แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

โดย นุชนภางค์  วิริยะ

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีใต้ก็คงต้องนึกถึง พระราชวังต่างๆในกรุงโซล เนื่องจากเป็นพระราชวังที่มีความสวยงาม  อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย ซึ่งภายในกรุงโซลก็มีพระราชวังที่สำคัญอยู่หลายแห่งแต่พระราชวังที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงโซล ก็คือ พระราชวังเคียงบกกุง

“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://www.theseoulguide.com/sights/gates/gwanghwamun-gate/

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง” คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง ( The Palace of Shining Blessings)" ถูกก่อสร้างสร้างขึ้นในปีค.ศ.1394 โดยพระเจ้าแทโจแห่งราชวงศ์โชซอนและได้รับการปรับปรุงต่อเติมในของพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราชเพื่อใช้เป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอนสำหรับประทับในการว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของรางวงศ์โชซอน โดยพระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังไว้ถึง 5แห่ง ได้แก่ พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังชางด็อกกุง พระราชวังด็อกซูกุง  พระราชวังชังกย็องกุง  และพระราชวังคย็องฮีกุง

 ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์โชซอนนี้ พระราชวังเคียงบกกุงถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีอีกชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ “พระราชวังภาคเหนือ”(Northern Palace)  เนื่องจากตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ และตั้งอยู่ในทิศเหนือที่สุดของบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่งอาทิ พระราชวังชางด็อกกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และพระราชวังเคียงฮุยกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกทั้งพระราชวังเคียงบกกุงนั้นยังมีชื่อเสียงว่าเป็นพระราชวังที่มีความงดงามมากที่สุด เนื่องจากบริเวณด้านหลังของพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นวิวของภูเขาพูกักซานจึงส่งผลทำให้พระราชวังเคียงบกกุงมีความยิ่งใหญ่งดงามเป็นอย่างมาก


“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://blog.traveloka.com/

พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนพื้นที่ทั้งหมดเป็นจำนวนมากถึง 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นของราชวงศ์โชซอนนั้น พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนตำหนักมากถึง 200 ตำหนักและมีจำนวนห้องทั้งหมดกว่า 7700 ห้องภายในเขตพระราชวัง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.1592 กองทัพของประเทศญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานประเทศเกาหลี ทำให้ตำหนักต่างและห้องต่างๆ ในพระราชวังเคียงบกกุงได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาไหม้ไปเป็นจำนวนมากคงเหลือไว้แค่เพียงซากปรักหักพังของพระราชวังและผลจาการเข้ารุกรานของกองทัพญี่ปุ่นนี้ส่งผลให้อาคารส่วนใหญ่ภายในพระราชวังได้ถูกทำลายลงก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิมโดยผู้นำชื่อ ฮึงซอน แดวอนกุน เมื่อปีค.ศ.1868  ในสมัยของกษัตริย์โกจงซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซอน ลำดับที่ 26 และสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลีพระองค์แรกโดยจากการฟื้นฟูพระราชวังเคียงบกกุงในสมัยพระเจ้าโกจง ทำให้ในปัจจุบันพระราชวังเคียงบกกุงมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

นอกจากชื่อเสียงเรื่องความสวยงามแล้ว พระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โซซอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910

ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีการเก็บรักษารวบรวมโบราณวัตถุจากพระราชวังเคียงบกกุก พระราชวังช็องด็อกกุง พระราชวังช็องยองกุง และศาลเจ้าจองเมียว เป็นจำนวนกว่า 20,000 ชิ้น  อีกทั้งภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงประวัติศาสตร์การใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีในอดีต เพื่อต้องการที่จะให้ผู้ที่เข้าชมได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตแท้จริงของคนเกาหลีใต้ วิถีทางการเกษตร และความเชื่อทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุง มีดังนี้

พระที่นั่งคึนจองวอง (Geunjeongjeon) หรือท้องพระโรงของพระราชวังคยองบกเป็นเสมือนสถานที่ว่าราชการของกษัตริย์ในสมัยก่อนของราชวงศ์เกาหลีใต้ และใช้สำหรับการรับรองทูตจากต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพิธีราชาภิเษก

คยองเฮรุ (Gyeonghoeru) หรือศาลากลางน้ำ เป็นห้องโถงที่เอาไว้ใช้ในการจัดงานเลี้ยง หรืองานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์โชซอน คยองเฮรุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1867 บนทะเลสาบขนาดสี่เหลี่ยม ซึ่งตัวศาลานั้นส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากไม้และหิน ส่วนบริเวณโดยรอบจะรายล้อมไปด้วยเสาและสะพานหิน เนื่องด้วยฉากหลังที่สวยงามตามธรรมชาติของต้นไม้และสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามแต่ละฤดูกาล ส่งผลให้  คยองเฮรุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภายในพระราชวังเคียงบกกุง


“คยองเฮรุ (Gyeonghoeru)” หรือศาลากลางน้ำ

ศาลาฮางวอนจอง (Hyangwonjeong) คือ ศาลาหกเหลี่ยมสองชั้นตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางสวนบริเวณด้านหลังของพระราชวัง ซึ่งมีสะพานที่ทอดยาวจากฝั่งไปถึงศาลาฮางวอนจอง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1873 โดยศาลาฮางวอนยองมีความหมายในภาษาเกาหลีว่าศาลาที่มีกลิ่นหอมแผ่ไปไกล


“ศาลาฮางวอนจอง” (Hyangwonjeong)

จากที่กล่าวมาข้างต้น “พระราชวังเคียงบกกุง” หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง”   ถือเป็นหนึ่งในห้าของพระราชวังสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากเป็นพระราชวังที่มีความงดงามน่าชื่นชมแล้ว ยังถือเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ทำให้ผู้ที่เข้าชมพระราชวังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ในคราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองเกาหลีใต้ในอดีต

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระราชวังเคียงบกกุง นอกจากจะเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเหมาะสำหรับการเดินเที่ยวชมแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


อ้างอิง

ChilloutKorea เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง. (2561). พระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/gyeongbokgung-palace/

Dooasia. (2554). พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี ประเทศเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=291

Seoulcafe. (2558). พระราชวังคยองบกกุง วังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://seoulcafe2013.blogspot.com/2015/04/blog-post_29.html

Centertourandtravel. (2560). 5 พระราชวังสำคัญเกาหลีสวยหลุดซีรี่ย์. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.centertourandtravel.com/บทความ/121/5%20พระราชวังสำคัญเกาหลี%20สวยหลุดซีรี่ย์.html
อ่านเพิ่มเติม »

เมืองลียง (Lyon)

โดย ณัชฌานนท์  ผุยปุโรย

ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่หากพูดถึงประเทศฝรั่งเศสแล้ว หลายๆ คนอาจจะนึกถึง ปารีส ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฝรั่งเศส ที่มีหอไอเฟล ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้   แต่นอกจากนี้ประเทศฝรั่งเศสยังมีเมืองต่างๆที่มีแหล่งท่องเที่ยวสวยงามอีกมากมายหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือจะเป็นสิ่งก่อสร้างด้านสถาปัตยกรรมต่างๆที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน

วันนี้จะขอแนะนำสถานที่ให้ทุกคนในรู้จัก สถานที่ที่เป็นดั่งเมืองหลวงแห่งวัฒนธรรม นั่นก็คือ…..“เมืองลียง (Lyon)” นั่นเอง หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักไม่คุ้นหูกับชื่อสถานที่นี้สักเท่าไร แต่ถ้าหากได้รู้จักสถานที่แห่งนี้แล้วจะทำให้ทุกคนตกหลุมรักและอยากไปสัมผัสบรรยากาศของสถานที่แห่งนี้อย่างแน่นอน

