แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พม่า แสดงบทความทั้งหมด

ชาวโรฮิงญา ปัญหาที่ไม่สิ้นสุด

โดย ปณิดา รัตนประเสริฐ

ชาว ‘โรฮิงญา’ หรือ ‘โรฮีนจา’ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้รัฐ หรือไร้ถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ความเป็นมาของพวกเขายังคลุมเครือ บ้างก็ว่ามาจากพม่า บ้างก็ว่ามาจากบังกลาเทศ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ต้องการของทั้งสองประเทศ เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นปัญหาใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา  

ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) ทางตะวันตกของประเทศพม่า และพูดภาษาโรฮีนจา ชาวโรฮิงญาและนักวิชาการบางส่วนกล่าวว่า โรฮิงญาเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่รัฐยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนอ้างว่า พวกเขาอพยพเข้าพม่าจากเบงกอลในสมัยการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นหลัก และนักประวัติศาสตร์ส่วนน้อยกล่าวว่า พวกเขาอพยพมาหลังจากพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และหลังจากบังกลาทศทำสงครามประกาศเอกราชในปี 2514

ชาวโรฮิงญาได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ไม่สามารถประมาณจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานก่อนการปกครองของสหราชอาณาจักรได้อย่างแม่นยำ หลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งในปี 2369 สหราชอาณาจักรผนวกรัฐยะไข่และสนับสนุนให้มีการย้ายถิ่นจากเบงกอลเพื่อทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในไร่นา โดยบว่าประชากรชาวโรฮิงญาอาจมีจำนวนถึงร้อยละ 5 ของประชากรรัฐยะไข่ เมื่อปี 2412 ได้มีการประเมินของปีก่อนหน้าก็พบว่ามีจำนวนสูงกว่านี้ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ความรุนแรงระหว่างชุมชนก็ปะทุขึ้นระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธกับหน่วยกำลังวี (V-Force) ชาวโรฮิงญาที่สหราชอาณาจักรติดอาวุธให้ และการแบ่งขั้วก็รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ ในปี 2525 รัฐบาลพลเอกเนวีนตรากฎหมายความเป็นพลเมืองซึ่งปฏิเสธความเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา

ในปี 2556 พบว่ามีชาวโรฮิงญาประมาณ 735,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80–98 ของประชากร สื่อระหว่างประเทศและองค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก อย่างเช่น การโดนสังหารหมู่ทางชาติพันธุ์ รวมถึงกฏหมายในพม่าที่กำจัดสิทธิพวเขาทุกอย่างตั้งแต่เรื่องการแต่งงาน การศึกษา และการมีบุตรได้เพียง 2 คนเท่านั้น ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากหนีไปอยู่ในย่านชนกลุ่มน้อยและค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ รวมทั้งพื้นที่ตามชายแดนไทย–พม่า ชาวโรฮิงญากว่า 100,000 คนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศ ซึ่งทางการไม่อนุญาตให้ออกมา

ชาวโรฮิงญาได้รับความสนใจจากนานาชาติในห้วงเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ กับชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลาม และเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโรฮิงญาเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งถูกเผาบ้านเรือน เป็นเหตุทำให้เกิดการประท้วงของชาวโรฮิงญาในย่างกุ้ง รัฐบาลจึงตอบสนองโดยการตั้งรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจอาวุโส เพื่อเป็นผู้นำในการสืบสวนสาเหตุและการยั่วยุที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป


ภาพนี้มาจากบังกลาเทศในปี 1971 แต่ถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อบอกว่าชาวโรฮิงญาในเมียนมาเป็นกลุ่มก่อการร้าย 
ที่มา : https://ichef.bbci.co.uk/

อาจกล่าวได้ว่าชาวโรฮิงญาเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของพม่า เนื่องจากความหวาดกลัวการแพร่กระจายของชาวมุสลิมที่มาจากอินโด-อาระยัน หรือที่เรียกว่า ‘อินโดฯ โฟเบีย’ ที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งต่างๆ ตามคำกล่าวของ ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช (โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา?) อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในแง่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ชาวโรฮิงญาอยู่ในวงแหวนแห่งความขัดแย้ง 3 วง คือ
1.การขยายตัวของลัทธิอิสลามนิยม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ขบวนการหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่าไอซิส กระแสการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงมุสลิมจากประเทศบังกลาเทศที่ทะลักเข้ามา จนกลายเป็นกระแสกลัวอิสลาม (อิสลามโฟเบีย)
2.ลัทธิพุทธนิยมแท้ นำโดยพระวีระธู แกนนำสงฆ์ชาตินิยมของเมียนมา ที่เทศน์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2100 หากเมียนมาไม่สามารถหยุดการขยายพันธุ์มุสลิมก็จะกลายเป็นประเทศมุสลิม
3.ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิประชากรศาสตร์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา และอ่าวเบงกอลของบังกลาเทศ ที่สภาพอากาศแปรปรวน มีพายุไซโคลนถล่ม จึงเกิดการแย่งชิงที่ดินทำกินชาวมุสลิมจากบังกลาเทศหลั่งไหลเข้าพม่ามาต่อเนื่อง ทำให้นักการทหารมองว่าพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่จะเป็นพื้นที่อันตราย หากไม่หยุดก็จะพังทลายแบบโดมิโน
คำว่า ‘โรฮิงญา’ ไม่มีความหมายในภาษาพพม่า เพราะชาวพม่าและรัฐบาลพม่าถือว่าคำนี้เป็นคำใหม่ที่ถูกคิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามเขตชายแดนติดกับบังกลาเทศ และพวกเขาต้องการมีอัตลักษณ์ของตัวเองจึงคิดคำเรียกตัวเองว่าโรฮิงญา แม้สหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งระบุว่าทุกคนเหล่านี้มีสิทธิที่จะถูกเรียกตามชื่อที่พวกเขาต้องการ แต่รัฐบาลพม่ากังวลว่าหากชื่อโรฮิงญาได้รับการยอมรับ นั่นอาจหมายถึงว่าชาวโรฮิงญาจะได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตเคยใช้คำเรียกคนเหล่านี้ว่าโรฮิงญาจากรัฐบาลชุดก่อน เพราะช่วงทศวรรษ 1940-1960 มีชาวโรฮิงญาไม่มากเท่านี้


