แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมืองสำคัญ แสดงบทความทั้งหมด

“กอลมาร์ (Colmar)” เมืองเล็ก ๆ ที่เป็นดั่งเทพนิยาย

โดย ปรียากร ปะกิระคะ

สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ปรากฏบนโลกใบนี้ช่างมีมากมาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่กว่าสถานที่เหล่านั้นจะได้รับความนิยม จะต้องได้มีผู้ไปสัมผัสและนำมันออกมาเผยแพร่ให้บุคคลอื่นได้รับรู้ ทั้งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวไกล การได้เห็นเพียงภาพก็นึกฝันอยากเดินทางไปเยือนและสัมผัสสักครั้งในชีวิต ตัวผู้เขียนเองก็มีความฝันที่อยากจะเดินทางออกไปเที่ยวอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ผู้เขียนอยากที่จะถ่ายทอดสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้พบเจอมาในโลกออนไลน์ ซึ่งสถานที่นี้เรียกได้ว่าเป็นดั่งเทพนิยาย เหมือนร่ายล้อมและเต็มไปด้วยเวทมนตร์ จนอยากที่จะเดินทางไปสัมผัสความรู้สึกนั้นอย่างแท้จริง....

“กอลมาร์” หรือ “โกลมาร์” (Colmar) เมืองเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ ที่มีความอบอุ่นและน่ารัก จนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เมื่อไปประเทศฝรั่งเศสแล้วจะต้องได้ไปเยือนสักครั้งในชีวิต

ที่มา : https://www.neverendingvoyage.com/
เมืองกอลมาร์นั้น ตั้งอยู่ในแคว้นอาลซัส ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส ใกล้พรมแดนประเทศเยอรมนี ทั้งยังอยู่บน “เส้นทางไวน์ของอาลซัส” และได้ชื่อว่าเป็น “capitale des vins d'Alsace” (เมืองหลวงแห่งไวน์แห่งอาลซัส) เมืองกอลมาร์นั้นมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์และมีการทำไร่องุ่นเป็นจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าเป็นที่ผลิตไวน์ชั้นเยี่ยมของฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นเมืองกอลมาร์ยังมีคลองที่ล้อมรอบไปด้วยอาคารที่ตั้งตระหง่านอยู่สองฝากฝั่ง และสามารถนั่งเรือชมคลองได้ จนถูกเรียกว่าเป็น “เวนิชน้อย” นอกจากนั้นอาคารบ้านเรือน พิพิธภัณฑ์ น้ำพุ รูปปั้น หรือห้องสมุด ที่ยังคงเป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่โบราณ เพราะการรอดพ้นจากสงครามในการปฏิวัติฝรั่งเศสและสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงทำให้ยังคงสภาพที่ดีอยู่จนถึงปัจจุบัน

และด้วยการสร้างอาคารที่เต็มไปด้วยสีสัน มีคลอง สถาปัตยกรรมจากยุคกลาง ราวกับว่าเป็นบ้านเมืองที่ปรากฎอยู่ในเทพนิยายซึ่งเต็มไปด้วยเวทมนตร์ และนี่จึงอาจเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวได้หลงใหลและสัมผัสไปกับเมืองแห่งเทพนิยายแห่งนี้ สถาปัตยกรรมที่สำคัญของกอลมาร์ที่นอกจากตัวอาคารบ้านเรือนแล้ว คือ St. Martin Church เป็นโบสท์ที่สร้างขึ้นในยุคกลาง โดยสร้างจากอิฐสีชมพูทั้งหลัง ทำให้มีความแปลกตาแต่สวยงามในคราเดียวกัน หรือจะเป็น Maison des Tetes ที่เป็นอาคารที่สร้างจากไม้และตกแต่งอย่างสวยงามในช่วงยุคเรเนอซองค์

นอกจากนั้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิของทุกปี กอลมาร์จะมีการจัดเทศกาลในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ หรือที่เรียกว่า “Colmar celebrates Spring (Fête le Printemps)” ซึ่งงานจะจัดเป็นเวลาสองอาทิตย์ โดยจะมีทั้งตลาดที่จัดแสดงนิทรรศการ และขายของที่เกี่ยวข้องกับงานศิลปะ ที่มีการขายของที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และดั้งเดิม ที่เกี่ยวข้องกับเทศกาลอีสเตอร์ (Easter and Spring markets) หรือจะเป็นการชมนิทรรศการของศิลปะชื่อดัง ที่ได้มีการสร้างสรรค์งานศิลปะที่ต้องใช้มือด้วยความปราณีตของตัวศิลปินเองให้ได้ชม (Three major arts & crafts sales exhibitions) และมีการจัดแสดงดนตรี หรือการแสดงวัฒนธรรมต่าง ๆ ให้ได้ชมกัน (the Music & Culture Festival) ซึ่งเต็มไปท่ามกลางความอบอุ่นของแสงแดด และสัมผัสความรู้สึกโบราณของเมืองกอลมาร์ และอีกช่วงของฤดูกาลที่ควรไปสัมผัสคือ ช่วงเทศกาลคริสมาสต์ เพราะเมืองกอลมาร์จะเต็มไปด้วยดวงไฟที่ประดับประดาหลาย ๆ ดวง พร้อมกับบรรยากาศที่เหมือนเต็มไปด้วยเวทมนตร์ และตลาดที่เต็มไปด้วยกลิ่นความหอมและกลิ่นของความมัวเมาของไวน์ชั้นดี

เพียงแค่ได้สัมผัสด้วยตา ผ่านรูปภาพเป็นสิบเป็นร้อย ยังสัมผัสได้ถึงเมืองที่มีความอบอุ่นและอบอวลไปด้วยเวทมนตร์ขนาดนี้ อีกทั้งสิ่งที่ก่อสร้างหรือเกิดขึ้นมานั้นช่วยส่งเสริมให้กอลมาร์มีความเป็นเอกลักษณ์ และควรค่าแก่การรักษาไว้อย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะมีความสวยงามแต่ยังมีคุณค่าในแง่ของประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนในช่วงเวลานั้น ที่ส่งสิ่งที่มีค่าให้แก่คนรุ่นต่อมาได้ชม เพื่อสร้างความภาคภูมิใจและการระลึกถึงสิ่งที่เกิดในอดีต หากได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมเมืองที่ความเป็นตัวของตัวเองเช่นนี้คงจะดีอยู่มิน้อย และต้องไปสักครั้ง