เมืองลียงถูกก่อตั้งขึ้นโดยพวกโรมันในคริสตศตวรรษที่ 1 เป็นเมืองอยู่ทางตะวันออกตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองหลวงของจังหวัดโรน และเมืองหลวงของแคว้นโอแวร์ญ-โรนาลป์ ตั้งอยู่ระหว่างปารีสกับมาร์แซย์ โดยอยู่ห่างจากปารีส 470 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่อันดับสามของฝรั่งเศสรองจากปารีสและมาร์แซย์ โดยมีแม่น้ำสองสายได้แก่ แม่น้ำซาโอน (Saône) และแม่น้ำโรห์น (Rhône) ไหลผ่านใจกลางเมืองแล้วบรรจบกันทางใต้ของเมือง ทำให้ลียงมีทัศนียภาพแบบเกาะกลางน้ำอยู่ใจกลางเมือง และยังมีเนินเขาขนาดใหญ่ทางด้านฝั่งตะวันตกและทางเหนือของเมืองอีกด้วย

จากการจัดอันดับของ Tripadvisor เมืองลียงถูกเลือกให้เป็นเมืองยอดนิยมอันดับ 3 รองจากปารีส และนีซ โดยลียงเป็นเมืองสำคัญทางธุรกิจ และมีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมและสถานที่ต่างๆทางประวัติศาสตร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการทอผ้าไหมโบราณ และได้รับขึ้นทะเบียนมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปี 1998 ในคริสตศตวรรษที่ 20 เมืองลียงยังเป็นส่วนสำคัญทางประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โดยเป็นบ้านเกิดของพี่น้องลูมิแยร์ (โอกุสต์ ลูมิแยร์ และหลุยส์ ลูแมร์) ผู้ประดิษฐ์เครื่องฉายภาพยนตร์ในลียง ซึ่งทุกวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปีจะมีเทศกาล Fête des Lumières หรือเทศกาลแห่งแสงสว่าง ทำให้ลียงได้รับการขนานนามว่าเป็น เมืองหลวงแห่งแสงสว่าง อีกด้วย

ที่มา : https://en.wikipedia.org/wiki/
เมืองลียงนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะแยะมากมาย สำหรับที่แรกที่จะขอแนะนำนั่นก็คือ ศาลเมืองลียง (Lyon Courthouse - Palais de Justice) เป็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่ออกแบบสไตล์นีโอคลาสสิก สร้างขึ้นในปี 1835 ซึ่งถูกยกให้เป็นผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรมชิ้นหนึ่ง โดยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือ เสาที่มีอยู่จำนวนมาก หัวเสาเป็นแบบโครินเธียน โดยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "พระราชวังแห่งเสา 24 ต้น (Palace of the Twenty-Four Columns) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของการออกแบบแบบนีโอคลาสสิก โดยสถาปนิกนามว่า หลุยส์-ปิแอร์ บัลตาร์ด (L-P. Baltard) เป็นผู้ออกแบบอาคารซึ่งใช้เวลากว่าทศวรรษจึงสร้างเสร็จ โดยศาลแห่งนี้เป็นที่ตัดสินคดีดังๆ มาแล้วหลายคดีด้วยกัน

ที่มา : http://www.overline-systems.com/
สถานที่ต่อมามีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมไม่แพ้กันนั่นก็คือ โอเปราลียง (Opéra de Lyon) เป็นโรงละครโอเปร่าที่ใช้จัดการแสดงหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ โอเปรา บัลเลต์ และอื่นๆ โรงละครแห่งนี้มีการตกแต่งในแบบศตวรรษที่ 19 ผสมผสานกับรูปทรงทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้อาคารมีความสะดุดตา โครงสร้างสถาปัตยกรรมเป็นแบบคลาสสิกดั้งเดิม โดยส่วนหน้าอาคารจะตัดกับหลังคากระจกที่มีความทันสมัย ลักษณะของหลังคาจะเป็นหลังคาโค้งและยังมีชั้นใต้ดินซึ่งจะช่วยทำให้โรงละครโอเปร่าแห่งนี้มีพื้นที่ที่กว้างขวาง ซึ่งภายในด้านในอาคารจะมีสถานที่จัดแสดง 2 แห่ง ได้แก่ ห้องรูปทรงเกือกม้า และห้องทรงครึ่งวงกลมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมเกรโก-โรมัน