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนซึ่งรวมถึงเด็กและผู้หญิงข้ามพรมแดนเข้าไปยังบังกลาเทศ
ที่มา: https://ichef.bbci.co.uk/

อีกทั้งชาวโรฮิงญาก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในบังกลาเทศ และแม้ว่าพวกเขาจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของพม่า เนื่องจากพวกเขาเป็นชาวเมืองอาระกัน สถานะของพวกเขากลับไม่เป็นที่ยอมรับในพม่า ชาวบังกลาเทศเองก็มองว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชนชาติ จึงถือเป็นผู้อพยพ แม้รัฐบาลเองพยายามที่จะดูแลพวกเขา แต่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าประเทศในช่วงเวลาสั้น ๆ

ชาวโรฮิงญานั้นได้ตกอยู่ในภาวะลำบากถึงขั้นวิกฤตมานานหลายปีแล้ว ทั้งจากพวกเขาถูกขับไล่ด้วยการเผาทำลายบ้านเรือนของตัวเอง ถูกเจ้าหน้าที่จากกองทัพพม่าทารุณกรรม และยังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มระหว่างการอพยพลี้ภัยทางเรือไปยังประเทศต่าง ๆ แม้ว่าสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไข้ให้กับพวกเขา ถึงอย่างไรก็ตามอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์นี้แทบมองไม่เห็นว่าจะมีจุดจบอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะสามารถหลุดพ้นจากฐานะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งจนกลายเป็นกลุ่มคนไร้รัฐได้


อ้างอิง

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). วิกฤตโรฮิงญา ในสายตานักประวัติศาสตร์ไทย-เมียนมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา? (ออนไลน์). สืบค้น
เมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561). โรฮีนจา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก:
https://th.wikipedia.org/wiki/โรฮีนจา

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2555). เหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เหตุจลาจลในรัฐยะไข่_พ.ศ._2555

GQ. (2558). โรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยที่ถูกขมเหงทารุณมากที่สุดในโลก (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://www.gqthailand.com/life/article/rohingya

MTHAI. (2558). ต้นกำเนิด โรฮิงญา บุคคลไร้สัญชาติ เหยื่อค้ามนุษย์ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม
2563, จาก: https://news.mthai.com/

อ่านเพิ่มเติม »

บุเรงนอง

โดย เจมนุวัน หมื่นศรี

ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์การสู้รบกับพม่ามาอย่างยาวนาน ซึ่งตามหนังสือประวัติศาสตร์เราก็ทราบกันดีว่าสยามเสียเอกราชให้แก่พม่าถึงสองครั้ง แต่ทราบไม่ว่าพม่ามีกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อยู่หลายพระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือผู้ที่ทำให้อยุธยาต้องเสียเอกราชเป็นครั้งแรก และทรงปราบกษัตริย์ราชธานีน้อยใหญ่จนได้รับขนานพระนามว่า “ผู้ชนะสิบทิศ”



พระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธามหาราชาธิราช ประสูตรในวันพุธที่ 3 (เดือนกุมภาพันธ์) ขึ้น 12 ค่ำ พ.ศ. 2058 เดิมมีชื่อว่า “จะเด็ต” เป็นลูกของคนปาดตาล มีนามปรากฎภายหลังเมื่อได้เป็นเจ้าเมืองตองอูว่า “สิงคะสุ” อาศัยอยู่กับภรรยาที่บ้านงะสะยอก แขวงเมืองภุกาม ต่อมาย้ายไปอยู่ที่เมืองสองดวิงญี วันหนึ่งบิดากำลังปีนต้นตาลเพื่อจะรองน้ำตาลไปเคี่ยวขาย มารดาวางจะเด็ตไว้กลางดิน มีงูเลื้อยมารัด เมื่อมารดาเห็นก็ตกตะลึงจึงไปตามสามีมา เมื่อมาถึงก็มิรู้จะทำประการใดจนงูนั้นเลื้อยลับไปเองโดยมิได้ทำรายทารกจึงพาไปหาพระมหาเถร เมื่อขับดวงชะตาจะเด็ต จึงบอกว่าให้ตรงไปเมืองตองอู เพราะเด็กมีดวงชะตาจะได้เป็นใหญ่ เมื่อได้ฟังสิงคะสุก็พาบุตรภรรยาไปยังเมืองตองอู ไปอาศัยอยู่ในวัดอันเจ้าวัดเป็นพระอาจารย์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่กี่วันต่อมาพระราชกุมารก็ประสูติในพระราชวัง ขุนวังสั่งให้หานางนมที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัย

พระมหาเถรวาทก็พาภรรยาสิงคะสุไปสู่พระราชวัง เมื่อแพทย์หลวงตรวจเห็นชอบแล้ว พระราชเทวีก็โปรดรับนางไว้เป็นพระนม ในพระราชวัง พระราชกุมารมังตรา ราชกุมารีและจะเด็ต ทั้ง 3 ก็เล่นหัวสนิทสนมโตมาด้วยกันในพระราชวังตองอู

อยู่มาวันหนึ่งพระราชเทวีทรงสังเกตเห็นอาการสนิทสนมกันอย่างไม่ชอบกลของราชกุมารีและจะเด็ต จึงนำความไปกราบทูลพระมหากษัตริย์ๆ ทรงกริ้ว พระมหาเถรขัติยาจารย์ขอพระราชทานอภัยโทษ จึงโปรดอภัยให้ แล้วให้ไปรับราชการเป็นเจ้าพนักงานผู้น้อยอยู่ในกรมวัง ด้วยความพากเพียร เอาใจใส่ในราชการ โดยจงรักภักดี จึงได้เลื่อนยศขึ้นโดยลำดับ จนได้เป็นนายทหารมีตำแหน่งและยศสูง เมื่อพระเจ้าเมงกะยินโย

ทิวงคตแล้ว พระราชกุมารมังตราได้เถลิงราชสมบัติทรงพระนาม “พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี” จะเด็ตได้ออก
พระราชสงครามสนองพระเดชพระคุณ จึงโปรดให้ดำรงยศเป็นบุเรงนองกะยอดินนรธา และพระองค์ได้ประทานพระพี่นางให้สมรสด้วย ต่อมาไม่นานพระเจ้าตะเบ็งชะเวติ้ติดสุรากลาย เมามายจนทำให้เกิดกบฏและในที่สุดพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ก็เสด็จสวรรคต บุเรงนอจึงก็นำทัพน้อยๆ กลับไปยังเมืองตองอูเพื่อรวบรวมอำนาจ

