แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาคริสต์ แสดงบทความทั้งหมด

ปริศนาจารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี (Dead Sea Scrolls)

โดย  นันทนา   หนาซุย

เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ล้วนมีอดีตที่เป็นปริศนา  มีบางอย่างที่คลุมเครือและไม่กระจ่างแจ้ง แต่มนุษย์ก็ยังคงพยายามค้นหาวิธีการต่างๆ มากมายด้วยทักษะการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความสามารถด้านอื่นๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบที่อาจจะมีความเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้เลย

จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี
ที่มาภาพ : https://www.facsimilefinder.com/

ย้อนกลับไปช่วง ค.ศ. 1947-1956 หนึ่งในสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลกได้ถูกค้นพบโดยบังเอิญที่เมืองคุมราน (Qumran) ของถ้ำ 11 แห่งทางทิศตะวันตกเฉียงหนือของทะเลสาบเดดซี (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิสราเอล)  สมบัติล้ำค่าที่ว่าคือ จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี (Dead Sea Scrolls) ซึ่งจารึกนี้ถูกเขียนขึ้นบนหนังสัตว์โดยมีลักษณะเป็นม้วนหนังสือ 800 รายการ เขียนด้วยอักษรฮิบรูโบราณ ส่วนใหญ่เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนายูดายที่ไม่เคยพบมาก่อน นักโบราณคดีคาดว่าจารึกนี้มีอายุประมาณ 2,000 ปี จารึกดังกล่าวถูกเขียนขึ้นโดยพวกเอสซีน (Essene) บรรพบุรุษของชาวยิวในช่วงเวลาร่วมสมัยกับพระเยซู


ภาพทิวทัศน์จากปากถ้ำที่เมืองคุมรานของทะเลสาบเดดซี

การค้นพบโดยบังเอิญนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1947 มูฮัมมัด อาดิบ (Mohammed Adib) เด็กเลี้ยงแกะชาวเบดูอินชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทราย ได้ออกตามหาแกะที่พลัดหลงไปจากฝูงกระทั่งมาจนถึงถ้ำแห่งหนึ่งที่เขาคิดว่าแกะอาจจะอยู่ด้านใน จึงได้ขว้างก้อนหินเพื่อเป็นการเบิกทางผลปรากฏว่าได้ยินเสียงไหแตก มูฮัมมัดจึงคิดว่าอาจเจอขุมทรัพย์ วันรุ่งขึ้นเขาจึงชวนเพื่อนเข้ามาสำรวจด้วยกัน สิ่งที่พบภายในถ้ำคือไหดินเผาซึ่งข้างในมีเพียงผ้าลินินม้วนหนังสัตว์เก่าๆ 7 ม้วน เขาจึงขนกลับมาขายราคาถูกๆ ให้แก่พ่อค้าในตลาดเมืองเบทลิเฮม

เมื่อพ่อค้าขายของเก่าคลี่ออกดูก็เห็นอักษรจารึกบนหนังสัตว์ความยาว 8 เมตร แต่ด้วยความสงสัยจึงเดินทางไปกรุงเยรูซาเลมเพื่อให้นักบวชผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณชื่อ อัททานาซีอุส ชามูเอล วิเคราะห์และพบว่าเป็นอักษรฮิบรูโบราณซึ่งเป็นภาษาเก่าแก่ของชาวยิว ชามูเอลเชื่อว่าสิ่งที่เห็นต่อหน้าไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ จึงได้เดินทางไปเมืองคุมรานและได้ค้นพบม้วนหนังสือซึ่งเป็นจารึกโบราณในถ้ำต่างๆอีก 4 ม้วน รวมทั้งหมดเป็น 11 ม้วน หลังจากนั้นได้ส่งไปตรวจสอบอายุที่มหาวิทยาลัยจอนส์ฮอปกินส์ พบว่ามีอายุเก่าแก่ถึง 2,000 ปี นับว่าเป็นการค้นพบจารึกโบราณที่เก่าแก่ที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์


