แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเมริกา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อเมริกา แสดงบทความทั้งหมด

เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) : มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก

โดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

พีระมิดในโลกของเรานั้นไม่ได้มีแค่ที่อียิปต์เพียงประเทศเดียวเท่านั้น แต่ยังมีมหาพีระมิดอีกมุมโลกหนึ่ง ตั้งอยู่ ณ ทวีปอเมริกาเหนือ ประเทศเม็กซิโก ซึ่งเต็มไปด้วยศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมเก่าแก่ติดอันดับโลกที่สืบทอดมาแต่โบราณกาลจากชนเผ่าพื้นเมืองหลายชนเผ่าที่เคยครอบครองดินแดน อาทิ ชาวโอลเม็ก ชาวมายา ชาวเตโอตีอัวกัน ชาวตอลเต็ก และชาวแอสเต็ก ครั้งนี้เราจะพาไปเที่ยว พีระมิด เตโอติอัวกัน (Teotihuacan) ที่นี้มีพีระมิดทั้งหมด 3 หลัง ได้แก่ Pyramid of the Sun, Pyramid of the Moon และ Pyramid of Feathered Serpent นอกจากพีระมิดแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงโชว์อารยธรรมของจักรวรรดิแอซเทกส์ Aztecs ซึ่งถือว่าเป็น อารยธรรมแรกๆของโลก ภายในจะแสดงหลักฐานทางโบราณคดี วัตถุโบราณ ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ ภูมิปัญญา พิธีกรรม โดยองค์การยูเนสโกได้ยกให้เตโอติอัวกันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)   ดังนั้นจึงถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก ตั้งอยู่ใน Mexico city เมืองหลวงของประเทศเม็กซิโก อยู่​ห่าง​ออก​ไป​ประมาณ 50 กิโลเมตร​ทาง​ตะวัน​ออก​เฉียง​เหนือ​ของ​กรุง​เม็กซิโก​ซิตี พีระมิดมีขนาดใหญ่เกือบเทียบเท่ามหาพีระมิดแห่งกีซาของอียิปต์ ชื่อ​เตโอติอัวกัน (Teotihuacan ) มาจาก​ภาษา​นาอัวเติล หมาย​ความ​ว่า (City of God) “นคร​แห่ง​เทพเจ้า” หรือ “ที่​ซึ่ง​มนุษย์​กลาย​เป็น​เทพเจ้า.”


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of the Sun พีระมิดแห่งดวงอาทิตย์เป็นพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกและใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งใน Mesoamerica นักโบราณคดีพบว่าพีระมิดสุริยันสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 100 ยืนเหนือ 230 ฟุต (70 เมตร) สูงและถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีเครื่องมือโลหะ, สัตว์หรือแม้กระทั่งล้อ จุดประสงค์ของการสร้างไม่เหมือนกับพีระมิดของอียิปต์โบราณที่ใช้เป็นสุสานสำหรับฝังศพกษัตริย์เพราะพีระมิดของเตโอติฮัวคานนั้นน่าจะใช้เป็นวิหารเนื่องจากด้านบนของพีระมิดไม่ได้สอบเข้าหากันเป็นยอดแหลมเหมือนพีระมิดอียิปต์ทว่าจะปลายยอดพีระมิดเป็นแบบตัดเรียบทาด้วยสีแดงสด ซึ่งนักโบราณคดีคาดว่าน่าจะเคยมีวิหารตั้งอยู่ด้านบนทว่าในปัจจุบันวิหารบนยอดของพีระมิดสุริยันได้พังทลายลงไปทำให้เราไม่ทราบว่าในอดีตมันเคยใช้เป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าองเองชาวเตโอติอัวกันกันแน่


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of the Moon พีระมิดแห่งดวงจันทร์ พีระมิดทีใหญ่เป็นอันดับสองของเตโอติอัวกัน อยู่ทางตอนเหนือสุดของถนน Dead of the Dead อาจจะเสร็จสิ้นประมาณ 250 AD  นักโบราณคดีเชื่อว่าชนโบราณที่รังสรรค์พีระมิดแห่งดวงจันทร์ขึ้นมาน่าจะใช้ภูเขาที่มีชื่อว่าเซร์โรกอร์โด (Cerro Gordo) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเป็นต้นแบบนอกจากนั้นที่ด้านหน้าพีระมิดองค์นี้ยังมีพีระมิดขนาดเล็กอีกนับสิบองค์ตั้งอยู่เรียงราย แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจพีระมิดจันทราองค์นี้มากเท่าใดนักจนกระทั้งในปี ค.ศ. 2004 มีการขุดสำรวจโครงสร้างภายในพระมิดจันทราจนนำมาซึ่งการค้นพบที่น่าตกตะลึงนั้นได้หลักฐาน " การบูชายัญ " อันโหดร้าย ค้นพบหลุมฝังศพของโครงกระดูกชายไร้หัวที่มีหลุมฝังศพจำนวนมากของ obsidian และ greenstone เช่น เป็นสัตว์บูชายัญ ซากสัตว์เลื้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลานต่างๆรวมทั้งสิงโตภูเขา หมาป่า นกอินทริ เหยี่ยว นกฮูก ไปจนถึงงูหางกระดิ่ง นอกจากนั้นยังพบว่ามนุษย์ที่ถูกบูชายัญต่างก็โดนจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้นับหมายความว่าหากเขาต้องตายอย่างไม่เต็มใจแน่นอนเพียงแค่ว่านักโบราณคดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาเป็นใคร แต่บางทีเขาอาจจะถูกนำมาบูชายัญในระหว่างการต่อเติมพีระมิดจันทราในแต่ละครั้งก็เป็นได้


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

Pyramid of Feathered Serpent พีระมิดงูประดับขนนก พีระมิดองค์เล็กที่สุดความของเตโอติอัวกัน ตั้งอยู่ทางด้านใต้สุดของเมือง พิเศษคือจะตกแต่งพีระมิดด้วยหัวสัตว์ต่างๆลวดลายวิจิตรพิสดาร ลักษณะคล้ายเสือจากัวร์ และ งูยักษ์ประดับขนนก เทพเจ้าในร่างของงูใหญ่ประดับด้วยขนนกเป็นเทพองค์สำคัญของอเมริกากลางโบราณพระองค์มีนามว่า "เควตซัลโคแอทเทิล" (Quetzalcoalt) จึงเป็นที่มาให้กับชื่อพีระมิด มีการค้นพบหลักฐานการบูชายัญมนุษย์อย่างโหดร้ายไต้พีระมิดองค์นี้ พวกเขาถูกฝังพร้อมกับอาวุธและหัวหอกมากกว่า 150 ชิ้น นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีตีความว่าศพของผู้โชคร้ายเหล่านี้อาจจะเป็นทหารที่ถูกนำมาบูชายัญเพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าพีระมิดอสรพิษขนนกไปชั่วนิรันดร์นั่นเอง


ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์

The avenue of the dead ถนนแห่งความตาย เป็นถนนสายหลักในนครเตโอติอัวกัน ถนนทอดยาวจากทิศใต้จรดทิศเหนือ เชื่อมต่อพีระมิดทั้ง 3 องค์เข้าด้วยกัน และยังเป็นถนนเชื่อมต่อสถานที่ต่างๆในเมือง รวมถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัยสำหรับลำดับชั้นสูงสุดของสังคมประกอบด้วย ส่วนใหญ่ของพระสงฆ์