แต่เจ้าเมืองตองอูไม่ยอมให้เข้าเมืองจึงรวบรวมกำลังอยู่ชายเขาแห่งหนึ่ง จนมีกำลังมากพอจึงตีเมืองตองอู จากนั้นก็คัดผู้สมัครที่ชำนาญการศึกลงมาตีหงสาวดี และองค์บุเรงนองก็เฉลิมนามาภิไชยเป็นพระมหากษัตริย์ทรงพระสมมตินามว่า “พระเจ้าสิริสุธรรมราชา”


พ.ศ. 2097 พระเจ้าบุเรงนองตระเตรียมทัพใหญ่ไปตีเมืองอังวะ จนกรุงอังวะก็เสียแก่ผู้รุกราน

พ.ศ. 2100 พระเจ้าบุเรงนองก็ปราบหัวเมืองเงี้ยวทั้งปวง ในเวิ้งแม่น้ำอิระวดีตอนบนกระทั่งถึงเทือกเขาปัตกอย และมีการแก้ไขพระศาสนา เพื่อให้เงี้ยวทั้งหลายนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณาคม ปฏิบัติสักการะบูชาตามแบบพระพุทธศานาในเมืองพม่า

พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนองกรีฑาทัพไปสู่เมืองเชียงใหม่ เหยียบชานนครได้ ไม่เกิน 45 วัน พระนครเชียงใหม่ก็ได้จำยอม จึงออกมาเฝ้าอ่อนน้อมถวายเมือง

พ.ศ. 2106 พระเจ้ากะยอดินนรธาทรงพิโรธสยามเรื่อง “ช้างเผือก” ส่งผลให้มหาพยุหโยธากว่าครึ่งล้านก็ยาตราจากกรุงหงสาวดีไปตีเมืองกำแพงเพชร สุโขทัย พิษณุโลก สวรรคโลก และพิชัย เพื่อทำให้พระเจ้ากรุงสยามกลายเป็นนกปีกหัก จากนั้นก็ยกทัพไปปิดล้องกรุงศรีอยุธยานาน 7 วัน สมเด็จพระเจ้ากรุงสยามก็จำยอมและนำช้างเผือกไปถวาย

พ.ศ. 2107 ฝ่ายพระมหายุวราชาขึ้นไปปราบหริภุญชัย และไปว่าราชการทางเชียงใหม่ก่อนที่จะทราบข่าวว่าเกิดกบฏในหงสาวดีจึงได้ยกทัพกลับไปปราบปราม

พ.ศ. 2108 กองทัพพม่าตีกรุงล้านช้างสำเร็จ และบ้านเมืองก็อยู่อย่างสงบเป็นเวลา 3 ศก พระเจ้า
กะยอดินนรธาได้ทรงสร้างและซ่อมแปลงพระนคร

พ.ศ. 2111 พระเจ้ากะยอดินนรธาทราบข่าวเรื่องที่พระเจ้ากรุงสยามสลัดไมตรีต่อพม่าอย่างเปิดเผย ก็ทรงพิโรธ และได้ยกทัพไปช่วยเมืองพิษณุโลกทำสงครามกับสยาม ทำให้ทัพไทยและลาวที่ร่วมมือกันก็ไม่สามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ จากนั้นทัพพม่าก็ได้ยกทัพไปล้อมกรุงศรีอยุธยา กว่า 5 เดือน แต่ไม่สามารถตีได้

พ.ศ. 2112 พระเจ้ากะยอดินนรธา มีดำริใช้พระราโชบาย ทำกลปล่อยพระยาจักรี ซึ่งทำสัญญาว่าหากช่วยงานพระราชสงครามจนสุดกำลัง จะทรงชุบเลี้ยงให้เป็นมหาอุปราชสยาม และทำทีหนีออกไปได้ ด้วยความไว้พระราชหฤทัยเหมือนพระราชบิดาได้ทรงมอบการรักษาพระนครทั้งสิ้นให้แก่ออกยาจักรี ออกยาจักรีได้ส่งสาส์นลับกำหนดคืนที่จะให้พม่าปล้นนครจนพระนครศรีอยุธยาเสียแก่พม่า

เบื้องนั้นพระเจ้าชนะสิบทิศราชาธิราชพม่า ได้ชัยชนะเหนือเมืองน้อยใหญ่เป็นเวลาหลายปี แต่พระองค์ก็ยังมิได้คิดที่จะหยุดไว้เพียงเท่านั้น ยังจ้องที่จะตีเมืองยะข่ายถึงแม้จะทรงมีอาการประชวร พระองค์ก็ส่งทหารกองหนุนไปตีเมืองยะข่าย จนพระเจ้าบุเรงนองกะยอดินนรธามหาราชาธิราชพม่าเสด็จทิวงคตในวันอังคารเพ็ญเดือน 12 (พฤศจิกายน) พ.ศ. 2124 โดยฉุกเฉิน ครองราชสมบัติมาได้ 30 ศก

จากพระราชประวัติของพระเจ้าบุเรงนองจะเห็นได้ว่าก่อนที่พระองค์จะกลายเป็นมหาอุปราชผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์ก็เคยทรงเป็นเพียงลูกของคนปาดตาลเท่านั้น คุณค่าชีวิตของคนเรามิได้ตัดสินเพียงชาติกำเนิดแต่หากเกิดจากผลงานความดีที่ได้สั่งสมในช่วงเวลาที่คนเรามีชีวิตอยู่

อ้างอิง

แสงเทียน ศรัทธาไทย. (ผู้รวบรวม). (ม.ป.ป.). พระเจ้าหงสาวดี สามอริราชศัตรูแห่งกรุงศรีฯ (พิมพ์ครั้งที่ 2).  กรุงเทพฯ: บริษัท ก.พล (๑๙๙๖) จำกัด.

แสงเทียน ศรัทธาไทย. (ผู้รวบรวม). (ม.ป.ป.). ยอดมหาราช แห่งเอเซีย (อธิราชเอเซีย) (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : บริษัท ก.พล (๑๙๙๖) จำกัด.

บุญเทียม พลายชมภู.  (2548). พม่า: ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์. กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์.  