ที่มาภาพ : https://www.facsimilefinder.com/

เอกสารชิ้นสำคัญที่สุดคือ พระคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมที่เขียนด้วยภาษาฮิบรูโบราณ เนื้อหาบางส่วนกล่าวถึงวิถีชุมชน กฎและข้อลงโทษที่แสดงให้เห็นภาพกลุ่มชาวเอสซีนหรือยิวที่เชื่อในวันสิ้นโลกอย่างมาก การเปิดเผยวิถีชีวิต วัฒนธรรมของชาวยิวในยุคก่อนการประสูติของพระเยซู มีทั้งคำสอนทางศาสนา ประวัติเมืองคุมราน สงคราม และบางจารึกยังเป็นการคัดลอกพระคัมภีร์ของศาสนายูดาห์ซึ่งถอดความตรงกับคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมด้วย จนถึงปัจจุบันม้วนหนังสือทั้งหมดยังคงถูกทยอยไขปริศนาเรื่อยๆมา

ปริศนาจารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี ในบรรดาม้วนหนังสือทั้งหมดมีอยู่หนึ่งม้วนที่ทำด้วยแผ่นทองแดง รอยสลักตัวอักษรบนแผ่นโลหะอายุร่วม 2,000 ปี ได้เผยนัยสำคัญแก่ชนรุ่นหลังถึงลายแทงขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่ถูกซ่อนไว้ให้พ้นเงื้อมมือของศัตรู เนื้อหาบันทึกถึงสถานที่ซ่อนสมบัติ ทองคำ เงิน เครื่องหอมผ่านภาษาฮิบรูโบราณที่กระจัดกระจายอยู่ในดินแดนอิสราเอลและปาเลสไตน์ ในอดีตกาลวิหารหรือโบสถ์ของชาวยิวคือสถานที่เก็บสมบัติล้ำค่า เมื่อกองทัพโรมันยึดเมืองได้แล้ว โบสถ์วิหารจึงถูกทำลายอย่างราบคาบเพื่อขุดหาสมบัติ แต่จารึกบนแผ่นทองแดงยังคงเป็นปริศนาจนถึงทุกวันนี้ ดังเช่นประโยคที่ว่า

“หุบเขาแห่งอาคอร์เข้าไปทางทิศตะวันออกจะพบหีบเงิน  ในหลุมเกลือทางทิศใต้มีก้อนเงิน ถ้ำของคนทำความสะอาดเก็บทองคำไว้ 54 แท่ง  หลุมที่สามเก็บทองคำไว้ 800 แท่ง หลุมศพอับโซโลมทางตะวันตกขุดลึกลงไปจะมีเหรียญ 80 เหรียญ ”

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังไม่มีการขุดพบสมบัติล้ำค่าใดๆตามลายแทง นักโบราณคดีเชื่อว่าอาจมีบันทึกที่เฉลยปริศนามากกว่าหนึ่งชุด และมีความเป็นไปได้ว่าสักวันหนึ่งขุมสมบัติอันล้ำค่าอาจเผยโฉมให้เห็น จารึกโบราณแห่งทะเลสาบเดดซี ได้เพิ่มพูนความรู้แก่เราทั้งในศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์ในการเปรียบเทียบสิ่งที่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่และยังสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของพระเยซูที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ศาสนาคริสต์มีรากฐานมาจากศาสนายูดาห์ จนสมควรได้รับการเรียกว่า “ม้วนหนังสืออันเป็นสะพานระหว่างสองศาสนา”

อ้างอิง 

Dead Sea Scrolls.(มมป.). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://www.centuryone.com/25dssfacts.html

Dead Sea Scrolls.(มมป.). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก https://www.deadseascrolls.org.il/featured-scrolls

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (มมป.). Dead Sea Scrolls. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Dead_Sea_Scrolls

ถอดรหัสม้วนหนังสือเดดซี. (2561). สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://ngthai.com/history/6948/dead-sea-scrolls/

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์.(2559). ปริศนาม้วนทองแดงแห่งเดดซี. สืบค้นเมื่อ 31 สิงหาคม 2561, จาก http://www.sarakadee.com/blog/oneton/?p=1930
อ่านเพิ่มเติม »

ศาสนาคริสต์นิกายมอรมอน (Mormon)

