แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาหลีใต้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกาหลีใต้ แสดงบทความทั้งหมด

พระเจ้าเซจงมหาราช (Sejong the Great)

โดย สุประวีณ์ ขวาธิจักร

หากจะกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของประชาชนเกาหลี หนึ่งในนั้น คือ พระเจ้าเซจงมหาราช พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์เกาหลีองค์ที่สี่แห่งราชวงศ์โชซ็อน ทรงเป็นที่รู้จักในนามผู้ประดิษฐ์อักษรเกาหลีฮันกึล อีกทั้งยังทรงเป็นหนึ่งในสองกษัตริย์แห่งเกาหลีที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นมหาราช (อีกพระองค์ คือพระเจ้ากวางแกโตมหาราชแห่งราชวงศ์โกคูรยอ)


ที่มา: https://writer.dek-d.com/

พระราชประวัติ

พระเจ้าเซจง (Sejong) เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1397 เป็นพระราชโอรสองค์ที่สามของพระเจ้าแทจงกับพระนางว็อนกย็อง เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้รับสถาปนาให้เป็นเจ้าชายชุงนยอง และทรงอภิเษกกับพระชายาชิม ซึ่งภายหลังได้รับสถาปนาเป็นพระนางโชฮ็อน พระเชษฐาทั้งสองเห็นว่าเจ้าชายชุงนยองมีความรู้ความสามารถ จึงคิดจะยกบัลลังก์ให้โดยการประพฤติตนเหลวแหลกในราชสำนัก ทำให้เจ้าชายทั้งสองถูกไล่ออกจากวัง หลังจากนั้นพระเจ้าแทจงก็สละราชบัลลังก์ให้แก่เจ้าชายชุงนยองได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าเซจง

พระราชกรณียกิจ

พระเจ้าเซจง ได้รับการขนานนามว่าเป็น “มหาราช”  เนื่องจากความสำเร็จในการสร้างความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้กับราชอาณาจักรเกาหลี โดยในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการส่งเสริมลัทธิขงจื๊อและวัฒนธรรมจีนให้แพร่หลาย ทรงก่อตั้งชิบฮย็อนจอนเป็นสำนักปราชญ์ขงจื๊อ พระองค์มีพระราชโองการให้ปรับเปลี่ยนขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของเกาหลีให้สอดคล้องกับลัทธิขงจื๊อ เช่น ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีการไว้ทุกข์ ส่งผลให้ลัทธิขงจื๊อกลายเป็นบรรทัดฐานทางสังคมเกาหลีในสมัยนั้น นอกจากนี้พระองค์ยังใช้อำนาจลดบทบาทของสำนักสงฆ์ในศาสนาพุทธอย่างหนัก ลดจำนวนนิกายศาสนาพุทธจากเจ็ดสำนักเหลือแค่สองสำนัก และยังมีคำสั่งให้จำกัดจำนวนวัดและจำนวนพระสงฆ์อีกด้วย

พระเจ้าเซจงทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่มีความห่วงใยราษฎรเป็นอย่างมาก ทรงเล็งเห็นปัญหาของราษฎรทั่วไปที่อ่านหนังสือไม่ออกและเขียนไม่ได้ เนื่องจากประวัติศาสตร์เกาหลีอันยาวนานนั้น ชาวเกาหลีไม่มีอักษรเป็นของตนเอง ส่วนใหญ่ใช้อักษรของจีนที่เรียกว่า ฮันจา แต่ตัวอักษรจีนนั้นมีจำนวนมากและยากลำบากในการเรียนรู้ มีเพียงชนชั้นขุนนางชาย (ยังบัน) เท่านั้นที่มีสิทธิเรียนและเขียนอักษรฮันจาได้ พระเจ้าเซจงจึงทรงประกาศใช้อักษรฮันกึลขึ้นใน ค.ศ. 1446 ซึ่งเป็นอักษรที่ง่ายต่อการเรียนรู้ ผ่านทางวรรณกรรมเรื่องฮุนมินจ็องอึม เพื่อให้ราษฎรทุกชนชั้นสามารถอ่านออกเขียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อักษรจีน ในรัชสมัยของพระเจ้าเซจงขุนนางชื่อว่าชังย็องชิล ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ประดิษฐ์มาตรวัดน้ำฝนอันแรกของโลก

นอกจากนี้พระเจ้าเซจงยังทรงเห็นถึงปัญหาของชาวนาที่ทำเกษตรกรรมแล้วไม่เกิดผลิตผล เนื่องจากความแห้งแล้งและน้ำท่วม จึงทรงให้มีการแต่งหนังสือนงซาจิกซอล ซึ่งหนังสือนี้เกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์ในการทำเกษตรกรรมจากเกษตรกรอาวุโสทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งยังทรงลดภาษีเพื่อให้เกษตรกรต้องลำบากและมีกินมีใช้ มีทรัพย์ในการทำเกษตรกรรมมากขึ้น

พระเจ้าเซจงเสด็จสวรรคตในปี 1450 เนื่องจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานและเศร้าโศกเสียพระทัยจากการสิ้นพระชนม์ของพระมเหสีโชฮ็อน พระบรมศพของทั้งคู่ถูกฝังไว้ที่พระราชสุสานยองนึง หลังจากนั้นพระเจ้ามุนจง ซึ่งเป็นพระราชโอรสพระองค์แรกของพระเจ้าเซจงมหาราช ทรงขึ้นครองราชย์ในเวลาต่อมา แต่ทรงครองราชย์ได้เพียง 2 ปีก็สวรรคต


