่วไปถือเป็นแบบอย่าง “ถ้าเชื่อว่าได้ ต่อให้ต้องย้ายภูเขา ถมทะเลก็ทำได้


อ้างอิง

ซุน ยัด เซน บุรุษผู้มีคำว่า"ปฏิวัติ"อยู่ในสายเลือด บิดาแห่งสาธารณรัฐจีน. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561, จาก : http://freedom-thing.blogspot.com/2012/02/blog-post_11.html

ซุน ยัตเซ็น. สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2561, จาก :  https://th.wikipedia.org/wiki/

วัชระ  ชีวโกเศรษฐ. (2553). ชีวประวัติ ดร.ซุนยัดเซ็น นักปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่. กรุงเทพฯ : สุขภาพใจ.

วีรชัย  โชคมุดดา. (2557). ประวัติศาสตร์จีน มหาผู้อำนาจผู้กุมชะตาโลกจากโบราณถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : ยิปซี. 

หลิวเสี่ยวฮุ่ย. (2556). ซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีน. กรุงเทพฯ : มติชน.


อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน

โดย กิตติภณ กองพันธ์

ประวัติศาสตร์จีนยุคใหม่เมื่อสถาปนาเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทสำคัญของจีนต่อโลก มีเหตุการณ์สำคัญของช่วงเปลี่ยนผ่านหลายเหตุการณ์ การปฏิวัติวัฒนธรรมถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของจีนเป็นอย่างมาก

“การปฏิวัติวัฒนธรรม” (Cultural Revolution) หรือเรียกให้เต็มว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ของชนชั้นกรรมมาชีพ” (Great Proletarian Cultural Revolution) เกิดขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2509 – 2519 เป็นเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบต่อประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่อย่างมาก แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแต่ยังมีผลปรากฏถึงปัจจุบัน

ต้นเหตุของการปฏิวัติวัฒนธรรมของจีนนั้นถ้ายึดตามคำประกาศของมติพรรคคอมมิวนิสต์จีน สามารถอธิบายได้ว่าเกิดขึ้นโดย เหมา เจ๋อตุง (Mao Tse-tung) โดยเหมา เจ๋อตุงได้กล่าวไว้ว่ามีบุคคลที่เป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน เป็นผู้ฝักใฝ่ศักดินาและเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเข้ามาปะปนอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นจำนวนมาก การปฏิวัติจีนที่มีมาก่อนหน้าไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องต้องปฏิวัติวัฒนธรรมเท่านั้น โดยมีการปลุกระดมมวลชน สามารถอธิบายพอสรุปได้ดังนี้

1. เป็นการปฏิวัติด้านอุดมการณ์เพื่อทำลายข้อผูกมัดซึ่งเรียกว่า สี่เก่า ได้แก้ ประเพณีเก่า วัฒนธรรมเก่า ความคิดเก่า และนิสัยเก่า เพื่อสร้างเยาวชนใหม่ให้เป็นนักสังคมนิยม

2. เป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจของเหมา เจ๋อตุงที่ต้องการกวาดล้างศัตรูทางการเมืองคือกลุ่มของประธานาธิบดีหลิว เซ่าฉี (Lin Shaoqi) และเติ้ง เสี่ยวผิง (Deng Xioping) ผู้ที่เหมา เจ๋อตุง กล่าวว่าเป็นผู้นำสายทุนนิยม


จากซ้าย โจว เอิ้นไหล(นายกรัฐมนตรี) 
เฉิน ยุ่น(นักวางแผนเศรษฐกิจ) หลิว เซ่าฉี(ประธานประเทศ) 
เหมา เจ๋อตุง(ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน) 
เติ้ง เสี่ยวผิง(เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์)
ที่มา : https://68.media.tumblr.com/
ในอีกแง่หนึ่งการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน เกิดจากผลของนโยบาย“ก้าวกระโดดไปข้างหน้า”ของเหมา เจ๋อตุง ซึ่งทำให้ผู้คนอดอยากและล้มตายเป็นจำมากถึง 20-43 ล้านคน ทำให้เหมา เจ๋อตุงถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่งประธานประเทศหลังจากความล้มเหลวของนโยบายนี้ เขาต้องการที่จะกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง ประกอบกับความไม่พอใจในการสอนของโรงเรียนกับมหาวิทยาลัยที่คนได้คะแนนดีที่สุดคือคนที่จำโดยไม่ได้ใช้ความคิด เหมา เจ๋อตุงจึงเรียกร้องให้เกิดการปฏิวัติวัฒนธรรม ต่อจากนี้จึงมีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิวัติวัฒนธรรมขึ้นมาซึ่งเป็นพวกหัวรุนแรงและใกล้ชิดกับเหมา เจ๋อตุง เขาได้เผยแพร่หนังสือพิมพ์และวิทยุที่โจมตีผู้บริหารโรงเรียนและมหาวิทยาลัยออกไปอย่างแพร่หลายเหมา เจ๋อตุงได้ใช้กลุ่มยุวชนแดงซึ่งเป็นเยาวชนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองผ่านการปลูกฝังแนวคิดสังคมนิยม กองทัพปลดปล่อยประชาชนและหนังสือแดงเล่มเล็ก เป็นเครื่องมือในการกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม

ระยะเวลาในการปฏิวัติวัฒนธรรมนี้เกิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2509 – 2519 เป็นเวลากว่า10ปี ส่งผลให้ผู้คนราว 2 ล้านคนที่ถูกสังหาร หรือถูกบีบให้ฆ่าตัวตาย ในจำนวนนี้มีทั้งผู้นำระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ครูอาจารย์ นักวิชาการ ปัญญาชน 2 ล้านคนในชนบทต้องอดอาหารเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ อีก 20 ล้านคนถูกกวาดล้างและถูกส่งไปใช้แรงงานในเขตชนบทยากจนแร้นแค้น ไม่นับรวมไปถึงการทำลายสี่เก่า เช่น เผาวัดโบราณ รูปปั้นพระพุทธรูป โบราณสถาน โบราณวัตถุ อายุนับพันๆ ปี เผาห้องสมุด เผาตำราและวรรณกรรมที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกับหลักสังคมนิยม

ใบปิดประกาศโฆษณาชวนเชื่อ คำบรรยายเขียนว่า "ทำลายโลกเก่า สร้างโลกใหม่" ยุวชนแดงทุบกางเขน พระพุทธรูปและอักษรจีนเดิมด้วยค้อน
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/
วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการปฏิวัติวัฒนธรรมคือการพยายามกลับเข้ามามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้งของเหมา เจ๋อตุงและการกวาดล้างผู้ที่เห็นต่างทางการเมืองคือ หลิว เซ่าฉีและเติ้ง เสี่ยวผิง
หลิว เซ่าฉีถูกถอดจากตำแหน่งและทำร้ายจนเสียชีวิต เติ้ง เสี่ยวผิงถูกถอดจากตำแหน่งและส่งไปเป็นคนงาน

ผลของการปฏิวัตินี้ มีผลต่อด้านศิลปวัฒนธรรม และการศึกษามาก พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้กล่าวไว้ว่า ทำให้พรรค ประเทศชาติและประชาชน อยู่ในภาวะถอยหลัง และสูญเสียอย่างใหญ่หลวงตั้งแต่สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนขึ้นมา ยังเรียกช่วงสิบปีที่ของการปฏิวัติวัฒนธรรมว่า “สิบปีที่สูญเสีย” (Ten Lost Years ) และเรียกเยาวชนในช่วงเวลานี้ว่า “คนรุ่นที่ถูกลืม” (Lost Generation) เพราะเต็มไปด้วยความรุนแรงและขาดการศึกษาเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัยถูกปิดเพื่อให้นักเรียน นักศึกษาเข้าร่วมการปฏิวัติ พวกยุวชนแดงถูกส่งไปเรียนรู้การทำงานในชนบทจึงไม่ได้รับการศึกษา ถูกสอนให้เชื่อฟังพรรคคอมมิวนิสต์ยิ่งกว่าบิดามารดา มีการฟ้องร้องบิดามารดา มีการทำลายสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ พระพุทธรูป แท่นศิลารึกถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ทำลายวรรณกรรม ประนามสิ่งต่างๆข้องกับ “สี่เก่า” เช่นประณามขงจื๊อ นักปรัชญาคนสำคัญของจีน