โดย อภิณห์พร นามจรัสเจริญกิจ

น้อยคนนักที่จะรู้จักกับศาสนาคริสต์นิกายมอรมอนเพราะว่าศาสนาคริสต์ได้แตกออกเป็นหลายนิกาย โดยจุดเด่นของนิกายนี้คือ พระคัมภีร์มอรมอน ซึ่งถูกแปลโดยศาสดาโจเซฟ สมิธ มอรมอนเป็นนิกายที่แตกต่าง เพราะไม่มีบาทหลวง ไม่มีนักบวช และไม่มีโป๊ป และมีคัมภีร์มอรมอนเป็นของตัวเอง จึงเกิดคำถามขึ้นว่าเพราะเหตุใดนิกายนี้จึงเติบโตได้ เรามาทำความรู้จักกับศาสนาคริสต์นิกายมอรมอนกันเถอะค่ะ

พระคัมภีร์มอรมอน

ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ มีกำเนิดขึ้นในช่วงปลายของสมัยโรมัน โดยมีศาสดาคือพระเยซูคริสต์ หลังจากนั้นประมาณ 300 ปีอาณาจักรโรมันต่อต้านศาสนาคริสต์อย่างรุนแรงและมีคำทำนายว่าจะมีทารกเกิดใหม่ที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์ จึงมีการฆ่าเด็กทารก และต่อมาเมื่อพระเยซูเติบโตท่านก็ได้สอนศาสนาให้กับผู้คนมากมายซึ่งขัดกับหลักความเชื่อในสมัยนั้น มีการใส่ร้ายจนนำไปสู่การประหารพระเยซูคริสต์ในที่สุด ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 มีจักรพรรดิคอนสตันไทน์ที่ 1 นับถือศาสนาคริสต์และได้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ถูกกฎหมายในปีคริสตศักราช 313 ตามพระราชกฤษฎีกาแห่งมิลาน


จักรพรรดิ คอนตันไทน์ที่ 1

ในปีคริสต์ศักราช 394 เมื่อโรมันล่มสลายศาสนาก็เข้ามามีบทบาทในยุโรปทั้งเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ชาวยุโรปจึงมีความเคร่งคัดทางศาสนาและมีศรัทธาในคริสตจักรอย่างมาก หากผู้ใดทำผิดก็จะถูกไต่สวนและลงโทษโดยศาสนาจักร และคริสตจักรยังมีอำนาจเหนือกษัตริย์

ในปีคริสตศักราช 476 เศรษฐกิจตกต่ำการเมืองและวัฒนธรรมก็เช่นกันจึงเรียกยุคนี้ว่ายุคมืดแต่ก็มีการสร้างอารยธรรมใหม่เกิดขึ้นมากมายโดยศาสนาจักรมีอำนาจมากที่สุดและเกิดความขัดแย้งทางศาสนาสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปทางศาสนาในยุคกลางของตะวันตกซึ่งนำโดย มาร์ติน ลูเทอร์ โดยมูลเหตุที่ทำให้เกิดการปฏิรูปคือการไม่เห็นด้วยกับการที่ศาสนาคริตส์นิกายแคทรอลิคออกมาขายใบไถ่บาปเพื่อสร้างพระวิหารเซนปีเตอร์ จึงเกิดการประท้วงและมีการกำเนิดนิกายโปแตสแตนท์ินับตั้งแต่นั้นก็ได้มีนิกายเกิดใหม่หลายนิกาย และนิกายมอรมอนก็แตกออกมาอีกที ก่อตั้งโดย โจเซฟ สมิธ ในปีคริสตศักราช 1820


ศาสดาโจเซฟ สมิธ ผู้แปลพรคัมภีร์มอรมอนและผู้ก่อตั้งมอรมอน
ที่มา : https://www.lds.org/