อ่านเพิ่มเติม »

พระนางศุภยาลัต

โดย รวิพร ภักดีสมัย

พระนางศุภยาลัตราชินีองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรพม่า ราชินีผู้ที่สร้างภาพจำให้ประวัติศาสตร์ได้จารึกไว้ ภาพของราชินีผู้ที่โหดเหี้ยมและร้ายกาจ ผู้ที่เป็นต้นเหตุของการสูญเสียชีวิตของผู้คนจำนวนมาก  จนนำไปสู่การสูญสิ้นแผ่นดินเกิด
         
พระนางศุภยาลัต เป็นพระธิดาในพระเจ้ามินโดง แห่งราชวงศ์คองบอง  และพระนางซินผิ่วมะฉิ่น (พระนางอเลนันดอ) ทรงประสูติเมื่อวันที่  13 ธันวาคม ค.ศ.1859  ทรงมีพระเชษฐภคินีคือ พระนางศุภยาจี และมีพระขนิษฐาคือเจ้าหญิงศุภยากะเล ชีวิตในวัยเด็กของพระนางมีเพื่อนเล่นมากมายภายในราชวัง  แต่ลักษณะนิสัยของพระนางมักจะดื้อรั้น  ชอบวางอำนาจเหนือเจ้าหญิงองค์อื่นๆ  เมื่อเจริญชันษายิ่งมีทิฐิแรงกล้า รักแรงเกลียดแรงและในบางครั้งจะเป็นผู้ที่โมโหร้ายมาก ซึ่งจะมีความคล้ายกับพระมารดา  พระองค์ได้เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมิชชันนารีของบาทหลวงด็อกเตอร์ จอห์น  มาร์คส์  ในกรุงมัณฑะเลย์  เช่นเดียวกับราชนิกุลองค์อื่นๆ


       
ก่อนที่พระเจ้ามินโดงจะสวรรคตพระองค์ไม่ได้แต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นองค์รัชทายาท เมื่อพระองค์ทรงประชวรหนักพระนางซินผิ่วมะฉิ่น จึงหาทางขยายอำนาจของตนโดยการเลือกผู้ที่จะมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป  เนื่องจากพระนางไม่มีพระโอรส และผู้ที่ถูกเลือกคือเจ้าชายธีบอ  ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพระโอรสในพระเจ้ามินโดงและพระนางแลซา  ด้วยความที่ก่อนหน้านั้นเจ้าชายธีบอทรงเป็นสามเณรและใช้ชีวิตแค่เพียงในวัด ไม่ได้รู้เรื่องภายนอกมากนัก จึงง่ายต่อการถูกควบคุยโดยพระนางซินผิ่วมะฉิ่น
         
พระเจ้ามินโดงสวรรคต เมื่อวันที่ 1ตุลาคม ค.ศ.1878  ในกลางดึกของคืนวันนั้นได้มีการวางแผนออกอุบายหลอกให้พระโอรสและพระธิดาพร้อมครอบครัวเข้าเฝ้าพระเจ้ามินโดงเป็นครั้งสุดท้าย แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน พวกเขาถูกกล่าวหาว่า คิดการกบฏจึงถูกคุมตัวไปขัง และต่อมาเกิดเหตุสังหารหมู่อย่างโหดร้ายที่สุด  การสังหารหมู่ในครั้งนี้ทางรัฐบาลให้เหตุผลว่า  เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อยและเพื่อความมั่นคงของราชอาณาจักร
       
ภายในวันที่ 1 ตุลาคม1878  เป็นวันเดียวกันกับที่พระเจ้าธีบอขึ้นครองราชย์ พระนางซินผิ่วมะฉิ่นต้องการให้พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระธิดาองค์ใหญ่คือพระนางศุภยาจี  เมื่อพระนางศุภยาลัตทรงทราบก็เกิดความไม่พอพระทัยเป็นอย่างมากเพราะทรงรักกับพระเจ้าธีบอมาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ พระนางจึงส่งจดหมายถึงพระเจ้าธีบอเพื่อให้พระเจ้าธีบอทรงปฏิเสธการอภิเษกสมรสกับพระนางศุภยาจี หลังจากนั้นไม่นาน

พระนางศุภยาลัตก็ได้เข้าไปประทับอยู่ตำหนักพระเจ้าธีบอ  ซึ่งสิ่งที่พระองค์กระทำนี้นับว่าเป็นสิ่งที่ขัดต่อจารีตประเพณีเป็นอย่างมาก พระนางซินผิ่วมะฉิ่นและเหล่าเสนาอำมาตย์ทราบเข้า จึงทูลเตือนพระเจ้าธีบอว่าเป็นการไม่เหมาะสม แต่พระองค์ก็ทรงเพิกเฉยต่อคำเตือนของพระนางซินผิ่วมะฉิ่น อย่างไรก็ตามพระเจ้าธีบอก็ต้องทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงใหญ่ตามราชประเพณี แต่ผู้ที่ครองใจพระเจ้าธีบอกลับเป็นพระนางศุภยาลัต เพราะพระนางทรงทำทุกวิถีทางที่จะทำให้พระเจ้าธีบอเป็นของพระนางแต่เพียงผู้เดียว นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พระนางศุภยาลัตก็มีอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ  เมื่อใดที่กล่าวถึงพระราชินีก็จะหมายถึงพระนางศุภยาลัตเพียงผู้เดียว
       
ชีวิตรักของพระนางมีหลายครั้งที่พระเจ้าธีบอติดพันหญิงอื่นซึ่งโดยธรรมเนียมแล้วพระมหากษัตริย์สามารถมีมเหสีได้หลายพระองค์ แต่พระนางทรงไม่ยินยอม จนทำให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น  ซึ่งเริ่มจากเจ้าชายยะหน่องสหายคนสนิทของพระเจ้าธีบอ ต้องการที่จะลดอำนาจของพระนางศุภยาลัต โดยการโน้มน้าวให้พระเจ้าธีบออภิเษกกับหญิงอื่น เจ้าชายยะหน่อง ได้แนะนำสตรีงามนามว่า มิขิ่นจี ให้กับพระเจ้าธีบอ และพระองค์ก็หลงรักนางพร้อมให้สัญญาว่าจะแต่งตั้งสตรีงามท่านนี้เป็นมเหสีฝ่ายเหนือ จากนั้นจึงให้นางปลอมตัวเป็นชายเข้ามาอยู่ในวังซึ่งสามารถปิดบังพระราชินีได้เป็นเวลาหลายเดือน  พระนางทราบเรื่องหลังจากที่ทรงประสูติพระธิดาองค์ที่สองได้ไม่นาน ทำให้ทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมากและเกิดเหตุทะเลาะกันอย่างรุนแรง เมื่อสถานการณ์ดีขึ้น พระนางจึงส่งคนไปลอบสังหารมิขิ่นจี ขณะเดียวกันยังสามารถกำจัดศัตรูคนสุดท้ายของพระนางได้นั่นคือเจ้าชายยะหน่อง  เนื่องจากมีผู้ร้องทุกข์เกี่ยวกับเจ้าชายยะหน่องเป็นจำนวนมากถึงเรื่องการฉุดคร่าลูกสาวของชาวบ้าน กดขี่ประชาชนและแผนการที่จะกำจัดพระเจ้าธีบอ มีการพบหลักฐานดังกล่าวจริง โดยเฉพาะหลักฐานที่บ้านของเจ้าชายยะหน่องมีเตียงทองคำเหมือนของพระมหากษัตริย์ทำให้เจ้าชายยะหน่องถูกคุมขังและถูกลอบสังหารในปี ค.ศ.1882
         