จะเห็นได้ว่าการปฏิวัติวัฒนธรรมส่งผลตั้งแต่บุคคลระดับผู้นำประเทศไปจนถึงประชาชนทั่วไป ทั้งด้านชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน จิตใจ ความรู้สึก จนถึงในปัจจุบันนี้ผลของการปฏิวัติวัฒนธรรมก็ยังคงหลงเหลือให้เห็นในรูปของความทรงจำ ความรู้สึกที่ต้องเสียคนใกล้ชิดจากเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรม หรือ เป็น“คนรุ่นที่ถูกลืม”ซึ่งก็คืออดีตยุวชนแดงที่ถูกสังคมหลงลืม และรัฐบาลจีนก็ไม่ต้องการที่จะกล่าวถึงเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมนี้

กลุ่มยุวชนแดงกำลังทุบป้ายจารึกที่ทำด้วยหินอ่อนที่บ้านทายาทของจื๊อ
ที่มา : http://www.chinaheritagequarterly.org/
การปฏิวัติวัฒนธรรมนี้ส่งผลต่อประเทศจีนอย่างมาก เป็นเหตุการณ์ที่ยากจะลืม ทั้งในเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อต้านผู้ที่มีความเห็นแตกต่าง การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง การพัฒนาประเทศที่ควรจะพัฒนาไปด้วยกันทั้งด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ก็สามารถเป็นบทเรียนให้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษาถึงความผิดพลาดและเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้


อ้างอิง

วุฒิชัย มูลศิลป์.(2541). การปฏิวัติวัฒนธรรม : ข้อพิจารณาบางประการ . วารสารประวัติศาสตร์, 2541, 97-110.

Nattachai Tantirapan. (2557). คำขอโทษใน 'การปฏิวัติวัฒนธรรม' ยังไม่พอ!. ค้นเมื่อ 16 กันยายน
2560, จาก https://shows.voicetv.co.th/world-update/97788.html

คม ชัด ลึก. (2559). 50ปีปฏิวัติวัฒนธรรมจีน:จะฝังหรือจะขุดประวัติศาสตร์อัปยศ. ค้นเมื่อ 16 กันยายน 2560, จาก http://www.komchadluek.net/news/foreign/228096

อ่านเพิ่มเติม »

การปฏิวัติดอกมะลิ (The Jasmine Revolution)

โดย อัญชนา   สุริยะ

“ดอกมะลิ” เมื่อกล่าวถึงคำๆ นี้ เรามักนึกถึงความเป็นดอกไม้ประจำวันแม่ของไทยเรา ทำให้รู้สึกถึงความขาวบริสุทธิ์ของดอกมะลิ ความเป็นดอกไม้ที่สวยบริสุทธิ์และงดงามปราศจากสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรง ความดุดัน หรือแม้กระทั่งความวุ่นวาย ผู้ใดจะคิดว่าดอกมะลินั้นจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ของตัวมันเอง แต่แล้วความขาวบริสุทธิ์และนุ่มนวลนั้นก็ถูกนำมาเป็นชื่อของการเคลื่อนไหวทางการเมืองประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางในชื่อว่า “The Jasmine Revolution”

The Jasmine Revolution หรือการปฏิวัติดอกมะลิในประเทศตูนีเซียนั้น เหตุที่ใช้ชื่อว่าปฏิวัติดอกมะลิเพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำชาติของตูนีเซีย  การปฏิวัติดอกมะลิยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ อาทิ การปฏิวัติตูนีเซีย, Jamine Domino หรือ Sidi Bouzid Intifadah” ที่แปลว่า การประท้วงการกดขี่ในเมือง Sidi Bouzid เป็นต้น


ที่มา : http://www.ctrnet.net/node/17

ก่อนอื่นนั้นเรามารู้จักกับตูนีเซียกันก่อน ประเทศตูนิเซีย (อังกฤษ: Tunisia, อาหรับ: تونس‎ /tūnis,ตูนิส/, ฝรั่งเศส: Tunisie /ตูนีซี/) เป็นประเทศทางตอนเหนือสุดของทวีปแอฟริกา ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นประเทศในกลุ่มมาเกร็บ (Maghreb) คือกลุ่มประเทศทางตอนเหนือของแอฟริกา มีพรมแดนติดกับประเทศแอลจีเรียและลิเบีย ส่วนเมืองหลวงคือ ตูนิส (Tunis)

สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการปฏิวัติในตูนีเซียครั้งนี้ มีอยู่มากมากมายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสภาพเศรษฐกิจย่ำแย่ เงินเฟ้อ ข้าวยากหมากแพง ชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น อัตราการว่างงานสูง มีการปิดกั้นเสรีภาพในการพูด และที่สำคัญที่สุดคือ การคอร์รัปชั่นของข้ารัฐการและสมาชิกคณะรัฐมนตรีและครอบครัว ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้ได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน ทำให้ผู้คนเบื่อหน่ายและเหลืออดกับสภาพความเป็นอยู่ จึงเกิดความต้องการ “การเปลี่ยนแปลง”

