แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัสเซีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รัสเซีย แสดงบทความทั้งหมด

มิกคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต

โดย ฑิตยา ไชยศรีหา

หนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา และเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต หลังจากที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน บุคคลนั้นจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก “มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ



มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ (Mikhail Sergeevich Gorbachev) เกิดที่เมืองรีวอลโนเย ประเทศรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1931 อยู่ในครอบครัวของชาวยูเครน โดยในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับสงครามต่างๆ มากมาย ทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่ไปเรียน และครอบครัวเขาเองก็มีอาชีพเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาก็พยายามให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ มิกคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเป็นคนที่ขยัน อดทนและกตัญญู มีใจที่ตระหนักถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ ถือเป็นเด็กที่ฉลาดอีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะเติบโตอย่างสวยงามเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจเกลียดสงครามที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องมีชีวิตที่ยากลำบากและไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังสงครามในช่วงนั้นสิ้นสุดลง เขาก็ทำงานเป็นพนักงานประกอบรถแทรคเตอร์และควบคุมเครื่องจักรกล เขามีความมุ่งมานะ ขยัน และอดทน จนสามารถส่งตัวเองเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย โดยเขาจบปริญญาทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในปี ค.ศ. 1955  และในช่วงอายุเพียง 21 ปีขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาก็ได้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก มีความก้าวหน้าทางด้านการงานอย่างรวดเร็วได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกลางพรรค ให้เป็นเลขาธิการพรรคแรกของภูมิภาคสะตาฟโรโปล (Stavropol)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 กอร์บาชอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดของ "สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต" และในปีต่อมาได้เป็นสมาชิกกรรมการกลางของพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรระหว่างปี ค.ศ.1980-1985 จนเมื่อ คอนสแตนติน เชอร์เนนโก้ (Konstantin Chernenko) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ได้เสียชีวิตลง เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1985 - 1991 จนกระทั่งได้เป็น " ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียต " (President of the Presidium of the Supreme Soviet) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของระบอบใหม่ ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต



ในช่วงสมัยที่กอร์บาชอฟขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต และประเทศในแถบตะวันตกเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ผลักดันนโยบายที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสังคม ซึ่งนโยบายนั้นได้แก่

1. นโยบายกลาสนอสต์ (Glasnost)  เป็นการให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่สื่อและสิ่งพิมพ์ ยอมให้มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม

2. นโยบายเปเรสทรอยกา (Perestroika) มีเป้าหมายหลักคือ การปฏิรูปและปรับปรุงโครงสร้างแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

จากนโยบายนี้เองทำให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโก โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่ได้รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นและได้แพร่ขยายไปในสาธารณรัฐอื่นๆด้วย เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน

อีกทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของกอร์บาชอฟนั้นลดน้อยถอยลง ประชาชนประชาชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ และส่งผลให้เกิดการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหา ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้จึงเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลสหภาพโซเวียตจึงรีบยับยั้งความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเป็นชาตินิยมนี้ได้ ทำให้ต่อมาประเทศสาธารณรัฐริมฝั่งทะเลบอลติกสามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ


ภาพการก่อรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ.1991
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/

และสุดท้ายการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็มาถึง เมื่อกอร์บาชอฟมีนโยบายการต่างประเทศและกลาโหม เขาได้ทำการลดงบประมาณด้านการทหาร นำนโยบาย "การผ่อนความตึงเครียด" กลับมาใช้ใหม่ ลดอาวุธนิวเคลียร์กับฝ่ายตะวันตก พร้อมทั้งถอนทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.1989 จนในที่สุดฝ่ายอนุรักษ์นิยมในกองทัพไม่เห็นด้วยจึงเกิดการรัฐประหารในเดือนสิงหาคม ในปี ค.ศ.1991 จากการประท้วงของประชาชนนำโดย "บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)" ซึ่งเขาก็รอดมาได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกบังคับให้ลาออก หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ก็ถูกยุบและสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 เป็นต้นมา เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธินานาชาติเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ชื่อว่า "มูลนิธิกอร์บาชอฟ"