ที่มา : http://popp1412.blogspot.com/2

จากที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเซจงมหาราชทำคุณความดีต่อาณาจักโชซ็อนเป็นอย่างมาก รวมไปถึงประเทศเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ในปัจจุบันด้วย ทั้งในด้านปกครองและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้งสำนักปราชญ์ขงจื๊อ การประดิษฐ์อักษรฮันกึล การแต่งหนังสือเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม นอกจากนี้รูปของพระองค์ยังคงปรากฏอยู่ในธนบัตร 10,000 วอนของเกาหลีใต้มาจนถึงปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้ชาวเกาหลีภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตนเองมาจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จินตนา. (2556). พระเจ้าเซจงมหาราช (세종대왕,世宗大王). ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.modernpublishing.co.th

วิกิพีเดีย. (2562). พระเจ้าเซจงมหาราช. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก  https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). ราชวงศ์โชซ็อน. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/

วิกิพีเดีย. (2562). Sejong The Great. ค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2563, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Sejong_the_Great

ศิลปวัฒนธรรม. (2562). สรงน้ำ พระเจ้าเซจง. ค้นเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.silpa-mag.com/


อ่านเพิ่มเติม »

ชองกเยชอน (Cheonggyecheon) คลองแห่งประวัติศาสตร์เกาหลี

โดย อารยา วานิชกร

เชื่อว่าผู้ที่ชื่นชอบการดูหนังและซีรีส์เกาหลี หลายๆ คน ณ ที่นี้ คงจะเคยพบเห็นผ่านตามากันบ้างแล้วแน่ๆ หรือบางคนที่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวประเทศเกาหลีก็คงจะรู้จักกับสถานที่แห่งประวัติศาสตร์เกาหลีแห่งนี้เป็นอย่างดี สถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า คลองชองกเยชอน เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตของชาวเกาหลี นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมามักจะแวะถ่ายรูปเพื่อบันทึกเรื่องราวภาพความทรงจำกับคลองที่มีทัศนียภาพแสนสวยงามแห่งนี้

คลองชองกเยชอน (청 계 천) เป็นพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกหนึ่งแห่งของประเทศเกาหลี ปรากฏในภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิควิดีโอต่างๆ มากมาย และคลองชองกเยชอนแห่งนี้ก็ได้เคยปรากฏในฉากหนึ่งทั้งในภาพยนตร์ไทยเรื่องกวนมึนโฮ ซึ่งหากใครจำได้ คลองแห่งนี้คือคลองเดียวกับในฉากที่พระเอกและนางเอกตะโกนอยู่บนพะสาน โดยข้างล่างนั่นก็คือคลองชองกเยชอนนั่นเอง และนอกจากนี้ยังได้ปรากฏในซีรีส์ไทยเรื่อง Full House วุ่นนักรักเต็มบ้านอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับพักผ่อนหย่อนใจแล้ว คลองใจกลางเมืองแห่งนี้ยังเป็นสถานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศเกาหลีมากมาย


ภาพคลองชองกเยชองในปัจจุบัน
ที่มา: http://www.cityclock.org/

คลองชองกเยชอน เป็นแม่น้ำสายย่อมๆตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งมีความยาวประมาณ 5.84 กิโลเมตร โดยไหลจากทางทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก คลองชองกเยชอนนี้จะไหลไปรวมกับคลองอีกหนึ่งสายที่ชื่อว่า จุงนังชอล (중랑천) คลองทั้งสองสายจะไหลรวมกันลงไปสู่แม่น้ำฮัน  ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านใจกลางกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง

อาจกล่าวได้ว่าคลองชองกเยชอนเป็นคลองแห่งประวัติศาสตร์ของเกาหลีก็ว่าได้ เนื่องจากคลองแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่ร่วมกับคนเกาหลีมาหลายยุคหลายสมัย ถูกปรับปรุงพัฒนามาหลายครั้งจนกระทั่งกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันสวยงามอย่างเช่นในปัจจุบัน คลองชองกเยชอนนี้มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี นับตั้งแต่สมัยกษัตริย์แทจงแห่งราชวงศ์โชซอน

ในอดีตนั้นคลองชองกเยชอนเป็นลำน้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เนื่องจากกรุงโซลในสมัยนั้นประสบปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขาดแคลนน้ำสลับไปมาอยู่เสมอ คลองแห่งนี้จึงได้รับการบูรณะเพื่อใช้เป็นคลองระบายน้ำ ประกอบกับช่วงที่เกิดสงคราม ประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาเข้ายึดครองเกาหลี ผู้คนมากมายอพยพมาอาศัยอย่างแน่นหนาบริเวณพื้นที่ริมคลอง น้ำในคลองที่เคยใสสะอาดนั้นเริ่มเน่าเสียและส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก ญี่ปุ่นในช่วงนั้นจึงได้เปลี่ยนชื่อคลอง จากคลองชองกเยชอนซึ่งมีความหมายว่าสายน้ำที่ใสสะอาด เป็นคลองทาเกซอน หมายถึง สายน้ำที่เน่าเหม็นแทน และภายหลังเมื่อคลองแห่งนี้ได้รับการปรับปรุงสภาพน้ำให้ดีขึ้นแล้วจึงกลับมาใช้ชื่อ คลองชองกเยชอนดังเดิมจนถึงปัจจุบัน