อ้างอิง

Chanamol Pitipath. (2014). เมือง Colmar ประเทศฝรั่งเศส. ค้นเมื่อ 11 กันยายน 2560. จาก http://urlchanamolpitipath.blogspot.com/2014/01/colmar.html

Colmar Fête le Printemps. (2017). Colmar Fête le Printemps. ค้นเมื่อ 11 กันยายน 2560. จาก http://www.printemps-colmar.com/en/

Diana. (2017). Colmar France, The Fairytale Town You Need To Visit Now. ค้นเมื่อ 11 กันยายน 2560. จาก http://inbetweenpictures.com/colmar-france-the-fairytale-town/

Erin. (2016). Colmar: A Fairytale Village in Alsace, France. ค้นเมื่อ 11 กันยายน 2560. จาก https://www.neverendingvoyage.com/colmar-alsace-france/

Reign International Travel. (2016). กอลมาร์ ประเทศฝรั่งเศส. ค้นเมื่อ 11 กันยายน 2560. จาก http://www.reigninter.com/home/blog/travel-city-beautiful-world/colmar-france/

อ่านเพิ่มเติม »

เมืองลียง (Lyon)

โดย ณัชฌานนท์  ผุยปุโรย

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่หากพูดถึงประเทศฝรั่งเศสแล้ว หลายๆ คนอาจจะนึกถึง ปารีส ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส ที่มีหอไอเฟล ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้   แต่นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสยังมีเมืองต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมายหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือจะเป็นสิ่งก่อสร้างด้านสถาปัตยกรรมต่างๆที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน

วันนี้จะขอแนะนำสถานที่ให้ทุกคนในรู้จัก สถานที่ที่เป็นดั่งเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรม นั่นก็คือ…..“เมืองลียง (Lyon)” นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักไม่คุ้นหูกับชื่อสถานที่นี้สักเท่าไร แต่ถ้าหากได้รู้จักสถานที่แห่งนี้แล้วจะทำให้ทุกคนตกหลุมรักและอยากไปสัมผัสบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน

เมืองลียงถูกก่อตั้งขึ้นโดยพวกโรมันในคริสตศตวรรษที่ 1 เป็นเมืองอยู่ทางตะวันออกตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองหลวงของจังหวัดโรน และเมืองหลวงของแคว้นโอแวร์ญ-โรนาลป์ ตั้งอยู่ระหว่างปารีสกับมาร์แซย์ โดยอยู่ห่างจากปารีส 470 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของฝรั่งเศสรองจากปารีสและมาร์แซย์ โดยมีแม่น้ำสองสายได้แก่ แม่น้ำซาโอน (Saône) และแม่น้ำโรห์น (Rhône) ไหลผ่านใจกลางเมืองแล้วบรรจบกันทางใต้ของเมือง ทำให้ลียงมีทัศนียภาพแบบเกาะกลางน้ำอยู่ใจกลางเมือง และยังมีเนินเขาขนาดใหญ่ทางด้านฝั่งตะวันตกและทางเหนือของเมืองอีกด้วย

จากการจัดอันดับของ Tripadvisor เมืองลียงถูกเลือกให้เป็นเมืองยอดนิยมอันดับ 3 รองจากปารีส และนีซ โดยลียงเป็นเมืองสำคัญทางธุรกิจ และมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมและสถานที่ต่างๆทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทอผ้าไหมโบราณ และได้รับขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1998 ในคริสตศตวรรษที่ 20 เมืองลียงยังเป็นส่วนสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โดยเป็นบ้านเกิดของพี่น้องลูมิแยร์ (โอกุสต์ ลูมิแยร์ และหลุยส์ ลูแมร์) ผู้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์ในลียง ซึ่งทุกวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปีจะมีเทศกาล Fête des Lumières หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง ทำให้ลียงได้รับการขนานนามว่าเป็น เมืองหลวงแห่งแสงสว่าง อีกด้วย

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/
เมืองลียงนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย สำหรับที่แรกที่จะขอแนะนำนั่นก็คือ ศาลเมืองลียง (Lyon Courthouse - Palais de Justice) เป็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่ออกแบบสไตล์นีโอคลาสสิก สร้างขึ้นในปี 1835 ซึ่งถูกยกให้เป็นผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่ง โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เสาที่มีอยู่จำนวนมาก หัวเสาเป็นแบบโครินเธียน โดยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "พระราชวังแห่งเสา 24 ต้น (Palace of the Twenty-Four Columns) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของการออกแบบแบบนีโอคลาสสิก โดยสถาปนิกนามว่า หลุยส์-ปิแอร์ บัลตาร์ด (L-P. Baltard) เป็นผู้ออกแบบอาคารซึ่งใช้เวลากว่าทศวรรษจึงสร้างเสร็จ โดยศาลแห่งนี้เป็นที่ตัดสินคดีดังๆ มาแล้วหลายคดีด้วยกัน

ที่มา : http://www.overline-systems.com/
สถานที่ต่อมามีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมไม่แพ้กันนั่นก็คือ โอเปราลียง (Opéra de Lyon) เป็นโรงละครโอเปร่าที่ใช้จัดการแสดงหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ โอเปรา บัลเลต์ และอื่นๆ โรงละครแห่งนี้มีการตกแต่งในแบบศตวรรษที่ 19 ผสมผสานกับรูปทรงทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้อาคารมีความสะดุดตา โครงสร้างสถาปัตยกรรมเป็นแบบคลาสสิกดั้งเดิม โดยส่วนหน้าอาคารจะตัดกับหลังคากระจกที่มีความทันสมัย ลักษณะของหลังคาจะเป็นหลังคาโค้งและยังมีชั้นใต้ดินซึ่งจะช่วยทำให้โรงละครโอเปร่าแห่งนี้มีพื้นที่ที่กว้างขวาง ซึ่งภายในด้านในอาคารจะมีสถานที่จัดแสดง 2 แห่ง ได้แก่ ห้องรูปทรงเกือกม้า และห้องทรงครึ่งวงกลมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเกรโก-โรมัน