และนี้ก็คือสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในเม็กซิโก หนึ่งในมหาพีระมิดที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่ได้รวบรวมร่องรอยอารยธรรม อันแสดงให้เห็นถึงมหานครอันยิ่งใหญ่ ภูมิปัญญาการใช้ชีวิต ความเชื่อ ทัศนคติของคนโบราณ รวมถึงความน่าอัศจรรย์ของสิ่งก่อสร้างและความพิศวงของการบูชายัญ ปริศนาที่ยังต้องไขกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามการเจริญอันสูงที่สุดย่อมมีวันดับสูญลงไม่ใช่แค่เพียงนครแห่งนี้ แต่ยังรวมไปถึงจักรวรรดิและอารยธรรมต่างๆทั่วโลก เหลือทิ้งไว้เพียงร่องรอยเท่านั้น


ภาพประกอบเพิ่มเติม


ป้าย องค์การยูเนสโกได้ยกให้เตโอติอัวกันเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม (cultural heritage)
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์



ภาพมุมสูงถ่ายจากพีระมิดแห่งดวงจันทร์
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


ไหเทพเจ้าอันต่อมา : เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า Tlaloc ซึ่งเทพเจ้าองค์นี้เป็นตัวแทนของสัตว์ 3 ตัว ได้แก่ 1.เสือจากัวร์เป็นเสียงคำรามหรือฟ้าร้อง 2.งูยักษ์เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของสายน้ำสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ และ 3.นกผู้นำพาน้ำการ แสดงถึงเทพเจ้าTlaloc ผู้มีสายฟ้าในมือ หรือ เรียกง่ายๆว่า เทพเจ้าสายฟ้า
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์



ของที่ระลึกส่วนใหญ่จะเป็น โมเดลพีระมิดม หัวกระโหลก, ของเล่นเด็ก, หิน, สร้อยที่ทำจากหิน
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


เต่าถ่านที่ออกแบบให้เป็นหน้าคน ลักษณะมีเครา ลิ้น 2 แฉก ใส่ตุ้มหูใหญ่ ใส่สร้อยคอตกแต่งด้วยปัดกลม
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


รูปปั้นคนเซรามิก ที่แสดงให้เห็นถึงชั้นชนของคนสมัยก่อน : ซึ่งในภาพสื่อคนชั้นชั้นสูง จะสังเกตได้ว่า เครื่องประดับศีรษะจะประดับด้วยขนนกซึ่งหมายถึงเจ้านายที่ยิ่งใหญ่หรือผู้ครอบครองสถานที่สำคัญ
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


จำลองแผนผังมหานคร Aztecs
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


Pyramid of Feathered Serpent พีระมิดงูประดับขนนก
ภาพโดย วรัญญา กลิ่นแก้วณรงค์


อ้างอิง  

ณัฐพล เดชขจร. (2560). เปิดประตูสู่สามมหาพีระมิดเม็กซิโกโบราณ, 29 กันยายน 2561. http://www.gypzyworld.com/article/view/748

Department of the Arts of Africa, Oceania, and the Americas, The Metropolitan Museum of Art. (2544). Teotihuacan: Pyramids of the Sun and the Moon, 29 กันยายน 2561. https://www.metmuseum.org/toah/hd/teot2/hd_teot2.htm

Wikipedia. (2560)./Pyramid of the Sun. 29 กันยายน 2561, https://en.wikipedia.org/wiki/Pyramid_of_the_Sun

Yokky Diary.(2560).Teotihuacan : มหาพีระมิดแห่งเม็กซิโก.29 กันยายน 2561. https://web.facebook.com/media/set/?set=a.2153380321563162&type=1&l=1fbe530525

อ่านเพิ่มเติม »

มัมมี่แห่งอินคา

โดย นันทรัตน์ ป่าถ่อน

จักรวรรดิอินคา (Inca) เป็นจักรวรรดิโบราณที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ และชาวอินคาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่มีอารยธรรมสูงส่งและเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นในแถบอเมริกาใต้มานานนับพันปี  ยุคสมัยที่ชาวอินคาปกครองอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น  นับว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีผลงานด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมตลอดจนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่กลายเป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมต่างๆ ในช่วงระยะเวลายาวนานกว่า 500 ปี และอินคามีตำนานความเชื่อต่างๆ มากมาย รวมทั้งและมีพิธีกรรมบูชายัญนั่นก็คือ การทำมัมมี่ของชาวอินคา

ในปี ค.ศ.1999 นักโบราณคดีที่ขึ้นไปสำรวจภูเขาไฟ Llullaillaco (ยูเย่ยาโก้) เทือกเขาแอนดิส ในประเทศอาร์เจนตินา ได้พบกับร่างของมัมมี่เด็ก 3 ราย อยู่บนยอดเขาที่หนาวเหน็บ และ 1 ใน 3 ของมัมมี่ที่ค้นพบมีความสมบูรณ์มาก คล้ายกับเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะระบุว่า เสียชีวิตมานานกว่า 500 ปีแล้วก็ตาม โดยมัมมี่ทั้ง 3 ร่าง แบ่งเป็นหญิง 2 คน และชายอีก 1 คน ทั้ง 3 คน มีอายุที่ต่างกันไม่มาก โดยมัมมี่ที่มีอายุมากที่สุด (ลา ดอลเซลญา) เป็นเพศหญิงอายุ 13 ปี ส่วนเพศชายอายุ 7 ปี และเพศหญิงที่อายุน้อยสุดคือ 6 ปี ทั้งหมดเป็น “ชาวอินคา” ที่เสียชีวิตขณะทำพิธีบูชายัญ



ร่างของลา ดอลเซลญา พบอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก แม้แต่เหาก็ยังคงติดอยู่บนเส้นผมของเธอ  เธออยู่ในท่านั่งขัดสมาธิและมือวางอยู่บริเวณหน้าตัก แต่งกายด้วยผ้าคลุมไหล่และเครื่องประดับที่ทำจากกระดูกและหิน ใบหน้าของเธอยังถูกแต้มด้วยสีแดง และพบร่องรอยของเศษใบโคคาซึ่งเป็นที่นิยมเคี้ยวกันในกลุ่มชนเผ่าอินคาบนที่ราบสูง เพื่อให้ช่วยลดแรงกดดันที่เกิดจากการอยู่บนที่สูง มัมมี่ของเผ่าอินคาจะแตกต่างจากมัมมี่ของชาวอียิปต์ ชาวอินคาจะทิ้งร่างบูชายัญไว้กลางธรรมชาติอันหนาวเหน็บ จนค่อยๆ กลายเป็นน้ำแข็งไปในที่สุดและชาวอินคาใช้เด็กเพื่อบูชายัญ เป็นสัญญลักษณ์ของความบริสุทธิ์  เป็นการตายที่เชื่อว่าจะได้ไปอยู่กับเทพเจ้าบนสวรรค์ หิมะอันขาวโพลนบนเทือกเขา ก็เปรียบเหมือนสวรรค์ที่เด็กๆ จะได้ไปอยู่อย่างมีความสุข