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้พระนางมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้รัชสมัยของพระนางมีข้อปฏิบัติที่ว่า สามี ห้ามหย่าร้างภรรยา ทอดทิ้งหรือปฏิบัติไม่ดีต่อภรรยา  หลักการนี้ถูกนำมาใช้ในราชสำนักรวมไปถึงราษฎรของพระนาง   หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง  ซึ่งแนวคิดนี้ถือว่าเป็นแนวคิดใหม่สำหรับชาววัง ถ้าเกิดเรื่องราวในทำนองนี้จะทำให้พระนางให้ความสนใจทันที แต่สำหรับเรื่องอื่นไม่ได้ทรงสนพระทัยมากนัก ซึ่งอาจจะเป็นเพราะยังทรงพระเยาว์ ขาดความรู้ และไม่เคยทราบเรื่องราวภายนอกพระราชวัง  การที่ทั้งสองพระองค์ทรงไม่ได้สนใจกิจการบ้านเมืองก็ย่อมทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อราษฎรเป็นอย่างมาก เกิดการปล้นฆ่าเป็นจำนวนมากและนอกจากนั้นยังเกิดเหตุการณ์รุนแรงและเป็นภัยต่อประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ จนนำไปสู่ภาวะสงคราม

ปี ค.ศ.1884 รัฐบาลพม่าตรวจพบว่าบริษัท บอมเบย์-เบอร์ม่า  เทรดดิ้ง คอมปานี ซึ่งเป็นของรัฐบาลอังกฤษที่รัฐบาลพม่าให้สัมปทานไม้สัก มีการละเมิดสัญญาที่ตกลงกันไว้  โดยการลักลอบการขนท่อนซุงขนาดใหญ่และแจ้งบิดเบือนให้เล็กกว่าความจริง ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก มีการตรวจสอบและพบว่ามีการทุจริตจริง จึงมีการออกคำสั่งให้จ่ายค่าปรับ 25,000 ปอนด์สเตอร์ลิง แต่ทางฝ่ายอังกฤษไม่ยอมจึงนำไปสู่ปัญหาในที่สุด ทางฝ่ายอังกฤษมีหนังสือถึงรัฐบาลพม่าเนื้อความว่า ถ้าหากทางพม่าไม่ยอมรับเงื่อนไข อังกฤษจะประกาศสงคราม เสนาบดีเต่งกะด๊ะมินจีจึงเสนอให้พระเจ้าธีบอเปิดสงครามและพระนางศุภยาลัตก็ทรงเห็นด้วย พระองค์ทรงมั่นพระทัยว่ากองทัพของพระเจ้าธีบอสามารถที่จะรับมือกับอังกฤษได้ แต่ทางเสนาบดีกินหวุ่นมินจี กลับบอกว่าควรที่จะใช้สันติวิธี คำแนะนำนี้ส่งผลให้พระนางศุภยาลัตไม่พอพระทัยเป็นอย่างมาก และมีการกล่าวบริภาษกินหวุ่นมินจีอย่างรุนแรง ในที่สุดพระเจ้าธีบอก็ทรงเลือกประกาศสงคราม และฝ่ายอังกฤษเปิดฉากสงครามเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ.1885
         
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 ทางพม่ามีการส่งจดหมายยุติสงครามกับทางกองทัพอังกฤษ แต่กลับได้รับการปฏิเสธจากทางอังกฤษ รุ่งเช้าของวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1885 พระนางศุภยาลัตเสด็จไปยังหอคอยทรงกลม ได้ทอดพระเนตรเห็นกองทัพอังกฤษ จากนั้นทรงทรุดพระวรกายลง ซบพระพักตร์ลงกับพื้น ทรงพระกันแสงและมีการกล่าวโทษว่าเป็นเพราะตนจึงทำให้หายนะมาสู่พระเจ้าอยู่หัวและแผ่นดิน

หลังจากที่พม่ายอมแพ้ต่ออังกฤษครอบครัวของพระองค์  ถูกเนรเทศให้ไปอยู่ที่เมืองรัตนคีรี ประเทศอินเดียเป็นเวลานานถึง 31 ปี ในระหว่างนั้นทางครอบครัวก็ประสบปัญหามากมายทั้งภายในและภายนอก
จนปี ค.ศ.1916  พระเจ้าธีบอสิ้นพระชนม์ที่เมืองรัตนคีรี พระนางศุภยาลัตและพระธิดาจึงได้รับอนุญาตให้กลับสู่พม่า ในปี ค.ศ.1919  และพระนางศุภยาลัตสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน  ค.ศ.1925  ด้วยพระชนมายุ 66 ชันษา  หนังสือพิมพ์ The Rangoon Times  ได้มีการตีพิมพ์เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ว่า “ชาวพม่าอาลัยการจากไปของพระราชินี ไม่ใช่เพราะความยิ่งใหญ่ในอดีตของพระนางแต่เป็นเพราะความศรัทธาในศาสนาและการสร้างกุศลของพระนางภายหลังที่ถูกขับจากบัลลังก์”                                                                                 
ความรู้อันมีขีดจำกัดและความเดียงสาต่อโลกภายนอกของพระนางนำมาซึ่งหายนะต่าง ๆ จากชีวิตที่เคยมีอำนาจอันสูงส่ง ต้องจบลงด้วยบั้นปลายชีวิตที่แตกต่าง ความหลงในอำนาจ ที่คิดว่าทำให้ตนเองอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่เมื่ออำนาจถูกทำลายลงความโทมนัสครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตจึงเข้ามาแทนที่


อ้างอิง

คึกฤทธิ์  ปราโมช, ม.ร.ว. (2529). พม่าเสียเมือง  (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพพฯ: สยามรัฐ.