และสถานที่สุดท้ายที่จะขอแนะนำก็คือ…

ที่มา: http://www.fourviere.org/
โบสถ์นอเทอร์ดาม (Notre Dame Basilica) ตั้งอยู่บนเนินเขาฟูร์วิแยร์ (Fourvière) สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากและถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นบนพื้นที่ของชาวโรมันโบราณในปี 1896 โดยผสมผสานศิลปะไบแซนไทน์และโรมาเนสก์เข้าด้วยกัน ซึ่งรับเงินสนับสนุนจากการบริจาคและสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจของโบสถ์คาทอลิกต่ออำนาจของฝ่ายอาณาจักร และเพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้า ซึ่งลักษณะของอาคารจะมีรายละเอียด คือ ส่วนของด้านบนจะมีหอคอยทรงแปดเหลี่ยม 4 หลัง มีหอระฆังหนึ่งหลังซึ่งมีรูปปั้นพระแม่มารีทองคำ ต่อมาในส่วนของด้านในจะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน มีการตกแต่งที่ประดับด้วยทอง กระจกสี กระเบื้องโมเสก และภาพปูนปั้นสีสันสวยงามไปทั่วบริเวณ และยังมีชั้นล่างที่เป็นห้องเก็บโลงศพของ Saint-Jean อีกด้วย โบสถ์แห่งนี้ถึงแม้ว่าด้านนอกจะดูเรียบๆ แต่ด้านในนั้นกลับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังโบสถ์นอเทอร์ดามอาจจะมีความลำบากเล็กน้อย แต่ก็มีบริการกระเช้าไฟฟ้าสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังไม่เก็บค่าเข้าชมอีกด้วย

นอกจากสถานที่ที่ได้แนะนำไปข้างต้นแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่สวยงามและยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ มีคุณค่าทางด้านศิลปกรรม และความสวยงามทางธรรมชาติที่หลายๆคนยังไม่เคยไปสัมผัสที่เมืองแห่งนี้ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศแต่กลับไม่นำเอาการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาสิ่งต่างๆของโลกมาส่งผลกระทบให้คุณค่าความงามของสิ่งที่ตนเองมีหายไป ซึ่งนี่ก็คือ “เมืองลียง”


อ้างอิง

ท่องเที่ยวลียง เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2560 จาก : http://thairats.com/

ลียง. สืบค้นเมื่อ วันที่19 กันยายม 2560 จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

ไพลิน  ปีติสันต์. (2555). เที่ยวฝรั่งเศส เมืองในฝัน. นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.


อ่านเพิ่มเติม »

ขุมทรัพย์ใต้พิภพหลุมใหญ่แห่งคิมเบอร์ลีย์ (Kimberley Mine)

โดย อรปรียา วรจินดา

ใต้พิภพของโลกเรานั้นคือขุมทรัพย์ขนาดใหญ่เนื่องจากมีพลังงานความร้อนมหาศาลซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น การนำพลังงานความร้อนมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้ในการเกษตรกรรมอุตสาหกรรม และนอกจากนี้ยังก่อให้เกิดแหล่งอัญมณีอย่างมหาศาล และอัญมณีที่จะกล่าวในที่นี้ก็คือ เพชร แม้ว่าเพชรจะอยู่ในพื้นพิภพแต่ด้วยความชาญฉลาดของมนุษย์ก็สามารถที่จะขุดขึ้นมาและทำเป็นเหมือง เหมืองเพชรบนโลกนั้นมีหลายแห่ง แต่ที่จะนำมากล่าวนี้เป็นเหมืองที่น่าสนใจแห่งหนึ่งซึ่งก็คือ เหมืองคิมเบอร์ลีย์

เหมืองคิมเบอร์ลีย์ (Kimberley Mine) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหลุมใหญ่ (Big Hole) เป็นเหมืองเพชรในเมืองคิมเบอร์ลีย์ ประเทศแอฟริกาใต้  เหมืองแห่งนี้มีลักษณะเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเกิดจากการขุดโดยมนุษย์ ราว 50,000 คน ลงแรงขุดเหมืองนี้ด้วยพลั่ว โดยเริ่มขุดตั้งแต่ ค.ศ.1871 จนกระทั่งปิดตัวลงในปี 1914  เหมืองมีความลึกถึง 1,097 เมตร เมื่อการทำเหมืองปิดตัวลง มีการขนดินออกไปถึง 25 ล้านตันและมีการค้นพบเพชร 3 ตัน ซึ่งมีมูลค่ากว่า 47,000,000 ปอนด์


เหมืองคิมเบอร์ลีย์ (Kimberley Mine) หรือ หลุมใหญ่ (Big Hole)
   
การขุดเหมืองคิมเบอร์ลีย์นั้นส่งผลให้เมืองคิมเบอร์ลีย์เป็นเมืองส่งออกอุตสาหกรรมเพชรขนาดใหญ่ ซึ่งได้สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้กับเมืองคิมเบอร์ลีย์ ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแรกของซีกโลกใต้ที่ได้ติดตั้งไฟฟ้าบนถนน มีการสร้างโรงเรียน และ มหาวิทยาลัยขึ้น และยังทำให้ผู้คนจำนวนมากมีอาชีพเนื่องจากการทำเหมืองนั้นต้องการแรงงานเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผู้คนมากมายอพยพเข้ามาในเมืองนี้ ส่งผลให้มีการคมนาคมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน หรือ การสร้างทางรถไฟขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เมืองคิมเบอร์ลีย์นั้นกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