ที่มา : ที่มา : http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

ซึ่งหากอ้างอิงจากหลักฐานในอดีตจะพบว่า ชาวอินคามีความเชื่อเกี่ยวกับพิธีบูชายัญ ด้วยการฆ่าเด็กเพื่อเซ่นสังเวยให้กับพระเจ้า เด็กที่ถูกเลือกส่วนใหญ่มักจะไม่ทราบมาก่อนว่า ตนเองถูกเลือกให้เข้ารับพิธีบูชายัญ แต่จะทราบก็ต่อเมื่อโตแล้วเท่านั้น โดยเด็กพวกนี้จะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ตลอดปีก่อนการบูชายันต์ เด็กๆ จะได้กินอาหารชั้นดีด้วยเนื้อสัตว์ คือเนื้อลามะตากแห้งและข้าวโพด จนอ้วนท้วนสมบูรณ์ ซึ่งแตกต่างจากอาหารปกติที่กินทั่วไปคือ มันฝรั่งและผักต่างๆ เท่านั้น และเมื่อถึงอาทิตย์สุดท้ายก่อนพิธีบูชายันต์  จะให้เด็กกินเหล้าหมักและใบโคคาให้มึนเมา นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า เนื่องจากระยะทางหลายร้อยไมล์ในการเดินทางขึ้นไปบนภูเขาสูง จึงต้องให้เด็กๆ กินเหล้าและใบโคคา เพื่อเป็นการกระตุ้นประสาท จะได้มีเรี่ยวแรงเดินไปสู่ความตายของตัวเองในที่สุด


       
เมื่อใกล้ถึงพิธีบูชายัญเด็กทั้ง 3 คน จะต้องออกเดินทางไปยังสถานที่ทำพิธีบูชายัญซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไฟ Llullaillaco หรือ ยูเย่ยาโก้ นักโบราณคดีคาดว่า เด็กชายและเด็กหญิงที่มีอายุน้อยกว่าน่าจะเป็นทาสรับใช้ของเด็กสาวที่มีอายุมากที่สุด เนื่องจากทั้ง 2 คน ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับชนิดเดียวกับเด็กหญิง เมื่อเดินทางถึงสถานที่ทำพิธีบูชายัญ เด็กๆ จะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น จนกระทั่งร่างกายไม่สามารถต้านทานความเย็นได้ จนเป็นเหตุให้ทั้ง 3 คนเสียชีวิตในที่สุด และด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดปี ทำให้ร่างของเด็กทั้ง 3 คงสภาพที่สมบูรณ์ไม่เน่าเปื่อย ราวกับว่าเพิ่งเสียชีวิตมาได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตามการค้นพบมัมมี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งการค้นพบครั้งสำคัญ ที่แม้อายุของมัมมี่จะมีเพียง 500 กว่าปี ซึ่งไม่มากเทียบเท่ามัมมี่ในวัตนธรรมอื่นๆ เช่น อียิปต์ แต่รูปแบบของการทำมัมมี่ ที่เรียกได้ว่าจัดเตรียมทุกอย่างล่วงหน้าเป็นเวลานาน อีกทั้งยังได้ความหนาวเย็นจากธรรมชาติช่วยรักษาสภาพศพไว้อย่างดีเยี่ยม จึงทำให้มัมมี่แห่งอาณาจักรอินคา กลายเป็นมัมมี่ที่มีความสมบูรณ์แบบมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นอกจากนี้ยังทำให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันได้ทราบถึงเรื่องราวทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และด้านอารยธรรมของชาวอินคา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง


อ้างอิง

บรรยง   บุญฤทธิ์. (2542). อาณาจักรลับอินคา แผ่นดินแห่งเลือดและทองคำ. กรุงเทพฯ: สร้างสรรค์บุ๊คส์ จำกัด.

มัมมี่น้ำแข็งเด็กอินคา  ชีวิตที่ต้องเสียสละบูชายัญ. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก http://talk.mthai.com/inbox/372211.html

เรื่องราวของ ‘มัมมี่น้ำแข็งแห่งอินคา’ ที่ยังมีสภาพสมบูรณ์อย่างน่าเหลือเชื่อแม้จะผ่านมาแล้วกว่า 500 ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560, จาก https://www.spokedark.tv/posts/inca-mummies/


อ่านเพิ่มเติม »

อัล คาโปน (Al Capone) เจ้าพ่อแห่งอเมริกา

โดย ปวินท์ บริสุทธิ์

ถ้ากล่าวถึงบุคคลดังที่มีความในช่วงทศวรรษที่ 20 -30 ในอเมริกานั้นคงไม่มีใครไม่รู้จัก มาเฟีย ชื่อดังของ อเมริกา ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลอันตราย และทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงนั้นนั้นก็คือ อัลคาโปน (Al capone หรือ Alphonse gabriel capone) ชื่อเสียงของเขาดังไปทั่วอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐชิคาโก

อัลคาโปน เกิดที่เมืองบรุกลิน นครนิวยอร์ก บิดามารดาเป็นชาวอิตาลีหลบหนีเข้าเมือง เพื่อมาตั้งถิ่นฐาน ในสมัยเด็กย่านที่อยู่ของเขาเต็มไปด้วยแก๊งมาเฟียจึงทำให้เขาเข้ากลุ่มอาชญากรตั้งแต่ยังเล็กซึ่งในสมัยก่อนนั้นยังอยู่ในแก๊งเล็ก เขานั้นไม่สนใจเรื่องการเรียนเลยจนถูกไล่ออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 14 ปี

ต่อมา ชีวิตของเขานั้นเริ่มเข้ามาอยู่กับอาชญากรรมอย่างเต็มตัว ในช่วงแรกคนแถวนั้นจะเรียกเขาในชื่อเล่นว่า อัลคาโปน แต่ต่อมาก็ได้ฉายาใหม่ว่า ไอ้หน้าบาก (The Scarface) ซึ่งที่มานั้นมีหลายที่มาไม่ว่าจะเป็น ถูกแก๊งคู่อริทำร้ายเป็นรอยแผลเป็นที่หน้า จนรวมไปถึงถูกโสเภณีนั้นกรีดหน้าเนื่องจากไปโกงค่าตัว ซึ่งที่มานั้นก็ยังไม่แน่ชัด แต่เมื่อพูดถึงฉายาของเขาแล้วทุกคนในแถบนั้นยอมรู้จักเขาดีจากแก๊งค์เล็กๆในตรอกบลุกลิน วิ่งราว ขโมยของ ทำร้ายร่างกาย ความทะเยอทะยานของเขาจึงออกมาจาก นิวยอร์ก มุ่งตรงไปสู่ ชิคาโก


ที่มา: http://www.history.com/

ในช่วงนั้น จอห์นนี่ เทอริโอ้ (Johnny Torrio) ซึ่งเป็นเจ้าของแก๊งค์ผู้มีอิทธิพลใหญ่แก๊งหนึ่งแห่งชิคาโก แก๊ง Chicago outfit (แก๊งร้านเสื้อผ้าแห่งชิคาโก) ซึ่งแก๊งค์นี้แสวงหาลาภผลจากการขนเหล้าเถื่อนเข้าเมือง ทั้งยังร่วมละเมิดกฎหมายบ้านเมืองอีกหลายประการ โดยเฉพาะการค้าประเวณี และให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ใหญ่มากถ้ามีการกระทำความผิดได้ชักชวนอัลคาโปนมาเป็นมือขวาของเขาและกลายมาเป็นหัวหน้าแก๊งในเวลาต่อมารับต่อจากจอห์นนี่ ที่เสียชีวิตจากการถูกยิงจากแก๊งค์คู่อริ ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญที่ทุกคนจดจำได้ดีและเป็นจุดที่ทำให้อัลคาโปนมีชื่อเสียงมากนั้นคือ เหตุการณ์สังหารหมู่ในวันวาเลนไทม์