และสถานที่สุดท้ายที่จะขอแนะนำก็คือ…

ที่มา: http://www.fourviere.org/
โบสถ์นอเทอร์ดาม (Notre Dame Basilica) ตั้งอยู่บนเนินเขาฟูร์วิแยร์ (Fourvière) สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างมากและถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้ โดยโบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นบนพื้นที่ของชาวโรมันโบราณในปี 1896 โดยผสมผสานศิลปะไบแซนไทน์และโรมาเนสก์เข้าด้วยกัน ซึ่งรับเงินสนับสนุนจากการบริจาคและสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงอำนาจของโบสถ์คาทอลิกต่ออำนาจของฝ่ายอาณาจักร และเพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้า ซึ่งลักษณะของอาคารจะมีรายละเอียด คือ ส่วนของด้านบนจะมีหอคอยทรงแปดเหลี่ยม 4 หลัง มีหอระฆังหนึ่งหลังซึ่งมีรูปปั้นพระแม่มารีทองคำ ต่อมาในส่วนของด้านในจะมีรายละเอียดที่ค่อนข้างซับซ้อน มีการตกแต่งที่ประดับด้วยทอง กระจกสี กระเบื้องโมเสก และภาพปูนปั้นสีสันสวยงามไปทั่วบริเวณ และยังมีชั้นล่างที่เป็นห้องเก็บโลงศพของ Saint-Jean อีกด้วย โบสถ์แห่งนี้ถึงแม้ว่าด้านนอกจะดูเรียบๆ แต่ด้านในนั้นกลับตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังโบสถ์นอเทอร์ดามอาจจะมีความลำบากเล็กน้อย แต่ก็มีบริการกระเช้าไฟฟ้าสำหรับนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังไม่เก็บค่าเข้าชมอีกด้วย

นอกจากสถานที่ที่ได้แนะนำไปข้างต้นแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่สวยงามและยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ มีคุณค่าทางด้านศิลปกรรม และความสวยงามทางธรรมชาติที่หลายๆคนยังไม่เคยไปสัมผัสที่เมืองแห่งนี้ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของประเทศแต่กลับไม่นำเอาการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาสิ่งต่างๆของโลกมาส่งผลกระทบให้คุณค่าความงามของสิ่งที่ตนเองมีหายไป ซึ่งนี่ก็คือ “เมืองลียง”


อ้างอิง

ท่องเที่ยวลียง เมืองแห่งประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สืบค้นเมื่อ วันที่ 19 กันยายน 2560 จาก : http://thairats.com/

ลียง. สืบค้นเมื่อ วันที่19 กันยายม 2560 จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

ไพลิน  ปีติสันต์. (2555). เที่ยวฝรั่งเศส เมืองในฝัน. นนทบุรี: ธิงค์ บียอนด์ บุ๊คส์.


อ่านเพิ่มเติม »

อัลคาทราซ (Alcatraz) ตำนานคุกสุดโหดแห่งซานฟรานซิสโก

โดย อาทิตยา  คำมุงคุณ

เมื่อพูดถึง “คุก”แน่นอนว่าคงเป็นสถานที่ที่ไม่มีใครอยากไปหรือแม้แต่มีทัศนคติที่ดีต่อคำๆนี้  เพราะ คุก คือสถานที่สำหรับการจองจำหรือคุมขังนักโทษ  และคงจะมีหลายคนที่เคยได้ยินและรู้จัก “คุกอัลคาทราซ” สุดยอดคุกโหดระดับโลก