บุคคลที่นับถือนิกายมอรมอน จะเรียกตัวเองว่าชาวมอรมอนไม่ใช้คำว่านิกาย โดยในประเทศไทยมีชาวมอรมอนประมาณ 20,730 คน โดยจะใช้คำว่าสมาชิกแห่งศาสนาจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ชาวมอรมอนไม่มีนักบวชหรือบาทหลวงมีเพียงผู้สอนศาสนาที่เราเห็นปั่นจักรยานเป็นคู่ใส่ชุดสุภาพและมีป้ายชื่อติดที่ตรงหน้าอกและมีฐานะปุโรหิตเพื่อประกอบพิธีการต่างๆ และยังมีศาสดาพยากรณ์และโครัมอัครสาวก 12 และ 70 ในการดูแลสมาชิกของศาสนาจักร และหลักคำสอนที่อยู่ในพระคัมภีร์มอรมอน ซึ่งเชื่อว่าเป็นส่วนที่หายไปจากพระคัมภีร์ไบเบิ้ล เนื้อหามีความเชื่อมโยงกันและที่สำคัญชาวมอรมอนไม่มีการนับถือรูปเคารพไม่ว่าจะเป็นไม้กางเขนหรือรูปปั้นพระแม่มารี ซึ่งจะแตกต่างจากนิกายทั่วไป

เอาล่ะค่ะเดี๋ยวเรามาทำความรู้จักต้นกำเนิดของชาวมอรมอนกันดีกว่า หลังจากเกิดการปฏิรูปศาสนาจนทำให้มีนิกายหลายนิกายกำเนิดใหม่ความเลื่อมใสในศาสนาได้แพร่กระจายไปทั่ว ในขณะนั้นโจเซฟ สมิธ มีอายุเพียง 14 ย่างเข้า 15 ปี ครอบครัวของท่านค่อนข้างเคร่งศาสนา ท่านได้เข้ารวมฟังคำสอนของนิกายต่างๆโดยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต่างคนต่างบอกว่านิกายตนนั้นถูกต้องจนบาทหลวงของแต่ละนิกายทะเลาะกัน ซึ่งท่านรู้สึกว่ามันไม่จริง จนกระทั่งวันหนึ่งท่านรู้สึกสับสนอย่างมากท่านจึงอ่านพระคัมภีร์ไบเบิ้ลและสวดอ้อนวอนอย่างหนัก จนท่านได้ไปอ่านเจอข้อความหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ในหนังสือพันธะสัญญาใหม่

แมททิว บทที่ ข้อที่ 7-8 กล่าวว่า 
7  “จงขอแล้วเจ้าจะได้ จงหาแล้วเจ้าจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน” 
8 “เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้ ทุกคนที่แสวงหาก็พบ ทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้แก่เขา”

หลังจากนั้น โจเซฟ สมิธ ก็เข้าไปในป่าเพื่อสวดอ้อนวอนทูลถามพระเจ้าต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและความสับสนของท่าน กล่าวกันว่าในขณะที่ท่านสวดอ้อนวอนได้มีแสงสว่างปรากฎและสิ่งที่มาประกฏต่อหน้าท่านเห็นคือ พระบิดา พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มาปรากฎเพื่อตอบคำถามและมอบหมายงานให้แก่ท่าน พระเจ้าเลือกท่านมาเป็นผู้ฟื้นฟูคำสอนหลังจากเกิดการละทิ้งความเชื่อมาเป็นเวลานาน เมื่อวันที่คริสตศักราช 1823 เทพโมโรไนมาปรากฎต่อท่านบอกถึงงานที่ท่านต้องทำ 4 ปีต่อมาเทพโมโรไนมาปรากฎต่อท่านและมอบแผ่นจารึกทองคำให้แก่ท่านเมื่อค้นพบว่าแผ่นจารึกถูกฝังไว้เนินใกล้บ้านของ ท่านนำแผ่นจารึกออกมาเพื่อเริ่มแปล


