แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มรดกโลก แสดงบทความทั้งหมด

เกาะฮาชิมะ: แหล่งมรดกโลกกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมญี่ปุ่น

โดย คติพจน์ นนทบุตร

ประเทศญี่ปุ่นมีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่แยกตัวออกมาจากแผ่นดินใหญ่  วางตัวตั้งแต่เหนือจรดใต้ด้วยความยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร  ประกอบไปด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยกว่า 6,800 เกาะ  ซึ่งถ้าสังเกตให้ดีก็จะมีรูปร่างหน้าตาคล้าย “ม้าน้ำ”  ซึ่งมีส่วนหัวของม้าน้ำเป็นเกาะฮอกไกโด และส่วนลำตัวยาว ๆ เป็นเกาะฮอนชู   มีส่วนหางและครีบเป็นเกาะชิโกกุและเกาะคิวชู และหนึ่งในนั้นก็มีเรื่องเล่าถึงความลี้ลับความน่ากลัวเกี่ยวกับอาถรรพ์  เหมือนต้องคำสาปแห่งท้องทะเล ให้เป็นเกาะร้างมาจนถึงปัจจุบันและกระทั่งเกาะนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่  เกาะแห่งนั้นมีชื่อว่า “เกาะฮาชิมะ はしま”


เกาะฮาชิมะ

เกาะฮาชิมะเป็นเกาะที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งห่างจากเมืองนางาซากิ ประมาณ 15 กิโลเมตร มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นเกาะที่แยกตัวออกมาจากแผ่นดินใหญ่  สมัยที่เกาะฮาชิมะรุ่งเรือง ถูกตั้งชื่อว่า เกาะเรือรบ เกาะแห่งนี้เป็นเกาะที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถูกมนุษย์สร้างขึ้นใน ค.ศ.1887 และเสร็จใน ค.ศ.1890 ใช้ระยะเวลาในการสร้างในระยะเวลา 3 ปี โดยบริษัทมิตซูบิชิ เกาะนี้มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านอุตสาหกรรมถ่านหิน และจุดประสงค์ของการสร้างเกาะ ก็เพราะต้องการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติมาใช้ประโยชน์นั่นก็คือ “แร่ถ่านหินธรรมชาติ” เพื่อนำมาใช้งานและส่งออก ดังนั้นการทำแร่ถ่านหินจึงเกิดขึ้น แน่นอนว่าสิ่งสำคัญในการทำงานก็ต้องมีแรงงาน ผู้คนเริ่มเข้ามาอยู่ ตั้งถิ่นฐานอาศัยทำมาหากินเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งครอบครัวของคนงานจนเริ่มหนาแน่น ต่อมาในปี 1890 บริษัท Mitsubishi เห็นว่าเกาะนี้ น่าจะสร้างรายได้มหาศาล จึงตัดสินใจซื้อเกาะแห่งนี้ โดยมีโครงการว่าจะขุดถ่านหินจากทะเลขึ้นมา


ทางขวาของภาพ คือซากสะพานทางเชื่อมสู่ปากทางเข้าอุโมงค์ที่ 2 ของเหมือง 

ในช่วงปลายของสมัยเอโดะ มีการค้นพบถ่านหินคุณภาพดี หลังจากนั้นตั้งแต่ ค.ศ. 1890 เป็นต้นมา ทั่วพื้นที่ของเกาะแห่งนี้ก็กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมเหล็ก ในช่วงยุคทองของอุตสาหกรรมถ่านหินนั้นเป็นที่ภาคภูมิใจกันว่าเกาะแห่งนี้มีผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่น เพราะว่าพื้นที่ครึ่งหนึ่งของเกาะเป็นเหมือง จึงมีการใช้ประโยชน์จากที่ว่างอันน้อยนิด สำหรับเป็นที่อยู่อาศัย และถือเป็นเกาะที่มีการก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว พร้อมกับที่เทคโนโลยีการขุดเจาะพัฒนาขึ้นพื้นที่โดยรอบเกาะก็ขยายขึ้นเช่นกัน