เกาะอัลคาทราซ
ที่มา : http://www.prisonhistory.net/

อัลคาทราซ  (Alcatraz) มีอีกชื่อเรียกว่า The Rock เป็นเกาะกลางทะเล ตั้งอยู่ที่ซานฟรานซิสโก ในแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ถูกค้นพบครั้งแรกโดย ฆวน มานูเอล เด อยาลา อี อรันซา นักเดินเรือชื่อดังชาวสเปน และได้ตั้งชื่อเกาะอันโดดเดี่ยวแห่งนี้ว่า "ลา อิสลา เด โลส อัลกาตราเซส"  แปลว่า เกาะแห่งนก ต่อมาชาวอังกฤษเรียกเพี้ยนเป็น “อัลคาทราซ”


แผนผังคุก

ตลอดเวลาใช้งานเป็นเวลา 29 ปี มีการพยายามแหกคุกถึง 14 ครั้ง นักโทษเหล่านั้นส่วนใหญ่ถูกจับกุมได้ และบางคนก็ถูกยิงจนเสียชีวิต แต่มี 3 คน คือ แฟรงค์ มอร์รีส  จอห์น แองกลิน และ แคลเรนซ์ แองกลิน
ที่สามารถหนีรอดออกไปได้อย่าไร้ร่องรอย โดยการวางแผนการแหกคุกเจาะช่องลมระบายอากาศ ใต้อ่างล้างหน้า โดยใช้อุปกรณ์คือ ช้อนโลหะ เหรียญ และสว่านไฟฟ้าที่ทำขึ้นเอง เจาะคอนกรีต โดยในทุกครั้งที่เจาะจะให้อีกคนคอยเล่นดนตรีเพื่อไม่ให้ผู้คุมได้ยินเสียงเจาะ พวกเขามุดหนีไปทางช่องระบายอากาศ และทำหุ่นให้เหมือนว่ายังมีคนนอนอยู่ที่เตียงเพื่อหลอกตาผู้คุม จากนั้นจึงหนีว่ายลงทะเล ซึ่งเขาได้เอาเสื้อกันฝนที่ขโมยมาเก็บไว้ใช้ในการข้ามทะเล แต่ก็ไม่ได้รับการยืนยันว่าพวกเจารอดชีวิตหรือไม่ เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความฮือฮาให้กับโลกในยุคนั้นเป็นอย่างมาก


แผนที่การหลบหนีจากคุกอัลคาทราซทั้ง 14 ครั้ง

ใน พ.ศ. 2506 คุกอัลคาทราซได้ปิดตัวลงตามคำสั่งของ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เพราะเห็นว่าค่าใช้จ่ายในการในการบริหารจัดการสูงมาก และตัวเรือนจำเองก็ถูกน้ำทะเลกัดเซาะจนเสื่อมสภาพ จากนั้นจึงถูกยกให้เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ "Golden Gate National Recreation Area" ปัจจุบันอัลคาทราซเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยวมากกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี จึงนับว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจอย่างยิ่งทางการศึกษาประวัติศาสตร์


ภาพภายในคุกอัลคาทราซ 

เห็นได้ว่าสถานที่ที่เคยเป็นที่หวาดผวาของเหล่าผู้กระทำความผิด ในปัจจุบันได้ถูกทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ที่นักท่องเที่ยวควรได้ไปเยี่ยมชม ถึงแม้จะมีกลิ่นอายของความน่ากลัว ความหดหู่ จากการรับรู้เรื่องราวของคุกแห่งนี้ แต่สำหรับการศึกษาแล้วสถานที่แห่งนี้น่าจะให้ประโยชน์และความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน


อ้างอิง

Category: Chasing dreams. (2559). America in memories : The last episode in California. ค้นเมื่อ 15 กันยายน 2560, จาก https://breathemyworld.com/

Ocean View Publishing. (2017). ALCATRAZ HISTORY. ค้นเมื่อ 15 กันยายน 2560, จาก http://www.alcatrazhistory.com/

ไทยรัฐออนไลน์. (2560). แหกคุกบันลือโลก. ค้นเมื่อ 15 กันยายน 2560, จาก https://www.thairath.co.th/content/217750

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). เกาะอัลคาทราซ. ค้นเมื่อ 15 กันยายน 2560,จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เกาะอัลคาทราซ


อ่านเพิ่มเติม »