Gorbachev received Nobel Peace Prize
ที่มา : https://www.sbs.com.au/

ถึงอย่างไรก็ตาม จากการที่เขาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและ ปฏิรูปการเมืองให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นในครั้งนั้น แม้จะส่งผลกระทบต่อสหภาพโซเวียตก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพใน ค.ศ.1990 ด้วยเช่นกัน

จากการผลักดันโยบายกลาสนอสต์และเปเรสทรอยกาที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมของผู้นำโซเวียตคนสุดท้ายอย่าง มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ถึงแม้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้น จนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และการเป็นผู้นำที่ดีของมิกคาอิล กอร์บาชอฟ ที่อยากให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน ได้มีสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆมากขึ้น แม้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งเขาเองก็เสียใจจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในครั้งนั้นเช่นกัน


อ้างอิง

ประทุมพร วัชรเสถียร. (2532). กลาสนอสท์ - เปเรสตรอยกา : กอร์บาชอฟปฏิรูป. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ วงศ์วานิช. (2528). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

สุชานัน สิทธิวรยศ. (2549). บาบาทของนโยบายกลานอสต์และเปเรสทรอยกาของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่มีผลต่อพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต. กรุงเทพฯ: รัสเซียศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สตีเฟน ออฟตินอสกี้. (2533). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ผู้เปลี่ยนแปลงโลก. (อุดมพงษ์ แปลและเรียบเรียง). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แม่น้ำ.

The molussrcccp. (2555). 5 ยุคกอร์บาชอฟและการล่มสลาย. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: https://sites.google.com/site/themolussrcccp/home/5-yukh-kxr-ba-chxf-laea-kar-lm-slay

Tiew russia. (2554). รัสเซียหลายพันชุมนุมประท้วง. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: http://www.tiewrussia.com/thnews/index.php?name=news&file=readnews&id=896/

Wikipedia. (2561). มิคาอิล กอร์บาชอฟ. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มีฮาอิล_กอร์บาชอฟ#รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

อ่านเพิ่มเติม »

บอลเชวิค (Bolshevik) กับการปฏิวัติรัสเซีย

โดย ชนาพร ภูผาพลอย

ในการปฏิวัติรัสเซียในช่วงของเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917 เกิดขึ้นจาก”พรรคบอลเชวิค”และเหล่าชนชั้นแรงงานโซเวียตเข้าล้มล้างการปกครองของรัฐบาลเฉพาะกาล ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งเกิดจากการแสดงความไม่พอใจในราคาสินค้า ความอดอยาก และการขาดแคลนอาหาร จนรัฐบาลกษัตริย์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะลาออก และทำให้เกิดการเลือกรัฐบาลใหม่ขึ้นมา แต่พรรคบอลเชวิคก็ทำการปฏิวัติยึดอำนาจบริหารประเทศไว้ได้ และเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ พร้อมทั้งประกาศให้ประเทศเป็นสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต ถือได้ว่าการปฏิวัติครั้งสะเทือนโลก

พรรคบอลเชวิค (Bolsheviks) นั้นมีสมาชิกของกลุ่ม ๆ หนึ่งภายในพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย (Russian Social Democratic Labour Party) เป็นพรรคปฏิวัติลัทธิมากซ์ ได้ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.1903 โดยวลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lanin) ผู้นำของกลุ่มลัทธิมากซ์นอกประเทศรัสเซีย  เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีความเชื่อในความเป็นสากลของทุกชนชั้นคือทุกคนในสังคมมีความเท่าเทียมกัน ซึ่งได้ยึดถือหลักอำนาจเผด็จการพรรคเดียว