ในปี 1948-1960 กรุงโซลหนาแน่นและเต็มไปด้วยประชากรจำนวนมากที่ได้อพยพเข้ามาตั้งรกรากในเมืองหลวง โดยได้ตั้งบ้านเรือนชั่วคราวบริเวณริมลำคลอง มีการทิ้งขยะของเน่าเสียและสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ  คลองแห่งนี้จึงมีสภาพเสื่อมโทรม เกิดมลพิษทางน้ำ ซึ่งเป็นผลมาจากชุมชุนแออัดที่มาอยู่อาศัยบริเวณริมน้ำนั่นเอง

นอกจากนี้ประเทศเกาหลีในช่วงนั้นได้อยู่ในช่วงเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนา มีการสร้างร้านค้า ธุรกิจขนาดเล็กใหญ่และอาคารบ้านเรือนมากมายถูกสร้างขึ้นตลอดริมลำคลอง มีการสร้างถนนทับพื้นที่คลองและสร้างทางด่วนยกระดับคร่อมทับคลองในปี 1968 นอกจากคลองแห่งนี้จะรับขยะและของเสียจากบ้านเรือนที่ตั้งริมคลองแล้ว คลองแห่งนี้ได้กลายเป็นที่รองรับมลพิษของเสียจากทางด่วนด้วย น้ำในคลองถูกทิ้งให้เน่าเสีย สกปรก ไม่น่าอยู่ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ส่งผลกระทบต่อหลายๆด้าน โดยเฉพาะคุณภาพชีวิตของคนในเมือง ในแต่ละปีเกาหลีใต้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซ่อมแซมและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยรอบ
 

ภาพคลองชองกเยชอนในอดีต

จากสภาพที่เสื่อมโทรมดังกล่าว ในปี 2003 คลองชองกเยชอนได้รับการบูรณะ เพื่อเป็นการยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเมือง โครงการนี้จึงริเริ่มโดยนายกเทศมนตรีอีมยอง บัก (이명박) โดยการรื้อทางด่วนและถนนโดยรอบออก พร้อมกับมีการฟื้นฟูธรรมชาติและสภาพแลดล้อมทั้งทองฝั่งของคลอง  โครงการบูรณะคลองนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงได้รับแรงคัดค้านมากมายจากผู้ประกอบการธุรกิจต่าง ๆ เนื่องจากผู้ที่อาศัยอยู่ต้องย้ายออกจากบริเวณพื้นที่เลียบคลอง  แรงคัดค้านส่งผลให้มีการประชุมเจรจาเพื่อร่วมกันแก้ไขหาทางออกหลายครั้ง จนในที่สุดโครงการบูรณะคลองชองกเยชอนก็บรรลุผล และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2005 ได้ใช้งบประมาณไปกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ภาพคลองชองกเยชอนในปัจจุบัน
ที่มา: http://blog.hwa2u.com/

คลองชองกเยชอนโฉมใหม่นี้มีน้ำใสสะอาด ธรรมชาติโดยรอบได้ถูกฟื้นฟู บริเวณคลองแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยความร่มรื่น มีน้ำพุตลอดแนว มีทางเดินเลียบริมคลอง พร้อมทั้งมีระบบระบายน้ำที่ทันสมัย มีนกและปลาต่างๆ อาศัยอยู่และมีจำนวนมากขึ้นทุกปี คลองชองกเยชอนยังได้ช่วยลดอุณหภูมิของพื้นที่เมืองโดยรอบลงกว่า 36 % มีตึกเก่าแก่อายุราว 40-50 ปี เรียงรายอยู่จำนวนมาก มีลานศิลปวัฒนธรรม นับว่าเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่างๆ ถือเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเมืองต่างๆ


ภาพคลองชองกเยชอนเมื่อยามค่ำคืนเต็มไปด้วยแสงสีงดงามตระการตา
ที่มา: http://www.govivigo.com/

ปัจจุบันลำน้ำคลองชองกเยชอนนี้ไหลผ่านย่านธุนกิจ ทั้งชองเกพลาซ่า และมีสะพาน 22 แห่งข้ามคลอง มอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและสดชื่นให้ผู้ที่ได้แวะเวียนไปเที่ยวชม ด้วยทัศนียภาพในยามราตรีนั้นมีความตระการตา เป็นสวรรค์แห่งธรรมชาติที่อยู่ท่ามกลางความคึกคักของใจกลางเมือง เป็นพื้นที่ที่มีมิติประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ธุรกิจการเงินและสิ่งแวดล้อมที่ทันสมัย ทำให้คลองชองกเยชอนนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในหมู่คนเมืองและนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเป็นอย่างดี


อ้างอิง 

ส้ม มินโฮ. (2553). เกาหลีสุดที่รัก : คู่มือเที่ยวเกาหลีใต้ตามรอยซีรี่ส์ตลอดกาล. กรุงเทพฯ : ซันมูนทรี

สถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลี. [เว็บบล็อก] สืบค้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561, จาก:
http://www.jidapaenter.com/

 Cheonggyecheon. วิกิพีเดีย. สืบค้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561, จาก:
 https://en.wikipedia.org/wiki/Cheonggyecheon

อ่านเพิ่มเติม »

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

โดย นุชนภางค์  วิริยะ

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีใต้ก็คงต้องนึกถึง พระราชวังต่างๆในกรุงโซล เนื่องจากเป็นพระราชวังที่มีความสวยงาม  อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย ซึ่งภายในกรุงโซลก็มีพระราชวังที่สำคัญอยู่หลายแห่งแต่พระราชวังที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงโซล ก็คือ พระราชวังเคียงบกกุง

“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://www.theseoulguide.com/sights/gates/gwanghwamun-gate/

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง” คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง ( The Palace of Shining Blessings)" ถูกก่อสร้างสร้างขึ้นในปีค.ศ.1394 โดยพระเจ้าแทโจแห่งราชวงศ์โชซอนและได้รับการปรับปรุงต่อเติมในของพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราชเพื่อใช้เป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอนสำหรับประทับในการว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของรางวงศ์โชซอน โดยพระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังไว้ถึง 5แห่ง ได้แก่ พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังชางด็อกกุง พระราชวังด็อกซูกุง  พระราชวังชังกย็องกุง  และพระราชวังคย็องฮีกุง

 ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์โชซอนนี้ พระราชวังเคียงบกกุงถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีอีกชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ “พระราชวังภาคเหนือ”(Northern Palace)  เนื่องจากตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ และตั้งอยู่ในทิศเหนือที่สุดของบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่งอาทิ พระราชวังชางด็อกกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และพระราชวังเคียงฮุยกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกทั้งพระราชวังเคียงบกกุงนั้นยังมีชื่อเสียงว่าเป็นพระราชวังที่มีความงดงามมากที่สุด เนื่องจากบริเวณด้านหลังของพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นวิวของภูเขาพูกักซานจึงส่งผลทำให้พระราชวังเคียงบกกุงมีความยิ่งใหญ่งดงามเป็นอย่างมาก


“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://blog.traveloka.com/

พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนพื้นที่ทั้งหมดเป็นจำนวนมากถึง 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นของราชวงศ์โชซอนนั้น พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนตำหนักมากถึง 200 ตำหนักและมีจำนวนห้องทั้งหมดกว่า 7700 ห้องภายในเขตพระราชวัง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.1592 กองทัพของประเทศญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานประเทศเกาหลี ทำให้ตำหนักต่างและห้องต่างๆ ในพระราชวังเคียงบกกุงได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาไหม้ไปเป็นจำนวนมากคงเหลือไว้แค่เพียงซากปรักหักพังของพระราชวังและผลจาการเข้ารุกรานของกองทัพญี่ปุ่นนี้ส่งผลให้อาคารส่วนใหญ่ภายในพระราชวังได้ถูกทำลายลงก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิมโดยผู้นำชื่อ ฮึงซอน แดวอนกุน เมื่อปีค.ศ.1868  ในสมัยของกษัตริย์โกจงซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซอน ลำดับที่ 26 และสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลีพระองค์แรกโดยจากการฟื้นฟูพระราชวังเคียงบกกุงในสมัยพระเจ้าโกจง ทำให้ในปัจจุบันพระราชวังเคียงบกกุงมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

นอกจากชื่อเสียงเรื่องความสวยงามแล้ว พระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โซซอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910

ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีการเก็บรักษารวบรวมโบราณวัตถุจากพระราชวังเคียงบกกุก พระราชวังช็องด็อกกุง พระราชวังช็องยองกุง และศาลเจ้าจองเมียว เป็นจำนวนกว่า 20,000 ชิ้น  อีกทั้งภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงประวัติศาสตร์การใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีในอดีต เพื่อต้องการที่จะให้ผู้ที่เข้าชมได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตแท้จริงของคนเกาหลีใต้ วิถีทางการเกษตร และความเชื่อทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุง มีดังนี้

พระที่นั่งคึนจองวอง (Geunjeongjeon) หรือท้องพระโรงของพระราชวังคยองบกเป็นเสมือนสถานที่ว่าราชการของกษัตริย์ในสมัยก่อนของราชวงศ์เกาหลีใต้ และใช้สำหรับการรับรองทูตจากต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพิธีราชาภิเษก

คยองเฮรุ (Gyeonghoeru) หรือศาลากลางน้ำ เป็นห้องโถงที่เอาไว้ใช้ในการจัดงานเลี้ยง หรืองานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์โชซอน คยองเฮรุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1867 บนทะเลสาบขนาดสี่เหลี่ยม ซึ่งตัวศาลานั้นส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากไม้และหิน ส่วนบริเวณโดยรอบจะรายล้อมไปด้วยเสาและสะพานหิน เนื่องด้วยฉากหลังที่สวยงามตามธรรมชาติของต้นไม้และสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามแต่ละฤดูกาล ส่งผลให้  คยองเฮรุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภายในพระราชวังเคียงบกกุง


“คยองเฮรุ (Gyeonghoeru)” หรือศาลากลางน้ำ

ศาลาฮางวอนจอง (Hyangwonjeong) คือ ศาลาหกเหลี่ยมสองชั้นตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางสวนบริเวณด้านหลังของพระราชวัง ซึ่งมีสะพานที่ทอดยาวจากฝั่งไปถึงศาลาฮางวอนจอง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1873 โดยศาลาฮางวอนยองมีความหมายในภาษาเกาหลีว่าศาลาที่มีกลิ่นหอมแผ่ไปไกล


“ศาลาฮางวอนจอง” (Hyangwonjeong)

จากที่กล่าวมาข้างต้น “พระราชวังเคียงบกกุง” หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง”   ถือเป็นหนึ่งในห้าของพระราชวังสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากเป็นพระราชวังที่มีความงดงามน่าชื่นชมแล้ว ยังถือเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ทำให้ผู้ที่เข้าชมพระราชวังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ในคราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองเกาหลีใต้ในอดีต

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระราชวังเคียงบกกุง นอกจากจะเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเหมาะสำหรับการเดินเที่ยวชมแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


อ้างอิง

ChilloutKorea เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง. (2561). พระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/gyeongbokgung-palace/

Dooasia. (2554). พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี ประเทศเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=291

Seoulcafe. (2558). พระราชวังคยองบกกุง วังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://seoulcafe2013.blogspot.com/2015/04/blog-post_29.html

Centertourandtravel. (2560). 5 พระราชวังสำคัญเกาหลีสวยหลุดซีรี่ย์. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.centertourandtravel.com/บทความ/121/5%20พระราชวังสำคัญเกาหลี%20สวยหลุดซีรี่ย์.html
อ่านเพิ่มเติม »

ชิน ซาอิมดัง (Shin Saimdang) สตรีบนธนบัตรในสกุลเงินวอนเกาหลีใต้

โดย กัลยรัตน์ ตั้งใจแท้จริง

เมื่อพูดถึงธนบัตรที่ใช้อยู่ทั่วโลก จะสังเกตเห็นได้ว่าภาพบนธนบัตรนั้นส่วนมากจะเป็นบุคคลสำคัญหรือ ผู้นำแต่ละประเทศ และส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชาย เลยสงสัยว่าจะมีบ้างหรือไม่ที่จะมีภาพผู้นำหรือบุคคลสำคัญที่เป็นผู้หญิงอยู่บนธนบัตร จึงไปค้นคว้าดูจึงพบว่ามีประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศเรานี่เอง นั่นคือ สาธารณะรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ พบว่ามีรูปภาพผู้หญิงปรากฏอยู่บนธนบัตร 50,000 วอน หญิงสาวผู้นั้นมีชื่อว่า ชิน ซาอิมดัง


ภาพธนบัตร 50000 วอน
ที่มา : https://booooks.co/2018/02/27/

เมื่อปี 2009 สาธารณรัฐเกาหลีใต้ได้ผลิตธนบัตร 50,000 วอน ซึ่งเป็นธนบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุด (ประมาณ 1,200 บาท) ภาพพิมพ์ในธนบัตรที่มีมูลค่าสูงที่สุดนี้มีภาพผู้หญิงที่ชื่อว่า ชิน ซาอิมดัง (Shin Saimdang) ศิลปินหญิงคนสำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลี รัฐบาลเกาหลีได้ใช้ภาพของเธอเพราะว่า ชิน ซาอิมดัง เป็นศิลปินที่สร้างคุณูปการแก่ทั้งวงการศิลปะและสังคมเกาหลีอย่างมาก

เนื่องจากเกาหลีเป็นสังคมปิตาธิปไตยหรือสังคมนิยมชายแบบเข้มข้น ซึ่งมันมีผลมาจากลัทธิขงจื๊อที่พ่อจะมีอำนาจสูงสุดและมีหน้าที่ต้องปกครองครอบครัวอย่างเป็นธรรมและหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนแม่และลูกต้องเชื่อฟังพ่อ ตามหลักขงจื๊อที่เพศชายจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเพศหญิง แต่เหตุใดเกาหลีถึงยกย่องชิน ซาอิมดังถึงขนาดนำรูปของเธอไว้บนธนบัตร 50,000 วอน เรามาดูประวัติของเธอกัน

ในยุคปลายสมัยโชซอน ชิน ซาอิมดัง เป็นเพียงชื่อในวงการ ชื่อจริงของเธอคือ ชิน อินซอน เกิดในจังหวัดกังนึง เธอถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่มีแต่ผู้หญิง เธอเป็นบุตรตรีของ ชิน มยองฮวา ข้าราชการคนหนึ่งในสมัยโซชอน ในช่วงสมัยนั้นการที่ผู้หญิงจะร่ำเรียนยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนัก แต่บิดาของเธอไม่ได้ปิดกั้นแต่อย่างใด ทำให้เธอได้เรียนหนังสือและศาสตร์ศิลป์ต่างๆเธอมีชื่อเสียงในฐานะศิลปินผู้มีพรสวรรค์