St. Valentine's Day Massacre (สังหารหมู่ในวันวาเวนไทน์)

คดีนี้ถือเป็นคดีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกาเลยก็ว่าได้ของการสังหารหมู่ของผู้มีอิทธิผลในชิคาโกคือ แก๊งมอแรนไวสส์ ซึ่งเป็นแก๊งใหญ่ของชิคาโกและเป็นแก๊งค์คู่ปรับของแก๊งอัลคาโปน ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1926 อัล คาโปนได้ดำเนินแผนการแก้แค้นให้แก่ จอห์นนี่ เทอริโอ้ โดยไปพักที่ฟลอริดา และส่งลูกน้องแจ๊ค แมคเกิร์น (Jack McGurn) นำทีมโดยแผนการแก้แค้นในครั้งนี้วางไว้โดยให้นกต่อไปติดต่อสู้เหล้าเถื่อนล็อตใหญ่และให้ไปส่ง มอบที่อู่ซ่อมรถและมีสมาชิกของแก๊งคาโปนปลอมตัวเป็นตำรวจดักรออยู่ และ เมื่อสมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์มาถึงอู่รถ ตำรวจปลอมก็มาถึง ทำการค้นตัวและดันให้สมาชิกแก๊งมอแรนไวสส์ ไปชิดฝาพนังกำแพง และทั้งหมดก็สาดกระสุนใส่แก๊งค์มอแรนไวสส์จนเสียชีวิตยกแก๊ง ทำให้คดีกลายเป็นตำนานที่โด่งดังที่สุดของ อัลคาโปน



เมื่อชีวิตของอัลคาโปนถึงขึ้นสูงสุดของการเป็นแก๊งค์ผู้มีอิทธิพลของธุรกิจมืดในอเมริกาของเขา ที่ครอบคลุมทั่วชิคาโก ตำรวจหน่วยงานของรัฐต้องยำเกรงในอำนาจของเขา จนทำให้หน่วยงานกลางของอเมริกาที่ติดตามแก๊งค์ของอัลคาโปนนั้นคือ FBI  สำนักงานสอบสวนกลางของอเมริกาเป็นกรณีพิเศษเหนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลเป็นอย่างมาก จนกระทั่ง อีซี่ เอ็ดดี้ (Easy Eddie) ทนายคนเก่งของแก๊งค์อัลคาโปนต้องการที่จะวางมือเพื่อเป็นแบบอย่างให้ดีกับลูกของเขาจึงได้ให้ความร่วมมือกับ FBI ในการให้เบาะแสที่จะเอาผิดกับอัลคาโปนและแก๊งค์ โดยให้บัญชีการเลี่ยงภาษีของอัลคาโปนเป็นเวลาถึง 11 ปีซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินหลายล้านดอลล่าสหรัฐ จึงทำให้นายอัลคาโปนถูกจับในที่สุดส่วนนายเอ็ดดี้นั้นถูกยิงเสียชีวิตก่อนวันที่จะพิจารณาคดีของอัลคาโปน ดังนั้นในช่วงชีวิตสุดท้ายของเขา อัลคาโปนได้ถูกส่งตัวไปที่คุกที่โหดที่สุดของอเมริกา คือ คุกมายังอัลคาทราซ ที่แคลิฟอร์เนีย

วันที่ 16 พฤศจิกายน ปี ค.ศ.1939 อัลคาโปน พ้นโทษ แต่ป่วยเป็นโรคซิฟิลิส ที่ติดจากในคุก ทำให้เขาต้องรักษาตัวอยู่นานจนไม่สามารถกลับเป็นใหญ่ได้อีก แต่กระนั้นก็มีทรัพย์สินส่วนตัวที่รอดพ้นมือตำรวจมากมาย เขามอบอำนาจให้กับเจ้าพ่อคนใหม่ แล้วกลับไปใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับครอบครัวที่ไมอามี่

ในวันที่ 25 มกราคม ปี ค.ศ. 1947 อัลคาโปน เสียชีวิตลง เนื่องจากหัวใจหยุดเต้น อันเนื่องมาจาก เป็นอันปิดฉากตำนานเจ้าพ่อที่เรืองอำนาจและยิ่งใหญ่ของอเมริกานับแต่นั้นเป็นต้นมา และเรื่องของเขาได้ถูกนำไปสร้างเป็นเค้าโครงหนังในหลายๆเรื่องของ ค่ายหนังยักใหญ่ใน  อเมริกา ที่เรารู้จักกันว่า Hollywood เช่นเรื่อง The godfather,  The Untouchables เป็นต้น ซึ่งจะมีลักษณะที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของ อัลคาโปล ทั้งสิ้น


อ้างอิง

อัล คาโปน (Al Capone). สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Al_Capone

เจ้าพ่อ อัล คาโปน . สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก: http://wowboom.blogspot.com/2008/11/al-capone.html

Al Capone Biography. (2016). biography.com. Retrieved 25 September 2016, from: http://www.biography.com/people/al-capone-9237536#synopsis

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร ผู้พิชิตอาณาจักรอินคา

โดย ศรัณย์ เจริญเมือง
       
ในยุคล่าอาณานิคมนั้น มีนักสำรวจจากยุโรปมากมาย ที่ได้เดินทางเสี่ยงโชคไปที่ทวีปอเมริกา หรือที่เรียกว่าโลกใหม่ ด้วยเหตุผลนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาอาณานิคมแห่งใหม่ ค้าขายแลกเปลี่ยน เผยแผ่ศาสนา ล่าอาณานิคม หรือแม้กระทั่งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพื่อล้มล้างอาณาจักรของผู้อยู่อาศัยเดิมในดินแดนแห่งนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ฟรานซิสโก ปีซาร์โร”
                   


ฟรานซิสโก ปีซาร์โร เกิดในปี ค.ศ. 1478 ที่เมือง Trujillo ประเทศสเปน เขาเป็นลูกนอกสมรสของนายทหารสเปน ชีวิตในวัยเด็กของเขาที่ค่อนข้างแร้นแค้น ถูกเลี้ยงดูโดยตายาย และไม่ได้รับการศึกษา เขาทำงานเป็นคนเลี้ยงหมูอยู่ 15 ปี  เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก เขาได้ยินนิทานเกี่ยวกับโลกใหม่ และเกิดแรงปรารถนาในทรัพย์สมบัติ และการผจญภัย จนถึงปี 1502 จึงได้เดินทางไปอยู่กับญาติข้างบิดา ที่หมู่เกาะเวสต์อินดีสซึ่งก็คือประเทศเฮติในปัจจุบัน
               
ในปี 1513 ปีซาร์โรเดินทางไปกับ วาสโก บัลบัว จนถึงปานามาและได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่จนได้เป็นนายกเทศมนตรีของปานามาซิตี้ ในปี 1523 ในช่วงนี้เขาเดินทางสำรวจชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก 2 ครั้ง จนถึงโคลอมเบีย เพื่อติดตามเรื่องราวที่เล่าลือถึงความมั่งคั่งของอาณาจักรเร้นลับที่ชื่อ "อินคา"
               
