แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาหลี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาหลี แสดงบทความทั้งหมด

พระเจ้าเซจงมหาราช (Sejong the Great)

โดย สุประวีณ์ ขวาธิจักร

หากจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของประชาชนเกาหลี หนึ่งในนั้น คือ พระเจ้าเซจงมหาราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เกาหลีองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โชซ็อน ทรงเป็นที่รู้จักในนามผู้ประดิษฐ์อักษรเกาหลีฮันกึล อีกทั้งยังทรงเป็นหนึ่งในสองกษัตริย์แห่งเกาหลีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาราช (อีกพระองค์ คือพระเจ้ากวางแกโตมหาราชแห่งราชวงศ์โกคูรยอ)


ที่มา: https://writer.dek-d.com/

พระราชประวัติ

พระเจ้าเซจง (Sejong) เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1397 เป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของพระเจ้าแทจงกับพระนางว็อนกย็อง เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้รับสถาปนาให้เป็นเจ้าชายชุงนยอง และทรงอภิเษกกับพระชายาชิม ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นพระนางโชฮ็อน พระเชษฐาทั้งสองเห็นว่าเจ้าชายชุงนยองมีความรู้ความสามารถ จึงคิดจะยกบัลลังก์ให้โดยการประพฤติตนเหลวแหลกในราชสำนัก ทำให้เจ้าชายทั้งสองถูกไล่ออกจากวัง หลังจากนั้นพระเจ้าแทจงก็สละราชบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายชุงนยองได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซจง

พระราชกรณียกิจ

พระเจ้าเซจง ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาราช”  เนื่องจากความสำเร็จในการสร้างความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้กับราชอาณาจักรเกาหลี โดยในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการส่งเสริมลัทธิขงจื๊อและวัฒนธรรมจีนให้แพร่หลาย ทรงก่อตั้งชิบฮย็อนจอนเป็นสำนักปราชญ์ขงจื๊อ พระองค์มีพระราชโองการให้ปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของเกาหลีให้สอดคล้องกับลัทธิขงจื๊อ เช่น ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการไว้ทุกข์ ส่งผลให้ลัทธิขงจื๊อกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมเกาหลีในสมัยนั้น นอกจากนี้พระองค์ยังใช้อำนาจลดบทบาทของสำนักสงฆ์ในศาสนาพุทธอย่างหนัก ลดจำนวนนิกายศาสนาพุทธจากเจ็ดสำนักเหลือแค่สองสำนัก และยังมีคำสั่งให้จำกัดจำนวนวัดและจำนวนพระสงฆ์อีกด้วย

พระเจ้าเซจงทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความห่วงใยราษฎรเป็นอย่างมาก ทรงเล็งเห็นปัญหาของราษฎรทั่วไปที่อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์เกาหลีอันยาวนานนั้น ชาวเกาหลีไม่มีอักษรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ใช้อักษรของจีนที่เรียกว่า ฮันจา แต่ตัวอักษรจีนนั้นมีจำนวนมากและยากลำบากในการเรียนรู้ มีเพียงชนชั้นขุนนางชาย (ยังบัน) เท่านั้นที่มีสิทธิเรียนและเขียนอักษรฮันจาได้ พระเจ้าเซจงจึงทรงประกาศใช้อักษรฮันกึลขึ้นใน ค.ศ. 1446 ซึ่งเป็นอักษรที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ผ่านทางวรรณกรรมเรื่องฮุนมินจ็องอึม เพื่อให้ราษฎรทุกชนชั้นสามารถอ่านออกเขียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อักษรจีน ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจงขุนนางชื่อว่าชังย็องชิล ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก

นอกจากนี้พระเจ้าเซจงยังทรงเห็นถึงปัญหาของชาวนาที่ทำเกษตรกรรมแล้วไม่เกิดผลิตผล เนื่องจากความแห้งแล้งและน้ำท่วม จึงทรงให้มีการแต่งหนังสือนงซาจิกซอล ซึ่งหนังสือนี้เกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ในการทำเกษตรกรรมจากเกษตรกรอาวุโสทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งยังทรงลดภาษีเพื่อให้เกษตรกรต้องลำบากและมีกินมีใช้ มีทรัพย์ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น

พระเจ้าเซจงเสด็จสวรรคตในปี 1450 เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานและเศร้าโศกเสียพระทัยจากการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีโชฮ็อน พระบรมศพของทั้งคู่ถูกฝังไว้ที่พระราชสุสานยองนึง หลังจากนั้นพระเจ้ามุนจง ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของพระเจ้าเซจงมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา แต่ทรงครองราชย์ได้เพียง 2 ปีก็สวรรคต


ที่มา : http://popp1412.blogspot.com/2

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเซจงมหาราชทำคุณความดีต่อาณาจักโชซ็อนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปัจจุบันด้วย ทั้งในด้านปกครองและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งสำนักปราชญ์ขงจื๊อ การประดิษฐ์อักษรฮันกึล การแต่งหนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้รูปของพระองค์ยังคงปรากฏอยู่ในธนบัตร 10,000 วอนของเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ชาวเกาหลีภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองมาจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จินตนา. (2556). พระเจ้าเซจงมหาราช (세종대왕,世宗大王). ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.modernpublishing.co.th

วิกิพีเดีย. (2562). พระเจ้าเซจงมหาราช. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก  https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). ราชวงศ์โชซ็อน. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). Sejong The Great. ค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2563, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Sejong_the_Great

ศิลปวัฒนธรรม. (2562). สรงน้ำ พระเจ้าเซจง. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.silpa-mag.com/


อ่านเพิ่มเติม »

อาณาจักรเกาหลีโบราณ โกโชซอน

ไม่ระบุชื่อ | 12:12 | | Be the first to comment!
โดย อัจฉรา แสนทีสุข

ภาพยนตร์ชุดที่บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีนั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก โดยเผยแพร่วัฒนธรรมต่างๆ ผ่านทางเนื้อเรื่องเพื่อให้ผู้ชมได้เข้าถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านทางจอภาพ เป็นที่น่าสนใจว่าหากเรารู้เรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุคนั้นๆ อาณาจักรนั้นๆ จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาเรื่องราวของภาพยนตร์เหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้นหรือไม่ จะดียิ่งถ้าได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเกาหลีโบราณสักเรื่อง และหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าชมบทความนี้ โดยเรื่องราวที่เล่าผ่านบทความนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาณาจักรเกาหลีโบราณ โกโชซอน



“โกโซซอน” เป็นคำที่ใช้เรียกกันในปัจจุบัน หมายถึงอาณาจักรเกาหลีโบราณซึ่งเมื่อครั้งอดีตตามการเรียกขานของทันกุน (ตำนานผู้สร้างอาณาจักรโชซอนโบราณ) และในบันทึกได้รู้จักกันในนามของ “โชซอน” และชาวเกาหลีโบราณมีความเชื่อในตำนานเทพเจ้าว่าเทพสูงสุด คือ ยุลเรียล เป็นผู้ให้กำเนิดเทวีมาโกะ เทวีมาโกะก็ได้ให้กำเนิดเทวีอีก 2 องค์ คือ กุงวี และโชวี และทั้งสององค์ก็ได้ให้กำเนิดเทวดาหญิงชายหนึ่งคู่ เป็นต้นกำเนิดเหล่าเทวดาต่างๆ ให้กำเนิดขึ้นสืบต่อโดยอาศัยอยู่ในเขตคามสวรรค์ที่เรียกว่า มาโกซุง ต่อมานั้น ยุลเรียลได้ทรงสร้างแผ่นดินและมหาสมุทร โดยประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ (ธาตุทั้ง 5 นี้ปรากฏอยู่บนธงชาติของเกาหลีใต้ ล้อมรอบสัญลักษณ์ ยิน หยาง อันหมายถึงสิ่งแทนสวรรค์และโลกหรือแผ่นดิน) ธาตุทั้ง 5 นี้ก็คือบ่อเกิดที่ทำให้เกิดสรรพสิ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมดขึ้นบนโลกขยายเผ่าพันธุ์สืบต่อมา


ที่มา : https://m.terms.naver.com/

ตำนานการสร้างประเทศเกาหลีในยุคเริ่มแรกชื่อว่า โชซอน แต่ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์สุดท้ายก่อนที่ประเทศเกาหลีจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ก็ได้เรียกขานว่า โชซอนเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการเรียกอาณาจักรเกาหลีเริ่มแรกว่าโกโชซอน ซึ่ง “โก” นั้นแปลว่าโบราณหรือเก่า ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจึงแปลว่าโซชอนโบราณ

ยุคสมัยของโกโชซอนนี้อยู่ในช่วงของยุคสำริดและก้าวสู่ยุคเหล็กตอนปลาย มีการอ้างอิงจากการค้นพบเครื่องมือเครื่องใช้ของชาวโกโชซอน โดยสมัยโกโชซอนนั้นเริ่มตั้งแต่ 2333 ไปจนถึง 108 ปีก่อนคริสตศักราช

กลุ่มคนที่หลั่งไหลเข้ามาจากจีนนั้น มีการสร้างอาณาจักรโชซอนโบราณ ที่ผสมผสานทางชาติพันธุ์กับพวกชนเผ่าพื้นเมืองทั้งเหนือและใต้เดิม โดยที่มีการนำศิลปะวิทยาการและเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ของชนพื้นเมืองเดิม จากที่เคยอยู่อาศัยในถ้ำ ก็เปลี่ยนแปลงเป็นการสร้างบ้านเรือนด้วยไม้และระบบปล่องไฟในฤดูหนาว การเกษตรกรรมทำไร่ทำนา การเลี้ยงตัวไหม การทอผ้า การถลุงเหล็ก และประเพณีการฝังศพแบบเนินดินหรือการทำฮวงซุ้ยแบบเดียวกันกับประเพณีของชาวจีน