ซา, สุดาห์.(2558).ราชันผู้ผลัดแผ่นดิน เมื่อพม่าเสียเมือง (พิมพ์ครั้งที่ 5).แปลจาก The King in Exile :
The Fall of  the Royal of Burma โดยสุภัตรา  ภูมิประภาส.กรุงเทพฯ : มติชน.

นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2505). พระราชพงศาวดารพม่า: เล่ม 3 พระนิพนธ์ พระ เจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์. (ม.ป.ท.) : คุรุสภา.

นราธิปประพันธ์พงศ์, พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระ. (2505). พระราชพงศาวดารพม่า: เล่ม 4 พระนิพนธ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์.  (ม.ป.ท.) : คุรุสภา.

ฟีลดิ้ง-ฮอลล์, แฮโรลด์.(2559). ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน (พิมพ์ครั้งที่ 3).แปลจาก
Thibaw’s Queen โดยสุภัตรา  ภูมิประภาสและสุภิดา  แก้วสุขสมบัติ. กรุงเทพฯ:มติชน.

อ่านเพิ่มเติม »

เจดีย์สี่พันองค์แห่งพุกาม

โดย ภากร  มณีอินทร์

ซากปรักหักพังของโบราณสถานต่างๆ คือร่องรอยที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโบราณ หากมองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายคนคงนึกถึง ปราสาทนครวัดและหมู่ปราสาทหินต่างๆ แห่งอาณาจักรเขมร แต่ยังมีอีกหนึ่งอาณาจักรที่สิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “พุกาม” ดินแดนแห่งเจดีย์สี่พันองค์ เพราะทั่วทั้งบริเวณในเขตอาณาจักรเต็มไปด้วยหมู่เจดีย์น้อยใหญ่กว่าสี่พันองค์ แต่ละองค์ล้วนมีเอกลักษณ์ มีตำนานเรื่องเล่าและมีความวิจิตรบรรจงเป็นอย่างยิ่ง

พุกาม (Pagan) คือชื่ออาณาจักรโบราณของพม่าสถาปนาโดยพระเจ้าอโนรธามังช่อ หรือ พระเจ้าอโนรธา คนไทยรู้จักในนามพระเจ้าอนิรุทธ์ ปฐมกษัตริย์พม่าแห่งราชวงศ์พุกาม ดังนั้นพุกามจึงถือเป็นราชธานีแห่งแรกของพม่าด้วย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองพุกาม หรือที่ทางการพม่าเรียกว่า บากัน(Bagan) อยู่ในเขตมัณฑะเลย์ในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำอิระวดีในเขตภาคกลางของประเทศพม่า  มีอายุอยู่ในช่วง พ.ศ. 1587 - พ.ศ. 1830 ปกครองโดยกษัตริย์ 14 พระองค์ และค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงหลังจากกองทัพมองโกลรุกรานก่อนจะถูกผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจีนในสมัยราชวงศ์หยวน สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปจัดเป็นเขตแห้งแล้ง มีระดับน้ำฝนต่ำกว่า 30 นิ้วต่อปี สภาพภูมิอากาศดังกล่าวนี้เองที่เอื้อต่อการคงอยู่ของหมู่เจดีย์น้อยใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐกว่าสี่พันองค์ ถึงแม้ในปัจจุบันจะเหลือเพียงสองพันกว่าองค์ที่รอดพ้นมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแผ่นดินไหว จากสงคราม และจากการรื้อทำลายของมนุษย์ แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้คนที่มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ไม่รู้ลืม


ภาพหมู่เจดีย์น้อยใหญ่บางส่วนของอาณาจักรพุกาม
ที่มา : http://www.taladtours.com/

อาณาจักรพุกามถือเป็นอาณาจักรที่มีพัฒนาการความเจริญรุ่งเรืองควบคู่มากับพุทธศาสนานิกายเถรวาท อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความสั่นคลอนของพุทธศาสนาในอินเดียจากการแผ่อิทธิพลเข้ามาของศาสนาอิสลามทำให้พุกามกลายเป็นจุดหมายของผู้อพยพในสมัยนั้น เพราะจากชัยภูมิที่ตั้งที่เหมาะเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและทางการค้า การอพยพเข้ามาของชาวพุทธในช่วงเวลานั้นทำให้อาณาจักรแห่งนี้พัฒนากลายเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาในเวลาต่อมา ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของทั้งกษัตริย์ ขุนนางและชาวเมืองส่งผลให้พุกามมีความก้าวหน้าทางด้านศิลปะกรรมเพื่อการบูชาพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง โดยรังสรรค์สถาปัตยกรรมออกมาในรูปแบบเจดีย์ที่มีความสวยงามโดดเด่นเพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือพระพุทธรูปสำคัญตามความประสงค์ของผู้สร้างและจึงถวายเป็นพุทธบูชา นั่นทำให้อาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยเจดีย์โบราณจากการสำรวจพบกว่า 2,217 องค์  จากทั้งหมด 4,446 องค์ที่ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์

เจดีย์ศิลปะแบบพุกาม นิยมก่อสร้างจากอิฐดินเผา นำมาก่อและฉาบด้วยปูน ภายนอกมีการประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น ส่วนภายในมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ซึ่งความรุ่งเรืองของสถาปัตยกรรมในรูปแบบเจดีย์นี้ นอกจากปรากฏอยู่ทั่วไปในเขตอาณาจักรกว่าสี่พันองค์แล้วนั้น นักโบราณคดียังเชื่อว่ารูปแบบเจดีย์ต่างๆ นั้นยังส่งอิทธิพลต่อการสร้างเจดีย์ในอาณาจักรใกล้เคียงอื่น ๆ ด้วย รวมถึงอาณาจักรโบราณของไทยอย่างหริภุญชัยที่ส่งผลมาถึงล้านนา หรือ สุโขทัย ที่ส่งผลมาถึงอยุธยา ทั้งหมดล้วนมีสถาปัตยกรรมที่ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากเจดีย์แบบพุกาม เช่น วัดเจดีย์เจ็ดแถวของศรีสัชนาลัย หรือ เจดีย์เชียงยืน วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