ปีซาร์โรเดินทางกลับไปสเปนเพื่อเฝ้ากษัตริย์ คาลอสที่ 5 แห่งสเปนพร้อมด้วยทองคำเป็นเครื่องล่อใจ เพื่อขอพระราชทานการสนับสนุนในการล่าอาณานิคมที่เขาตั้งชื่อว่า เปรู

ปีซาร์โรกลับไปยังชายฝั่งแปซิฟิกอีกครั้ง และเผชิญหน้ากับกองทัพของอาณาจักรอินคาเป็นครั้งแรก ซึ่งผลของการรบจบลงด้วยความพ่ายแพ้แบบเอาตัวแทบไม่รอดของฝ่ายสเปน แต่ปีซาร์โรก็ไม่ยอมแพ้ เขากลับไปรวบรวมคนจากปานามาโดยมีทองเป็นเครื่องล่อใจ

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทางอินคาเกิดสงครามชิงอำนาจ ระหว่างฮัวสการ์ (Huascar) ซึ่งเป็นรัชทายาท กับอทาฮวลปา (Atahualpa) ผู้ครอบครองดินแดนตอนเหนือ และจบลงด้วยชัยชนะของ
อทาฮวลปา สงครามดังกล่าวกินเวลานานถึง 3 ปี และมีผู้เสียชิวิตเกือบ 1 แสนคน ซึ่งได้นำความแตกแยกและอ่อนแอมาสู่อาณาจักรแห่งนี้


ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/

หลังจากกลับไปเตรียมการที่ปานามา ปีซาร์โรกลับมาอีกครั้งพร้อมกับทหารราบ 180 คน ทหารม้า 30 นาย และปืนใหญ่ 1 กระบอก  ได้เผชิญหน้ากับอทาฮวลปา ซึ่งมีทหารห้อมล้อมเกือบ 40,000 คน ปีซาร์โรเข้าแสดงตัวในฐานะราชทูตผู้มีอำนาจเต็มของกษัตริย์สเปน และชักชวนให้อทาฮวลปาเลื่อมใสในคริสต์ศาสนา แต่ด้วยความไม่เข้าใจกัน ทำให้อทาฮวลปาโยนคัมภีร์ไบเบิ้ลทิ้ง กองทัพสเปนจึงถือเป็นสาเหตุประกาศสงครามและเปิดฉากการโจมตีด้วยการระดมยิงปืนคาบศิลาและปืนใหญ่ใส่ทหารของอทาฮวลปาในทันที

แม้ว่าปีซาร์โรจะมีกำลังพลที่น้อยกว่า แต่ด้วยการเตรียมการรบมาอย่างดี และมีอาวุธยุทโธปกรณ์
และแผนการรบที่แยบยนกว่าทางฝั่งของอทาฮวลปาอยู่มาก ทำให้ปีซาร์โรและทหารสเปนเพียง 200 นาย เอาชนะกองทัพของอทาฮวลปาที่มีจำนวนมากกว่าไปอย่างง่ายดาย

ปีซาร์โรได้จับอทาฮวลปาเป็นเชลย และเรียกร้องทองคำปริมาณเต็มห้องขังเป็นค่าไถ่ แต่เมื่อได้รับทองจำนวนมหาศาลแล้ว แทนที่จะปล่อยกษัตริย์อินคาให้เป็นอิสระ เขากลับลงมือปลิดชีวิตอทาฮวลปาต่อหน้าต่อตาชาวอินคา และยังสั่งให้กองกำลังทหารสเปนออกโจมตีและปล้นสะดมชาวอินคา และสถาปนาน้องชายของอทาฮวลปาขึ้นมาเป็นหุ่นเชิด    
             


ในปี 1535 ปีซาร์โรได้ตั้งกรุงลิมาขึ้นเป็นเมืองหลวงของเปรูแทนนครกุซโก(Cuzco) ของอินคา ซึ่งทำให้อาณาจักรอินคาล่มสลาย และได้กลายเป็นอาณานิคมของสเปนโดยสมบูรณ์

หลังจากการตกเป็นอาณานิคมของสเปน ชนพื้นเมืองต้องตกเป็นทาส ต้องส่งทองคำทั้งหมดที่ขุดได้ให้สเปน ทำให้สเปนกลายเป็นชาติที่ร่ำรวยที่สุดจากการล่าอาณานิคมในอเมริกาใต้ จนเข้าสู่ศตวรรษที่ 18 ผลผลิตจากเหมืองแร่ลดลง รัฐบาลสเปนปรับเพิ่มภาษี แรงงานชาวพื้นเมืองที่ทำงานในเหมืองถูกใช้แรงงานอย่างหนัก ต่อมา โฆเซ่ กาบรีเอล กองดอร์กังกิ (Jose Gabriel Condorcanqui) ทายาทของตูปัก อามารู จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรอินคา ได้ออกมาเดินขบวนเรียกร้องเอกราชในปี ค.ศ.1780 แต่ก็ถูกทหารสเปนจับมาประหารชีวิตที่จตุรัสกุซโก แต่แนวทางของเขายังมีอิทธิพลต่อการต่อสู้เรียกร้องอิสระภาพของเปรู และในปี ค.ศ. 1821 ซิโมน โบลิวาร์ (Simon Bolivar) เข้ามายึดอำนาจได้สำเร็จ และขับไล่ทหารสเปนออกไป เปรูได้รับเอกราช และการปกครองแบบอาณานิคมของสเปนก็สิ้นสุดลงในที่สุด

ในปัจจุบัน เปรูเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ มีประชากรทั้งหมด 28 ล้านคนประกอบด้วยชนพื้นเมืองชาว เมสติโซ(Mestizo) เป็นลูกผสมระหว่างชนพื้นเมืองกับชาวยุโรป และชาวยุโรปผิวขาวเชื้อสายลาติน 45 % เป็นชนพื้นเมืองที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในอเมริกาใต้ มีชนเผ่าที่สำคัญได้แก่ เกชัว (Quechua) และไอย์มารา (Aymara)  ภาษาที่ใช้ในราชการในปัจจุบันคือ ภาษาสเปน      

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร อาจจะได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะผู้พิชิต(Conquistador)ในสายตา ของชาวสเปน ที่สามารถเอาชนะและยึดครองอาณาจักรที่มีประชากรเกือบ 6 ล้านคน ด้วยกำลังทหารเพียง 200 นาย  แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถูกมองว่าเป็นจอมหลอกลวง คนทรยศจอมเจ้าเล่ห์  ที่เส้นทางความสำเร็จนั้นเปรอะเปื้อนไปด้วยคาวเลือดและซากศพของมิตรสหาย และประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย            


อ้างอิง

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร (Francisco Pizarro). สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2559 จาก
http://www.psevikul.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538784932&Ntype=5

ฟรานซิสโก ปีซาร์โร หายนะ แห่งอาณาจักรอินคา.สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2559 จาก
http://oknation.nationtv.tv/blog/agelbusiness/2013/04/05/entry-2

สุดยอดดาวร้ายในประวัติศาสตร์โลก ตอนที่ 10 : ฟรานซิสโก ปิซาร์โร สืบค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559 จาก
http://www.soccersuck.com/boards/topic/1184080

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าอินคา (Inca)