อีกทั้งอาณาจักรโกโชซอนมีการจัดระบบการปกครองและสร้างระบบกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรก ๆ ในระหว่างความรุ่งเรืองอันยาวนานกว่า 900 ปี

การตั้งถิ่นฐานนับเป็นอาณาจักรแห่งแรกที่ตั้งอยู่ตอนใต้ของแมนจูเรียและอยู่ทางตอนเหนือของคาบสมุทรเกาหลี ชาวโกโชซอนอยู่กันเป็นชุมชนซึ่งมีการเกษตรกรรมและเพราะปลูกเพื่อยังชีพ บันทึกของจีนได้กล่าวว่าโกโชซอนเป็น นักรบคนเถื่อนแห่งตะวันออก ซึ่งสมัยราชวงศ์โจว โกโชซอนอยู่ใกล้กับแมนจูเรียมีพื้นที่ติดต่อกันจึงถูกเรียกรวมไปกับคนเถื่อนนอกที่ราบภาคกลางของจีน

ในบันทึกของแคว้นฉีราชวงศ์โจวมีการติดต่อสัมพันธ์กันระหว่างแคว้นฉีและโกโชซอน และเมื่อเกิดสงครามระหว่างรัฐช่วงปลายราชวงศ์โจวก็ได้มีการอพยพเข้ามาในโกโชซอนเป็นจำนวนมาก



บันทึกประวัติศาสตร์อีกเล่มคือ ฮวานดาน โกกี เป็นบันทึกของเกาหลี มีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปคือในประวัติศาสตร์ผู้สืบบัลลังก์ต่อจากยุคสมัยของทันกุน วังกอม เป็นโอรสของทันกุน วังกอม ชื่อว่าดันกุน ปูรู ในปี 2240 ก่อนคริสตศักราช  โดยที่ว่ากันก่อนที่ดันกุน ปูรูจะสืบทอดบัลลังก์นั้นพระบิดาได้ส่งไปเมืองจีนและได้พบกับเซี่ยหยู ซึ่งดันกุน ปูรูได้บอกวิธีการสร้างฝายทดน้ำให้แก่เซี่ยหยูเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนจนเซี่ยหยูได้เป็นกษัตริย์ต้นราชวงเซี่ย บันทึกนี้กล่าวไว้อีกว่ามีกษัตริย์อีก 45 พระองค์ที่ได้ครองราชย์สืบต่อกันตั้งแต่ 2333 ปีก่อนคริสตศักราช ถึง 237 ปีก่อนคริสศักราช

อย่างไรก็ตามบันทึกของจีนนั้นได้กล่าวถึงเรื่องราวของ “จี้จื่อ” โดยที่เกาหลีเรียกขานกันว่า “กีจา” ได้เดินทางไปยังโกโชซอน 507 ปีก่อนคริสตศักราช และได้ขึ้นครองราชย์ในโกโชซอน ในประวัติศาสตร์จีนกล่าวถึงจี้จื่อว่าเป็นอาจารย์ของตี้ชิงกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ชาง จี้จื่อถูกขังด้วยความที่กษัตริย์นั้นเกิดความไม่พอพระทัย ต่อมาเนื่องจากราชวงศ์ชางได้ล่มสลายโจวอู๋หวังจึ้งได้ปล่อยตัวของจี้จื่อและเนรเทศออกนอกเมืองจีน จี้จื่อได้พาคนออกจากเมืองจีนไปด้วยจำนวน 5000 คน และได้เดินทางมาจนถึงโกโชซอน ด้วยความที่เป็นผู้รอบรู้จึงได้ตำแหน่งขุนนางไป และได้เป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ซึ่งเรียกว่า “กีจาโชซอน”


ที่มา : https://m.blog.naver.com/

เนื่องด้วยบันทึกทั้งสองฝั่งนั้นทำให้เกิดความสับสนในช่วงระยะเวลาไม่น้อย แต่ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญในสมัยโกโชซอนยุคปลายตรงกับยุคของราชวงศ์ฮั่นของจีน เกิดการก่อตั้งอาณาจักรแห่งใหม่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลี โดยประวัตศาสตร์ได้ถ่ายทอดเรื่องราวไว้ ว่ามีขุนพลจากจีน “เหว่ยมั่ง” จากแคว้นเอี๋ยนลี้ภัยมายังโกโชซอน ละเข้ารับใช้จุนผู้ปกครองโกโชซอนในขณะนั้น ได้รับคำสั่งให้ปกป้องดินแดนทางทิศตะวันตก แต่เหว่ยมั่งกับก่อการกบฏยึดอำนาจมาเป็นของตนและก่อตั้งราชวงศ์เหว่ยมั่งโชซอนขึ้น กษัตรย์จุนและทหารจำนวนหนึ่งได้หนีไปตั้งอาณาจักรใหม่ชื่อว่า “อาณาจักรฮัน” โดยพื้นที่นั้นคือเมืองอิกซานในจังหวัดจอลลาเกาหลีใต้ในปัจจุบัน

ในยุคของเหว่ยมั่งได้ขยายอำนาจอย่างกว้างขวางจนถึงในสมัยของหยูฉู่ เมืองจีนนั้นตรงกับยุคราชวงศ์ฮั่น กษัตริย์ “ฮั่นหวูตี้” ได้นำกองทัพเข้ามาโจมตีโกโชซอนจนสำเร็จ ในปี 108 ก่อนคริสตศักราชโกโชซอนจึงได้ตกเป็นเมืองขึ้นของจีนเป็นครั้งแรก ต่อมาอาณาจักรโชซอนโบราณนั้นได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 แคว้นด้วยกัน ได้แก่ มณฑลนังนัง มณฑลชินบอน มณฑลอินดุล และมณฑลฮยอนโด แต่เน้นปกครองแค่ที่มณฑลนังนังเท่านั้น เพราะมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณที่สุด เวลาต่อมาพระเจ้าชอยรีได้ประกาศเอกราชจากราชวงศ์ฮั่นให้แก่มณฑลนังนัง แต่ก็ต้องล่มสลายลงจากการถูกโจมตีโดยโกคูรยอในปีคริสตศักราช 313 สามารถขับไล่จีนออกไปได้สำเร็จ เมื่อโกคูรยอได้ผนวกดินแดนนังนังเข้ากับโกคูรยอแล้วจึงก้าวเข้าสู่ยุคสามอาณาจักร หรือเรียกอีกอย่างว่ายุคสามก๊กนั่นเอง

ดังนั้นเมื่ออารยธรรมของจีนจึงเริ่มหลั่งไหลและเข้ามามีอิทธิพลต่อชาวเกาหลี ตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ฮั่นของจีน นี่เองที่ได้เริ่มรับเอาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง พระพุทธศาสนาจากจีนได้เริ่มเข้ามาในดินแดนเกาหลีต้ังแต่นั้นมา อย่างไรก็ตามการบันทึกการสร้างบ้านแปงเมืองของชาวเกาหลีที่มีบันทึกอย่างจริงจังเกิดขึ้นเม่ือ 57 ปีก่อนคริสต์ศักราช

จากประวัติศาสตร์ทำให้เห็นว่ามีการเข้ามารุกรานพื้นที่โดยส่วนใหญ่จากเมืองจีน เป็นเหตุให้ต้องมาการเสียเอกราชในช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีการเกิดอาณาจักรต่างๆ ขึ้นซึ่งยังไม่ได้รวมกันเป็นอาณาจักรเดียว อีกทั้งยังได้อิทธิพลในด้านการสร้างตัวอักษรไปจนถึงการนับถือศาสนาซึ่งในยุคนั้นเป็นการรุ่งเรืองของศาสนาพุทธในอาณาจักรเกาหลีเป็นอย่างมาก เมื่อมีตัวอักษรจึงมีบันทึกเรื่องราวไปจนถึงกฎหมายต่างๆ อีกด้วย อาณาจักรโกโชซอนเจริญไปจนเมื่อมีการเข้าโจมตีของโกคูรยอจึงทำให้อาณาจักรโบราณนั้นสิ้นสุดลง โกโชซอนนับเป็นอาณาจักรแรกของเกาหลีที่ได้ทิ้งเรื่องราวไว้ให้รุ่นหลังได้ศึกษากันต่อไป
     

อ้างอิง

วีระชัย โชคมุกดา. (2555). ประวัติศาสตร์เกาหลี แผ่นดินแห่งความแตกแยกจากอดีตถึงปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : ยิปซี.

พระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ/มาลัย), อรทัย มีแสง และเดชฤทธิ์ โอฐสู. (2561). พระพุทธศาสนาในสาธารณรัฐเกาหลี: ประวัติศาสตร์ พัฒนาการ ความสัมพันธ์ทางสังคมและสถานการณ์ปัจจุบัน. วารสารบัณฑิตศึกษาปริทรรศน์. 14(12). 2.

runlawan. ยุคโกโชซอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 จาก : https://kimchulbeer.wordpress.com/ประวัติศาสตร์/ยุคโกโชซอน/

ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลี. ประวัติศาสตร์. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2561 จาก : http://thailand.korean-culture.org/th/about-kcc/korean-history.html

อาณาจักรโชซอนโบราณ "KOCHOSUN". สืบค้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 จาก : https://www.dek-d.com/board/view/1476768/?fbclid=IwAR2Ebg0lUr0KVZ5ZZwp6A1s0U3nd5bYIR8XCjTTk6B3buOOJkFHZGE4vgbE
อ่านเพิ่มเติม »

ชองกเยชอน (Cheonggyecheon) คลองแห่งประวัติศาสตร์เกาหลี

โดย อารยา วานิชกร

เชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบการดูหนังและซีรีส์เกาหลี หลายๆ คน ณ ที่นี้ คงจะเคยพบเห็นผ่านตามากันบ้างแล้วแน่ๆ หรือบางคนที่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศเกาหลีก็คงจะรู้จักกับสถานที่แห่งประวัติศาสตร์เกาหลีแห่งนี้เป็นอย่างดี สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า คลองชองกเยชอน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของชาวเกาหลี นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมามักจะแวะถ่ายรูปเพื่อบันทึกเรื่องราวภาพความทรงจำกับคลองที่มีทัศนียภาพแสนสวยงามแห่งนี้

คลองชองกเยชอน (청 계 천) เป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกหนึ่งแห่งของประเทศเกาหลี ปรากฏในภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิควิดีโอต่างๆ มากมาย และคลองชองกเยชอนแห่งนี้ก็ได้เคยปรากฏในฉากหนึ่งทั้งในภาพยนตร์ไทยเรื่องกวนมึนโฮ ซึ่งหากใครจำได้ คลองแห่งนี้คือคลองเดียวกับในฉากที่พระเอกและนางเอกตะโกนอยู่บนพะสาน โดยข้างล่างนั่นก็คือคลองชองกเยชอนนั่นเอง และนอกจากนี้ยังได้ปรากฏในซีรีส์ไทยเรื่อง Full House วุ่นนักรักเต็มบ้านอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจแล้ว คลองใจกลางเมืองแห่งนี้ยังเป็นสถานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศเกาหลีมากมาย


ภาพคลองชองกเยชองในปัจจุบัน
ที่มา: http://www.cityclock.org/

คลองชองกเยชอน เป็นแม่น้ำสายย่อมๆตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีความยาวประมาณ 5.84 กิโลเมตร โดยไหลจากทางทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก คลองชองกเยชอนนี้จะไหลไปรวมกับคลองอีกหนึ่งสายที่ชื่อว่า จุงนังชอล (중랑천) คลองทั้งสองสายจะไหลรวมกันลงไปสู่แม่น้ำฮัน  ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่าคลองชองกเยชอนเป็นคลองแห่งประวัติศาสตร์ของเกาหลีก็ว่าได้ เนื่องจากคลองแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่ร่วมกับคนเกาหลีมาหลายยุคหลายสมัย ถูกปรับปรุงพัฒนามาหลายครั้งจนกระทั่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามอย่างเช่นในปัจจุบัน คลองชองกเยชอนนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี นับตั้งแต่สมัยกษัตริย์แทจงแห่งราชวงศ์โชซอน

ในอดีตนั้นคลองชองกเยชอนเป็นลำน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากกรุงโซลในสมัยนั้นประสบปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขาดแคลนน้ำสลับไปมาอยู่เสมอ คลองแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะเพื่อใช้เป็นคลองระบายน้ำ ประกอบกับช่วงที่เกิดสงคราม ประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาเข้ายึดครองเกาหลี ผู้คนมากมายอพยพมาอาศัยอย่างแน่นหนาบริเวณพื้นที่ริมคลอง น้ำในคลองที่เคยใสสะอาดนั้นเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก ญี่ปุ่นในช่วงนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อคลอง จากคลองชองกเยชอนซึ่งมีความหมายว่าสายน้ำที่ใสสะอาด เป็นคลองทาเกซอน หมายถึง สายน้ำที่เน่าเหม็นแทน และภายหลังเมื่อคลองแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงสภาพน้ำให้ดีขึ้นแล้วจึงกลับมาใช้ชื่อ คลองชองกเยชอนดังเดิมจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1948-1960 กรุงโซลหนาแน่นและเต็มไปด้วยประชากรจำนวนมากที่ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองหลวง โดยได้ตั้งบ้านเรือนชั่วคราวบริเวณริมลำคลอง มีการทิ้งขยะของเน่าเสียและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ  คลองแห่งนี้จึงมีสภาพเสื่อมโทรม เกิดมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากชุมชุนแออัดที่มาอยู่อาศัยบริเวณริมน้ำนั่นเอง

นอกจากนี้ประเทศเกาหลีในช่วงนั้นได้อยู่ในช่วงเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนา มีการสร้างร้านค้า ธุรกิจขนาดเล็กใหญ่และอาคารบ้านเรือนมากมายถูกสร้างขึ้นตลอดริมลำคลอง มีการสร้างถนนทับพื้นที่คลองและสร้างทางด่วนยกระดับคร่อมทับคลองในปี 1968 นอกจากคลองแห่งนี้จะรับขยะและของเสียจากบ้านเรือนที่ตั้งริมคลองแล้ว คลองแห่งนี้ได้กลายเป็นที่รองรับมลพิษของเสียจากทางด่วนด้วย น้ำในคลองถูกทิ้งให้เน่าเสีย สกปรก ไม่น่าอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ส่งผลกระทบต่อหลายๆด้าน โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ในแต่ละปีเกาหลีใต้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
 

ภาพคลองชองกเยชอนในอดีต

จากสภาพที่เสื่อมโทรมดังกล่าว ในปี 2003 คลองชองกเยชอนได้รับการบูรณะ เพื่อเป็นการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โครงการนี้จึงริเริ่มโดยนายกเทศมนตรีอีมยอง บัก (이명박) โดยการรื้อทางด่วนและถนนโดยรอบออก พร้อมกับมีการฟื้นฟูธรรมชาติและสภาพแลดล้อมทั้งทองฝั่งของคลอง  โครงการบูรณะคลองนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงได้รับแรงคัดค้านมากมายจากผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากผู้ที่อาศัยอยู่ต้องย้ายออกจากบริเวณพื้นที่เลียบคลอง  แรงคัดค้านส่งผลให้มีการประชุมเจรจาเพื่อร่วมกันแก้ไขหาทางออกหลายครั้ง จนในที่สุดโครงการบูรณะคลองชองกเยชอนก็บรรลุผล และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2005 ได้ใช้งบประมาณไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ภาพคลองชองกเยชอนในปัจจุบัน
ที่มา: http://blog.hwa2u.com/

คลองชองกเยชอนโฉมใหม่นี้มีน้ำใสสะอาด ธรรมชาติโดยรอบได้ถูกฟื้นฟู บริเวณคลองแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความร่มรื่น มีน้ำพุตลอดแนว มีทางเดินเลียบริมคลอง พร้อมทั้งมีระบบระบายน้ำที่ทันสมัย มีนกและปลาต่างๆ อาศัยอยู่และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี คลองชองกเยชอนยังได้ช่วยลดอุณหภูมิของพื้นที่เมืองโดยรอบลงกว่า 36 % มีตึกเก่าแก่อายุราว 40-50 ปี เรียงรายอยู่จำนวนมาก มีลานศิลปวัฒนธรรม นับว่าเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองต่างๆ


ภาพคลองชองกเยชอนเมื่อยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสีงดงามตระการตา
ที่มา: http://www.govivigo.com/

ปัจจุบันลำน้ำคลองชองกเยชอนนี้ไหลผ่านย่านธุนกิจ ทั้งชองเกพลาซ่า และมีสะพาน 22 แห่งข้ามคลอง มอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสดชื่นให้ผู้ที่ได้แวะเวียนไปเที่ยวชม ด้วยทัศนียภาพในยามราตรีนั้นมีความตระการตา เป็นสวรรค์แห่งธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางความคึกคักของใจกลางเมือง เป็นพื้นที่ที่มีมิติประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ธุรกิจการเงินและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย ทำให้คลองชองกเยชอนนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่คนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเป็นอย่างดี


อ้างอิง 

ส้ม มินโฮ. (2553). เกาหลีสุดที่รัก : คู่มือเที่ยวเกาหลีใต้ตามรอยซีรี่ส์ตลอดกาล. กรุงเทพฯ : ซันมูนทรี

สถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลี. [เว็บบล็อก] สืบค้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561, จาก:
http://www.jidapaenter.com/

 Cheonggyecheon. วิกิพีเดีย. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561, จาก:
 https://en.wikipedia.org/wiki/Cheonggyecheon

อ่านเพิ่มเติม »

ย้อนยุคชุดฮันบก

โดย พรรษชล มณีทับ

“ฮันบก (한복)” ซึ่งหากแยกคำ “ฮัน” จะหมายถึง ชาวฮั่นหรือชาวเกาหลี และ “บก” หมายถึง ชุด ความหมายรวมจึงเป็น “ชุดของชาวเกาหลี”นั่นเอง ความงามและความอ่อนช้อยของวัฒนธรรมเกาหลี มักถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทางภาพถ่ายของสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายฮันบกนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ชุด ฮันบกจะเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งของประเทศเกาหลี

เครื่องแต่งกายทั้งของผู้หญิงและผู้ชาย จะมีลักษณะหลวมเพื่อความสะดวกสบาย ในการเคลื่อนไหว และเสื้อผ้าจะใช้ผ้าผูกแทนกระดุมหรือตะขอ ในการผลิตชุดฮันบก มีประเภทเนื้อผ้าที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับโอกาสและวัยของ ผู้สวมใส่ โดยเด็กผู้หญิงหรือหญิงสาว (ที่ยังไม่แต่งงาน) จะสวมเสื้อสีเหลือง กระโปรงสีแดง และจะเปลี่ยนเป็นเสื้อสีเขียว กระโปรงสีแดงเมื่อแต่งงานแล้ว

นอกจากนี้ ชาวเกาหลียังคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อผ้ากับสภาพ อากาศประเทศของตนอีกด้วย โดยในฤดูหนาวจะใช้ผ้าฝ้าย และสวมกางเกงขายาวที่มีสายรัดข้อเท้า ช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ส่วนในฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็ง ซึ่งช่วยในการดูดซับและแผ่ระบายความร้อนในร่างกายได้ดี

ในปัจจุบันการสวมชุดประจำชาติฮันบก จะใช้เฉพาะในโอกาสพิเศษต่างๆ เท่านั้น เช่น งานมงคลสมรส ซอลนัล (วันขึ้นปีใหม่ของเกาหลี) หรือวันชูซก (วันขอบคุณพระเจ้า) แต่อย่างไรก็ตามผู้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะผู้สูงอายุก็ยังคงสวมใส่ชุดฮันบกกันอยู่


การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย

จากเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ “ชุดฮันบก” เริ่มจาก "องค์หญิงโนกุก" (ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็น "สมเด็จพระราชินีโนกุกแทจาง") เป็นองค์หญิงจากมองโกลที่ถูกกำหนดให้อภิเษกกับองค์ชายวังคีแห่งโครยอ ภายใต้สนธิสัญญาสันติภาพของมองโกลราชวงศ์หยวน แม้ในตอนแรกทั้งสองจะอาศัยอยู่ที่ปักกิ่ง แต่ต่อมาองค์ชายวังคีก็ได้กลับมาขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระเจ้าคงมินแห่งโครยอ และนี่..ทำให้อาณาจักรโครยอหรือเกาหลีในสมัยนั้นได้รับเอาเอกลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมองโกลเข้ามา เป็นบ่อเกิดที่สำคัญของรูปแบบชุดฮันบกในสมัยโชซอนต่อมาจนถึงทุกวันนี้

แม้ว่าองค์หญิงโนกุกจะเป็นองค์หญิงมองโกลแต่พระนางก็สนับสนุนโครยอและสามีของพระนางเสมอมา และหลังจากอภิเษกมา 15 ปี พระนางก็ได้ทรงพระครรภ์ แต่จากภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรทำให้พระนางเสียชีวิตลงในปี 1365  อาณาจักรโชซอน (ค.ศ.1392-1910) ในช่วงนี้เป็นจุดหักเหที่สำคัญของการเปลี่ยนแปลงฮันบก แม้จะค่อยๆ มีการเปลี่ยนไปอย่างทีละเล็กละน้อยก็ตาม อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีมีการทำให้สั้นลงและให้กระชับกับผู้สวมใส่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

เครื่องแต่งกายในสมัยโชซอนนอกเหนือจากที่มีการแบ่งรูปแบบของเครื่องแต่งกายตามวรรณะ ตามฐานะทางสังคม หรืออาชีพแล้ว ยังมีชุดที่เป็นเครื่องแบบที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆในความเชื่อของลัทธิขงจื้ออีกด้วย เช่น ชุดในพิธีแต่งงาน ชุดสำหรับไว้ทุกข์ให้กับผู้ตาย และชุดในพิธีต่างๆ ของราชสำนัก


ที่มา: http://asiancastle.net/?p=63

ช่วงยุคปลายของอาณาจักรโชซอน เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ดีขึ้น ผู้คนเริ่มมีการศึกษาเล่าเรียน มีความรู้ มีสติปัญญามากกว่าเมื่อก่อน ทำให้เริ่มไม่พอใจกับระบบขุนนางและเริ่มมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองมากขึ้น ทำให้เริงโรมที่เป็นสถานที่ให้ความบันเทิงได้รับความนิยมมากของพวกขุนนาง และชายหนุ่มที่มีฐานะเข้าสังสรรค์ดื่มกินและสนทนาทางการเมืองกัน ในช่วงนี้เองสตรีในเริงโรม หรือที่รู้จักกันในชื่อ “기생- (กีแซง)” มีการแข่งขันกันสูงเพื่อให้ตนมีชื่อเสียง และได้รับเลือกให้ปรนนิบัติขุนนางชั้นสูง ส่งผลให้ชุดฮันบกเริ่มมีการปักลวดลายให้สวยงามมากขึ้น

ประกอบกับเริ่มมีการเดินทางติดต่อค้าขาย และไปศึกษาหาความรู้ในต่างประเทศ รวมไปถึงการเข้ามาของพวกมิชชันนารี และทางการทูตกับเปอร์เซีย จีนและญี่ปุ่น ทำให้มีผ้าชนิดต่างๆ ที่มีลวดลายและสีสันสวยงามมาใช้ในการตัดเย็บชุดฮันบกมากขึ้น รวมถึงเครื่องประดับต่างๆที่เข้ามาจากต่างประเทศ ต่อมาเริ่มมีการใช้ผ้าสี และการปักลวดลายลงบนตัวชิ้นผ้า การแต่งกายเช่นนี้ได้เผยเห็นขนาดของหน้าอก และรูปร่างของสตรีมากขึ้น

แม้ในตอนแรกจะการปรับเปลี่ยนกันเฉพาะในกลุ่มของกีแซงก็ตาม แต่เมื่อสตรีอื่นได้พบเห็นเข้าบ่อยๆ ก็ได้ซึมซับเอาไปปฏิบัติ และด้วยอิทธิพลของงานศิลปะของต่างชาติที่เข้ามาก็ทำให้ชาวเมือง หรือช่างฝีมือชาวโชซอนได้รู้จักและเรียนรู้เพื่อทำและผลิตขึ้นใช้เองหรือขายเองในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ที่ไม่ได้มีฐานะมากนัก ก็สามารถที่มีฮันบกและเครื่องประดับที่สวยงามมาสวมใส่ได้ในเวลาต่อมา นอกจากนี้ได้นำเอาการปักลวดลายลงบนตัวผ้า และสีของผ้ามาใช้เพื่อบ่งบอกชนชั้นและตำแหน่งในแต่ละอาชีพ แต่ละแผนกงานในราชสำนักอีกด้วย

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สตรีชนชั้นล่างหยุดการสวมใส่ “ฮอรีตี” ปิดบังหน้าอก แน่นอนว่าได้มีคำถามต่อๆกันมา ว่า “ทำไมสตรีกลุ่มนี้ถึงไม่ปิดบังหน้าอก?” ฮันฮีซุค ผู้ที่เขียนหนังสือ “Women’s Life during the Chosŏn Dynasty-ชีวิตของสตรีในช่วงราชวงศ์โชซอน" ได้กล่าวถึงสาเหตุไว้ว่า “ อีกหนึ่งที่เป็นหน้าที่ที่สำคัญของสตรีสามัญธรรมดาหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นล่าง ก็คือ การให้กำเนิดและเลี้ยงดูแลบุตรชาย นั่นเอง

โดยในสมัยนั้นถ้าสตรีผู้ใดให้กำเนิดบุตรชายถือเป็นเรื่องน่ายกย่องสรรเสริญมาก ซึ่งสตรีที่อยู่ในชนชั้นดังกล่าวนี้จึงพยายามสวมใส่รูปแบบการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เพื่อแสดงให้เห็นว่า ได้ให้กำเนิดบุตรชายหรือมีบุตรชายแล้ว เพราะสตรีในชนชั้นล่างที่ไม่มีความรู้หรืออาชีพฐานะทางสังคมใดๆ เลย มีเพียงการให้กำเนิดทายาทชายให้กับสามีเท่านั้น ที่ทำให้พวกเธอมีเกียรติ อันน่าภาคภูมิใจ และได้รับการยอมรับจากครอบครัวของสามีได้ ซึ่งโดยทั่วไปนั้นจะ เผยให้เห็นหน้าอกของพวกเธอ การปฏิบัติดังกล่าวดูเหมือนจะจำกัดแค่เพียงเฉพาะสตรีชนชั้นธรรมดาสามัญหรือสตรีที่เกิดในตระกูลชั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งมีการถือปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงในช่วงปลายปี 1950 ยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น (ค.ศ. 1910–1945) และ สงครามเกาหลี (1950 -1953)

ต่อมาในช่วงยุคล่าอาณานิคมของญี่ปุ่น ผู้ที่มีฐานะ และอยู่ในชนชั้นสูงเริ่มมีความต้องการที่จะสวมใส่เครื่องแต่งกายที่ทันสมัยมากขึ้น จึงมีการออกแบบปรับสไตล์ของฮันบกใหม่มาใช้ โดยมีการจับคู่กระโปรงชีมาที่สั้นกว่าเมื่อก่อนสวมกับเสื้อชอกอรีสีขาว ในเวลาเดียวกันนั้นเองวัฒนธรรมของชาวตะวันตกได้เข้ามา บวกกับการติดต่อซื้อขายสินค้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายอื่นๆของชาวตะวันตกในเกาหลีสมัยนั้น ทำให้เกิดค่านิยมการแต่งกายแบบชาวตะวันตก ส่งผลให้การสวมใส่ฮันบกจากเดิมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตามกระแสแฟชั่น และหันไปสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบชาวตะวันตกกันมากขึ้น และการสวมใส่ฮันบกในชีวิตประจำวันก็ได้เริ่มเลือนหายไปในปี 1960 จะสวมใส่กันก็ต่อเมื่อเป็นวันเทศกาลหรือในโอกาสพิเศษ เช่น วันปีใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

สำหรับผ้าที่นำมาใช้ตัดชุดฮันบกมีอยู่มากมายหลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ผ้าป่าน ผ้าฝ้ายมัส ลิน ผ้าไหม ผ้าแพร โดยผู้สวมใส่จะเลือกใส่ชุดที่ตัดจากผ้าชนิดใดขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ ฮันบกที่ใช้สำหรับแต่งกายในฤดูหนาวมักใช้ผ้าที่ทอจากฝ้าย และกางเกงขายาวมีสายรัดที่ข้อเท้าซึ่งช่วยในการเก็บความร้อนของร่างกาย ในขณะที่ช่วงฤดูร้อนจะใช้ผ้าป่านลงแป้งแข็งหรือผ้ารามีซึ่งช่วยในการซึมซับ และการแผ่กระจายของความร้อนในร่างกาย สีผ้าที่ถูกเลือกมาใช้ตัดชุดฮันบกส่วนใหญ่จะเป็นสีขาว ซึ่งสื่อถึงความสะอาด ความบริสุทธิ์ แต่หากต้องการได้ชุดที่ดูหรูขึ้นมาอีกนิดสำหรับสวมใส่ไปงานสำคัญ ๆ ก็จะใช้ผ้าสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีดำมาประกอบ

การแต่งกายด้วยชุดฮันบกไม่ได้มีการกำหนดว่าจะต้องเป็นสีใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้สวมใส่เป็นหลัก หญิงสาวเกาหลีตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่จะมีชุดฮันบกเป็นของตนเองสำหรับใช้ใส่ในวันสำคัญต่าง ๆ โดยจะสังเกตได้ว่า ชุดฮันบกของหญิงสาวจะถูกออกแบบมาให้เป็นกระโปรงพองยาว และเสื้อตัวสั้น ทั้งนี้ก็เพื่อพรางรูปร่าง และปกปิดส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้สวมใส่ไม่ให้เป็นที่ดึงดูดสายตาของเพศตรงข้าม


สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก

ชุดฮันบกลักษณะที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากมองโกล ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชุดฮันบก มีการรับเอาศิลปะ วัฒนธรรม รวมถึงรูปแบบของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย อย่างเสื้อชอกอรีของสตรีที่มีการออกแบบให้มีสัดส่วนที่ต่างไปจากเดิม จุดสำคัญก็คือการปรับตัวเสื้อให้มีความยาวที่สั้นลง และแขนเสื้อที่ปรับให้แคบและเพิ่มให้มีความโค้งเล็กน้อย และที่สำคัญคือมี “옷고름 –โอซโกรึม” เพิ่มเข้ามาเพื่อใช้ผูกเสื้อให้ติดกันเป็นโบว์บริเวณเอว แทนการใช้แถบชิ้นผ้าหรือเส้นไหมที่คาดทับเสื้อชอกอรีที่เอวเหมือนเมื่อก่อน ฮันบกเคยถูกนำมาใช้เป็นชุดแต่งกายประจำวัน โดยผู้ชายสมัยก่อนจะสวมใส่ “ชอกอรี” (เสื้อนอกแบบเกาหลี) และ “พาจิ” (กางเกงขายาว) ขณะที่ผู้หญิงจะสวมใส่ “ชอกอรี” กับ “ชีมา” (กระโปรง) แต่ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลีมักจะใส่ “ฮันบก” เฉพาะโอกาสที่มีการเฉลิมฉลองหรือวันสำคัญๆ เช่น วันแต่งงาน วันซอล ลัล(วันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติ) หรือวันชูซก(วันขอบคุณพระเจ้า         


อ้างอิง

การแต่งกายชุดฮันบกของผู้หญิงและผู้ชาย. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: https://www.konest.com

ชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก : https://www.wonderfulpackage.com/article

ชุดฮันบกกับการแต่งกายประจำชาติเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561. จาก: http://group.wunjun.com

ชุดฮันบกสมัยเก่าของเกาหลี. สืบค้นเมื่อ22กันยายน2561.จาก: http://blog.naver.com/yoursun99/100087309170

สตรีเกาหลีในเมืองปูซานในชุดฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.  จาก : https://th.m.wikipedia.org/ฮันบก

ฮันบก. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561. จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/ฮันบก.

อ่านเพิ่มเติม »

กิมจิ อาหารแห่งชาติเกาหลี

โดย สุมินตรา มากเอี่ยม

สาธารณรัฐเกาหลี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า เกาหลีใต้ นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารพื้นเมืองที่อร่อยและน่าสนใจอีกด้วย เมื่อพูดถึงอาหารแล้วนั้น อาหารเกาหลีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดก็คือ “กิมจิ” นั่นเอง โดยสำรับมื้อหนึ่งของคนเกาหลีนั้น หากขาดกิมจิไปอย่างหนึ่ง นั่นหมายความว่า อาหารมื้อนั้นจะขาดคุณลักษณะของอาหารเกาหลีไปเลยทีเดียว



ตั้งแต่มนุษย์เริ่มทำการเพาะปลูกมานั้น ทำให้นิยมปลูกพืชผักเนื่องจากมีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว การเพาะปลูกไม่เอื้ออำนวย จึงได้นำไปสู่การพัฒนาการถนอมอาหารโดยวิธีการหมักดอง

โดยกิมจิซึ่งเป็นผักดองชนิดหนึ่งจึงได้ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 7 เป็นการใช้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของชาวเกาหลีในการถนอมอาหารให้สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานขึ้น โดยการนำผักไปดองเค็มด้วยเกลือ แล้วหมักใส่ในไหฝังดินเอาไว้ พอได้ที่แล้วจึงนำมารับประทานแทนผักสดที่หาไม่ได้ในช่วงฤดูหนาว

ในเกาหลียุคต้น ผู้คนส่วนใหญ่จะนำผักหลากหลายชนิดมาหมักใส่เกลือและเครื่องปรุงชนิดต่างๆ โดยบริโภคพร้อมกับซอสถั่วเหลือง ต่อมาได้มีการนำผักดองจากจีนเข้ามาเผยแพร่เมื่อครั้งยุคอาณาจักรสหพันธ์รัฐซิลลา (United Shilla ค.ศ. 668 - 935) คนเกาหลีจึงได้ปรับปรุงกรรมวิธีการทำผักดองเพื่อให้ได้รสชาติที่ชื่นชอบ ดังปรากฏในงานเขียนของยี คิวโบ (ค.ศ. 1168 - 1241) แห่งอาณาจักรโครยอ (Koryo dynasty ค.ศ. 918 - 1392) ที่บรรยายถึงการหมักหัวผักกาดพันธุ์พื้นเมือง (เป็นหัวไชเท้าพันธุ์พื้นเมืองของเกาหลีที่มีขนาดเล็ก) โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียก Dongchimi เพื่อใช้ในการรับประทาน


Dongchimi

กิมจิสีแดงรสเผ็ดที่นิยมบริโภคจนถึงปัจจุบันนั้น มีวิวัฒนาการที่ผ่านวันเวลามายาวนานกว่าจะมาเป็นกิมจิอย่างที่เห็น ซึ่งในอดีตกิมจิยังไม่เป็นสีแดงเหมือนกับปัจจุบัน โดยมีหลักฐานเกี่ยวกับกิมจิกล่าวไว้ว่า กิมจิในสมัยโครยอนั้นมีเพียง 2 ชนิด คือ kimchi-jangajji หรือหัวผักกาดในซีอิ๊ว กับ sunmu-sogeumjeori หัวผักกาดเค็ม ต่อมาในสมัยโชซอนตอนต้น กิมจิทำจากผักใบเขียวมาดองด้วยเกลือหรือเหล้าเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นรสดั้งเดิม

ช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เกาหลีถูกญี่ปุ่นรุกราน จึงเริ่มมีการนำผักจากต่างประเทศเข้ามา ส่วนพริกสีแดงจากอเมริกากลางนั้นถูกนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกสที่ทำการค้าขายอยู่ที่เมืองนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น พริกสีแดงจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมของกิมจิหรือผักดอง

ขั้นตอนในการทำนั้น เริ่มแรกหั่นผักกาดขาวและหัวผักกาดที่ล้างแล้วให้เป็นก้อนหนาๆ หลังจากนั้นนำเกลือมาโรยและทา ต่อไปก็ผสมให้เข้ากันกับพริกแดงหั่น กระเทียม ผักชีล้อม ตังฉ่าย และสาหร่าย ขั้นตอนที่สามก็คือการต้มปลาหมักในน้ำและทิ้งให้เย็น หลังจากนั้นก็เติมปลาหมักลงกับส่วนผสมทั้งหมดข้างต้น สุดท้ายใส่ทุกอย่างเข้าในไหเพื่อเก็บรักษารสชาติและรอให้มันหมักเต็มที่ ดังนั้นราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิจึงกลายเป็นสีแดงอย่างที่เห็นและรับประทานกันในปัจจุบัน


Kimchi

ต่อมาราวต้น ค.ศ. 1800 ได้มีการเขียนสูตรการทำกิมจิขึ้นในตำราอาหาร 2 เล่ม โดยกล่าวว่าพริกแดงเป็นส่วนผสมที่สำคัญ โดยสูตรการทำดังกล่าวเป็นสูตรที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน ซึ่งพริกแดงไม่เพียงแต่จะทำให้กิมจิมีรสชาติที่ดีขึ้นและรักษาผักดองให้สดกรอบอยู่เสมอแล้วนั้น แต่ยังส่งผลให้กิมจิกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิดที่สามารถป้องกันโรคร้ายได้ ซึ่งโดยธรรมชาติของกิมจินั้นจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นเฉพาะตัว

กิมจิที่เรารับประทานกันเข้าไปนั้นมีผักและสมุนไพรเป็นส่วนประกอบหลัก ทำให้ร่างกายไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะโรคอ้วน นอกจากนี้กิมจิยังมีส่วนช่วยให้ระบบการหมุนเวียนโลหิตของร่างกายทำงานเป็นปกติ ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นและทำให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย เนื่องจากกิมจิอุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินเอ (Vitamin A) ไทอะมีน บี 1 (Thiamine (B1))   ไรโบฟลาวิน บี2 (Riboflavin (B2)) วิตามินซี แคลเซียมธาตุเหล็ก และสารคาโรทีน (Carotene) นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร

สรรพคุณต่างๆในกิมจิได้มาจากส่วนผสมหลักที่ทำมาจากผักหลายชนิดซึ่งมีปริมาณของเส้นใยสูง มีแคลอรี่ต่ำ ซึ่งในกิมจิ 100 กรัม จะมีแคลอรี่อยู่เพียง 32 กิโลแคลอรี่ นอกจากนี้ หัวหอม พริกและกระเทียมที่เป็นเครื่องปรุงในกิมจิก็เป็นผักที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ กิมจิยังมีแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ที่ให้กรดแลคติก (Lactic Acid) ที่เกิดจากการหมักดองกิมจิ หลังจากการดองกิมจิไปเป็นเวลา 3 อาทิตย์ ระดับของวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินบี 12 ก็จะเพิ่มถึงเป็นสองเท่า และกรดแลคติกซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายได้รับจากการรับประทานกิมจินั้นจะมีส่วนอย่างมากในการช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายไม่ให้เจริญเติบโตภายในลำใส้ของเรา