บอลเชวิค
ที่มา https://www.bloggang.com/

สถานการณ์ของรัสเซียในช่วงนี้นั้นคือการที่พลเมืองไม่มีความมั่นใจในการปกครอง เนื่องมาจากการที่รัสเซียแพ้สงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น จึงทำให้มีการจัดการประชุมหาพรรคการเมืองในการปกครองประเทศ ซึ่งการประชุมในเดือนสิงหาคม 1904 ในที่ประชุมสมัชชาอัมสเตอร์ดัม ผู้แทนของบอลเชวิคได้เสนอ " ข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ภายในพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย " ซึ่งเลนินเป็นผู้อำนวยการร่างขึ้นในนั้นได้กล่าวถึงสาเหตุที่เลนินเห็นสมควรกำหนดให้สมาชิกพรรคต้องเข้าร่วมในองค์การจัดตั้งแห่งใดแห่งหนึ่ง ในระเบียบการของพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันไม่ได้เรียกร้องให้สมาชิกพรรคต้องเข้าร่วมการจัดตั้งแห่งใดแห่งหนึ่งของพรรค ดังนั้นจึงถูกลัทธิแก้มาคัดค้านลักษณะพรรคอย่างกว้างขวางทั้งนี้เป็นการเผยให้เห็นอย่างลึกซึ้ง " 

ในปี 1904 เลนินได้เขียนบทความเรื่อง "ก้าวหนึ่งก้าว ถอยสองก้าว" บทหนึ่ง ทำการอธิบายหลักการจัดตั้งของพรรคการเมืองแบบใหม่อย่างรอบด้าน เนื้อหาสาระในนั้นเลนินเรียกร้องไม่ให้ชาวบอลเชวิคอ่อนข้อต่อแก่ชนชั้นนายทุนเหมือนที่นักสังคมนิยมรัสเซียทั้งหลาย ในที่ประชุมสมัชชาทั่วประเทศครั้งที่ 3 ของพรรคกรรมกรสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปี 1905 ร่างระเบียบการพรรคที่เลนินเป็นผู้เสนอก็ได้ผ่านที่ประชุมแต่ในระหว่างนั้นยังไม่ได้มีพรรคใดได้ปกครองประเทศ จึงปกครองด้วยการใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ต่อมามีการปฏิวัติในค.ศ.1917 มีสาเหตุจากสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งทหารและชาวรัสเซียนับล้านจากการตัดสินใจเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ของซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย จึงเกิดการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และได้มีการจัดตั้งคณะรัฐบาลเฉพาะกิจเคอเรนสกีขึ้นบริหารประเทศ

ต่อมาในเดือนตุลาคม เกิดการปฏิวัติจากชนชั้นแรงงาน ทหาร เหล่าสมาชิกบอลเชวิคได้เดินขบวนต่อต้านรัฐบาลแสดงถึงความไม่พอใจในการทำงานของรัฐบาลเฉพาะกาลที่ทำให้เกิดความอดยากในประเทศชาติ ทำให้รัฐบาลเฉพาะกาลจับกุมสมาชิกพรรคบอลเชวิคและสั่งให้เป็นพรรคที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้เลนินต้องหนีไปลี้ภัยที่อย่างเร่งด่วน ทำให้เลนินตัดสินใจในการปฏิวัติ รัฐบาลเฉพาะกาลด้วยการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ ในช่วงนั้นเขาได้ตีพิมพ์บทนิพนธ์เรื่อง “รัฐและการปฏิวัติ” ชูประเด็นรัฐบาลที่จัดตั้งโดยโซเวียต (ซึ่งเลือกตั้งมาจากสภาของคนงาน  ทหาร  ชาวนา) เป็นองค์กรหลัก  คำขวัญ  “อำนาจทั้งปวงเป็นของโซเวียต”   นิพนธิ์เดือนเมษายนของเลนินเริ่มได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้น มากกว่าแนวทางของรัฐบาลเฉพาะกาลที่หมดคุณค่าลงไปในสายตาของสาธารณะชน


การปฏิวัติรัสเซียในช่วงของเดือนตุลาคม ค.ศ. 1917

ในขณะที่มวลชนเคลื่อนไหวบดขยี้กบฏคอร์นิลอฟ สมาชิกชาวบอลเชวิคก็ไม่ได้หยุดการคัดค้านรัฐบาลชั่วคราวของเคอเรนสกี พวกเมนเชวิค และพรรคสังคมนิยม ได้ปฏิวัติต่อหน้ามวลชนชี้ให้เห็นว่านโยบายของพวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นการต่อต้านการปฏิวัติของคอร์นิลอฟ