โดย กนกพร  หลักคำพันธ์

ถ้าจะกล่าวถึงอาณาจักรที่มีอารยธรรมเจริญรุ่งเรือง คงไม่พ้นอาณาจักรอินคา ซึ่งอยู่ในยุคศตวรรษ 15-16 เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าอารยธรรมที่น่าสนใจนี้เกิดจากความสามารถของคนในชนเผ่า ซึ่งได้สร้างสรรค์สิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่างในอาณาจักรอินคานี้ ดังนั้นชาวอินคาจึงน่าสนใจที่จะศึกษา เพื่อจะได้ทราบความเป็นมาของอารยธรรมที่เกิดขึ้นในอาณาจักรอินคานี้

ชาวอินคาอาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ หรือประเทศเปรูในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตมากที่แท้จริง อารยธรรมสูงส่งของชาวอินคาที่เป็นแบบอย่างแก่ชนเผ่าแถบอเมริกาใต้มานานนับ พันๆปีที่โดดเด่นมากคือรูปแบบการจัดระเบียบทางสังคมที่ทำให้ประชากรนับตั้งแต่ระดับสูงสสุดขั้นจักรพรรดิลงมาจนถึงชาวไร่ชาวนา ได้ทำงานตามบทบาทตำแหน่งหน้าที หรือสถานภาพอย่างมีประสิทธิภาพและมีอิสระเสรี และความเจริญรุ่งเรืองของชาวอินคายังรวมไปถึง ทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม วิศวกรรมโยธา และระบบชลประทาน


ที่มา: http://2g.pantip.com/

สำหรับการจัดชนชั้นของชาวอินคานับว่าเป็นการจัดระบบทางสังคมที่มีความเรียบร้อยมาก เพราะชาวอินคาทุกชนชั้นรู้จักหน้าที่ของตัวเองดี ระดับชนชั้นของชาวอินคามีตามลำดับดังนี้ บุคคลระดับสูงสุด คือ จักรพรรดิ และอัครมเหสี  รองลงมาคือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงทั้งสี่ เรียกว่า เอ-ปัซ ,กลุ่มผู้บริหารชั้นพิเศษ เช่น กลุ่มคณะลูกขุน ,กลุ่มสถาปนิก กลุ่มช่างฝีมือหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเฉพาะทาง เช่น ช่างโลหะ ช่างไม้ นักดนตรี กลุ่มศิลปิน และกลุ่มประชาชนทั่วไป

ชาวอินคาทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายเนื่องจากชาวอินคาได้รับสิ่งที่ต้องการและจำเป็นต่อชีวิตแทบทุกอย่าง ตามชุมชนต่างๆจึงไม่ค่อยมีผู้ร้าย ความผิดที่ร้ายแรงที่สุด คือการฆาตกรรม ผู้กระทำความผิดจะถูกลงโทษโดยการจับโยนลงจากหน้าผาสูงชัน ส่วนความผิดอื่นๆ เช่น ชายที่เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น จะถูกลงโทษโดยการถูกแขวนร่างที่เปลือยเปล่าในที่สาธารณชนต้อทุกข์ทรมานไปจนตาย ส่วนอาชญากรที่โทษเบา จะถูกลงโทษโดยการตัดมือ ตัดเท้า หรือควักลูกตาออกมา นักโทษที่โชคร้ายบางกลุ่มจะถูกขังโดยที่ได้รับอาหารตามปกติแต่พวกเขาจะถูกนำตัวไปนั่งขอทานหน้าประตูเมือง เพื่อให้ชาวเมืองต่างๆได้เห็นถึงผลของการกระทำผิด

ชาวอินคามีแบบเสื้อเป็นของตัวเอง เรียกว่า ทูนิค มีลักษณะเป็นเสื้อยาวคลุมถึงขา เจาะช่องใส่ศีรษะและแขน นิยมทำจากผ้าฝ้ายและขนสัตว์ ผู้ชายจะนิยมใส่ถึงต้นขา ส่วนผู้หญิงนิยมใส่ประมาณครึ่งแข้ง มีผ้าคาดเอว การแต่งกายจะแต่งตามระดับชนชั้น เช่น เจ้าหญิงจะสวมมงกุฎที่มียอดคล้ายแสงอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า


ที่มา: http://pirun.ku.ac.th/

สิ่งที่แสดงถึงความสมาารถที่น่าทึ่งที่สุดของชาวอินคาคือการสร้าง มาชู ปิคชู ซึ่งเป็นซากปรัก หักพังที่อยู่บนยอดเขาโดดเด่นตัดขาดจากโลกภายนอก ห่างไกลนครหลวงคูซโค และสูงกว่าที่ราบลุ่มมาก ตามตำนานเล่าว่า ชาวอินคาสร้างนครนี้เพื่อเป็นที่อาศัยของหญิงพรหมจารี ที่ปฏิบัติ ศาสนกิจถวายสุริยเทพ เรื่องดังกล่าวนี้นักโบราณคดีในยุคปัจจุบัน สันนิษฐานว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่โดดเด่นของ มาชู ปิคชูก็คือ ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะสิ่งก้อสร้างที่เป็น อนุสาวรีย์ขนาดมหึมาที่ก่อสร้างด้วยแท่งหินขนาดใหญ่ วางเชื่อม ต่อกันอย่างสมดุล นับว่าเป็นเรื่องแปลกมากว่าพวกเขาเรียนรู้ เทคโนโลยีการขนย้ายแท่งหินขนาดยักษ์มาเรียงรายต่อกันสูงเป็นชั้นๆ ได้เรียบสนิท โดยไม่ใช้ล้อเลื่อนหรือลูกรอกแต่อย่างใด นับเป็นปริศนา ที่ไม่มีใครทราบจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

จะเห็นว่าชาวอินคานั้นล้วนแล้วแต่มีความสามารถ ที่จะสร้างสรรค์อารยธรรมให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ในหลายๆด้าน เป็นในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ต้องล่มสลายลง เนื่องจากจักรพรรดิถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนนอกรีต ทำให้ต้องถูกปลงพระชนม์ เมื่อไม่มีจักรพรรดิก็ทพให้ความเจริญเสื่อมถอยลงและถึงคราวล่มสลายในที่สุด


อ้างอิง

จักรวรรดิอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

อาณาจักรอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559 , จาก : http://i-n-c-a.blogspot.com

อารยธรรมอินคา. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559,  จาก :  www.areeya-s.blogspot.com


อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่ามายา (Maya)

โดย อินทุกร พงษ์พิเดช

เมื่อกล่าวถึงชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ อินเดียนแดง ความจริงแล้วพวกเขาเป็นกลุ่มคนผิวเหลืองที่อาศัยอยู่ในทวีปอเมริกาก่อนที่ชาวชาวยุโรปจะอพยพย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากเสียอีก ชาวยุโรปที่อพยพเข้ามานั้นเดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตหนาวพวกเขาจึงมีผิวสีซีด เมื่อได้มาพบชาวพื้นเมืองซึ่งมีสีผิวออกไปทางน้ำตาลแดงเนื่องจากถูกแดดแผดเผาจึงเรียกพวกเขาว่า ชาวอินเดียนแดง นั่นเอง โดยเฉพาะอินเดียนแดงเผ่ามายา เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สร้างปฏิทินที่เชื่อว่าบ่งบอกถึงวันสิ้นโลก