พระบิดาและพระเยซูมาปรากฎต่อ โจเซฟ สมิธ
ที่มา https://www.lds.org/

เมื่อข่าวเริ่มแพร่กระจายไปทั่ว ท่านก็ต้องย้ายไปเมืองอื่นเพราะมีคนพยายามขโมยพระคัมภีร์ต้นฉบับงานแปลถูกขโมยไป 116 หน้า โดยคนที่ขโมยไปนั้นคือคนที่ช่วยท่านแปลพระคัมภีร์ไปในตอนแรก ซ้ำยังโดนคนกล่าวหาว่าหลอกลวงและเป็นคนบ้าท่านจึงเริ่มสวดอ้อนวอนอย่างหนักอีกครั้ง พระเจ้าได้ทรงได้ประทานพรด้านการแปลให้โจเซฟ สมิธ และได้จัดพิมพ์ออกมาโดยมีเพื่อนและครอบครัวช่วยเหลือและและพระคัมภีร์ได้ออกสู่สาธารณะชนครั้งแรกในวันที่ 6 มีนาคม คริสตศักราช 1830 และวันที่ 6 เมษาในปีเดียวกันพระคัมภีร์เผยแพร่ออกมาก็มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยโดยศาสดาโจเซฟ สมิธและพักพวกของท่านต้องหลบหนีเพราะมีคนไล่ล่าหมายเอาชีวิตท่านโดยเป็นคำสั่งจากผู้ว่าการรัฐมีซูรี สุดท้ายท่านได้เสียชีวิตพร้อมกับพี่ชายของท่านในคุกที่เมืองคาร์เทจ รัฐอิลลินอยส์ และหลังจากนั้นก็มีคนเผยแพร่พคำสอนต่อๆไป

สุดท้ายแล้ว หลายคนเข้าใจว่าการที่เข้ามาเป็นมิสชันนารีหรือผู้สอนศาสนานั้นคือ ศาสนาจักรจ้างพวกเขาให้เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนา แต่ความจริงแล้วคือ พวกเขาอาสาเข้ามารับใช้เอง โดยใช้ทุนของตัวเอง ผู้ชายจะใช้เวลาอยู่ในมิชชั่นนานกว่าผู้หญิง ในขณะที่ผู้ชายอยุูในมิชชัน 2 ปีแต่ ผู้หญิงจะอยู่ในมิชชัน 1 ปี 6 เดือน เนื่องจากผู้ชายมีอำนาจฐานะปุโรหิตที่ผู้หญิงไม่มีและมีความเข้มแข็งกว่าผู้หญิง จึงทำให้ผู้ชายอยู่ในมิชชั่นนานกว่าเมื่อครบตามเวลาที่กำหนดผู้สอนก็กลับบ้านของพวกเขา

ปัจจุบันอัครสาวกผู้ถูกเลือกจากการสวดอ้อนวอนก็ได้ทำตามคำสอนของโจเซฟ สมิธมาเรื่อยๆ จนคำสอนได้แผ่ก็กระจายไปทั่วโลกและเติบโตจนมาถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

พระคัมภีร์ไข่มุกอันล้ำค่า เรื่องโจเซฟ สมิธ ประวัติ จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่ง
วิสุทธิชนยุคสุดท้าย ซอลท์เลคซิตี้, รัฐยูทาห์, สหรัฐอเมริกา 2010.

พระคัมภีร์ไบเบิ้ล พันธะสัญญาใหม่ แมธทิว7 ; 7-8 จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์, สหรัฐอเมริกา.

หนังสือคำสอนของประธานศาสนาจักร โจแซฟสมิธ จัดพิมพ์โดยศาสนาจักรของพระเยซูคริสแห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้าย ซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์,สหรัฐอเมริกา 2007.

หนังสือรากฐานการฟื้นฟู คู่มือครู จัดพิมพ์โดยศาสนจักรของพระเยซูคริสต์แห่งวิสุทธิชนยุคสุดท้ายซอลท์เลคซิตี้, ยูทาห์, สหรัฐอเมริกา.

จักรรพรรดิคอนตันไทน์ที่1. สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2561, จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/จักรพรรดิคอนสตันไทน์มหาราช

ต้นกำเนิดศาสนาคริสตร์ สืบค้นเมื่อ 29 พฤษภาคม 2561, จาก : https://th.m.wikipedia.org/wiki/พระเยซู

อ่านเพิ่มเติม »

มหาบาป 7 ประการ

โดย รักติศา มูลอ่อน

ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน จะพบว่ามนุษย์แต่ละคนต่างมีความต้องการในทุกสิ่งอย่างไม่มีข้อจำกัดและแต่ละคนมักเก็บซ่อนความต้องการไว้ภายในส่วนลึกของจิตใจ หากสิ่งที่ถูกเก็บซ่อนไว้ถูกใครรับรู้เข้าหรือถูกชักจูงไปในทางที่ผิด ก็จะเป็นการเริ่มต้นของการทำบาป บาปที่ขัดต่อหลักคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า บาปที่มนุษย์ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ บาปที่ทำให้พวกเขาทุกคนตกลงสู่ขุมนรก