ความเปลี่ยนแปลงในตูนิเซียเริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2553 บัณฑิตวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อว่า นาย Mohamed Bouazizi เพิ่งจบการศึกษาวัย 26 ปี ซึ่งตกงานอยู่และต้องหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัวอีกถึง 8 คน ด้วยการเข็นรถขายผักในเมืองซิด บูซิด  (Sidi Bouzid) เมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของตูนิเซีย โดยที่นาย Mohamed Bouazizi ไม่มีใบอนุญาตทำการค้า จึงถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงคนหนึ่งจับและยึดรถขายผัก ชายหนุ่มคนนี้จึงให้เงินจำนวน 10 ดินาร์ เพื่อไถ่รถคืน แต่ถูกตำรวจหญิงคนนั้นตบหน้าและถ่มน้ำลายใส่หน้า และด่าทอถึงบิดาของเขา นาย Mohamed Bouazizi จึงไปฟ้องร้องต่อ provincial headquarters องค์การบริหารระดับจังหวัด แต่สิ่งที่ได้รับคือ การไม่สนใจ การไม่ใส่ใจใยดี การได้รับการปฏิบัติแบบคนไร้ค่า และการดูถูกว่าเป็นพลเมืองขยะ ทำให้นาย Mohamed Bouazizi เกิดมีอารมณ์โมโห เขาจึงใช้สีสเปรย์เขียนรำพันความคับแค้นใจและด่าตำรวจกับเจ้าหน้าที่รัฐตามที่สาธารณะ ก่อนจะเอาทินเนอร์ป้ายตามตัวและจุดไฟเผาตัวเองตัวตายลงในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2554 สิ่งที่นาย Mohamed Bouazizi กระทำลงไปนั้น ทิ้งไว้ซึ่งความไม่พอใจ โกรธแค้น และเกลียดชังที่ประชาชนมีต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบธรรม

เหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้น ทำให้ประชาชนรวมตัวกันก่อการชุมนุมประท้วงในเมือง Sidi Bouzid และขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากการส่งข่าวสารผ่านสังคมออนไลน์อย่าง Facebook Twitter และ YouTube ไปยังที่ต่างๆ ทั่วประเทศ จนเกิดการชุมนุมใหญ่ขึ้นในตูนีเซีย

ในวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2554  Zine El Abidine Ben Ali ประธานาธิบดีซึ่งอยู่ในอำนาจมานาน 23 ปีก็ได้ยุบคณะรัฐมนตรี ประกาศกฎอัยการศึก และสัญญากับประชาชนว่าจะก้าวลงจากตำแหน่งในปีพ.ศ. 2557 แต่แล้วในที่สุด Zine El Abidine Ben Ali ได้ขอลี้ภัยทางการเมืองกับประเทศฝรั่งเศลแต่ถูกปฏิเสธ จึงขอลี้ภัยทางการเมืองกับประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งทางซาอุดิอาระเบียก็ได้ให้ข้อแม้ว่าจะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก Zine El Abidine Ben Ali จึงได้ขึ้นเครื่องบินอพยพไปยังซาอุดิอาระเบีย พร้อมครอบครัวเขา และได้นำทองคำมากถึง 1.5 ตัน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 45 ล้านยูโรไปด้วย นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลและเป็นอันสิันสุดการปฏิวัติโดยประชาชนที่ใช้เวลาเพียง 28 วัน

อย่างไรก็ตามการประท้วง หรือ Jasmine Revolution ครั้งนี้จะไม่สำคัญเลยถ้าหากไม่เป็น domino effect เหมือนการปฏิวัติฝรั่งเศสในปีค.ศ. 1789 เพราะในครั้งนั้นมีผู้กล่าวว่า "เมื่อฝรั่งเศสจาม ยุโรปก็จะติดหวัด" ซึ่งหมายความว่า เมื่อฝรั่งเศสเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นก็ตาม มักจะมีผลกระทบไปทั่วยุโรปด้วย ดังเช่นการปฏิวัติฝรั่งเศส ที่มีการปฏิวัติล้มล้างระบอบกษัตริย์ที่มีมายาวนานเพื่อเสรีภาพของพลเมืองประชาชนภายในประเทศ เช่นเดียวกันทั่วยุโรปต่างก็มีการประท้วงและพยายามปฏิวัติต่อระบอบนี้เต็มไปหมด ซึ่งปฏิวัติตูนิเซียครั้งนี้ ก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศรอบข้างในแถบอาหรับเป็นจำนวนมากที่มีการปกครองคล้ายคลึงกับตูนิเซีย คือ “เผด็จการที่ถูกบังหน้าด้วยประชาธิปไตย”

สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น แสดงให้เห็นว่าปัญหาที่ถูกสั่งสมมานาน เมื่อเกิดประกายไฟขึ้นถูกที่และถูกเวลา ก็มักเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น และมักมีผลกระทบต่อสิ่งต่างๆ รอบข้าง เช่นเดียวกับปัญหาในประเทศตูนีเซียที่อยู่ในระบอบเผด็จการที่ถูกบังหน้าด้วยประชาธิปไตยมานาน เมื่อประกายถูกจุดโดยบัณทิตคนหนึ่งพร้อมกับร่างของเขา Jasmine Revalution จึงเกิดขึ้น ประเทศรอบๆ ข้างในแถบอาหรับก็ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติครั้งนี้ด้วย

อ้างอิง

คมชัดลึกออนไลน์. (2554). ปฏิวัติดอกมะลิ. สืบค้นเมื่อ วันที่ 29 กุมภาพันธ์, 2559, จาก http://www.komchadluek.net/detail/20110307/90746/ปฏิวัติดอกมะลิ.html

Let you learn. (2555). การปฏิวัติดอกมะลิ (The Jasmine Revolution). สืบค้นเมื่อ วันที่ 29 กุมภาพันธ์, 2559, จาก https://letyoulearn.wordpress.com/2012/01/03/การปฏิวัติดอกมะลิ-jasmine-revolution/

ยุทธ  อิสระไท. (2555). ผลกระทบจากการปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution’s Effect). สืบค้นเมื่อ วันที่ 29 กุมภาพันธ์, 2559, จาก http://issarathai.blogspot.com/2012/08/jasmine-revolutions-effect.html

อ่านเพิ่มเติม »

มารี อ็องตัวเน็ต (Marie Antoinette)

โดย วงศ์ทิพา  คงมีสกุลรัตน์

กีโยตินเป็นเครื่องประหารที่มีชื่อเสียงอย่างมากในฝรั่งเศส ซึ่งใช้สำหรับลงโทษผู้ที่มีความผิดร้ายแรง โดยในเหตุการณ์ปฏิวัติฝรั่งเศส มีการใช้เครื่องกีโยตินประหารชีวิตพระราชินีผู้ซึ่งเป็นสาเหตุของความวุ่นวายในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก็คือ พระนางมารี อ็องตัวเน็ต

มารี อังตัวเนต โฌเซฟ โยฮฌานน์ วอน ฮับส์บวร์ก – ลอแรนน์ หรือ พระนางมารีอ็องตัวเน็ต (Marie Antoinette) ประสูติเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1755 เป็นธิดาของจักรพรรดิฟรันซ์ที่ 1 แห่งโรมันและจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา พระนางเติบโตภายใต้การเลี้ยงดูอย่างเรียบง่าย ไม่เข้มงวดเท่าใดนัก การศึกษาของพระนางค่อนข้างถูกปล่อยประละเลยทำให้สามารถอ่านออกเขียนได้เมื่ออายุเกือบสิบชันษา ส่วนการเขียนและการพูดภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส และภาษาอิตาเลียนนั้น พระนางพูดและเขียนได้ไม่ดีนัก  เมื่อมีพระชนม์ได้ 14 พรรษา พระนางมารี อ็องตัวเน็ต ก็ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฎราชกุมารแห่งฝรั่งเศสหรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นกษัตริย์หลุยส์ที่ 16  ทั้งนี้ก็เพื่อการเอื้อประโยชน์ให้แก่แผ่นดินของพระนาง