อาณาจักรของชาวมายา เป็นอาณาจักรโบราณในอเมริกากลาง มีพื้นที่บริเวณประเทศเม็กซิโกคาบเกี่ยวกับประเทศเบลีซและประเทศกัวเตมาลา มีความรุ่งเรืองช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่นครวากา ปัจจุบันคือ เอลเปรู เมืองของชาวมายาประกอบด้วย ชุมชนเกษตรอยู่ชั้นนอก ชุมชนเมืองอยู่ชั้นใน ล้อมรอบจุดศูนย์กลาง ซึ่งเป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ สิ่งก่อสร้างมีหลายแบบ เช่น ปิรามิด วิหาร และปราสาทราชวัง ที่สร้างจากศิลาอันบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาวมายาเป็นอย่างดี มีข้อสันนิษฐานว่า ชาวมายาอาจสืบเชื้อสายมาจากอิสราเอล ไม่ก็ กรุงทรอย คาร์เธจ ฮั่น แอตแลนติส ฯลฯ ซึ่งยังไม่เป็นที่แน่ชัด



ชาวมายานับถือเทพเจ้า โดยพวกเขาเป็นพวกพหุเทวนิยมนับถือเทพเจ้าหลายองค์ และมีความเชื่อว่า เทพเจ้าเหล่านี้ทรงโปรดปรานการเสวยเลือด ดังนั้นในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆของชาวมายาจึงมีพิธีบูชายัญด้วยชีวิตของหญิงพรหมจารี(บริสุทธิ์)เพื่อเป็นการถวายแด่ทวยเทพ การบูชายันต์นี้ล้วนเกิดจากความสมัครใจของผู้ถูกบูชายันต์ หรืออาจมีการนำเชลยศึกมาบูชายันต์ นอกจากนี้ชาวมายายังเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อในเรื่องสวรรค์และนรก พวกเขาเชื่อว่าสวรรค์มีไว้สำหรับบุคคลผู้ถูกบูชายันต์ หรือคนที่เสียชีวิตจาการคลอดลูก ส่วนนรกมีไว้สำหรับคนทั่วไป

ชาวมายามีความปราดเปรื่องในศาสตร์หลายแขนง ได้แก่คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม ชลประทาน การทอผ้า การทำเครื่องปั้นดินเผา และมีระบบปฏิทินและภาษาเขียนของตนเอง ชาวมายาใช้อักษรภาพในการบันทึกเรื่องราวต่างๆ ภาษาเขียนของชาวมายาเป็นอักษรภาพ หรือที่เรียกว่า Hieroglyphics แบบเดียวกับภาษาของอียิปต์โบราณ ศิลปะของชาวมายาจะสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง โดยผ่านทางภาพเขียนบนแผ่นกระดาษ การแกะสลักลงบนไม้และแผ่นหิน ตลอดจนการปั้นดินเหนียว มีทั้งแบบที่เรียบง่ายและแบบที่มีความประณีตบรรจงงดงาม  ชาวมายามีความสามารถทางดาราศาสตร์ จนสามารถทำนายเวลาเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาได้ล่วงหน้าเป็นเวลานาน รู้จักทำปฏิทินขึ้นใช้เอง ซึ่งเชื่อกันว่ามีความแม่นยำว่าปฏิทินของชาวยุโรป ปฏิทินของชาวมายาสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2012 จึงเป็นที่มาของความเชื่อเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั่นเอง ชาวมายามีความสามารถทางคณิตศาสตร์ พวกเขาประดิษฐ์เลขศูนย์ใช้ในวิชาคณิตศาสตร์ รู้จักทำการค้าขายเกลือ หยกและเครื่องปั้นดินเผา นอกจากนี้ชาวมายาตามปกติชอบทำเกษตรกรรมเลื่อนลอย ซึ่งมีการตัดป่า ถางป่า และเผาป่า การทำเกษตรกรรมลักษณะนี้ต้องการพื้นที่ทำงานขนาดใหญ่ ชาวมายาซึ่งเป็นเกษตรกรแต่ละคนจึงนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่กันห่างไกลจากเมืองหลวง


ปฏิทินมายา
ที่มา: http://ikiddee.blogspot.com/

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาวมายา คือ ชีเชน อิตซา (Chichen Itza) เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยชาวมายาในเขตวัฒนธรรมเมโสอเมริกัน ซึ่งตั้งอยู่ในคาบสมุทรยูกาตัง รัฐยูกาตัง ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเม็กซิโก ซึ่งได้รับการโหวตจากคนทั่วโลกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ประกาศเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ปัจจุบันได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ชีเชน อิตซาเป็นส่วนหนึ่งของเมืองจำนวนมากมายซึ่งชาวมายาได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของเทพเจ้าผู้ทรงกระหายพระโลหิต ลักษณะโดยทั่วไปของ ชีเชน อิตซา เป็นรูปเหลี่ยมลดขั้นเป็นชั้น ๆ บนเนื้อที่ประมาณ 6.4 ตารางกิโลเมตร วิหารที่ใหญ่สุดในชีเชนอิตซามีชื่อว่า วิหารแห่งนักรบ ตรงกลางสร้างเป็นปราสาทเหลี่ยมทึบสูงขึ้นไป ใช้เป็นที่ทำพิธีสังเวยเทพเจ้าโดยใช้เด็กสาวโยนลงไปถวายเทพเจ้า ชีเชน อิตซาเป็นที่รวมของฝูงชนในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ


ชีเชน อิตซา

ในส่วนของการล่มสลายของอาณาจักรมายานั้น นักโบราณคดีได้โต้เถียงกันมานานว่า สาเหตุของการล่มสลายน่าจะเป็นเพราะความแห้งแล้ง สงคราม หรือโรคระบาดอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันได้มีข้อสันนิษฐานว่าสาเหตุหลักของการล่มสลายนี้ก็คือ การขาดอาหารและน้ำอย่างยาวนาน อันเกิดจากความแห้งแล้งทางธรรมชาติผสมผสานกับการทำลายป่าไม้ของชาวมายาในการทำการเกษตรกรรมแบบไร่เลื่อนลอย จึงทำให้ชาวมายาตัดสินใจละทิ้งเมืองและอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่อื่น อาณาจักรมายารุ่งเรืองมาก และหลังจากนั้นก็เสื่อมสลายลงโดยสาเหตุซึ่งยังไม่อาจทราบได้แน่ชัด เหลือไว้เพียงอารยธรรม ภูมิปัญญาความรู้ และซากสิ่งก่อสร้างอันอลังการไว้เป็นมรดกโลก ปัจจุบันนักโบราณคดีก็ยังมีความเห็นแตกต่างกันหลากหลายอย่าง จึงทำให้สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรมายายังคงเป็นความลับ และฝากปริศนาให้คนรุ่นหลังขบคิดกันว่าการล่มสลายของอาณาจักรมายาเกิดจากสาเหตุใด

ชาวมายาเป็นชนเผ่าที่มีความคิดสร้างสรรค์ ภูมิปัญญาความรู้ที่ปราดเปรื่อง ในปัจจุบันมีชาวมายาที่ยังสืบทอดเชื้อสายเหลืออยู่มากกว่า 2 ล้านคน อาศัยอยู่ในประเทศกัวเตมาลาและทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก แต่ในอดีตถึงพวกเขาส่วนมากจะหายไปและทิ้งไว้เพียงร่องรอยสถาปัตยกรรมเป็นมรดกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้เท่านั้น แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่าที่สำคัญอีกชนเผ่าหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่ออารยธรรมของโลกใบนี้