เกาะฮาชิมะ มีวัสดุที่ใช้สร้างที่อยู่อาศัย แบบคอนกรีตเสริมเหล็ก และยังเป็นที่แรกในประเทศญี่ปุ่น โดยโครงสร้าง การก่อสร้างในระยะแรกเป็นการสร้างอาคารเพียง 4 ชั้น แต่ต่อมาก็ต่อเติมจนเป็นอาคาร 7 ชั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่มาก ๆ เมื่อเทียบกับตึกในสมัยนั้น และด้วยตัวอาคารที่ยังหลงเหลือซากมาให้พบเห็นจนตอนนี้นี่เองที่เป็นเหมือนตัวจุดประกายให้เห็นถึงภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเกาะเมื่อวันวานสำหรับผู้คนที่มองเข้ามา ซึ่งถ้ามองออกมาจากข้างนอกเกาะ จะพบว่า ลักษณะเด่นของเกาะ ฮาชิมะ เป็นเกาะกลางทะเลที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นภาพเกาะ ที่มีการตกแต่ง คล้ายกับเรือรบลำใหญ่ลอยลำอยู่กลางทะเล เล่ากันว่า ในสมัยสงครามโลก ทางสหรัฐฯ ได้ส่งเรือดำนำมาเพื่อจะเข้าโจมตีญี่ปุ่น แต่ทางทหารอเมริกาได้เห็นเกาะฮาชิมะเป็นเรือรบขนาดใหญ่เลยไม่กล้าเข้าโจมตี และล่าถอยกลับไป ปัจจุบัน เกาะฮาชิมะ ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของญี่ปุ่นและเป็นสิ่งก่อสร้าง ที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

เกาะฮาชิมะนี้เป็นเกาะที่มีทั้งเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดของญี่ปุ่นในยุคนั้นและมีลักษณะเหมือนเมืองหลวง แต่เพราะการสั่งปิดเหมืองใน ค.ศ. 1974 ตามนโยบายจัดระบบเรื่องพลังงานของรัฐบาลทำให้เกาะนี้กลายเป็นเกาะร้าง อาคารบ้านเรือนก็เก่าทรุดโทรมลงและถูกสั่งห้ามเข้าใช้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันส่วนหนึ่งของเกาะกำลังได้รับการฟื้นฟูและมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้เข้าไปอีกครั้ง จากความสำเร็จในการรณรงค์ให้อนุรักษ์กุนคังจิมะที่ถูกผลักดันมาตลอดจากกลุ่มชาวเกาะที่เคยอาศัยอยู่ในอดีตทำให้ในปี 2015 เกาะร้างแห่งนี้ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก


มรดกโลกแห่งใหม่ของญี่ปุ่น เกาะเรือรบฮาชิมะ
ที่มา: https://www.marumura.com/

โรงงานและเหมืองต่างๆ ที่ถูกปล่อยร้างมาช้านานในญี่ปุ่น รวมถึงเกาะร้างที่เสมือนป้อมปราการใกล้เมืองนางาซากิ ได้กลายเป็นความภาคภูมิใจของประชาชนทั้งประเทศ เพราะเขตอุตสาหกรรมนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งเกาะฮาชิมะหรือเกาะเรือรบ เป็น 1 ใน 23 เขตอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่ทาง องค์การยูเนสโกยอมรับและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งมรดกโลกแห่งใหม่นี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า มรดกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุคเมจิ

เกาะฮาชิมะ จึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในญี่ปุ่นจากสังคมศักดินาเป็นสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่  และเคยเป็นสถานที่ที่ชาวเกาหลีกับชาวจีนหลายหมื่นคน ถูกบังคับใช้แรงงานอย่างหนัก เพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2  อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการมรดกโลกได้รับรองสถานะของเกาะฮาชิมะเป็นมรดกโลก ด้วยเงื่อนไขที่ว่า ญี่ปุ่นยอมรับในการ กระทำอันโหดร้ายที่เคยก่อไว้กับแรงงานต่างชาตินับหมื่นคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