ถึงแม้ว่าการขุดเหมืองคิมเบอร์ลีย์นั้นจะก่อกำเนิดอุตสาหกรรมแห่งเพชรยุคใหม่และส่งผลประโยชน์มากมายให้แก่แอฟริกาใต้ แต่ทว่าในทางกลับกันในอดีตนั้นก็ได้ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อแอฟริกาใต้เช่นกัน ซึ่งได้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่าเพชรแห่งความขัดแย้ง (Conflict Diamond) หรือ เพชรสีเลือด (Blood Diamond)



เหตุการณ์เพชรแห่งความขัดแย้ง (Conflict Diamond) หรือ เพชรสีเลือด (Blood Diamond)  เหตุที่เรียกว่าเพชรสีเลือดนั้นเพราะเป็นเพชรที่ผลิตในพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มกบฏที่ต่อต้านรัฐบาล พวกกบฏพวกนี้ได้ขายเพชรเพื่อใช้เป็นทุนในการซื้ออาวุธหรือเป็นทุนเสริมสร้างกองทัพให้แข็งแกร่งขึ้น โดยพวกกบฏได้บังคับใช้แรงงานจากชาย หญิง ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก นอกจากนี้ยังได้จากการขโมยระหว่างการขนส่งหรือจากการโจมตีเหมืองของผู้ประกอบการอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งบางครั้งใช้ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ กระบวนการทั้งหมดนี้ได้มาจากการข่มขู่ การทรมาน และการฆาตกรรม ซึ่งทำให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงได้เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเพชรสีเลือด

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นต่อมาจึงได้เกิดกระบวนการคิมเบอร์ลีย์ (Kimberly Process) ขึ้น เพื่อป้องกันเพชรที่ได้จากแหล่งผิดกฎหมาย
     


ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเหมืองคิมเบอร์ลีย์ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และยังได้มีการเสนอชื่อเหมืองแห่งนี้ให้ยูเนสโกพิจารณาประกาศเป็นมรดกโลกอีกด้วย แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ

การค้นพบเพชรที่คิมเบอร์ลีย์นั้นเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านแม้ว่าจะสามารถสร้างมูลค่าอย่างมากมายมหาศาลและส่งผลประโยชน์ให้แก่แอฟริกาใต้ได้ แต่ทว่าในทางกลับกันก็มีผลกระทบอย่างร้ายแรงทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและต่อตัวมนุษย์เอง มีมนุษย์จำนวนมากที่ตกเป็นทาสของอัญมณีที่มีค่านี้เพียงเพราะสามารถสร้างความมั่งคั่งและอำนาจให้กับตนได้ จนนำไปสู่การละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ทารุณกรรมจนถึงชีวิต เพียงเพราะหลงลืมไปว่าอัญมณีนั้นแท้จริงแล้วก็คือหินก้อนหนึ่งที่มนุษย์เป็นคนตีค่าราคาให้กับมันและสุดท้ายก็ตกเป็นทาสให้กับมันเอง


อ้างอิง

กำเนิดเพชร.สืบค้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 , จาก : http://www.thejewelshouse.com/store/article/view/กำเนิดเพชร-23932-th.html

กำเนิดอุตสาหกรรมเพชรยุคใหม่.สืบค้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 , จาก: https://wol.jw.org/th/wol/d/r113/lp-si/102005845

บาดแผลบนแผ่นดิน. สืบค้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 , จาก: https://www.thairath.co.th/content/509390

เบื้องหลังการค้นพบสิ่งอัศจรรย์ของโลก.--กรุงเทพฯ:นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์,2549.

เพชรสีเลือดแห่งความขัดแย้ง.สืบค้นเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2560 , จาก: http://www.geothai.net/blood-diamond/

Kimberley, Northern Cape [Web log post]. Accessed on 19 August 2017,  Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Kimberley,_Northern_Cape

อ่านเพิ่มเติม »

เวนิส (Venice)

โดย กลาภร   ใต้ศรีโคตร

หากจะพูดถึงเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญๆในทวีปยุโรปแล้ว คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก เวนิส เมืองท่าที่สำคัญขนาดใหญ่ของประเทศอิตาลี ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างจากทุกเมืองในโลก อีกทั้งยังเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ยุคกลาง

เวนิสก่อตั้งขึ้นในศตวรรษที่ 5 โดยผู้ลี้ภัยที่หลบหนีการบุกรุกจากทางเหนือ พวกเขาได้สร้างถิ่นฐานที่เป็นเอกลักษณ์ในหมู่เกาะเวนิสเพื่อป้องกันการจู่โจมจากภายนอก เวนิสเป็นเมืองบริวารของจักรวรรดิไบเซนไทน์จนกระทั่งศตวรรษที่ 10 เริ่มต้นด้วยการเป็นเส้นทางการค้าไปยังลิแวนต์ เวนิสเริ่มเป็นที่รู้จักหลังสงครามครูเสดที่ 4 (ค.ศ.1202-1204) ในฐานะเจ้าอาณานิคมในจักรวรรดิที่รวมครีต ยูบีอา ซิคละดีส หมู่เกาะไอโอเนียน และ ฐานที่มั่นในโมเรียและ อิพิรัส เข้าด้วยกัน ในปี 1381 เวนิสได้พ่ายแพ้ให้กับเจนัวหลังจากที่มีการต่อสู้ทางการค้ายาวนานกว่าศตวรรษในลิแวนด์และเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก ในศตวรรษที่15 มีการรวบรวมเมืองต่างๆ ในภูมิภาคใกล้เคียง ทำให้สาธารณรัฐเวนิสกลายเป็นรัฐหนึ่งของอิตาลี



เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าด้วยกันในบริเวณ ทะเลสาบเวนิเทีย เวนิสจึงเป็นเมืองที่ใช้เรือแทนรถ ใช้คลองแทนถนน ดังนั้นจึงไม่มีความวุ่นวายหรือเสียงดังจากรถยนต์ อีกทั้งความสวยงามของบ้านเรือน และสถาปัตยกรรมอันงดงาม เช่น