ในศาสนาคริสต์ในอดีตกาลนั้น หลักคำสอนของนิกายโรมันคาทอลิค ยังมีกล่าวถึงมหาบาปทั้ง 7 ประการ (The Seven Deadly Sins) ซึ่งในที่นี้หมายถึงบาปที่จะทำให้มนุษย์ทำตามสัญชาตญาณดิบของตนเองและไม่ฟังคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบเบาที่สามารถยกโทษได้ และ แบบรุนแรงที่ไม่สามารถยกโทษได้ ซึ่งปีศาจที่เป็นตัวแทนของแต่ละบาปนั้นได้ปรากฏตัวอยู่ในพระคัมภีร์อยู่หลายต่อหลายครั้ง


ที่มา : http://static1.squarespace.com/

หากแต่ในคัมภีร์ไบเบิลไม่ได้กล่าวเพียงแค่บาปทั้ง 7 ประการเท่านั้น หนังสือสุภาษิต 6:16-19 ยังกล่าวว่า “มีหกสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงเกลียด มีเจ็ดสิ่งซึ่งเป็นที่น่าเกลียดน่าชังสำหรับพระองค์" (กาลาเทีย 5:19-21)  ถึงแม้จะถูกเขียนไว้เช่นนี้แต่คัมภีร์ก็แค่เพียงแบ่งแยกบาปออกอย่างกว้างๆเพียงเท่านั้น ในพระคัมภีร์ยังบอกอีกว่า "ความบาปคือการละเมิดกฎของพระเจ้า" (1 ยอห์น 3:4) ซึ่งการที่บาปทั้ง 7 ประการนี้ได้รู้จักกันอย่างกว้างขวางนั้นเกิดจากการที่นักบวชที่ชื่อจอห์น แคชเชียนแก้ไขรายการพยศชั่ว 8 อย่างของนักบวชที่ชื่ออีวากริอุส ปอนติคุส จนกลายมาเป็น "บาปทั้ง 7 ประการ" ซึ่งเรียงลำดับความร้ายแรงจากน้อยไปมากได้ดังนี้

บาปแห่งราคะ (ภาษาละติน: luxuria ลุกซุเรีย ; ภาษาอังกฤษ: lust) คือ การที่คนเราลุ่มหลงมัวเมาในกามอารมณ์และหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องเพศไม่รู้จักจบสิ้น ในที่นี้จะกล่าวถึงปีศาจตนหนึ่งที่มีชื่อว่า แอสโมดิวส์ 'Asmodeus' ได้หลงรักมนุษย์เพศหญิงและฆ่าชายที่จะแต่งงานกับพวกเธอทุกคน มันจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางและหลอกล่อให้ผู้คนตกลงสู่บ่วงแห่งตัณหา จึงถือได้ว่าเป็นปีศาจที่เป็นตัวแทนของบาปแห่งราคะ สีประจำบาปคือสีน้ำเงิน และหากมีผู้คนที่ทำผิดในบาปข้อนี้จะต้องถูกลงโทษโดยการรมด้วยสารกำมะถันและไฟ และ ตัดอวัยวะเพศทิ้งเสีย

บาปแห่งความตะกละ (ละติน: GULA กูลา; อังกฤษ: gluttony) คือ การกินที่ไม่รู้จักอิ่ม การไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ปรารถนาต่อความหิวกระหายโดยไม่คิดคำนึงถึงสิ่งใด  เบลเซบับ 'Beelzebub' ที่เคยอยู่บนสวรรค์มาก่อนได้ถูกชักชวนโดยซาตาน จึงทำให้โดนขับไล่ออกจากสวรรค์ ด้วยความที่มันถือเป็นตัวแทนแห่งความตายที่นำพาโรคระบาดร้ายแรงไปสู่มนุษย์ ยามที่ถูกเรียกมันมักจะปรากฏตัวในรูปแบบของแมลงวัน จึงได้ชื่อว่าเป็น 'จ้าวแห่งแมลงวัน' สัญลักษณ์ประจำบาปคือ หมู และสีประจำบาปคือ สีส้ม บทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำผิดต่อบาปข้อนี้คือ การที่ถูกกินทั้งเป็นโดยหนู คางคก และงู