สำหรับเกณฑ์การจดทะเบียนสิ่งก่อสร้างเพื่อเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมนั้น การที่สิ่งก่อสร้างสักอย่าง จะได้รับการจดทะเบียนนั้น มีหลากหลายเหตุผล มีสิ่งก่อสร้างต่างๆ มากมาย ที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นด้านจิตใจ ด้านสังคมต่อผู้คนในประเทศญี่ปุ่น เป็นสิ่งก่อสร้างมรดกโลกทางวัฒนธรรม อย่างเช่น สะพานทางเชื่อมสู่ปากทางเข้าอุโมงค์ที่ 2 ของเหมือง ตอม่อของสายพานขนส่งถ่านหินที่ได้จากการขุดเจาะ โรงเรียน และโรงพยาบาล หรือแม้กระทั่งร้านค้าขายของ ที่สะท้อนถึงบริบทสังคมในยุคนั้น เกาะฮาชิมะได้รับการจดทะเบียนครั้งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเป็นหลักฐานอย่างดีที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามและความสำเร็จของการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมในสมัยเมจิของญี่ปุ่น และสามารถต่อยอดไปถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของญี่ปุ่นกับชาติตะวันตก ที่นำเทคโนโลยีเข้ามาญี่ปุ่นในยุคนั้นได้นั่นเอง

ถึงแม้ว่าเกาะฮาชิมะ จะเป็นเกาะร้าง และถูกทิ้งร้างไว้ จนเกิดความรู้สึกถึงความเฮี้ยน รวมทั้งมีเรื่องเล่าลือถึงอาถรรพ์ต่างๆ มากมาย อย่างไรก็ตามผู้คนหรือนักท่องเที่ยว ก็ยังอยากเข้ามาสัมผัสและเก็บภาพกับสถานที่สุดเฮี้ยนแห่งนี้ ทำให้เกาะฮาชิมะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ที่ต้องมาเยี่ยมชม ด้วยความที่โครงสร้างของเกาะ ถ้ามองจากด้านบนจะเห็นภาพเกาะ ที่มีการตกแต่ง คล้ายกับเรือรบลำใหญ่ลอยลำอยู่กลางทะเล ซึ่งลักษณะเด่นที่สำคัญ ด้วยความที่โครงสร้าง และวัสดุที่ใช้สร้างเป็นคอนกรีต บวกกับการตกแต่ง ที่มีความอลังการ มหึมา โดดเด่นออกมามากกว่า เกาะอื่นๆ ที่อยู่ใจกลางทะเล ทำให้ เกาะฮาชิมะ เป็นสถานที่สำคัญที่น่ามาเยือนอีกแห่งหนึ่งของโลก


อ้างอิง  

รัชวุฒิ www.marumura.com./(2015).มรดกโลกแห่งใหม่ของญี่ปุ่น เกาะเรือรบฮาชิมะ (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://www.marumura.com/

Anngle.(2020). “กุนคังจิมะ” เกาะแห่งซากปรักหักพัง มรดกโลกของนางาซากิ (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://anngle.org/th/j-culture/gunkanjimasekaiisan.html

Dailynews.(2558).เกาะฮาชิมะมรดกโลก (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://www.dailynews.co.th/article/335746

Hashimaisland.เกาะผีสิง เมืองร้างสุดหลอน ฮะชิมะ หรือ กุงกันจิมะ (Ghost Island หรือ Battleship Island) (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://hashimaisland.blogspot.com/2013/08/blog-post.html?m=1

The 29th Ronin www.marumura.com./(2012).เกาะฮาชิมะ..เกาะเรือรบ อาถรรพ์เมืองบนเกาะร้าง (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://www.marumura.com/hashima-island