ซาอิมดังพยายามที่จะแอบเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งเพราะอยากเห็น “ภาพกึมคังซานโด” ภาพวาดซึ่งเป็นผลงานชิ้นสำคัญของ “ลีคยอม” ศิลปินที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่นำพาให้มาพบกับ ลีคยอม ชายผู้มีเชื้อสายราชวงศ์ผู้มีทักษะทางศิลปะและเป็นเจ้าของภาพกึมคังซานโดที่ได้รับสืบทอดเป็นมรดก ทั้งสองก็ตกหลุมรักกัน แต่ความรักของทั้งคู่กลับไม่ราบรื่นอย่างที่คิด เมื่อพระเจ้าจุงจงสั่งฆ่าชิน มยองฮวา รวมทั้งสั่งให้ซาอิมดังแต่งงานกับอี วอนซู ข้าราชการในวังหลวงอีกด้วย


ชิน ซาอิมดัง

จนกระทั่งเธออายุ 19 ปีก็ได้แต่งงานกับ อี วอนซู ข้าราชการฝ่ายพลเรือน ทั้งคู่ได้ให้กำเนิดลูกชายสี่คน คือ อีซอน อีบอน อีอี และอีอู นอกจากนี้ยังได้ให้กำเนิดลูกสาวอีกสามคน ลูกสาวคนแรกชื่ออี แมชัง เป็นพี่สาวของอีอี แต่อีกสองคนนั้นกลับไม่มีชื่อบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ด้วยความที่มีลูกทั้งหมด 7 คน เธอ ได้ทำหน้าที่ ภรรยา และมารดาอย่างสมบูรณ์ ให้การศึกษาลูกๆของเธออย่างดี ลูกของเธอล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์ทั้งด้านศิลปะและวิชาการ อย่างไรก็ตาม สามีของเธอกลับทำตัวเสเพล เขาหลอกลวงเธอ พร้อมทิ้งให้เธออยู่เพียงลำพัง


จากซ้าย: อีอี , ชิน ซาอิมดัง

เธอได้ทุ่มเทเวลาเลี้ยงดูลูกๆ ของเธออย่างดีที่สุด ประกอบการที่เธอได้กำเนิด อีอี ขงจื๊อแห่งเกาหลีผู้ปรากฏอยู่บนธนบัตร 5,000 วอน และเป็นอีกหนึ่งนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโชซอนทำให้เธอได้รับการยกย่องกลายเป็นแม่ต้นแบบของเกาหลี และถูกเรียกว่าเป็น ต้นฉบับมารดาผู้ทรงคุณค่า นอกจากที่เธอเป็นภรรยาและมารดาในอุดมคติแล้ว เธอยังเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเช่นเดียวกับ อันกยอน ศิลปินชื่อดังแห่งยุคโชซอนอีก ถึงขนาดที่ธนบัตร 50,000 วอน เป็นรูปของชิน ซาอิมดัง เพื่อปลูกฝังความคิดว่าเพศหญิงคือเพศผู้รับใช้ และควรได้รับการยกย่องในเรื่องของการเลี้ยงดูสามีและลูกเท่านั้น


ภาพธนบัตร 50,000 วอน และ 5,000 วอน

ชิน ซาอิมดังเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถหลากหลาย ทั้งความเชี่ยวชาญทางด้านวรรณกรรม บทกวี ศิลปะ การคัดอักษร การเย็บปักถักร้อย และ การวาดภาพ ผลงานศิลปะของเธอมักเต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา ซึ่งโดดเด่นด้วยความละเอียดอ่อน ความงดงามของ แมลง ดอกไม้ ผีเสื้อ กล้วยไม้ และทัศนียภาพต่างๆ ภาพวาดของเธอถ่ายทอดสีสันของธรรมชาติ เป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากคนเกาหลี และได้ถูกนำภาพมาไว้บนธนบัตร 50,000 บาท


ตัวอย่างผลงานของซาอิมดัง

ชั่วชีวิตของชิน ซาอิมดัง นั้นเธออยู่ในตระกูลที่ดี ได้เรียนหนังสือและได้เป็นจิตรกรที่มีความสามารถเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งประเทศเกาหลี และเธอยังเป็นแม่ที่ดีของลูก ๆ ได้ช่วยเหลือผู้คนมากมาย จนทำให้เธอได้เป็นผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ปรากฏอยู่บนธนบัตรที่มีมูลค่าที่สูงที่สุดของเกาหลีใต้ ถึงแม้เกาหลีใต้ในปัจจุบันจะไม่มีการกีดกันทางเพศแล้วก็ตาม แต่การที่ยังมีรูปของ ชิน ซาอิมดัง บนธนบัตร 50,000 วอนนั้นเพราะว่าเป็นการเตือนใจให้ผู้หญิงได้รำลึกถึงในเรื่องของความเท่าเทียมกันทางเพศและแสดงให้เห็นถึงความเป็นแม่ที่ทรงคุณค่านั่นเอง


อ้างอิง  

บุ๋มบิ๋ม. (2561). ชินซาอิมดังผู้หญิงคนแรกและคนเดียวที่ได้อยู่บนธนบัตรเกาหลี. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : https://www.dek-d.com/studyabroad/49290

มาดามหลูหลี. (2560). Saimdang Light’s Diary : ซาอิมดังศิลปินหญิงแห่งโซชอน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : https://www.matichonweekly.com/column/article_69220

booooky70. (2561). ความลับในธนบัตร 50,000 วอน. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : http://worldcivil14.blogspot.com/2016/05/blog-post_36.html