บาปแห่งโลภะ (ละติน: AVARITIA อวาริเทีย ; อังกฤษ: greed) คือ ความกระหายในเงินตรา ความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทำทุกอย่างได้เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สมบัติและอำนาจโดยไม่คำนึงถึงหลักศีลธรรม ในที่นี้จะกล่าวถึงปีศาจที่เป็นตัวแทนของบาป แมมมอน 'Mammon' ว่ากันว่ามันจะคอยควบคุมและแทรกแซงจิตใจของผู้คนให้มีความกระหายต่อเงินตรามากขึ้น สัญลักษณ์ของบาปคือ กบ สีประจำบาปคือ สีเหลือง หากทำผิดบาปข้อนี้จะต้องถูกแช่ในน้ำมันเดือด



บาปแห่งความเกียจคร้าน (ละติน: ACEDIA อาซีเดีย ; อังกฤษ: sloth) คือ การที่ไม่สนใจทำสิ่งใด อยู่เฉยๆเพื่อรอให้ผู้อื่นทำให้ตน ไม่เคยมีความคิดที่จะทำงาน ละเลยหน้าที่ของตนเอง เช่นเดียวกับ เบลเฟกอร์ 'Belphegor' ปีศาจผู้ที่ไม่สนใจจะทำอะไร หวังเพียงให้มนุษย์ทำให้ตน มันยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า 'จอมเปิดโปง' ไม่มีความลับใดที่จะสามารถปกปิดมันได้ มันจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ถึงความลับนั้น แพะ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเกียจคร้าน สีประจำบาปคือ สีคราม หากกระทำผิดต่อบาปข้อนี้จะต้องถูกโยนลงไปในบ่องูพิษ

บาปแห่งโทสะ (ละติน: IRA ไอรา ; อังกฤษ: wrath) คือ ความโกรธที่ไม่อาจยับยั้งได้ ราวกับมันได้แผดเผาจิตใจและร่างกายให้เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายต่อผู้อื่น ไร้ซึ่งตรรกะและเหตุผลใดๆทั้งสิ้น ปีศาจแห่งความมืด ซาตาน 'Satan' มันได้หลอกล่อผู้คนให้ทำผิดต่อหลักคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้มนุษย์นั้นไม่อาจขึ้นสรรค์ได้และตกลงสู่ขุมนรก สัญลักษณ์ประจำบาปคือ หมี สีประจำบาปคือ สีแดง หากผู้คนได้ถูกล่อลวงและทำผิดต่อบาปข้อนี้จะต้องถูกฉีกร่างทั้งเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุด

บาปแห่งความริษยา (ละติน: INVIDIA อินวิเดีย ; อังกฤษ: envy) คือ ความปรารถนาในสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ของตน ต้องการให้สิ่งนั้นมาเป็นของตน ไม่ว่าจะต้องทำอย่างไรก็ตาม เห็นได้ว่า ลิเวียธาน 'Leviathan' มันอิจฉามนุษย์ที่มีอิสระในการอาศัยบนพื้นดิน ภูเขา และทะเล ทั้งๆที่มันอาศัยอยู่ได้เพียงใต้ท้องทะเล บ้างก็ว่ามันอิจฉาในอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า จึงทำให้มันกลายเป็นตัวแทนของบาปแห่งความริษยา สัญลักษณ์ประจำบาปคือ สุนัข สีประจำบาปคือ สีเขียว หากทำผิดต่อบาปข้อนี้จะต้องถูกแช่แข็งในน้ำเย็นจัด