กิมจิยังมีหน้าที่ป้องกันโรคต่างๆได้อีก เช่น โรคอ้วน โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร และกรดแลคติกนี้เอง ที่ทำให้กิมจิมีรสเปรี้ยว ซึ่งมาจากจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่มีประโยชน์ทำให้กิมจิเป็นอาหารที่มีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ช่วยยับยั้งอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้ ส่วนพริกและกระเทียมที่ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำกิมจิ มีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันการจับตัวเป็นก้อนของเลือดและการลดคลอเรสเตอรอล ( Cholesterol ) ในเลือดอีกด้วย

กรรมวิธีในการทำกิมจิปัจจุบันไม่ต่างกับในยุคโบราณเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ สูตรการหมักกิมจิจึงเป็นสูตรที่สืบต่อมาจากคนในครอบครัว ซึ่งนอกจากกิมจิจะใช้เป็นอาหารเครื่องเคียงสำหรับคนในประเทศเกาหลีแล้วนั้น ในปัจจุบันยังมีการนำกิมจิไปปรุงอาหารมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซุปหม้อไฟทหารเกาหลี(บูเดจิเก) ข้าวยำเกาหลี(บิบิมบัม) ข้าวปั้นกิมจิเกาหลี(กิมจิ จูมอกบับ) ซุปเผ็ดกิมจิ(กิมจิจีเก) หรือแม้กระทั่ง มาม่าเกาหลี(กิมจิรามยอน) ซึ่งทุกเมนูถือได้ว่าเป็นการนำมาประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยและความนิยมของคนในสมัยนั้นๆ

ในเดือนมิถุนายน ปี พ.ศ. 2543 องค์กรการค้าเกษตรกรรมและการประมงประเทศเกาหลี (Korea Agro-Fisheries Trade Corporation) ได้สร้างตัวสัญลักษณ์กิมจิขึ้น สัญลักษณ์กิมจินี้พบได้เฉพาะกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี ซึ่งต้องทำและผลิตจากวัตถุดิบในประเทศเกาหลีเท่านั้น โดยตัวสัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนในประเทศเกาหลี จากเอกสารของพิพิธภัณฑ์ในกรุงโซลระบุว่า มีกิมจิมากกว่า 187 ชนิด โดยมีความแตกต่างกันตามท้องถิ่นและสภาพอากาศที่ผลิต


สัญลักษณ์การค้าที่ใช้แสดงว่าเป็นกิมจิแท้ของประเทศเกาหลี
ที่มา: http://www.wikiwand.com/

มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ พบว่ากิมจิเป็นอาหารบำรุงอย่างดีและยังมีนักโภชนาการทั้งหลายได้แนะนำให้บริโภค กิมจิจึงได้เริ่มแพร่หลายในวงกว้าง เริ่มจากประเทศใกล้เคียงและค่อยๆ เป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มชาวต่างชาติ เมื่อก่อนการผลิตและการบริโภคอยู่แค่เพียงในประเทศเกาหลีเท่านั้น แต่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า “กิมจิ” ได้กลายเป็นอาหารของโลกไปแล้ว


อ้างอิง

รุ่งนภา แซ่เอ็ง. (2555). กิมจิ อาหารสุขภาพจริงหรือ. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=5229

สวรินทร์ สินะวิวัฒน์. (2552). กิมจิ อาหารดองประจำบ้านชาวเกาหลี. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: http://www.vcharkarn.com/varticle/39374

Chillout korea. (ม.ป.ป.). ต้นกําเนิดของกิมจิ. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/kimchi-history/

Korean foods guide. (2552). ประวัติ กิมจิเกาหลี. สืบค้น 26 กันยายน 2561, จาก https://koreanfoodsguide.blogspot.com/2009/11/blog-post_17.html?m=1

winnews. (2560). ประโยชน์ของกิมจิ.....อาหารขึ้นชื่อของเกาหลี. สืบค้น 22 ธันวาคม 2561, จาก https://www.winnews.tv/news/12430

อ่านเพิ่มเติม »

ต้นกำเนิดตัวอักษรเกาหลี

โดย นรารัตน์ ทองสง

การอ่านออกและเขียนได้ เป็นสิ่งสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ยิ่งประชาชนในประเทศสามารถอ่านออกและเขียนหนังสือได้ ทำให้เกิดการบันทึกความรู้ ความสามารถทางภูมิปัญญาต่าง ๆ และนำไปเรียนรู้หรือนำไปพัฒนาต่อได้เร็ว เพื่อช่วยให้ประเทศล้ำหน้าไปได้ไกลกว่าประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ตัวอักษรเกาหลี เป็นต้น ซึ่งเป็นอักษรที่ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

โดยดั้งเดิมนั้นชาวเกาหลีใช้ตัวอักษรของจีน ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในประเทศเกาหลีตั้งแต่ 2,000 ปีมาแล้ว เมื่อจีนได้เข้ามาปกครองประเทศเกาหลีในช่วง พ.ศ. 435 ถึง พ.ศ. 856 ทำให้ภาษาจีนมีการใช้อย่างกว้างขวาง และเริ่มใช้อักษรจีนโบราณในการเขียนภาษาเกาหลี เมื่อประมาณ พ.ศ. 1000

อักษรจีนที่ยืมมาใช้ในภาษาเกาหลีและออกเสียงเป็นภาษาจีนสำเนียงเกาหลี เรียกว่า “อักษรฮันจา” อักษรจีนได้แพร่เข้าสู่อาณาจักรเกาหลีผ่านพระพุทธศาสนา ซึ่งตำราที่นำอักษรฮันจามาเผยแพร่ มีชื่อว่า “อักษรพันตัว” ชาวเกาหลีได้ปรับใช้ภาษาจีนให้เข้ากับไวยากรณ์ อักษรฮันจาได้ใช้ในการเขียนภาษาเกาหลีมาตลอด จนกระทั่งพระเจ้าเซจงได้ประดิษฐ์ตัวอักษรฮันกึลขึ้นมา ในระหว่างปี พ.ศ. 1987 - 1989

“อักษรฮันกึล” (Hangul) ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาในปี พ.ศ. 1986 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยมหาจักรพรรดิเซจง กษัตริย์รัชกาลที่ 4 แห่งราชวงศ์โชซอน ในการประกาศใช้อักษรเกาหลีเป็นครั้งแรกนั้น ที่มีชื่อว่า “ฮุนมินจองอึม” หรือ “ฮันมิงจองกึม” มีความหมายว่า “เสียงที่ถูกต้องเพื่อการศึกษาสำหรับประชาชน” ได้ถูกตีพิมพ์ในเอกสารเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 1989 มีทั้งหมด 28 ตัวอักษร ซึ่งมีเพียง 24 ตัวที่ใช้กันในทุกวันนี้ ซึ่งในวันที่ 9 ตุลาคมของทุกปี ทางการเกาหลีใต้ได้ประกาศให้เป็น “วันฮันกึล” ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ ส่วนในเกาหลีเหนือเป็นวันที่ 15 มกราคม


ภาพส่วนหนึ่งของเอกสาร “ฮูมิน จองอึม”
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

เหตุที่พระเจ้าเซจงทรงคิดประดิษฐ์ฮันกึลขึ้นมานั้นก็เพราะว่า อักษรจีนมีความซับซ้อน ยากต่อการเขียนและการจดจำ อีกทั้งอักษรจีนยังใช้แทนเสียงในภาษาเกาหลีได้ไม่ลื่นนัก ดังนั้นชาวบ้านและสามัญชนทั่วไปจึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ พระเจ้าเซจงทรงมีความวิตกเป็นอย่างมากที่ประชาชนทั่วไปของพระองค์ไม่ได้รับการศึกษาหรือความเข้าใจในอักษรจีน นอกเหนือจากภาษาพูดที่มีเป็นของตัวเอง ทำให้ในสมัยโชซอนผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในอักษรจีนก็มีแค่นักปราชญ์ที่ทำงานในราชสำนัก เศรษฐีหรือไม่ก็ชนชั้นขุนนางเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียนและเขียนตัวอักษรฮันจา


ภาพอนุสาวรีย์พระเจ้าเซจงมหาราช
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

ในการประกาศใช้เป็นครั้งแรก พระเจ้าเซจงได้ทรงตรัสไว้ว่า “อันเนื่องมาจากอักษรจีน เป็นอักษรที่ไม่สามารถใช้แทนคำบางคำของเกาหลีได้อย่างถูกต้องเท่าใดนัก ด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจประชาชนในการใช้อักษรจีนที่ค่อนข้างยาก ข้าพเจ้าได้ประดิษฐ์อักษรของชาวเกาหลีขึ้นมาใช้ ซึ่งมีทั้งหมด 28 ตัวอักษร เป็นตัวอักษรที่ใช้ได้ง่าย และด้วยความหวังอย่างแรงกล้าของข้าพเจ้าว่า อักษรเหล่านี้จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพวกท่านให้ดีขึ้น” ใจความของข้อความข้างต้นนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพระองค์และความรักที่มีต่อประชาชนชาวเกาหลี

ตัวอักษรฮันกึลจึงเป็นอักษรที่ประสมพยัญชนะและสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ เห็นได้ชัดว่าเพียงนำตัวอักษรเกาหลี(ที่ใช้ในปัจจุบัน) ประกอบด้วยพยัญชนะ 14 ตัว สระ 10 ตัว มาประสมกัน ทำให้สามารถสร้างคำและเสียงต่าง ๆ ได้มากกว่า 12,768 แบบ คนธรรมดา ๆ ก็สามารถเข้าใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว จนชาวเกาหลียกย่องให้การประดิษฐ์อักษรฮันกึลเป็นนวัตกรรมและความสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชาวเกาหลี และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม “ฮันมิงจองกึม” จึงถูกคิดประดิษฐ์ขึ้น