Travel.trueid.net.(2561).เกาะฮาชิมะ ตำนานเกาะร้าง อาถรรพ์ สุดเฮี้ยน ในญี่ปุ่น(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563 , จาก : https://travel.trueid.net/detail/34a75nrEBQ6

อ่านเพิ่มเติม »

เมืองพัลไมรา (Palmyra) มรดกประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายจากสงคราม

โดย ศศิธร แก่นคำ

คำว่า “สงคราม” มีได้หลากหลายรูปแบบทั้งสงครามทางการเมือง สงครามทางศาสนา สงครามทางเศรษฐกิจและสงครามทางการเงิน เป็นต้น หากย้อนหลังกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เรามักจะพบว่าหากต้องการที่จะยุติสงครามหรือต้องการให้ฝ่ายของตนเป็นผู้ชนะ มักจะใช้ความรุนแรง ใช้อาวุธสงครามหรือกลวิธีต่างๆ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสูญเสียไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับบุคคล สถานที่หรือทรัพยากรในพื้นที่นั้นๆ เลย “เมืองพัลไมรา (Palmyra)” พื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสงครามที่มนุษย์สร้างขึ้น

“เมืองพัลไมรา (Palmyra)” นับว่าเป็นอีกเมืองหนึ่งที่สำคัญและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานแห่งหนึ่งของประเทศซีเรีย มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น เป็นนครเซมิติกโบราณที่อยู่ในเขตเมืองฮอมส์ (Homs) ตัวเมืองตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในทะเลทราย มีเมืองดามัสกัส (Damascus) อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ประมาณ 235 กิโลเมตรและมีเมืองอเล็ปโป (Aleppo) อยู่ทางทิศเหนือ ซึ่งในอดีตบริเวณนี้มีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถสร้างแนวท่อส่งน้ำและสถานที่อาบน้ำสาธารณะได้เป็นจำนวนมาก แต่แหล่งน้ำเหล่านี้กลับแห้งหายไปไม่ปรากฏให้เห็นแม้แต่แห่งเดียว หลังจากการล่มสลายของเมือง


ภาพ : ที่ตั้งของเมืองพัลไมรา (Palmyra)

“เมืองพัลไมรา (Palmyra)” ซึ่งหมายถึง เมืองแห่งต้นปาล์ม (Palm) ถูกขึ้นทะเบียนไว้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ในปี ค.ศ.1980 เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองหน้าด่านระหว่างโรมันและเปอร์เซีย รวมทั้งเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าและกองคาราวานของเส้นทางสายไหม เมืองนี้ถูกค้นพบ ในปี ค.ศ.1924 หลังถูกทำลายเพราะแผ่นดินไหว ในปี ค.ศ.1089 แต่ร่องรอยที่ยังหลงเหลืออยู่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าในอดีตบริเวณนี้ คือจุดศูนย์กลางและเป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม เพราะจากการเข้ามาพำนักของคนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ทำให้เกิดการผสมผสานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะในช่วงศตวรรษที่ 1 และ 2 ซึ่งเห็นได้จากความโดดเด่นของสิ่งปลูกสร้างที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบโรมันและเปอร์เซียได้อย่างลงตัว

โดยเฉพาะที่ วิหารแห่งเทพเบลล์ (Temple of Bel) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ยังคงเหลืออยู่ในเมืองพัลไมรา ตัววิหารตั้งอยู่ทิศตะวันออกสุดของ Monumental Arch วิหารแห่งนี้คาดว่ามีการสร้างขึ้นในราว ค.ศ.100 การก่อสร้างวิหารได้รับอิทธิพลจากศิลปแบบกรีกโบราณ เนื่องจากเมืองพัลไมราได้อยู่ภายใต้อิทธิพลกรีกก่อนที่โรมันจะเข้ามาครอบครอง วิหารแห่งเทพเบลล์มีขนาดความกว้าง 205 เมตร ยาว 210 เมตร กำแพงปิดรอบทั้งสี่ด้านสูง 10 เมตร มีขอบเขตสองชั้น แต่ละชั้นมีทางเดินขึ้นเป็นลานกว้างหลายขั้น อีกทั้งเป็นวิหารสำหรับการบูชาเทพเบลล์ตามความเชื่อของกลุ่มชนในดินแดนเมโสโปเตเมียและชาวเมืองพัลไมราว่าเป็นเทพที่มีพลังสูงสุดเหนือเทพทั้งปวง นอกจากนี้ในวิหารแห่งเทพเบลล์ยังมีแท่นบูชาเทพระดับชุมชน คือ พระอาทิตย์ (Yarhibol) และพระจันทร์ (Aglibo) อยู่ด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อวิหารแห่งนี้ได้ถูกทำลายลงเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2015 โดยกลุ่มไอเอส เหลือไว้แต่เพียงประตูใหญ่ของวิหารที่ยังคงเหลืออยู่เท่านั้น