ในปัจจุบันดินแดนเจดีย์แห่งพุกามได้กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก โดยเจดีย์ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่สุด คือ เจดีย์ชเวซันดอที่ถือเป็น 1 ใน 5 มหาเจดีย์แห่งพม่า และมีความสนใจอยู่ที่ภาพพุทธชาดกที่บริเวณผนังภายในเจดีย์และการก่อสร้างเจดีย์องค์นี้ยังมีความประณีตในการเรียงอิฐที่ว่ากันว่าไม่สามารถใช่เข็มสอดเข้าไประหว่างรอยต่อของอิฐแต่ละก้อนได้ รวมถึงยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดินอีกจุดหนึ่งที่สวยที่สุดของเมืองพุกามอีกด้วย หรือเจดีย์ตะเบียงนิวที่เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดของพุกามและมีลวดลายปูนปั้นที่สวยงามและสมบูรณ์ ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมกันคือการนั่งรถม้าและการปั่นจักรยานชมเจดีย์ต่างๆ ในเขตโบราณสถาน ซึ่งแต่ละองค์จะอยู่ไม่ห่างกันมาก โดยระหว่างทางจะมีบรรยากาศไร่นาของชาวพม่า และแต่ละเจดีย์จะมีจุดขายของที่ระลึก รวมถึงมีไกด์คอยให้ความรู้ และให้คำแนะนำในการท่องเที่ยวด้วย โดยความงามของพุกามนี้มีคำกล่าวของอาร์โนลด์ ทอยน์บี นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้ว่า “See Angkor Wat and Die,  See Pagan and live” หรือ “การได้เห็นนครวัดย่อมนอนตายตาหลับ และการได้เห็นพุกามย่อมมีชีวิตเป็นอมตะ ”


ภาพการนั่งรถม้าชมหมู่เจดีย์ในเขตโบราณสถานเมืองพุกาม

สถานการณ์ปัจจุบัน หลังจากที่พม่าเปิดประเทศมีการจัดการเลือกตั้งตามหลักประชาธิปไตย นั่นทำให้ทางการพม่าต้องการผลักดันโบราณสถานเมืองพุกามที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้เป็นมรดกโลก มีการจัดทำ “แผนแม่บทการรักษาเมืองพุกาม (Master Plan For The Preservation Of Bagan )” อีกทั้งความสมบูรณ์ยิ่งใหญ่และความเก่าแก่ของโบราณสถานแห่งนี้คงเพียงพอแล้ว แต่คณะกรรมการมรดกโลก องค์การยูเนสโก (UNESCO) ยังมีความกังวลในเรื่องการปรับปรุงซ่อมแซมของทางการพม่าที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสถาปัตยกรรมดั้งเดิม เช่นการสร้างยอดเจดีย์ขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว  หรือการประดับตกแต่งด้วยการปิดทองและทาสีใหม่ให้ดูสวยงาม นั่นทำให้ยูเนสโกยังไม่สามารถประกาศให้โบราณสถานในเมืองพุกามเป็นมรดกโลกได้ แต่ใช่ว่าพม่าจะไม่มีมรดกโลก เพราะในกลางปี 2557 ที่ผ่านมา คณะกรรมการมรดกโลกได้ประกาศให้กลุ่มเมืองโบราณในอาณาจักรพะยูของพม่าให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ดังนั้นที่นี่จึงกลายเป็นมรดกโลกแห่งแรกของพม่าด้วย

ตลอดระยะเวลาเกือบสามร้อยปีแห่งความรุ่งเรืองที่อาณาจักรแห่งนี้ได้สะสมความมั่งคั่งทางประเพณีวัฒนธรรม ตำนาน ความเชื่อ ศาสนา และภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม จนถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอู่อารยธรรมที่มีอิทธิพลต่อการก่อตั้งและพัฒนาการของอาณาจักรใกล้เคียงอื่นๆ ในสมัยต่อมา โดยเฉพาะในด้านภูมิปัญญาทางสถาปัตยกรรม และในปัจจุบันยังมีความสำคัญทั้งในด้านการท่องเที่ยว ด้านการเป็นแหล่งประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ และสำคัญที่สุดคือด้านการศึกษาทางประวัติศาสตร์ที่จะช่วยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในภูมิภาคแถบนี้ให้มีความรักความเข้าใจกันมากขึ้นในแง่ของการมีวัฒนธรรมร่วมกัน และเมื่อทุกภาคส่วนทั้งคนในท้องถิ่น คนในภูมิภาคเดียวกัน ภาครัฐ และองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมโบราณสถานแห่งนี้ล้วนเห็นคุณค่าร่วมกัน ทั้งหมดนั้นจะช่วยต่อลมหายใจของดินแดนเจดีย์สี่พันองค์แห่งนี้ให้คงอยู่อย่างมั่นคงและงดงามคู่โลกใบนี้ต่อไป


อ้างอิง

ASTVผู้จัดการออนไลน์. 2559. ยูเนสโกประกาศ “กลุ่มเมืองอาณาจักรพะยู” ของพม่าเป็นมรดกโลกแห่งใหม่. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : http://www.manager.co.th/Indochina/ViewNews.aspx?NewsID=9570000070887

เกรียงไกร เกิดศิริ.  (2550, กันยายน).  สถานการณ์การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมในเมืองโบราณพุกาม.  หน้าจั่ว, 5(1), 112-125.  ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก :   https://www.tci-thaijo.org/index.php/NAJUA/article/view/16511/14933

มูลนิธิวิกิมีเดีย. 2558 . อาณาจักรพุกาม. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/

สุจิตต์  วงษ์เทศ. (2545). เที่ยวดงเจดีย์ที่พม่าประเทศ. กรุงเทพฯ : บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน).

สำนักวิชาการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร. 2556 . พุกาม : เส้นทางสู้ความเป็นมรดกโลก. (ออนไลน์). ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2559, จาก :  http://library2.parliament.go.th/ejournal/content_af/2556/oct2556-3.pdf.