มาตรการทั้งหลายส่งผลให้กบฏคอร์นิลอฟต้องพ่ายแพ้ไป นายพลครีมอฟฆ่าตัวตาย  คอร์นิลอฟและผู้สมรู้ร่วมคิดคนอื่นๆเช่น เดนิกิน และลูคอมสกี ถูกจับกุม ความพ่ายแพ้ของกบฏคอร์นิลอฟแสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงความเข้มแข็งของขบวนการปฏิวัติและปฏิปักษ์ปฏิวัติ เป็นการแสดงให้เห็นว่ามวลชนไม่อาจอดทนกับนโยบายทำสงครามและความวุ่นวายหายนะทางเศรษฐกิจที่มีสาเหตุมาจากการทำสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้น จากการพิชิตกบฎคอร์นิ

หลังจากเหตุการณ์นี้ทำให้พรรคบอลเชวิคเติบใหญ่ขึ้นจนมีลักษณะชี้ขาดในการปฏิวัติและสามารถทลายความพยายามใดๆที่พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติจะสกัดกั้นการเติบใหญ่นี้ลงไปได้ และเหตุการณ์กบฏคอร์นิลอฟ พรรคบอลเชวิคได้แสดงถึงพลังที่แท้จริงในการบริหารจัดการเรื่องราวต่างๆได้เป็นอย่างดี บรรดากรรมกรและทหารต่างยอมรับคำชี้แนะของพรรคไปปฏิบัติการอย่างไม่ลังเล ต่อมาทำการบริหารประเทศและได้สถาปนารัสเซียเป็นประเทศสังคมนิยมประเทศแรกของโลกและต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสหภาพโซเวียต


อ้างอิง

การก่อตั้งพรรคบอลเชวิค.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: http://pumalone.blogspot.com/2012/11/blog-post_2370.html

บอลเชวิค  พรรคการเมืองผู้ปฏิวัติรัสเซีย.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://www.dek-d.com/board/view/927823/

พันเอก ศนิโรจน์ ธรรมยศ.  (2553).  เลนิน วีรบุรุษแห่งการปฏิวัติหรือนักล่าฝันแห่งเครมลิน.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=vuw&month=09-09-2010&group=4&gblog=17

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561).  การปฏิวัติรัสเซีย.   สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/(การปฏิวัติรัสเซีย)

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561).  บอลเชวิก.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/(บอลเชวิก)

เลนิน บนเส้นทางปฏิวัติ.  สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2561, จาก: http://45history.blogspot.com/2015/04/14.html

อ่านเพิ่มเติม »

วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) จากสายลับมาสู่ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

โดย ธนวัฒน์ เฉลิมมิตร

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำระดับโลกในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มคนที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่มีบุคคลหนึ่งที่แปลกไปจากผู้นำคนอื่น เพราะเขาเคยเป็นอดีตสายลับ มีนามว่า”วลาดิมีร์ ปูติน” ผู้นำของประเทศรัสเซียคนปัจจุบัน ผู้ทำให้ประเทศรัสเซียนั้นกลับมามีบทบาทในเวทีโลกอีกครั้งและเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่งในปัจจุบัน

วลาดิมีร์ ปูติน (VLADIMIR PUTIN) หรือชื่อเต็มว่า วลาดิมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน(VLADIMIR VLADIMIROVICH PUTIN) เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1952 ที่เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย) เป็นลูกชายคนที่สามของนายวลาดิมีร์ สปิร์โดโนวิช ปูติน (VLADIMIR SPIRDONOVICH PUTIN) ผู้เป็นบิดาและนางมาเรีย อิวานอฟนา ปูตินา (MARIA IVANOVNA PUTINA) ผู้เป็นมารดา

ชีวิตในปฐมวัยของปูตินนั้นเขาเริ่มมีแรงบันดาลใจจากการดูหนังแนวสายลับจึงทำให้ความฝันในช่วงปฐมวัยของปูตินนั้นกลายมาเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ เขาเริ่มทำการฝึกกีฬายูโดและแซมโบตั้งแต่ตอนเด็ก และในช่วงที่ปูตินต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเป็นอะไรเพราะช่วงนั้นอาชีพที่สามารถเป็นสายลับนั้นมีแค่สองอาชีพเท่านั้นคือ จะเป็นทหารหรือว่าจะไปเรียนนิติศาสตร์ ปูตินนั้นเลือกที่จะไปเรียนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเลนินกราด (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เขาจบการศึกษาในสาขานิติศาสตร์ ใน ค.ศ.1975


ภาพของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ลักษณะนิสัยของปูตินนั้นเป็นคนที่น่าเกรงขามแบบดุดัน องอาจ เด็ดขาด เหมือนเป็นชายชาตรีอย่างแท้จริง และจริงจังกับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องการบริหารประเทศ จึงทำให้ผู้นำของประเทศอื่นๆ ไม่กล้ามายุ่งกับเขาเลย แต่ในทางกลับกันเขามีนิสัยเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก มีความเป็นมิตรกับประชาชน นอกจากนี้เขายังมีความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ เช่น สามารถขับเครื่องบินได้ตั้งแต่เครื่องบินทั่วไปไปจนถึงเครื่องบินรบสมรรถนะสูง ยิงปืนได้อย่างแม่นยำ เล่นกีฬาได้ทุกชนิดทั้งกีฬาผาดโผนและกีฬาทั่วไป เป็นต้น

การทำงานในช่วงแรกนั้นเขาถูกส่งให้ไปทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับตอบโต้ หน้าที่ของเขาคือสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าต่างประเทศที่ทำงานในประเทศ "สหภาพโซเวียต"

ใน ค.ศ.1985 เขาถูกส่งไปประจำการในฐานะสายลับที่เดรสเดิน เยอรมนีตะวันออก (ปัจจุบันคือเมืองเดรสเดิน เยอรมนี) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับและราชการลับสิ่งผิดกฎหมาย และปลอมตัวเป็นล่ามภาษาเยอรมันเพื่อไปทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ทำงานให้กับรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก

หลังจากช่วงที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงนั้นเขาตัดสินใจกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่กรุงมอสโก ก่อนกลับเขาส่งคำขอถึงไปยังมอสโก แต่ทางมอสโกปฏิเสธคำขอ เขาถึงกับเผาเอกสารลับในสำนักงานของ KGB จนหมด ใน ค.ศ.1991 เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นสายลับของหน่วย KGB โดยตำแหน่งยศสูงสุดที่เขาได้รับนั้นคือ "พันโท"


ภาพของประธานาธิบดี”วลาดิมีร์ ปูติน” ที่อยู่ในห้องนักบินก่อนทำการบินด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบ TUPOLEV TU-160 รหัสเรียกของนาโตว่า“BLACKJACK”

จากนั้นไม่นานเขาเข้าสู่สนามการเมืองโดยตำแหน่งแรกนั้นคือ เป็นที่ปรึกษาด้านกิจการระหว่างประเทศของนายกเทศมนตรีของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.1990 หลังจากนั้น "ปูติน" ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ด้วยคะแนนเสียงจากสภาล่างของรัสเซียได้เสียงข้างมากถึง 233 เสียง

จากนั้นเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1999 นั้นเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดี "บอริส เยลต์ชิน" ลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาทางด้านสุขภาพ และในปี ค.ศ.2000 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย และดำรงตำแหน่งในสมัยแรกจนถึงสมัยที่สองในปี ค.ศ.2008 จากนั้นในปี ค.ศ.2012 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งจึงได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สาม

ผลงานที่ "วลาดิมีร์ ปูติน" ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแห่งประเทศรัสเซียนั้นมีดังต่อไปนี้

ผลงานทางด้านการทหารและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การควบรวมดินแดนในคาบสมุทร "ไครเมีย" กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียและทำการรุกรานประเทศยูเครน การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป การทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามหรือว่า "ไอเอส" ในประเทศซีเรีย

ผลงานการปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น การปฏิรูปด้านพลังงาน เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น ทำให้ประเทศรัสเซียนั้นมีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจความยากจนในรัสเซียลดลงมากกว่าร้อยละ 50

ในด้านผลงานประเภทอื่นๆ เช่น ได้รับการจารึกชื่อในนิตยสาร "TIMES" ว่าเป็นบุคคลแห่งปี 2007 ในฐานะประธานาธิบดีรัสเซีย ผู้ผลักดันเศรษฐกิจรัสเซียจนพ้นจากความตกต่ำ การผลักดันให้รัสเซียเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาต่างๆ อาทิ โอลิมปิกฤดูหนาวปี 2014 ที่เมืองโซชิ การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ที่เมืองมอสโก การแข่งขันรถสูตรหนึ่ง FORMULA 1 รายการ RUSSIAN GRAND PRIX ตั้งแต่ฤดูกาล 2014 ถึงปัจจุบัน เป็นต้น