บาปแห่งอัตตา (ละติน: SUPERBIA ซูเปอร์เบีย ; อังกฤษ: pride) คือ การหลงใหลในอำนาจและความเย่อหยิ่ง การที่ต้องการให้ตนอยู่สูงกว่าผู้อื่น ไม่อาจยอมรับว่าผู้อื่นดีกว่าตนได้  ด้วยความหยิ่งยโสของ ลูซิเฟอร์ 'Lucifer' ที่คิดว่าตนมีอำนาจและพลังเทียบเท่ากับพระเจ้า จึงสร้างพรรคพวกเพื่อหวังที่จะต่อกรกับพระเจ้า ด้วยความโอหังที่มีจึงทำให้ลูซิฟอร์ถูกขับไล่ออกจากสวรรค์และตกลงสู่ขุมนรก กลายเป็น 'ปีศาจ' ในที่สิ้นสุด สัญลักษณ์ประจำบาปคือ ม้า สิงโต และนกยูง สีประจำบาปคือ สีม่วง บทลงโทษสำหรับผู้ที่โอหังคือ การถูกทรมานบนวงล้อ

หากลองมองย้อนกลับไป จะพบว่าความต้องการของมนุษย์เกิดจากการไม่พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่และรับไม่ได้กับสิ่งที่ตนเป็น เกิดการเปรียบตนกับผู้อื่นอยู่เสมอมา ไม่อาจยอมรับในโชคชะตาของตนเองและไม่คิดจะเปลี่ยนโชคชะตาของตนเอง จึงก่อให้เกิดความมืดขึ้นมาภายในจิตใจส่วนลึก ความปรารถนาได้ครอบงำจิตใต้สำนึกที่มี สิ่งเดียวที่จะสามารถช่วยดึงพวกเขาที่กำลังจะตกลงสู่บาปได้นั้น คือการทำตามหลักคำสอนของพระผู้เป็นเจ้าและหมั่นทำความดีอยู่เสมอ


อ้างอิง

บาป 7 ประการ. สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wik

มหาบาปทั้งเจ็ด. สืบค้นเมื่อ 19/09/2016. ที่มา : "http://my.dek-d.com/3140031/writer/view.php?id=431246"/writer/view.php?id

เปิดตำนาน 7 จอมปีศาจแห่งนรก. สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559, จาก: http://conquering.exteen.com/20081127/entry-8

บาป 7 ประการ มีจริงไหม?. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559, จาก: https://www.jw.org/

ความบาปที่ร้ายแรงเจ็ดประการมีอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม 2559, จาก:  https://www.gotquestions.org/Thai/Thai-seven-sins.html


อ่านเพิ่มเติม »

ซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St.Pauls)

โดย  นนทวิทย์ ม่วงน้อย

โบสถ์มาแตเดอีหรือโบสถ์เซนต์ปอลเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1602 เสร็จในปี ค.ศ.1637 ที่เมืองมาเก๊า โดยพระนิกายเยซูอิตชาวอิตาเลียน ซึ่งโบสถ์เซนต์ปอลเป็นโบสถ์คาทอลิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียในขณะนั้น ตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัยเซนต์ปอล ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งแรกของชาวตะวันตกในพื้นที่ของชาวตะวันออกใช้ในการเผยแพร่ศาสนาและเรียนภาษาและตั้งใจสร้างให้เป็นอะโครโปลิสแห่งมาเก๊า

อ่านเพิ่มเติม »

คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant)

โดย วราภร นาใจคง

นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant) มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและการใช้ชีวิตของคริสตชนจากพระศาสนจักรคาทอลิค

อ่านเพิ่มเติม »

มหาสงครามศาสนา ครูเสด (The Crusades)

โดย ศาศวรรษ พิมพิไสย

ในสมัยกลางนั้นได้เกิดสงครามศาสนาขึ้นคือ สงครามครูเสดเป็นสงครามระหว่างศาสนาคริสต์และอิสลามเพื่อแย่งชิงกรุงเยรูซาเล็มซึ่งเชื่อกันว่าเป็นดินแดนศักสิทธิ์โดยในสงครามนี้ทำให้เกิดวีรบุรุษขึ้นหลายคนและทำให้เกิดการค้าขายและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมขึ้น

อ่านเพิ่มเติม »

ยุคมืด (Dark Age)

โดย นราธร เชาวนะกิจ

อารยธรรมโลก อาจแบ่งออกได้เป็นสี่ยุคใหญ่ๆด้วยกันคือ ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคใหม่ และร่วมสมัย แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอารยธรรมโลกในยุคกลางในช่วงหนึ่ง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า “ยุคมืด”

อ่านเพิ่มเติม »