ภาพ : แหล่งโบราณคดีในเมืองพัลไมรา (Palmyra)
ที่มา : https://www.bostonglobe.com/

แม้ว่าเมืองพัลไมราจะงดงามและมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานเพียงใด แต่เมื่อมนุษย์ได้นำสงครามเข้ามาสู่พื้นที่แห่งนี้ ทำลายสิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์หรือนำไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด ความงามที่มีอยู่ย่อมสูญหายไป ดังเช่นที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย ISIS หรือ กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย (Islamic State of Iraq and Syria) ซึ่งเป็นที่รู้จักว่าเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุ่นแรงที่โหดเหี้ยมมากที่สุดในปัจจุบัน ได้กระทำในสิ่งที่น่าสะเทือนใจ คือการจุดระเบิดทำลายสิ่งก่อสร้างหลายแห่งในเมืองพัลไมราจนย่อยยับและยังมีการจัดระเบียบเพื่อควบคุมการปล้นโบราณวัตถุ แล้วนำรายได้จากการปล้นมาสนับสนุนปฏิบัติการต่างๆ ของกลุ่มตนเอง พร้อมทั้งมีการออกใบอนุญาตขุดค้นโบราณวัตถุส่วนบุคคลเพื่อให้นักล่าสมบัติสามารถขุดค้นโบราณวัตถุในพื้นที่ที่ตนยึดครองได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีจากสิ่งที่ขุดค้นพบ จึงเป็นสาเหตุให้แหล่งโบราณคดีทางประวัติศาสตร์ทั้งหลาย เสียหาย ยับเยิน ปรุพรุนไปด้วยหลุมขุด และศิลปะวัตถุทรงคุณค่าประเมินราคาไม่ได้ก็ถูกกวาดไปจนเกลี้ยง จากการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม ISIS นำไปสู่ปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่คืน ของกองทัพรัฐบาลซีเรียที่ได้รับการสนับสนุนการโจมตีทางอากาศจากรัสเซียในที่สุด แต่สิ่งที่เมืองแห่งนี้ได้รับนั้นมันไม่ใช่อิสรภาพตามที่มนุษย์ต้องการ แต่กลับเป็นเศษซากของประวัติศาสตร์ที่ถูกทำลายลงอย่างไม่สามารถเรียกกลับคืนมาใหม่เหมือนเดิมได้


ภาพ : วิหารเบล (Temple of Bel) หลังถูกระเบิดทำลาย 

“ประวัติศาสตร์” มนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาและมนุษย์ยุคหลังๆ ก็นำประวัติศาสตร์มาศึกษาเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาไปในด้านต่างๆ ทั้งศาสนา การศึกษาและสิ่งก่อสร้าง เป็นต้น แต่มนุษย์กลับใช้มรดกทางประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือในการก่อสงคราม สร้างความขัดแย้ง และต่อรองทางการเมือง นำไปสู่การทำลายในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ได้คำนึงว่ามรดกเหล่านี้ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับมาเป็นเช่นเดิมได้อีก หากมนุษย์ยังคงใช้สงครามเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ไม่ว่าที่แห่งใดก็คงไม่มีประวัติศาสตร์ให้จดจำ คงเหลือเพียงแค่คำว่า “สงคราม” และ “ความสูญเสีย” ให้กับชนรุ่นหลังได้รับรู้และศึกษาเท่านั้น