มหาวิหารซานมาร์โก้  ที่มีการสร้างโดมกลางขนาดใหญ่แบบสุเหร่าของอิสลาม   มีการประดับโมเสกสีทองอร่ามตั้งแต่หลังคาจรดพื้น จดได้รับฉายาว่า วิหารทองคำ (Church of Gold) ประกอบกับการผสมผสานศิลปะหลายๆยุคตั้งแต่ ไบแซนไทม์เรื่อยมาจนถึงเรเนสซองก์เข้าด้วยกัน
         

 
โบสต์ซานตามาเรีย เดลลา ซาลูเต ที่เป็นศิลปะแบบบาโรก ซึ่ง  ภายในมีภาพเขียนและปะติมากรรมล้ำค่าหลายชิ้นอยู่
 
พระราชวังดอจ ของดยุคผู้ครองเมืองเวนิส เป็นศิลปะแบบโกธิค  ที่ภายในตกแต่งด้วยทองคำ และภาพจิตรกรรมต่างๆ อย่างสวยงาม



เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมอันสวยงามและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้ ทำให้เวนิสกลาย  เป็นเมืองเอกทางวัฒนธรรมของยุโรป และยังได้รับการประกาศเป็นเขตมรดกโลก ในปี 1987 อีกด้วย  อีกทั้งยังทำให้ เวนิส เป็นเมืองที่ได้รับฉายามากมากมาย  เช่น “ราชินีแห่งทะเลอาเดรียติก” ( The Queen of the Adriatic)  หรือ “เมืองแห่งสายน้ำ” (The City of Water)  เนื่องจากมีคลองสำหรับใช้สัญจรแทนถนนมากกว่า 150 สาย หรือ“เมืองแห่งสะพาน”  ( The City of Bridges) ที่มีสะพานเชื่อมคลองมากกว่า 400  แห่ง

เวนิสจึงเป็นเมืองที่มีความโดดเด่นเป็นที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแห่งศิลปวัฒนธรรม และดนตรียามค่ำคืน (The City of Light) ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและใฝ่ฝันอยากมาเทียวชมเวนิสสักครั้งหนึ่งในชีวิต


อ้างอิง :

คู่มือท่องเที่ยวสำหรับ เวนิส. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://worldcivil14.blogspot.in/2016/06/vienna.html

ดินแดนมรดกโลก งดงามและทรงคุณค่า. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://www.msn.com/th-th/news/photos

เมืองเวนิส (Venezia). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://www.italysmile.com/venezia/

เวนิส นครแห่งสายน้ำ (Venice หรือ Venezie). สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://peppermiint.blogspot.com/2011/01/minnie.html

6 ที่เที่ยว เวนิส เมืองในฝัน ชาตินี้ไม่ไป ตายตาไม่หลับ. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559, จาก : http://travel.truelife.com/detail/54793

อ่านเพิ่มเติม »

กรุงเวียนนา (Vienna)

โดย ศิริลักษณ์ สมสอง

หากจะพูดถึงเมืองที่สำคัญๆ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโกและเป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่และโดดเด่นที่สุดในสาธารณรัฐออสเตรีย อีกทั้งยังเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากนั้น จะพลาดไม่ได้กับ กรุงเวียนนา ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเสียงดนตรีและศิลปกรรมที่โดดเด่นต่างๆนั้นเอง

เวียนนาเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐออสเตรียเป็นศูนย์กลางทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม เป็นนครที่มีความสวยงามและโดดเด่นด้วยศิลปกรรม อาคารสถาปัตยกรรม และดนตรีคลาสสิคที่ลือชื่อมาตั้งแต่ในยุคสมัยกลาง จนเวียนนาได้ชื่อว่า “นครแห่งศิลปะและดนตรี” และในปีค.ศ. 2001 ศูนย์กลางของเมืองนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก นับว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือนปีละกว่า 5 ล้านคน


ที่มา : https://www.ilovetogo.com/

เวียนนาเป็นนครหลวง  ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของประเทศ อยู่ทางเหนือของเทือกเขาแอลป์ (Alps) มีแม่น้ำดานูบซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักไหลผ่านเวียนนา มีประชากรประมาณ 1.7ล้านคน ประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาเยอรมัน ซึ่งเป็นภาษาประจำชาติของออสเตรีย และส่วนใหญ่ประมาณ 80%นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกส่วนที่เหลือนับถือนิกายโปรแตสเตนท์และอิสลามสาธารณรัฐออสเตรีย เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ตอนกลางของทวีปยุโรป เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างยุโรปตะวันตกและยุโรปตะวันออก มีพรมแดนติดกับหลายประเทศด้วย ได้แก่ เยอรมัน สาธารณรัฐเช็ค ฮังการี สโลเวเนีย อิตาลีสวิตเซอร์แลนด์ และลิคเทนสไตน

เวียนนามีภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีปปานกลางซึ่งหมายความว่ามีอุณหภูมิแตกต่างกันค่อนข้างน้อยในแต่ละฤดูจากสถิติมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีแสงแดดจ้าจากพระอาทิตย์ปกคลุมกรุงเวียนนาประมาณ2,000ชั่วโมงต่อปีและมีปริมาณฝนตกน้อย

ซึ่งนอกจากกรุงเวียนนาจะเป็นนครแห่งศิลปะและดนตรียังมีความโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมมีอาคารสถาปัตยกรรมและสถานที่น่าสนใจในเวียนนา ที่จะนำมายกตัวอย่าง เช่น
 

ที่มา : https://www.ilovetogo.com/

พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn Palace)  เป็นพระราชวังที่นับว่ามีความสวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุด มีประวัติการก่อสร้างมานานตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จากปราสาทโบราณเดิม “แคตเตอร์เบิร์ก” ต่อมา ในปี ค.ศ. 1569 พระเจ้าแมกซิมิเลียนที่ 2 แห่งราชวงศ์ฮับส์บวร์ก ทรงโปรดให้สร้างเป็นตำหนักชายป่า สำหรับล่าสัตว์และพักร้อนพระราชวังเชินบรุนน์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบร็อคโคโค(RococoStyle)และมีจุดเด่นคือ ประติมากรรมเทพเนปจูน