DRAMASCHEDULE. (2560). 7 สิ่งควรรู้ก่อนดูซีรี่ส์เกาหลี ซาอิมดัง บันทึกรักตำนานศิลป์. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2561, จาก : http://dramaschedule.net/blog/2017/08/15/7

yuwadee. (2561). เปิดประวัติ 4 บุคคลที่ปรากฏบนธนบัตรเงินวอน ของเกาหลีใต้. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม 2561, จาก : https://teen.mthai.com/variety/159931.html

อ่านเพิ่มเติม »

วัฒนธรรมเคป็อป (K-Pop)

โดย ชัยดิลก อัสสพันธ์

ยุคโลกาภิวัฒน์โลกไร้พรมแดนทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว สินค้าและวัฒนธรรมจากประเทศหนึ่งหลั่งไหลสู่อีกประเทศหนึ่ง หรือจากซีกโลกหนึ่งไปสู่อีกซีกโลกหนึ่งอย่างมากมายและง่ายดาย กระแสอเมริกานิยม (Americanization) ที่เคยเกิดขึ้นหลายสิบปีก่อนอาจกล่าวได้ว่าคือ ตัวอย่างแรกๆ ของกระบวนการผ่อนถ่ายขายสินค้าผ่านการแทรกซึมของวัฒนธรรมอเมริกัน โดยมีสินค้าฮอลลีวูด (Hollywood Product) เป็นตัวนำร่อง

เมื่อลมพัดหวนกลับมายังฝั่งตะวันออก วัฒนธรรมเอเชียกลายเป็นจุดสนใจของชาวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศจีนกลายเป็นพี่ใหญ่แห่งเอเชียที่ดูจะเป็นตัวเต็ง เพราะเป็นประเทศแรกของเอเชียที่เริ่มเผยแพร่วัฒนธรรมจีนผ่านภาพยนตร์ ละครโทรทัศน์ ส่งไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต่อมาก็กระแสนิยมญี่ปุ่น ที่เริ่มมาแรงในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา สร้างมูลค่าและค่านิยมอันดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นได้มากขึ้น และกลายเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมในโลกอีกประเทศหนี่ง

จนกระทั่งในปัจจุบันที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวัฒนธรรมเคป็อป หรือที่เรียกกันว่า  Korean pop culture ในปัจจุบันได้รับความนิยม มีอิทธิพล และแพร่กระจายไปทั่วเอเชีย จากเดิมที่เกาหลีใต้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ ที่ยูเนสโกเคยจัดอันดับให้เป็นหนึ่งประเทศยากจนเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะเป็นประเทศที่ผ่านสงครามซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมที่ไม่โดดเด่นเท่ากับประเทศเพื่อนบ้านจีน หรือญี่ปุ่นที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมสูง แต่เกาหลีใต้ได้พยายามประชาสัมพันธ์ตัวเอง และเผยแพร่วัฒนธรรมให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแปลงต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ให้เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมผ่านการวางแผนยุทธศาสตร์ มีการเตรียมความพร้อมที่ชัดเจนและจริงจัง จนกลายเป็นแบรนด์สินค้าวัฒนธรรมที่มีศักยภาพอย่างยิ่งในการเจาะตลาดเอเชีย สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล โดยมีวัฒนธรรมหรือกระแส K-Pop ที่เต็มไปด้วยศิลปินหรือนักร้องเกาหลี (Idol) ไม่ว่าจะเป็นศิลปินเดี่ยวหรือศิลปินกลุ่ม และเป็นที่นิยมอย่างถึงขีดสุดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จัดเป็นผลผลิตชั้นยอดของเกาหลีใต้ที่พัฒนาให้ศิลปินเหล่านี้กลายเป็น “แบรนด์ทางวัฒนธรรม”



นักสังคมวิทยา จอห์น ลี ได้อธิบายถึงการได้รับความนิยมของวัฒนธรรมเคป็อปนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยลักษณะการรวมแนวทางดนตรีที่ทันสมัยเหมือนฝั่งตะวันตกไม่ว่าจะเป็น อิเล็กทรอนิกส์ อาร์แอนบี และ       ฮิปฮอบ เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นลักษณะดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง การเต้นที่พร้อมเพรียงกันของ         วงเกิร์ลกรุ๊ปและบอยแบรนด์ อีกทั้งเพลงยังมีท่วงทำนองที่เข้าถึงง่ายผ่านการร้องโดยศิลปินที่มีหน้าตาสวยหล่อ และจะไม่มีเรื่องเซ็ก รอยสัก, เจาะ, ยาเสพติด เหมือนศิลปินฝั่งทางด้านตะวันตก สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่  จึงทำให้วัฒนธรรมเคป็อปนั้นได้รับความนิยมไปทั่วทั้งเอเชียและทั่วโลกในปัจจุบัน โดยผ่านความร่วมมือระหว่าง รัฐบาล สื่อ และผู้ประกอบการด้านบันเทิงต่างๆ ซึ่งมีนโยบายการจัดการที่จริงจัง ในการนำเอาวัฒนธรรมเคป็อปเผยแพร่ไปยังมุมต่างๆ ของโลก ทำให้จากหลายปีที่ผ่านมาวัฒนธรรมเคป็อปได้รับความนิยมและการตอบรับที่ชัดเจน ถือได้ว่าเป็นความประสบความสำเร็จที่สำคัญของเกาหลีใต้ก็ว่าได้ เพราะนอกเหนือไปจากความนิยมและผลตอบรับอย่างมากจากแฟนๆ ในเอเชียแปซิฟิก ยังพบว่าในส่วนของยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ตะวันออกกลาง ก็ได้รับความนิยมและการตอบรับจากกระแสวัฒนธรรมเคป็อปที่ได้แพร่กระจายมาเช่นเดียวกัน