ผู้นำท่านนี้เป็นสายลับในช่วงสงครามเย็นแต่บัดนี้ได้กลายมาเป็นผู้นำดาวเด่นในเวทีโลก และเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านการบริหารประเทศของท่านที่ให้ความสำคัญกับประชาชน และเน้นความเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งด้วยตราบใดที่รัสเซียนั้นยังต้องการผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ และท่านผู้นี้ก็คือ "วลาดิมีร์ ปูติน"


อ้างอิง

กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น. (2553). วลาดิเมียร์ ปูติน บุรุษเหล็กรัสเซีย. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: นกฮูก พับลิชชิง

วลาดีมีร์ ปูติน. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2560, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/.

Vladimir Putin. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2560, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Putin.


อ่านเพิ่มเติม »

พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 มหาราช เเห่งจักรวรรดิรัสเซีย

โดย หัสดิน  แผ่วสูงเนิน

ในสมัย “จักรวรรดิรัสเซีย” นั้นไม่ อาจปฏิเสธได้ว่ากษัตริย์ที่ทำให้จักรวรรดิแห่งนี้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่เท่าชาติมหาอำนาจกับทางยุโรปตะวันตก และได้มีการขยายดินแดนไปได้ไกล มีความมั่นคงอย่างมากจนได้เป็นจักรวรรดิที่ทรงอิทธิพลของยุโรป ได้คือ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 มหาราช

พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1672 ที่มอสโกอาณาจักรซาร์รัสเซีย เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าซาร์อเล็กซิสที่ 1 กับซารีนานาตัลยา นารีสกีนา พระมเหสีองค์ที่ 2 พระมารดาของพระองค์ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 1ทรงครองราชย์ 7 พฤษภาคม 1682 ถึง 2 พฤศจิกายน 1721 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ  เป็นคนที่อยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกตและมีความจำเป็นเลิศ  และเนื่องด้วยพระมารดา พระนางนาตาเลียทรงเป็นธิดามาจากครอบครัวขุนนางที่มีรสนิยมไปทางประเทศทางยุโรปตะวันตก  พระเจ้าซาร์ปีเตอร์จึงมีความสนใจในวัฒนธรรมยุโรปตะวันตกเรื่อยมา


ที่มา : https://th.wikipedia.org/

พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 (Peter I) ทรงมีรูปลักษณ์ที่เด่นชัดคือ พระองค์สูงเกือบ 7 ฟุต และพระองค์ทรงเฉลียวฉลาด ทรงมีความอยากรู้อยากเห็นและช่างสังเกต ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวมา เมื่อพระองค์มีอำนาจที่แท้จริง (เนื่องจากช่วงครองราชย์พระองค์มีพี่น้องครองราชร่วมกัน และมีพระเชษฐภคีโซเฟียเป็นผู้สำเร็จราชการ) พระองค์จึงเปลี่ยนแปลงรัสเซียอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อาณาจักรรัสเซียขยายใหญ่เป็นจักรวรรดิแนวหน้าของยุโรป

ในรัชสมัยของพระองค์ได้สร้างรัสเซียให้เป็นรัฐทันสมัยตามแบบอย่างอารยธรรมตะวันตก โดยการปฏิรูป ระบบเศรษฐกิจ การปกครอง  สังคมและวัฒนธรรม ดังนี้

ด้านเศรษฐกิจ พระองค์จัดระบบพาณิชย์นิยมของตะวันตก โดยการห้ามนำสินค้าต่างประเทศเข้ารัสเซียและส่งเสริมอุตสาหกรรมต่างๆในประเทศ เช่น การทอผ้า การต่อเรือ เป็นต้น อีกทั้งยังมีการเปิดประเทศต้อนรับช่างผู้ชำนาญการสาขาต่างๆให้เข้ามาลงทุนในรัสเซีย ในช่วงเวลา20ปี กรุงมอสโกได้มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เกิดขึ้นประมาณ 200แห่งและขนาดเล็กประมาณมากกว่า2500แห่ง  นอกจากนี้ยังมีการเรียกเก็บภาษีบางชนิดที่ไม่เคยเก็บมาก่อน