แต่มีนักวิชาการบางคนได้ตั้งข้อสังเกตว่าการประดิษฐ์อักษรเป็นงานที่ซับซ้อน อาจเป็นฝีมือของบัณฑิตในสมัยนั้น แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้แสดงว่าบัณฑิตสมัยนั้นต่างคัดค้านและต่อต้านการใช้ตัวอักษรใหม่แทนตัวอักษรฮันจา ดังนั้นจึงได้มีการบันทึกว่าอักษรฮันกึลเป็นผลงานของพระเจ้าเซจงแต่เพียงพระองค์เดียว และยังมีหลักฐานอีกว่าพระญาติของพระเจ้าเซจองได้มีส่วนร่วมในการประดิษฐ์อักษร

ในปีพ.ศ. 2540 “ฮันมิงจองกึม” ได้ถูกจดทะเบียนโดยยูเนสโกเป็นมรดกโลก และยังมีรางวัลชื่อว่า “รางวัลทรงรู้หนังสือของพระเจ้าเซจง” ซึ่งทุกปีจะแจกให้ชาวชนบทหรือองค์กรที่เพียรพยายามจนประสบความสำเร็จ สมควรได้รับการยกย่องในการพากเพียรเพื่อการรู้หนังสือ

ดังนั้น การมีอักษรหรือภาษาเป็นของตนเอง ทำให้ชนชาตินั้น ๆ มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น ทำให้คนในชาติรู้สึกมีความภาคภูมิใจและเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ยิ่งการรู้หนังสือของคนในชาตินั้น ๆ จะช่วยให้ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง และเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาและสร้างรากฐานของประเทศให้มั่นคงต่อ ๆ ไป


อ้างอิง

ประวัติอักษรเกาหลี. (2551, 9 มิถุนายน). สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2559, จาก http://hassalhome.blogspot.com/2008/06/blog-post.html

ต้นกำเนิดของฮันกึล. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 9 สิงหาคม 2559, จาก http://www.prkorea.com/thailand/thai_guide3.htm

อักษรฮันจา - วิกิพีเดีย. (2558, 12 กรกฎาคม). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรฮันจา

อักษรฮันกึล - วิกิพีเดีย. (2559, 24 กรกฎาคม). สืบค้นเมื่อ 10 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรฮันกึล

อ่านเพิ่มเติม »

คิม จองอิล (Kim Chŏngil)

โดย จันทกานต์ กิจสูงเนิน

เมื่อพูดถึงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมหรือที่เราเรียกว่าระบอบคอมมิวนิสต์ ในทวีปเอเชียนั้นแน่นอนว่าต้องนึกถึงประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง มีกองทัพที่แข็งแกร่งติดอันดับโลกและที่สำคัญคือ มีอดีตผู้นำที่ทรงอิทธิพลเรียกได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ประชาชนต่างเรียกเขาว่า “บิดาที่รัก” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คิม จองอิล

คิม จองอิล (Kim Chŏngil) เป็นอดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี(เกาหลีเหนือ) เขาเป็นเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ ค.ศ.1948 เป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และเป็นผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลีสูงสุด อีกทั้งเขายังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 31 ของบุคคลทรงอำนาจที่สุดของโลกอีกด้วย


ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390              

คิม จองอิล เป็นบุตรชายของ คิม อิลซอง ผู้นำคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และนางคิม จอง ซุค เขาเกิดที่ค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย ตามบันทึกโซเวียต แต่ตามบันทึกเกาหลีเหนือบอกว่าเขาเกิดบนภูเขาแพกตูที่เป็นยอดภูเขาสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942

ในตอนเด็กเขามีชื่อเล่นเป็นภาษารัสเซียว่า ยูรา เขาใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆจนจบมัธยมปลาย คนอื่นๆจึงเริ่มเรียกเขาว่า คิม จองอิล

เขาสำเร็จการศึกษาขึ้นพื้นฐานระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ.1950 และสิงหาคม ค.ศ.1960 ในกรุงเปียงยาง ซึ่งตลอดการศึกษาในโรงเรียนนั้น เขาได้เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ เขาได้ร่วมในสหภาพเด็กและสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยแห่งเกาหลีเหนือ ผลงานที่โดดเด่นในตอนนั้น คือ เขาดำเนินตามโครงการต่อต้านการถือพวกพ้องและพยายามกระตุ้นการศึกษาอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของเขา

เขาเริ่มเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเดือนกันยายน ค.ศ.1960 ที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซอง เพราะเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งผู้เป็นบิดาของเขาเป็นคนสร้าง โดยเขาเข้าศึกษาในสาขา เศรษฐศาสตร์การเมือง และก่อนที่เขาจะสำเร็จการศึกษา เขาได้ทำปริญญานิพนธ์ในหัวข้อ “the role and status of gun in socialism building”หรือบทบาทและสถานะของปืนในการสร้างระบบสังคมนิยม โดยเขาได้อธิบายช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท บทบาทของปืนและอาวุธต่างๆที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้กลายเป็นสังคมเมือง

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1982 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนสูงสุด ในขณะนั้นเองเขาถือกำเนิดขึ้นเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดรองจากบิดาของเขาในเกาหลีเหนือ หลังจากนั้นในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1991 เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ และเนื่องจากกองทัพเป็นรากฐานอำนาจที่แท้จริงในเกาหลีเหนือ ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีอำนาจของเขา

ต่อมาหลังจากที่ คิม อิลซอง เสียชีวิตใน ค.ศ.1994 ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการให้เขาเป็นตำแหน่งสูงสุดของรัฐ ดังนั้น คิม จองอิล จึงถูกเรียกว่าเป็นประมุขแห่งรัฐของเกาหลีเหนือนับแต่นั้นมา

ขณะที่เขาเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำ ใน ค.ศ.1944 เกาหลีเหนือต้องงเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและความอดอยาก และแม้ว่าในประเทศจะประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนักในขณะนั้นก็ตาม เขาก็ได้ประกาศนโยบาย ซองกุน หรือ “ทหารมาก่อน” (Millitary First) คือ นโยบายการใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการทหารเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการป้องกันประเทศเกาหลีเหนือจากการคุกคามของชาติตะวันตก อย่างที่ทราบกันว่าเกาหลีเหนือได้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง

จากการที่เศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างรุนแรง เขาจึงได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ โดยเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ซึ่งการที่เขานำ “การปฏิบัติเศรษฐกิจของตลาดหลักเขตประเภทสังคมนิยม” มาใช้ใน ค.ศ.2002 นี้ ยังสามารถประคับประคองให้เกาหลีเหนือไม่ล่มจม แม้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในด้านชีวิตสมรสคิมจองอิล เริ่มความสัมพันธ์กับดาราชื่อดังของเกาหลีเหนือ คือ ซองฮเยริม และเธอได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่คิมจองอิล คือ คิมจองนัม แต่ว่าคิมจองอิลได้ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์นี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาเขาได้สมรสกับ นางคิมยองซุก เมื่อ ค.ศ.1974 และในปีต่อมาได้ให้กำเนิดบุตรสาว คือ คิมซอลซง หลังจากนั้นเขาก็ได้มีความสัมพันธ์กับภรรยานอกสมรสคนที่สอง คือ นางโคยองฮี ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน คือ คิมจองซอล เมื่อปี ค.ศ.1981 และ คิมจองอึน เมื่อปี ค.ศ.1983 ต่อมาเมื่อเขาได้ขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ จึงได้ตั้งนางโคยองฮีเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง และตั้งใจจะผลักดันให้ คิมจองนัม บุตรชายคนโตเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์ที่ คิมจองนัม ทำให้บิดาต้องผิดหวังจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นบุตรชายคนเล็ก คือ คิมจองอึน ในที่สุด

คิม จองอิล ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยสาเหตุทำงานมากเกินไป จนทำให้ทั้งทางร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ที่กรุงเปียงยาง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนทั้งประเทศ

แม้ว่า คิม จองอิล จะถูกมองจากต่างชาติว่าเป็นผู้นำที่เผด็จการและโหดร้าย แต่สำหรับประชาชนในเกาหลีเหนือนั้น ท่านผู้นำของพวกเขาถือเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิต เพราะเขามีความมุ่งมั่นพยายาม มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์สูง ปกป้องและรักประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ คิม จองอิล ได้ปลูกฝังให้กับประชาชนของเขาเอง และนั่นถือเป็นสิ่งดีที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หากเราทุกคนมีความพยายามและมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งใดแล้ว ความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

อ้างอิง

ปรัญา วรรณวิจิตร. 2559. สิ้นยุค คิมจองอิล สิ้นคอมมิวนิสต์. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2559, จาก: http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/คิม_จ็อง-อิล

Mr.scoop. 2559. ประวัติ คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://scoop.mthai.com/hot/3647.html

อ่านเพิ่มเติม »

สงครามเกาหลี

โดย ลัดดาวรรณ นามวงศ์

เกาหลี เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน และมีสงครามเกิดขึ้นตลอดมาทั้งกับจีน และญี่ปุ่น เนื่องจากว่าภูมิประเทศของเกาหลีนั้นเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ทำให้เกาหลีโดนรุกรานเรื่อยมา จนในที่สุด ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีก็ตกเป็นของญี่ปุ่น และเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาหลีก็ถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็น เพราะความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของสองประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาดูแลทั้งสองฝั่ง ทำให้ต้องหันมาสู้รบกันเองเพื่อรวมประเทศ