อ้างอิง

เมธา. 2554. ปริศนากระโหลกแก้ว และอาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=715931

teen_admin. 2555. ประวัติชาวมายา อาณาจักรมายา. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2559, จาก: http://teen.mthai.com/variety/22561.html

ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2555. ชิเชน อิตซา สิ่งมหัศจรรย์ของชาวมายา อารยธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าคำทำนายวันสิ้นโลก. สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000154000

ประวัติความเป็นมาของอินเดียนแดง. สืบค้นเมื่อ 17 มีนาคม 2559, จาก: http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรีดา คาห์โล (Frida Kahlo) จิตรกรหญิงผู้โด่งดังแห่งแดนจังโก้

โดย พัทธ์ธีรา แสงพล

หญิงงามผิวสีเข้มชาวเม็กซิกัน รูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น ไรหนวดบางๆ และหัวคิ้วที่ติดกัน พร้อมเอกลักษณ์อันโดดเด่นที่มาพร้อมกับการแต่งกายด้วยชุดพื้นเมืองและผ้าโพกหัวสีสันฉูดฉาดตามแบบฉบับชาวเม็กซิกัน เป็นเวลามากกว่า 47 ปีที่ปลายพู่กันของเธอได้สร้างสรรค์ผลงานบนโลกของจิตรกรรมไว้อย่างมากมาย นอกจากภาพวาดแล้ว ช่วงชีวิตของเธอก็ยังน่าสนใจไม่แพ้กัน จิตกรหญิงผู้โด่งดังแห่งแดนจังโก้ นามว่า ฟรีด้า คาโลห์

ฟรีด้าเกิดเมื่อวันที่6 กรกฎาคม ค.ศ.1906ที่ตำบลโกโยอากันในกรุงเม็กซิโก ซิตี้ประเทศเม็กซิโก ชื่อเต็มคือ แมกดาเลน่า การฺเม็น ฟริเอด้า คาโล อี กัลเดร่อน (Magdalena Carmen Frieda Kahlo y Calderon) เป็นบุตรสาวของนายกิเยร์โมและนางมาติลเด้ ฟรีด้าเกิดมาพร้อมกับโรคโปลิโอที่ทำให้ขาข้างขวาของเธอเล็กลีบแต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้วีติของเธอ ฟรีด้าโตมาด้วยการที่เธอสนิทกับพ่อและแทบจะไม่พูดคุยกับผู้เป็นแม่ ในตอนแรกฟรีด้าเข้าเรียนในสาขาทางด้านการแพทย์ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกฟรีด้าได้รับอุบัติเหตุอย่างรุนแรงจากเหตุการณ์รถประจำทางชนเข้าอย่างแรงกับรถรางส่งผลให้เธอต้องเข้าเฝือกนอนพักรักษาตัวเป็นเวลานานและเธอไม่สามารถมีลูกได้



ฟรีด้าเริ่มให้ความสนใจและวาดรูปอย่างจริงจังในช่วงที่เธอนอนเปลี้ยอยู่บนเตียงถึงแม้อวัยวะภายในจะบอบช้ำร่างกายไม่สามารถขยับได้มีแต่เพียงแขนทั้งสองข้างยังคงกวัดแกว่งพู่กันไปมา เมื่อเธอสามารถเดินได้เธอก็ได้ไปหาดิเอโก้ ริเบร่า (Diego Rivera) จิตกรชื่อดังที่เธอชื่นชมผลงานเพื่อขอคำแนะนำในการวาดภาพในฐานะศิลปินหน้าใหม่ ทำให้ทั้งสองใกล้ชิดกันจนเกิดเป็นความรักและแต่งงานกันในที่สุด แต่ชีวิตหลังแต่งงานก็ไม่ได้ราบรื่นมากนัก ทั้งคู่ต่างอารมณ์รุนแรง ต่างคนต่างคบชู้และนอกจากนั้นฟรีด้ายังเป็นไบเซ็กชวลอีกด้วยส่งผลให้ทั้งคู่หย่าร้างกันไป แต่เวลาผ่านไปทั้งคู่ก็กลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม ถึงแม้ทั้งคู่จะกลับมาหากันแต่ก็ไม่ได้ปรับตัวต่างแอบไปมีความสัมพันธ์สวาทกับคนอื่นๆ เหมือนเดิม แต่อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ยังอยู่ด้วยกันจนวาระสุดท้ายของชีวิต ในวันสุดท้ายของฟรีด้าดิเอโก้ตระหนักได้ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาคือการมีฟรีด้าอยู่ข้างๆ ไม่มีการชันสูตรศพใดๆ ของฟรีด้าเนื่องจากว่าเธอเจ็บออดๆ แอดๆ มาตลอดทั้งชีวิต คนใกล้ชิดต่างสันนิษฐานว่าเธอฆ่าตัวตายด้วยการทานยาเกินขนาด



ฟรีด้าได้วาดภาพไว้ทั้งหมด143 ภาพ และเนื่องจากช่วงเวลาชีวิตของฟรีด้าได้ประสบกับปัญหาและความไม่สมหวังในชีวิตเป็นส่วนใหญ่ทำให้เกินครึ่งหนึ่งเป็นรูปเหมือนตนเอง (self portrait) ที่สะท้อนถึงความเจ็บปวดความขมขืjนภายในใจ ความปวดร้าวจากทั้งอุบัติเหตุและชีวิตครอบครัวของเธอ อ้างอิงได้จากคำกล่าวของฟรีด้าที่ว่า “พวกเขาคิดว่าฉันเป็นเซอเรียลลิสท์ แต่ฉันไม่ใช่ ฉันไม่เคยวาดความฝัน ฉันวาดความจริงของฉันเอง” ผลงานที่สะท้อนถึงช่วงชีวิตของเธอที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ The two fridas นอกจากนี้เธอยังได้แสดงความเห็นไปทางลัทธิสังคมนิยมและความเสมอภาคของผู้หญิงไปในผลงานของเธออีกด้วย



ปัจจุบันฟรีด้าถือเป็นจิตกรที่สำคัญที่สำคัญที่สุดในแถบละติน อเมริกา (อเมริกาใต้) ผลงานของเธอถือได้ว่าเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมแห่งชาติของประเทศเม็กซิโก ฟรีด้าจัดได้ว่าเป็นตัวอย่างและบทเรียนที่ดีในแง่ของการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ที่ถึงแม้เธอเธอจะประสบกับชะตากรรมเลวร้ายมากมายเพียงใด แต่ความอดทน ความมั่นใจ ความไม่ย่อท้อและจิตสำนึกของเธอก็ไม่ได้ถูกลดทอนลงไปแต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันทำให้เธอสู้และใช้ชีวิตได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต


อ้างอิง

GLASS SPIDER - ✽ ... ผู้หญิงคนนี้ ❝ Frida Kahlo ❞ ... ✽. สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558 จาก http://pantip.com/topic/33908401

Susanna – FridA Kahlo สืบค้นเมื่อ 12 ธันวาคม 2558 จาก https://span10m1.wordpress.com/susanna-2/

วิกิพีเดีย, สารานุกรมเสรี. ฟรีดา คาห์โล. สืบค้นเมื่อ 14 ธันวาคม 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

อ่านเพิ่มเติม »