กรุงเวียนนาถึงแม้จะเคยถูกรุกราน หรือถูกทำลายสถาปัตยกรรมต่างๆ แต่ก็สามารถกลับมามีชื่อเสียงจนกลายเป็นนครแห่งการดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมลือชื่อของโลกได้ด้วยพลังของชาวเวียนนาเอง


อ้างอิง :  
 
เวียนนา นครแห่งการดนตรี ศิลปะ และสถาปัตยกรรมลือชื่อของโลก .  สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มีนาคม 2559   จาก: https://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=&esrc=s&source=web&cd=1&cad=rja&uact=8&ved=0ahUKEwi-47OS4YjNAhUBs48KHSVVC20QFggaMAA&url=http%3A%2F%2Fwww.ghbhomecenter.com%2Fjournal%2Fdownload.php%3Ffile%3D1525Sep13zQ6qgGz.pdf&usg=AFQjCNFhu2yIYP-qZFWCNTCpBsIWjp4L1w&sig2=2SA4nSyPBzmYIAw7K2_MJg&bvm=bv.123664746,d.c2I

ประเทศออสเตรีย : กรุงเวียนนา. สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มีนาคม 2559 จาก: http://www.vacationzone.co.th/info/index_vianna.php

ประวัติศาสตร์กรุงเวียนนา . สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มีนาคม 2559 จาก: http://www.hoteltravel.com/th/austria/vienna/history-of-vienna.htm

อ่านเพิ่มเติม »

นครซีอาน

โดย วิลากรณ์ ฉากกุดฉิม

 “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรมากที่สุดในโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจีนนั้นล้วนเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอารยธรรมในอดีตด้วย หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศจีนมาบ้างแล้ว ในที่นี่จะขอยกมาเพียงแค่หนึ่งเมืองของประเทศจีนมาอธิบาย ซึ่งก็คือ เมืองซีอาน

ซีอานเป็นหนึ่งในสิบเมืองที่ถือว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ มีความเจริญที่สุดในประเทศจีน เป็นหนึ่งเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์จีน อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกและยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหมอีกด้วย


ที่มา: http://thai.cri.cn/mmsource/

ซีอานมีภูมิอากาศที่อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคด้านใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดังนั้นประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก

ซีอานมีประวัติยาวนานมากกว่าสามพันกว่าปี ในสมัยราชวงศ์โจว พื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่าเฟิงฮั่ว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นฉางอัน ซึ่งหมายถึง "สันติภาพอันยาวนาน " และถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งตะวันตกหรือซีจิง ในสมัยราชวงศ์สุยได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นต้าซิง และในสมัยราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อฉางอันอีกครั้ง

เมืองซีอานได้รับการตั้งชื่อครั้งแรกในช่วงราชวงศ์หยวนว่าเฟิ่งหยวน และตามด้วยชื่ออันซีหรืออานซี แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อจิงเจ้าในเวลาต่อมา และในสมัยราชวงศ์หมิงจึงได้ใช้ชื่อว่าซีอาน จากนั้นไม่นานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อซีจิง และกลับมาใช้ชื่อซีอานอีกครั้งในสมัยสาธารณรัฐจีน

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของซีอานก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้วได้สถาปนาเมืองหลวงของประเทศขึ้นคือเมืองเสียนหยาง ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของซีอานในปัจจุบัน แต่ในอดีตจัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรประมาณห้าถึงหกแสนคน เกือบเท่ากับหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ แต่จอมจักรพรรดิทรงเห็นว่าเมืองหลวงเสียนหยางยังมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ จึงโปรดให้สร้างเมืองเออฝางขึ้นทางใต้ของเมืองเสียนหยาง ต่อมาไม่นานราชวงศ์ฉินได้ถูกชาวนาโค่นบัลลังก์ เหล่าบรรดาพระราชวังและตำหนักในเมืองทั้งสองถูกเผาทำลายจนสิ้น โดยใช้เวลาเผานานถึง 3 เดือน

และในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อฉางอาน ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นที่ระหว่างที่ตั้งเมืองหลวงเก่าทั้งสอง ตำหนักภายในเมืองมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ หลังจากนั้นจักรพรรดิราชวงศ์สุยได้สร้างเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่งขึ้นทางใต้เมืองฉางอานของราชวงศ์ฮั่นชื่อ ต้าสิ้ง และเปลี่ยนฉางอานเป็นสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ ต่อมาจักรพรรดิราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนชื่อเมืองต้าสิ้ง เป็นฉางอาน และมีการดำเนินการก่อสร้างเมืองอย่างต่อเนื่อง จนเมืองฉางอานของราชวงศ์ถังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นโลกในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมีถิ่นพำนักในเมืองนี้ อาจจะพูดได้ว่าฉางอานเป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่งก็ได้ แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปลายราชวงศ์ถังได้มีศึกสงครามไม่หยุดหย่อน จึงทำให้สิ่งก่อสร้าง 300 ปี ของฉางอานถูกทำลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กเท่านั้น

ต่อมาหลังจากราชวงศ์ถังมา 2 - 3 ราชวงศ์ ฉางอานได้มีการก่อสร้างขึ้นอีกครั้ง แต่ตัวเมืองดั้งเดิมกลับเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนเมื่อราชวงศ์หมิงเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจ  เมืองฉางอานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซีอาน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันจนถึงปัจจุบัน

สันนิษฐานว่าเมืองซีอานที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาหกร้อยปีก่อนราชวงศ์หมิง โดยในสามร้อยปีก่อนหน้านี้ เมืองซีอานได้มีโอกาสการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเมืองในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 129 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรมากถึงหนึ่งล้านห้าแสนคนโดยประมาณ ภายในเมืองนอกจากจะสร้างอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่แล้ว ยังมีการบูรณะสวนสาธารณะและโบราณสถานที่มีชื่อเสียงด้วย  หอนาฬิกากลางเมืองถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งบรรดาเมืองหลวงในประวัติศาสตร์หลายๆแห่งต่างก็มีหอนาฬิกา แต่ไม่มีที่ไหนจะมีชื่อเสียงอย่างของซีอาน และสิ่งก่อสร้างสำคัญซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของหอนาฬิกา เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของมณฑลส่านซี ภายในมีแท่งศิลาจารึกที่มีชื่อเสียงซึ่งถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งจำนวนมากกว่า 1,000 แท่ง ส่วนด้านใต้ของซีอานมีสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงคนทั่วโลกเกิดขึ้น คือการค้นพบกองทัพหุ่นทหาร และม้าประจำสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ พูดได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีน  ส่วนสุสานพระศพและอื่นๆยังไม่มีการขุดค้น จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของวัตถุโบราณตลอดจนหุ่นทหารดินเผาได้ โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในปริมณฑลของซีอานมีมากมายโดยเฉพาะสุสานของจักรพรรดิหลายๆ พระองค์และคลังสมบัติ และบริเวณเมืองซีอานคือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



ปัจจุบันซีอานคือศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ถือได้ว่าซีอานเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก อาจจะสืบเนื่องมาจากการครองราชย์ของแต่ละราชวงศ์ก็เป็นได้ เพราะจักรพรรดิของแต่ละราชวงศ์นั้นต่างก็มีกลวิธีของพระองค์เองในการปกครองและฟื้นฟูซีอาน


อ้างอิง

นครซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99

ประเทศจีน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: http://people-republic-of-china.blogspot.com/

รูปภาพของซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.images.search.yahoo.com/yhs/search;_ylt=A2oKmM_yGE1XaiIATOTHTQx


อ่านเพิ่มเติม »

บาร์เซโลน่า (Barcelona)

ไม่ระบุชื่อ | 23:37 | | Be the first to comment!
โดย ก่อเกียรติ ชัยตอกเตี้ย

หากจะพูดถึงเมืองที่สำคัญๆ  ที่เป็นเมืองที่ชาวนักท่องเที่ยวมักจะมาเที่ยวชมยอมเป็นเมืองที่ ใหญ่หรือไม่ก็เป็นเมืองหลวง ของประเทศนั้นๆ โดยลักษณะเมืองต่างๆ นี้ก็จะมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่เป็นของเมืองตัวเองโดยที่จุดเด่นนั้นจะมาเป็นจุดเด่น ที่ดึงดูดเชิญชวนให้ผู้ที่มีใจรักในการท่องเที่ยว ได้มาหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่ กับการท่องเที่ยวกับเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆนี้ โดยในที่นี้จะพูดถึงเมืองทางตะวันออกของประเทศสเปน ซึ่งเป็นเมืองที่มีความยิ่งใหญ่อีกเมืองหนึ่งของสเปนเลยก็ว่าได้ และเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ให้นักท่องเที่ยว หรือ ผู้ที่ชื่นชอบในการท่องเที่ยว ได้มารับประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้จากเมืองนี้ ซึ่งเมืองที่กล่าวเกลิ่นมานั้นก็คือ “เมือง บาร์เซโลน่า”  นั้นเอง

บาร์เซโลน่า เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเมืองหลวง นั้นก็คือเมืองมาดริด นั้นเอง และบาร์เซโลน่าก็เป็นเมืองที่มีประชากรที่อาศัยอยู่หนาแน่น มากๆกว่าสองล้านคนเลยทีเดียว โดยเมืองบาร์เซโลน่านั้น เป็นเมือง ที่ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน ทำให้อากาศไม่ค่อยร้อนอบอ้าวจนเกินไปตอนกลางวันก็จะมีลมทะเลพัดให้ลมเย็นสบาย และเมืองบาร์เซโลน่า นี้เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมหลายแห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมื่อ 2000 ปีก่อนทำให้เมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่เป็นตัวเลือกอันดับแรกๆเลยสำหรับผู้ที่จะมาท่องเที่ยวประเทศสเปนเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่เป็นเมืองสมัยยุคโรมันเมื่อก่อน ยังใช้ชื่อเมืองว่า บาร์ซิโน่


ที่มา: http://l.facebook.com/

ถ้าเมืองบาร์เซโลน่านั้นต้องมองย้อนกลับไปถึง ศตวรรษที่ 9  หรือ  900 ร้อยปีก่อนเลยที่เดียว แต่ก็มีสิ่งก่อสร้างหรือสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่กว่าที่กล่าวมาข้างต้นอยู่หลายแห่ง ทำให้ได้ทราบว่า เมืองบาร์เซโลน่านั้นได้เกิดมาก่อนที่นักวิชาการได้คาดการณ์ไว้อีกซะด้วย ในราวศตวรรษที่ 2-4 ก่อนคริสตกาลนั้น เมืองบาร์เซโลน่าเคยเป็นหุบเขา ที่อยู่บนพื้นที่ราบ จัตุรัสบาร์เซโลน่า จึงมีคนอาศัยอยู่เป็นชุมชนเล็กๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือเรื่องเล่าขานหรือตำนานที่ถูกเล่าต่อๆ กันมารุ่นสู่รุ่น เรื่องได้ถูกเล่าถึงการสร้างเมืองเพื่อมอบให้แก่เฮอร์คิวลิสเมื่อ 400 ปีก่อนการสร้างกรุงโรมและถูกสร้างขึ้นใหม่โดยชาวนครคาร์เธจที่ชื่อ ฮามิลคาร์  บาร์คา ชายผู้เป็นพ่อของฮันนิบาลและตั้งชื่อเมืองบาชิโนตามนามสกุลของเขาอีกด้วย