เกาหลีได้รับเอกราช หลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามคำประกาศแห่งไคโรของฝ่ายพันธมิตรที่ประชุมก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติ ทำให้เกาหลีถูกแบ่งออกเป็น 2 เขตการยึดครอง มีเส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งเขตแดน โดยเหนือเส้นขนานที่ 38 เป็นเขตยึดครองของสหภาพโซเวียต ส่วนใต้เส้นขนานที่ 38 เป็นเขตยึดครองของสหรัฐ หลังจากนั้นสหรัฐได้ยื่นข้อเสนอต่อสหประชาชาติเพื่อรวมเกาหลีทั้ง 2 เขต ให้เป็นประเทศเดียวกัน สหประชาชาติจึงมีมติให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศอย่างเสรี แต่สหภาพโซเวียตปฏิเสธ ทำให้มีการคัดเลือกแค่ในเขตทางใต้เท่านั้น และได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐเกาหลีขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม 2490 โดยมีกรุงโซลเป็นเมืองหลวง มีนายซิงมันรี เป็นประธานาธิบดีคนแรก และสหภาพโซเวียตได้สถาปนาสาธารณรัฐแห่งประชาชนประชาธิปไตยเกาหลี ในเขตทางเหนือ โดยมีนาย คิม อุลซุง เป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล จากนั้น ทั้งสหรัฐและสหภาพโซเวียตก็ได้ถอนกำลังออกจากทั้งสองประเทศนี้



จุดเริ่มต้นของสงคราม เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 25 มิถุนายน 2493 กองทัพของเกาหลีเหนือได้ข้ามเส้นขนานที่ 38 เข้ามาโจมตีเกาหลีใต้ เพื่อยึดกรุงโซลและดินแดนของเกาหลีใต้ทั้งหมด ทำให้สหประชาชาติเรียกประชุมสภาความมั่นคงโดยเร่งด่วน

วันที่ 27 มิถุนายน 2493 ประธานาธิบดีแฮร์รี่ เอส.ทรูแมน ประธานาธิบดีของสหรัฐ ได้ออกคำสั่งให้พลเอก ดักลาส  แม็คอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐภาคตะวันออกไกล ให้การสนับสนุนเกาหลีใต้ ถึงแม้ว่าเกาหลีใต้จะได้รับการสนับสนุนทางอากาศแล้ว แต่ก็ไม่สามารถต้านเกาหลีเหนือได้ กรุงโซลจึงโดนเกาหลีเหนือยึดครองในวันที่ 28 มิถุนายน 2493 ทำให้ประชาชนและกองกำลังของเกาหลีใต้ถอยร่นลงไปที่ปูซาน ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศ

ต้นเดือน กรกฎาคม 2493 ฝ่ายสหรัฐได้โจมตีสนามบินของเกาหลีเหนือ โดยการทิ้งระเบิดทำลายเครื่องบินจนกองทัพอากาศของเกาหลีเหนือหมดสภาพ และขณะเดียวกันกองทัพที่ 8 นำโดยนายพลวอล์คเกอร์เริ่มเดินทางไปปูซานด้วยรถถังขนาดกลาง 92 คัน แล้วไปที่แนวรบเมืองเตจอนซึ่งเป็นหน้าด่านก่อนถึงปูซานทันที เพื่อทดแทนการแตกทัพของกองทัพเกาหลีใต้

วันที่ 8 กรกฎาคม 2493 แม็คอาร์เธอร์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพสหประชาชาติ และเขาได้ขอกำลังพลเพิ่มอีก 5 กองพล และกำลังรถถังอีก 3 กองพัน เพื่อทำตามแผน “บุกอินชอน” คือ จะยกพลขึ้นบกหลังแนวทหารเกาหลีเหนือ แต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้แม็คอาร์เธอร์ หัวเสียมาก

ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2493 เมืองเตจอนถูกเกาหลีเหนือยึดได้ ทำให้เมืองปูซานเกิดความโกลาหล เพราะกำลังทหารและอาวุธไม่เพียงพอ ต้องการกำลังเสริมเป็นอย่างมาก และในที่สุดกำลังเสริมจากประเทศต่างๆเดินทางมาทันเวลาพอดี ทำให้สามารถยึดฐานที่มั่นไว้ได้ ในขณะที่เกิดการสู้รบกันอยู่ ทางฝ่ายแม็คอาร์เธอร์ก็ได้อภิปรายโต้แย้งกับประธานคณะเสนาธิการผสมของสหรัฐเรื่องแผนการบุกอินชอน จนในที่สุดได้รับการอนุมัติจาก เพนตากอน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2493

ในวันที่ 5 กันยายน 2493 กองเรือรบจำนวน 260 ลำ ได้เริ่มออกเดินทางจากญี่ปุ่นโดยบรรทุกทหารจากนานาชาติ โดยยกพลขึ้นบกที่อินชอนในวันที่ 15 กันยายน 2493 และได้ต่อสู้กับทหารของเกาหลีเหนืออย่างดุเดือด จนสามารถขับไล่ทหารเกาหลีเหนือออกจากอินชอนได้หมดในวันที่ 16 กันยายน 2493 และบุกเข้ายึดกรุงโซลคืนได้ ในเวลา 2 สัปดาห์ และทำการคืนกรุงโซลให้แก่เกาหลีใต้ตามเดิม

ในวันที่ 27 กันยายน แม็คอาร์เธอร์ได้รับการอนุมัติสหประชาชาติให้ข้ามเส้นขนานที่ 38 เพื่อทำสงครามรวมเกาหลีเข้าด้วยกัน ขณะเดียวกันจีนก็ออกมาประกาศเตือนสหประชาชาติว่า จีนจะไม่อยู่เฉยหากจักรวรรดินิยมโจมตีเกาหลีเหนือ ทำให้ทรูแมนเชิญแม็คอาร์เธอร์ไปพบ ทรูแมนวิตกว่าสงครามจะขยายตัว ต้องการให้สงครามจบเร็วๆ โดยไม่ให้จีนและสหภาพโซเวียตเข้ามาร่วมกับเกาหลีเหนือ แต่แม็คอาร์เธอร์ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็น ทำให้การเจรจาล้มเหลว แม็คอาร์เธอร์ได้ทำการบุกยึดเมืองเปียงยาง เมืองหลวงของเกาหลีเหนือ และประกาศว่า “การทำสงครามเกาหลีสิ้นสุดแล้ว” แต่กองกำลังของจีนได้เข้ามาช่วยเหลือเกาหลีเหนือโดยข้ามแม่น้ำยาลู และต่อสู้กับกองทัพสหประชาชาติจนต้องถอยทัพลงมาทางใต้เรื่อยๆ

พอวันที่ 5 พฤศจิกายน  2493 เมืองเปียงยางก็เป็นของเกาหลีเหนือดังเดิม แม็คอาร์เธอร์ต้องการให้กองทัพตั้งหลักบริเวณเส้นขนานที่ 38 ซึ่งทรูแมนก็เห็นด้วย แต่ไม่ส่งกองกำลังมาเพิ่มอีกแล้ว เพราะเกรงว่า แม็คอาร์เธอร์จะเดินทัพขึ้นเหนือไปอีก จากนั้นทรูแมนก็ตัดสินใจปลดแม็คอาร์เธอร์ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งนายพลริดจ์เวย์แทน



ในวันที่ 11 เมษายน 2494 ในเวลาต่อมาผ่ายเกาหลีเหนือได้ทำการรุกใหญ่ถึง 2 ครั้ง ในปลายเดือน เมษายน และปลายเดือนพฤษภาคม แต่กองทัพสหประชาชาติก็ยังรักษากรุงโซลไว้ได้อยู่ และหลังจากนั้นก็สามารถยึดพื้นที่คืนจากการถูกรุกครั้งใหญ่ทั้ง 2 ครั้งคืนมาได้ และเคลื่อนทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 อีกครั้ง

วันที่ 10 กรกฎาคม 2594 ก็ได้มีการเจรจาสงบศึกกัน ใช้เวลาต่อเนื่องถึง 2 ปี แต่ก็ยังมีการปะทะกันเรื่อยๆ ไม่รุนแรงนัก และสุดท้ายก็ได้มีการลงนามใน “ข้อตกลงสงบศึกเกาหลี” ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2496 ที่ปันมุนจอม ทางตอนเหนือของกรุงโซล ข้อตกลงนี้ ทำให้เกิดการแบ่งเขตพรมแดนความยาว 250 กิโลเมตร และกำหนด “เขตปลอดทหารเกาหลี” เป็นความกว้าง 4 กิโลเมตร เพื่อเป็นแนวกันชน

สงครามเกาหลีในครั้งนี้ทำให้สูญเสียชีวิตผู้คนมากมาย ทั้งคนเกาหลีทั้ง 2 ประเทศเอง หรือจากประเทศต่างๆ ที่เข้ามาช่วยรบ เนื่องจากการขัดแย้งทางความคิดในการปกครองประเทศ หรือหากมองอีกมุมหนึ่ง อาจดูเหมือนว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามของ 2 มหาอำนาจที่ต้องการเอาชนะกันโดยใช้เกาหลีเป็นตัวแทนของทั้งสองประเทศ โดยที่เกาหลีทั้งสองประเทศไม่มีส่วนได้เสียใดๆเลย นอกจากเกิดความสูญเสียบุคลากรและทรัพย์สินเท่านั้นเอง

อ้างอิง

ธนู   แก้วโอภาส. 2538. สงครามแห่งศตวรรษที่ 20. กรุงเทพฯ: ลอจิก.

ปรีชา   ศรีวาลัย. 2530. สงครามโลกครั้งที่ 1-2 และสงครามเกาหลี. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.

Aurapin   Homsanitteesakul6. 2556. สงครามเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2558, จาก: http://aurapinjwy.blogspot.com/2013/09/blog-post.html

Myfirstbrain.com. (ม.ป.ป.). สงครามเกาหลี (Korea war). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2558, จาก:  http://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?id=91872

อ่านเพิ่มเติม »