อ้างอิง

พูนทรัพย์. Palmyra [ออนไลน์] 5 กุมภาพันธ์ 2553, จาก http://www.oknation.net/blog/gowithauntie/2010/02/05/entry-1

พูนทรัพย์. Palmyra(2) [ออนไลน์] 8 กุมภาพันธ์ 2553, จาก http://www.oknation.net/blog/gowithauntie/2010/02/08/entry-1

น่าสลดใจ!! “ประวัติศาสตร์” ไม่พ้นต้องตกเป็นเหยื่อของสงคราม [ออนไลน์] 12 มิถุนายน 2559,
จาก http://www.snake-news.com/warandhistory

หวั่นปิดตำนานกว่า 2,000ปี !! “พัลไมรา” เมืองมรดกโลก “ตกอยู่ในอันตราย” ใต้อุ้งมือไอซิส. [ออนไลน์] 22 พฤษภาคม 2558, จาก http://www.thairath.co.th/content/500315

ไอเอสเสียจุดยุทธศาสตร์ ทัพซีเรียยึดคืนพัลไมรา. [ออนไลน์] 28 มีนาคม 2559, จาก http://www.posttoday.com/world/news/423806

ISIS คือใคร เจาะลึกจุดกำเนิดกลุ่มก่อการร้ายผู้เหี้ยมโหด [ออนไลน์] 5 กุมภาพันธ์ 2558, จาก http://hilight.kapook.com/view/115379

อ่านเพิ่มเติม »

กำแพงเมืองจีน (The Great Wall of China)

โดย นุชิต  ทับทอง

เชื่อว่าคนเกือบทั่วทั้งโลกเมื่อพูดถึงสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศจีน ทุกๆคนต่างต้องนึกถึงกำแพงเมืองจีนเป็นอันดับแรก เพราะกำแพงเมืองจีนเป็นถึง 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกและยังได้ถูกคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย
 
กำแพงเมืองจีนหรือกำแพงหมื่นลี้ซึ่งแต่ก่อนนั้นจะมีชื่อเรียกธรรมดาอย่าง “Barrier” หรือ“Rampant” และ “Earth Dragon” จนกระทั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ได้มีการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “The Great Wall of China”


แผนผังตำแหน่งสำคัญที่พาดผ่านของกำแพงเมืองจีน

กำแพงเมืองจีนได้สร้างมากว่า 2500 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ก่อนสมัยของจิ๋นซีฮ่องเต้ จักรพรรดิองค์แรกในประวัติศาสตร์ของจีน  แต่กำแพงเมืองจีนนั้นไม่ได้สร้างเสร็จในคราวเดียวแต่ยังคงมีการสร้างต่อมาเรื่อยๆจากจักรพรรดิพระองค์หนึ่งสู่อีกพระองค์หนึ่งจนสำเร็จในที่สุด และมีความยาวถึง 21,196.18 กิโลเมตร ซึ่งนี่เป็นความยาวที่แท้จริงเมื่อนับรวมกับส่วนที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นทางธรรมชาติระหว่างกำแพงและเป็นความยาวที่วัดได้ล่าสุดในปี ค.ศ.2012
 
ก่อนที่จะมีการใช้อิฐในการก่อสร้างนั้น กำแพงเมืองจีนถูกสร้างขึ้นโดยใช้หิน ดิน และไม้ บริเวณใกล้กรุงปักกิ่งถูกสร้างโดยใช้หินอ่อน บางสถานที่กำแพงก็ถูกสร้างโดยใช้หินแกรนิต บางแห่งก็ใช้ดินเผา ทางตะวันตกของจีนกำแพงถูกสร้างโดยใช้โคลนทำให้ชำรุดได้ง่าย ซึ่งกำแพงเมืองจีนที่เราเห็นกันทุกวันนี้ส่วนใหญ่ถูกสร้างในราชวงศ์หมิง และกำแพงเมืองจีนก่อสร้างสิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1644 ในจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์หมิง หลังจากนั้นก็ไม่มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกเลย มีแต่การทำนุบำรุงเพียงเท่านั้น