หากพิจารณามองสังคมและวัฒนธรรมของเกาหลีใต้เมื่อ 20 ปีก่อน ก็จะสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ได้ไหลผ่านสังคมของเกาหลีใต้ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมทั้งการลดลงของจริยธรรมขงจื้อ การปฏิเสธพิธีกรรมและค่านิยมที่ดั้งเดิมที่มองว่าเราควรที่จะให้เกียรติกับร่างกายที่เป็นสิ่งที่พ่อแม่ให้มา ไม่ควรที่จะแสดงร่างกายของตน ยึดถือใบหน้า รูปร่างที่ดั้งเดิมของตนเองโดยไม่ตกแต่งหรือศัลยกรรมเพื่อความงาม แต่ในปัจจุบันผู้คนในเกาหลีใต้นิยมความสวยความงามเพิ่มมากขึ้น โดยจะสังเกตได้จาก ดารา นักร้องหรือไอดอล ต่างมีหน้าตาที่สวยหล่อ สูง ผอม ด้วยการทำศัลยกรรมจนกลายเป็นอุตสาหกรรมอย่างหนึ่งที่ดึงดูดให้คนทั่วโลกต้องการเข้ามาทำศัลยกรรมที่เกาหลีใต้ จากการพิจารณาสังคมและวัฒนธรรมข้างต้น ก็จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ผ่านการพัฒนาในกระบวนการทำให้วัฒนธรรมเป็นสินค้าของเกาหลีใต้ ซึ่งมีการวิเคราะห์ความเป็นมาของวัฒนธรรมเกาหลีใต้สมัยใหม่ว่า พวกเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการตกเป็นอาณานิคมของประเทศญี่ปุ่น และการได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอเมริกาและโลกาภิวัฒน์ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้เกิดการพัฒนาและหลอมรวมเกิดเป็นวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่ ผ่านระบบการทำงานของนวัตกรรมทางเศรษฐกิจและการผลิตสินค้าทางวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของ เพลง ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ  นอกจากการหลอมรวมวัฒนธรรมจนเกิดเป็นลักษณะของวัฒนธรรมเกาหลีสมัยใหม่แล้ว ยังมีการพัฒนาที่ได้รับอิทธิพลด้านกลยุทธ์และการวางแผนที่ทำให้เกาหลีใต้นำมาปรับปรุงและพัฒนามาตลอด ทั้งการออกแบบสินค้าจากประเทศเดนมาร์ก เทคโนโลยีการผลิตจากประเทศเยอรมัน และกลยุทธ์การตลาดจากประเทศญี่ปุ่น



ดังนั้นวัฒนธรรมเคป็อปจึงถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งเป็นผลผลิตของกระบวนการครอบโลกที่เรียกว่า โลกาภิวัฒน์ และเป็นวัฒนธรรมที่เกิดจากการผลิตของสื่อมวลชนและสินค้าในระบบทุนนิยมที่ได้รับการผลิตคิดค้น นำเสนอและเผยแพร่ในสังคมหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม โดยหากเรามองวัฒนธรรมสมัยใหม่เพียงผิวเผินก็อาจทำให้เราเกิดความไม่เข้าใจ มีอคติกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ แต่อย่าลืมว่าวัฒนธรรมที่สูญสลายไปในอดีต สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าไม่สามารถปรับตัวกับกระแสปัจจุบันได้ ดังนั้นเราต้องรู้เท่าทันและเข้าใจมัน ในเนื้อแท้ มิใช่เปลือกนอกที่กลวงเปล่า วัฒนธรรมสมัยใหม่จึงเป็นสีสันของยุคสมัยใหม่ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามอง เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่ค่านิยม อุดมคติ หรือความใฝ่ฝัน วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งประเสริฐหรือเครื่องมือบอกถึงความเจริญงอกงามในวิถีชีวิตของคน วัฒนธรรมคือสิ่งที่เป็นธรรมดาสามัญหรือวิถีธรรมดาสามัญของโลกและชีวิตเท่านั้นเอง


อ้างอิง 

Sohn Ji-young.  2557.  “Understanding contemporary South Korea through K-pop.”[ออนไลน์].     สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก: http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20140714000987  .

“เบื้องหลังความสำเร็จแห่กระแส K-POP กับมนตรา 3 ประการ.”[ออนไลน์].  2552.  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://forums.soshifanclub.com/index.php?showtopic=24772 

สุภัทรา สุชชู.  2549.  “Hallyu คลื่นความมั่งคั่งของเกาหลี.”[ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 17 มกราคม 2560, จาก http://www.positioningmag.com/ 

อ่านเพิ่มเติม »