อ่านเพิ่มเติม »

อองซาน ซูจี (Aung San Suu Kyi)

โดย อรชา อุทิศธรรม

ในบรรดาบุคคลสำคัญต่างๆ มายมายในโลก อองซาน  ซูจี นับเป็นสตรีเหล็กผู้หนึ่งที่มากไปด้วยความสามารถ และยืนหยัดต่อสู้เรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมให้กับประชาชนชาวพม่ามายาวนาน จนประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2558 ชื่อของนางอองซาน  ซูจี  ได้โด่งดังไปทั่วโลกจากเส้นการดำเนินชีวิตและการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยขวากหนามของเธอ

อองซาน  ซูจี (Aung San Suu Kyi) เกิดเมื่อ  วันที 19  มิถุนายน พ.ศ. 2488  ที่เมืองย่างกุ้ง  ประเทศพม่า เป็นธิดาของ นายพลอองซาน  และนางดอว์ขิ่นจี บิดาของซูจีนับได้ว่าเป็นวีรบุรุษของพม่า  ผู้นำการต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากประเทศญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร  จนนำไปสู่การได้รับอิสรภาพเป็นรัฐเอกราช ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะเลือกเดินในเส้นทางเดียวกับบิดา



แต่บิดาของเธอได้ถูกลอบสังหารตั้งแต่เธอมีอายุเพียง 2 ขวบ  มารดาของเธอในขณะนั้นเป็นทูตและได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่อินเดีย  เลยทำให้ซูจี ต้องเข้ารับการศึกษาที่ประเทศอินเดีย เมื่อจบการศึกษาจึงได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ  และได้พบรักกับนายนาย ไมเคิล อริส  จนได้แต่งงานและมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน  แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2516-2529 ซูจี ได้มีการย้ายไปทำงานในหลายประเทศพร้อมกับสามีของเธอ  โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตทางการเมืองของเธอเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2531

นางซูจีได้กลับบ้านเกิดที่กรุงย่างกุ้ง เพื่อมาดูแลมารดา ที่ป่วยหนักในขณะนั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศพม่ากำลังประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ  และมีความวุ่นวายทางการเมือง  ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาได้มีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อกดดันให้นายพลเนวิน  ที่ยึดอำนาจการปกครองประเทศพม่าให้ลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคสังคมนิยมพม่าขณะนั้นจนกระทั่งสำเร็จ  จนเป็นเหตุให้ผู้นำทหารได้สั่งการให้ใช้กำลังอาวุธในการสลายการชุมนุมจนนำมาสู่การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมหลายพันคน ซูจี ได้เข้าร่วมชุมนุมกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้เป็นครั้งแรกโดยการส่งจดหมายถึงรัฐบาลเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย

เธอได้ร่วมจัดตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ขึ้น แต่รัฐบาลพม่าได้ใช้อำนาจตามกฏอัยการศึกกักกันบริเวณเธอให้อยู่แต่ในบ้านเป็นครั้งแรกโดยไม่มีข้อหา เป็นเวลาถึง 3 ปี และได้กักบริเวณสมาชิกพรรค NLD ไว้ที่เรือนจำ  และนี่คือจุดเริ่มต้นบทบาททางการเมืองของซูจี


ที่มา: http://variety.teenee.com/

ซูจีได้อดอาหารเพื่อประท้วงเรียกร้องให้นำตัวเธอไปขังรวมกับสมาชิกพรรคของเธอ  และในขณะนั้นเองได้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่า และพรรคของเธอได้รับการชนะในการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น  แต่รัฐบาลเผด็จการของพม่าปฏิเสธที่จะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้ง แต่ได้ยื่นข้อเสนอให้เธอออกนอกประเทศเพื่อไปใช้ชีวิตกับครอบครัวที่อังกฤษ  แต่ซูจี ได้ปฏิเสธ ข้อเสนอนั้น

ต่อมาในปี 2538 ซูจี  ได้รับอิสรภาพจากการถูกกักบริเวณ  แต่ถูกห้ามให้ดำเนินกิจกรรมใดๆเกี่ยวกับการเมือง  และถูกจำกัดเสรีภาพต่างอีกมากมายทั้งไม่ให้พบปะกับประชาชน  และสมาชิกพรรคของซูจีเองและแม้ต่อมาเธอจะถูกปล่อยให้ได้รับอิสรภาพแต่เธอก็ยังถูกทหารติดตามเธอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

ต่อมาในปี 2542 สามีของเธอก็ได้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งที่ประเทศอังกฤษ และตั้งแต่ปี 2543-2552  เธอก็ยังมีบทบาททางการเมืองโดยสันติวิธีเพื่อการนำประเทศมาสู่ประชาธิปไตยอยู่เรื่อยมาปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในพม่า จะยังคงเป็นปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนอีกยาวไกล แต่บทบาทของเธอยังถูกทางการทหารของพม่าควบคุมดูแลนางซูจีอยู่ตลอดเรื่อยๆ มา

ล่าสุดเมื่อ 13 พ.ย.2558 ที่มีการเลือกตั้งของพม่า ผลการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางออง ซาน ซูจี ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีก 15 ที่นั่ง และยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคเอ็นแอลดี ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลชุดใหม่ของประวัติศาสตร์การเมืองในพม่ามานับแต่กองทัพทหารพม่ามาปกครองประเทศมายาวนานกว่า 50 ปี ขณะเดียวกันก็มีทั้งผู้นำในระดับโลกและผู้มีชื่อเสียงอีกมากมายออกมาร่วมแสดงความยินดีกับชัยชนะอย่างถล่มทลายของนางซูจี ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนี้ที่เธอได้รับชัยชนะมา อองซาน ซูจี ยังได้รับเกียรติเข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปีพ.ศ. 2534

และนี่คือเรื่องราวชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  เพื่อประชาชน และเพื่อประเทศของเธอเอง   จากสถานะหญิงแม่บ้านคนหนึ่งสู่ผู้มีบทบาททางการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก  และเชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักชื่อ อองซาน  ซูจี


อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/content

หนังสือ AUNG SAN SUU KYI วีรสตรีประชาธิปไตยพม่า โดย ดร.กุลธิดา  บุณญะกุล

ประวัติ อองซานซูจี เส้นทางชีวิตและการต่อสู้ของอองซานซูจี –highlight.kapool.com

สืบค้นเพิ่มเติมเมื่อ 22  พ.ย. 2558 ผลการเลือกตั้งพม่าครั้งล่าสุด

http://news.mthai.com/hot-news/world-news/468465.html


อ่านเพิ่มเติม »