เมื่อปี ค.ศ. 1992 เมืองบาร์เซโลน่านี้ ก็เคยเป็นเจ้าภาพในการจัดมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ทำให้เมืองมีซื่อเสียงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ เมื่อเวลาผ่านไปก็มีการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ๆมาผสมผสานกับของเดิมที่สวยงามอยู่แล้ว ทำให้มีความสวยงามขึ้นไปอีก และนี้ก็คืออีกหนึ่งสาเหตุที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวชมศิลปะร่วมสมัยที่ร่วมเอาความเก่าแก่และความใหม่เข้ากันได้อย่างลงตัว

เนื่องจากเมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่อยู่ที่ประเทศสเปนดังนั้นชาวเมืองบาร์เซโลน่าส่วนใหญ่จะใช้ภาษาสเปน และจะใช้ควบคู่ไปกับภาษาท้องถิ่นนั้นก็คือ คาตะลัน แต่ถ้าส่วนใหญ่จะใช้ภาษาคาตะลันเท่านั้นที่เป็นหลัก เนื่องจากสเปนจะแบ่งกันเป็นแคว้นๆ ในอดีต และที่ที่เมืองบาร์เซโลน่าตั้งอยู่ก็คือแคว้นคาตะลันโดยสมัยก่อน ชาวเมืองบาร์เซโลน่าจะเรียก แทนตัวเองว่า ชาว คาตาโรเนียน และดินแดนจะเรียกว่าคาตาโรเนีย และภาษาคาตะลัน จะไม่เหมือนกับภาษาสเปน โดยจะไปคล้ายกับภาษาฝรั่งเศสซะมากกว่า

โดยการเดินทางไปเมืองบาร์เซโลน่านั้นก็ง่ายมากเพราะเมืองบาร์เซโลน่านั้นมีสนามบินเป็นของตัวเองทำให้ไม่ต้องไปบินลงที่เมืองใดเมืองหนึ่งเพื่อเดินทางต่อมาที่เมือง ส่วนการเดินทางในเมืองจะมีบริการ รถไฟฟ้าและรถประจำทางเพื่อบริการกับนักท่องเที่ยวและชาวเมืองอีกด้วย

โดยภายในเมืองบาร์เซโลน่า ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง อาทิเช่น โบสถ์ ซากาด้า แฟมีเลีย ซึ่งเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปีมาแล้วและยังมีการสร้างต่อเพื่อให้ตัวโบสถ์มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งโบสถ์นี่เป็นโบสถ์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับแรกๆของเมืองบาร์เซโลน่าเลยทีเดียว เพราะภายในตัวโบสถ์นั้นออกแบบมาให้เล่นกับธรรมชาติโดยใช้แสงจากดวงอาทิตย์มาสะท้อนกับตัวกระจกที่อยู่ในตัวโบสถ์ให้เป็นรูปต่างๆ  ถือเป็นสถานที่ที่ผู้ที่ไปเมืองบาร์เซโลน่าไม่ไปไม่ได้ แม้แต่ประการเดียว


ที่มา: https://l.facebook.com/l

ภายในเมืองมีสถานที่ให้ท่องเที่ยวอีกมากมาย รวมไปถึงสนามกีฬาที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็นสนามเทนนิสที่ใช้ใจงานเทนนิสบาร์เซโลน่า โอเพ่น และสนามฟุตบอลที่มีความจุเยอะที่สุดในยุโรป นั้นก็คือสนาม คัมป์ นู ของ ทีมเอฟซี บาร์เซโลน่านั้นเอง เป็นสนามที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมในวันที่มีการแข่งขัน และ ในวันที่ไม่มีการแข่งขัน ก็สามารถซื้อตั๋วเข้าชมสนามได้เช่นกัน

เมืองบาร์เซโลน่าเป็นเมืองที่สวยงามและมีความสถาปัตยกรรมมากมายที่ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่และความร่วมสมัย จึงเป็นเมืองที่ชีวิตนี้ไม่ควรพลาดที่จะไปเที่ยวเลย


อ้างอิง

กระปุกดอทคอม. ๒๕๕๙. ที่เที่ยวบาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://travel.kapook.com/view99237.html

ท่องเที่ยวสเปน. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก :http://www.hoteltravel.com/th/spain/barcelona/barcelona-weather.htm

เที่ยวต่างประเทศ. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า,ประวัติ,ที่เที่ยว. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก :http://www.hoteltravel.com/th/spain/barcelona/history-of-barcelona.htm

เรียนต่อต่างประเทศ. ๒๕๕๙. บาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://www.educatepark.com/เรียนต่อสเปน/tourism-spain/

mthaitravel. ๒๕๕๙. เมืองบาร์เซโลน่า. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙, จาก : http://travel.mthai.com/world-travel/60159.html
อ่านเพิ่มเติม »

ปอมเปอี (Pompeii) เมืองหายนะแห่งความตาย

โดย ฐิติยา วงศ์ศิริ

ปอมเปอี (Pompeii) หลายท่านอาจจะคุ้นหูกับชื่อนี้เพราะเรื่องราวของเมืองมรณะแห่งนี้ได้เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้อย่างมาก เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับหายนะครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตคนทั้งเมืองให้จมหายไปพร้อมกับเศษขี้เถ้าจากภูเขาไฟวิสุเวียส

อ่านเพิ่มเติม »

กรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople)

โดย ชยพล แพงศรี

กรุงคอนสแตนติโนเปิลนั้นมีชื่อมาจาก "คอนแสตนติน" ซึ่งเป็นชื่อของจักรพรรดิผู้ที่ก่อตั้งเมืองแห่งนี้ขึ้น กรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวงอาณาจักรโรมันตะวันออก เดิมเป็นพื้นที่ร้างอันกว้างใหญ่และเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการตั้งเมืองหลวงโดยมีพื้นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างยุโรปและเอเชีย เพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครองโรมันตะวันออกทั้งด้านการค้าทางบกและทางทะเล นับเป็นอีกเมืองหนึ่งซึ่งมีความมั่งคั่งมากที่สุดในยุคนั้น ปัจจุบันคือเมืองอิสตันบูลอยู่ในประเทศตุรกี

อ่านเพิ่มเติม »