เมื่อพระนางก้าวเข้าสู่แผ่นดินฝรั่งเศส พระนางก็ถูกเรียกขานว่าเป็นผู้หญิงออสเตรียและต้องเผชิญกับความลำบาก ทั้งการปรับตัวให้เข้ากับพระราชพิธีและขนบธรรมเนียมของฝรั่งเศสและการถูกปฏิเสธจากสวามีของตัวเองเป็นเวลาหลายปี ทำให้พระนางมีปฏิกิริยาในทางตรงกับข้ามกับจารีตประเพณีที่กุลสตรีชั้นสูงในราชสำนักควรจะเป็น พระนางกลายเป็นราชินีที่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ใฝ่หาอิสรภาพและเสรีภาพ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 พระนางคือผู้นำแฟชั่นของยุโรปและพยายามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือพระมหากษัตริย์ ด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐมนตรีเป็นว่าเล่นตามพระทัย หรือไม่ก็ด้วยคำแนะนำของพระสหายผู้จะได้รับประโยชน์ ด้วยพฤติกรรมเช่นนี้ ทำให้พระนางถูกต่อต้านโดยกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย นับตั้งแต่เมื่อพระนางขึ้นสู่ราชบัลลังก์ มีการแจกใบปลิวกล่าวหาว่าพระนางมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับทั้งบุรุษและสตรี มีการใช้จ่ายเงินสาธารณะอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อการบันเทิงเริงรมย์ ด้วยการจัดหาเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับจำนวนมาก จัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือย และจัดเกมการละเล่นที่มีเงินเดิมพันจำนวนมหาศาล

ในระหว่างที่ประชาชนฝรั่งเศสตกอยู่ในสภาวะอดอยากยากแค้นไม่มีแม้แต่ขนมปังจะกินอยู่นั้น พระนางกลับถลุงเงินหลวงอย่างไม่คำนึงถึงสิ่งอื่นใด จนเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1789 ขบวนประท้วงของสตรีเดินทางมาถึงพระราชวังแวร์ซายน์เพื่อเรียกร้องขอขนมปังไปบรรเทาความทุกข์ยากให้กับครอบครัวตนเอง พระนางกลับตอบไปว่า “ให้พวกเขากินเค้กสิ”คำพูดที่พระนางเอ่ยออกมานั้นหารู้ไม่ว่าเป็นสิ่งที่บาดลึกและทิ่มแทงใจของประชาชนเป็นอย่างมากมาย  ในที่สุดเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้น ประชาชนทั้งประเทศพร้อมใจกันทำการปฏิวัติฝรั่งเศส เพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย  มีการเรียกร้องให้ประหารพระนางมารีอ็องตัวเน็ตและกล่าวหาว่าพระนางเป็นศัตรูของชาติฝรั่งเศส

จากเด็กสาวออสเตรียผู้อ่อนด้อยประสบการณ์โลก ต้องกลายมาเป็นหญิงโฉดที่เอาแต่สร้างความวุ่นวายให้กับแผ่นดินฝรั่งเศส เพียงเพื่อต้องการหลีกหนีความเบื่อหน่ายในชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างที่เอาแต่มอบความเกลียดชังให้กับเธอ ทำให้พระนางต้องมีจุดจบอันน่าสลดเช่นนี้ ในวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793 พระนางถูกประหารด้วยเครื่องกิโยติน สิริอายุได้ 37 พรรษา

และจากที่ได้กล่าวไปนั้นเรื่องราวชีวิตของพระนางมารี อ็องตัวเน็ต ก็ได้ถูกเชื่อมโยงและถ่ายทอดออกมาผ่านตัวหนังสือและบทละครที่ให้แง่คิดและมุมมองมากมายต่างกัน สำหรับดิฉันนั้นคิดว่า การที่คนๆหนึ่งจะสร้างบาปหรือความดีให้กับตัวเองนั้นไม่ได้เกิดจากจิตใต้สำนึกที่มีตั้งแต่เกิดได้ แต่มักจะเกิดขึ้นจากการเติบโตซึ่งต้องอาศัยการเรียนรู้ โดยมีสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างคอยช่วย  ไม่ใช่แค่ขัดเกลาแต่ยังสามารถบั่นทอนจิตใจของคนผู้นั้นได้อีกด้วย


อ้างอิง

มารี อ็องตัวแน็ต. Wikipedia (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558  เข้าถึงได้จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/มารี_อ็องตัวแน็ต

พระนาง มารี อองตัวแนตต์ ถูกประหารชีวิต (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2558  เข้าถึงได้จาก:  http://guru.sanook.com/25542/

มารี อังตัวแนต ราชินีใจบาปหรือเพียงเหยื่อของสังคม (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2558  เข้าถึงได้จาก:  http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9510000022526
อ่านเพิ่มเติม »