ด้านการปกครอง พระองค์แบ่งการปกครองเป็น 6 เขต ได้ส่งข้าหลวงซึ่งเป็นคนสนิทของซาร์ออกไปประจำการ ข้าหลวงดังกล่าวมีอำนาจสูงสุดในเขตแดน การรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางในลักษณะนี้เป็นการลดอำนาจของขุนนางในท้องถิ่น และต่อมาได้มีแบ่งเขตออกเป็น 45 มณฑลปกครองโดย นายทหารข้าหลวง ในส่วนขุนนางได้ยกเลิกระบบยศแบบเก่าและเข้าแทนด้วยการเรียกยศแบบตะวันตกแทนและขณะเดียวกันพระองค์ท่านได้จัดตั้งสภาองคมนตรีเพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา

ด้านสังคม ชาวนา มีหน้าที่ผลิตพืชผลทางการเกษตรละอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ในด้านประชาชนที่อาศัยภายในเมืองจะถูกแยกเป็นพวกทำการค้า กับช่างฝีมือ พวกทำการค้าต้องเข้าสังกัดในองค์กรพ่อค้า ในส่วนช่างฝีมือต้องเป็นสมาชิกขององค์กรช่างฝีมือต่างๆตามที่คนถนัดในชนชั้นขุนนางถูกบังคับให้โกนหนวดเคราและแต่งเครื่องแบบตามชาวยุโรปตะวันตกพร้อมทั้งต้องแสดงความกระตือรือร้นที่จะศึกษาและรับความเจริญใหม่ๆในการรับราชการขุนนางจะได้รับที่ดินพร้อมด้วยชาวนาเป็นรางวัลตอบแทนรวมทั้งบรรดาศักดิ์และพระองค์ได้ทำสงครามขยายดินแดนเพื่อจุดสงค์ที่พระองค์รักนั่นคือการสร้างกองทัพเรือเพื่อติดต่อค้าขายและขยายอิทธิพล แล้วพระองค์ได้ทำในสิ่งที่คาดไม่ถึงคือการย้ายเมืองหลวงไปที่ กรุงเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เป็นเมืองหลวงใหม่ที่ซึ่งมีพระราชวังคล้ายกับพระราชวังแวร์ซายของฝรั่งเศส

พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ เสด็จสวรรคต เมื่อพระชันษาได้ 52 ปีจากการที่พระเจ้าซาร์ได้พยายามว่ายน้ำไปช่วยเหลือพลเมืองที่กำลังจมน้ำ ส่งผลให้พระองค์เสด็จสวรรคตในเวลาต่อมา รวมระยะเวลาครองราชสมบัติได้ 42 ปี

เราอาจจะกล่าวได้ว่าพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 มหาราช เป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของรัสเซีย ทรงเปลี่ยนอาณาจักรที่ชาวยุโรปตะวันตกเรียกว่าบ้านนอก ให้กลายเป็น จักรวรรดิที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน เศรษฐกิจ การทหาร การปกครอง รวมไปถึงการทำสงครามเพื่อขยายดินแดน ทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงทำลายระบบวัฒนธรรมเก่าๆและนำวัฒนธรรมยุโรปตะวันตกมาใช้แทนทำให้จักรวรรดิรัสเซียเป็นประเทศที่มีความสามารถเทียบเท่ากับประเทศมหาอำนาจในยุโรปตะวันตกก็ว่าได้

อ้างอิง

อนันตชัย จินดาวัฒน์ . (2556). ประวัติศาสตร์ยุโรป. กรุงเทพฯ : ยิปซี กรุ๊ป

พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 มหาราช, สืบค้นเมื่อ 14มกราคม2560, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/

สารคดี บัลลังอำนาจ พระเจ้าซาร์ปีเตอร์, สืบค้นเมื่อ 14มกราคม2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=E_LIOjhnPZM

สารคดี ก่อร่างสร้างอาณาจักร-รัสเซีย, สืบค้นเมื่อ 14มกราคม2560, จาก https://www.youtube.com/watch?v=557yy0Exu4A

อ่านเพิ่มเติม »