ที่มา : http://teawsanook.com/

จุดประสงค์ในการสร้างกำแพงก็คือเพื่อป้องกันการรุกรานจากชาวฮันท์หรือชนเผ่าซยงหนูและพวกเติร์กจากทางเหนือ กำแพงเมืองจีนนั้นไม่ได้เป็นแค่กำแพง แต่ทุกๆ 300 ถึง 500 หลา จะมีฐานบัญชาการเพื่อใช้สับเปลี่ยนเวรยามและใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ หอสังเกตการณ์นั้นมีมากกว่า 1 หมื่นแห่ง ในระยะแรกยังใช้เป็นเส้นทางในการในการเดินทางและขนส่งในเส้นทางทุรกันดาร เช่น ตามเทือกเขา ให้เป็นไปอย่างสะดวก
 
ได้มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนที่ถูกใช้เป็นแรงงานเพื่อก่อสร้างกำแพง มีคนจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อยและความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเองนานนับศตวรรษแล้ว กำแพงเมืองจีนนั้นจึงได้ชื่อว่าเป็น สุสานที่มีความยาวที่สุดในโลก
 

ที่มา : http://www.sesuntour.com/

จากรายงานผลการสำรวจของนักอนุรักษ์เมื่อปี 2004 กล่าวว่า ขณะนี้กำแพงเมืองจีนนั้นเหลือให้เห็นเพียง 1/3 จากทั้งหมดเท่านั้น และกำลังสั้นลงเรื่อยๆ ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากการขาดการดูแลและอนุรักษ์
 
ในปัจจุบันกำแพงเมืองจีน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก ต่อปีมีคนมาที่นี่หลายสิบล้านคน กระทั่งตัวผมเองก็อยากที่จะเดินบนสะพานที่ยิ่งใหญ่นี้สักครั้งถ้ามีโอกาส สถานที่สำคัญเช่นนี้เราทุกๆคนควรที่จะอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่เพื่อที่คนรุ่นใหม่จะได้ศึกษาเรียนรู้ต่อไป และคงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าซึ่งถ้าสุดท้ายแล้วจะเหลือเพียงคำบอกเล่าและภาพถ่ายของสิ่งมหัศจรรย์ชิ้นนี้


อ้างอิง

กำแพงเมืองจีน. (ม.ป.ป.). Wikipedia. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเมืองจีน

Yuwadee. (2558). 25 เรื่องน่ารู้ประวัติศาสตร์กำแพงเมืองจีน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558,  จาก http://teen.mthai.com/variety/87003.html

กำแพงเมืองจีน-Great wall. (ม.ป.ป.). สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2558, จาก http://ruuchina.blogspot.com/2012/02/great-wall.html





อ่านเพิ่มเติม »

มาชูปิกชู (Machu Picchu) ดินแดนที่หายไปของชาวอินคา

โดย กชมน ศรีนรคุตร

หากจะพูดถึงทวีปอเมริกาใต้ ก็คงจะเป็น 1 ในดินแดนที่ไกลตัวคนไทยเป็นอย่างมาก เพราะนอกเหนือจากระยะทางที่ห่างไกลกันสุดขอบโลกแล้ว ก็ยังเป็นดินแดนที่ค่อนข้างลึกลับ เฉกเช่นเดียวกับ มาชูปิกชู เมืองโบราณ ณ ประเทศเปรู 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดย UNESCO เมื่อปี พ.ศ. 2526 เมืองลี้ลับแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดยังคงสภาพไว้ได้อย่างสวยงาม เราจะมาหาคำตอบกัน

อ่านเพิ่มเติม »