แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชีย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอเชีย แสดงบทความทั้งหมด

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)

โดย นุชนภางค์  วิริยะ

หากกล่าวถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่เป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีใต้ก็คงต้องนึกถึง พระราชวังต่างๆในกรุงโซล เนื่องจากเป็นพระราชวังที่มีความสวยงาม  อีกทั้งยังมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย ซึ่งภายในกรุงโซลก็มีพระราชวังที่สำคัญอยู่หลายแห่งแต่พระราชวังที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นทั้งสัญลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของกรุงโซล ก็คือ พระราชวังเคียงบกกุง

“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://www.theseoulguide.com/sights/gates/gwanghwamun-gate/

พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace) หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง” คำว่า "เคียงบกกุง" ในภาษาเกาหลีมีความหมายว่า "พระราชวังแห่งพรที่ส่องสว่าง ( The Palace of Shining Blessings)" ถูกก่อสร้างสร้างขึ้นในปีค.ศ.1394 โดยพระเจ้าแทโจแห่งราชวงศ์โชซอนและได้รับการปรับปรุงต่อเติมในของพระเจ้าแทจงและพระเจ้าเซจงมหาราชเพื่อใช้เป็นพระราชวังหลักของราชวงศ์โชซอนสำหรับประทับในการว่าราชการของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ของรางวงศ์โชซอน โดยพระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังไว้ถึง 5แห่ง ได้แก่ พระราชวังเคียงบกกุง พระราชวังชางด็อกกุง พระราชวังด็อกซูกุง  พระราชวังชังกย็องกุง  และพระราชวังคย็องฮีกุง

 ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์โชซอนนี้ พระราชวังเคียงบกกุงถือว่าเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด ซึ่งมีอีกชื่อเรียกที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือ “พระราชวังภาคเหนือ”(Northern Palace)  เนื่องจากตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของกรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ และตั้งอยู่ในทิศเหนือที่สุดของบรรดาพระราชวังทั้ง 5 แห่งอาทิ พระราชวังชางด็อกกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก และพระราชวังเคียงฮุยกุงตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อีกทั้งพระราชวังเคียงบกกุงนั้นยังมีชื่อเสียงว่าเป็นพระราชวังที่มีความงดงามมากที่สุด เนื่องจากบริเวณด้านหลังของพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นวิวของภูเขาพูกักซานจึงส่งผลทำให้พระราชวังเคียงบกกุงมีความยิ่งใหญ่งดงามเป็นอย่างมาก


“พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)”
ที่มา : https://blog.traveloka.com/

พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนพื้นที่ทั้งหมดเป็นจำนวนมากถึง 5.4 ล้านตารางฟุต โดยในช่วงต้นของราชวงศ์โชซอนนั้น พระราชวังเคียงบกกุงมีจำนวนตำหนักมากถึง 200 ตำหนักและมีจำนวนห้องทั้งหมดกว่า 7700 ห้องภายในเขตพระราชวัง จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ.1592 กองทัพของประเทศญี่ปุ่นได้เข้ารุกรานประเทศเกาหลี ทำให้ตำหนักต่างและห้องต่างๆ ในพระราชวังเคียงบกกุงได้ถูกทุบทำลาย ถูกเผาไหม้ไปเป็นจำนวนมากคงเหลือไว้แค่เพียงซากปรักหักพังของพระราชวังและผลจาการเข้ารุกรานของกองทัพญี่ปุ่นนี้ส่งผลให้อาคารส่วนใหญ่ภายในพระราชวังได้ถูกทำลายลงก่อนที่จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมและฟื้นฟูสร้างพระราชวังขึ้นมาใหม่ในแบบฉบับเดิมโดยผู้นำชื่อ ฮึงซอน แดวอนกุน เมื่อปีค.ศ.1868  ในสมัยของกษัตริย์โกจงซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรโชซอน ลำดับที่ 26 และสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเกาหลีพระองค์แรกโดยจากการฟื้นฟูพระราชวังเคียงบกกุงในสมัยพระเจ้าโกจง ทำให้ในปัจจุบันพระราชวังเคียงบกกุงมีตำหนักทั้งสิ้น 10 ตำหนัก

นอกจากชื่อเสียงเรื่องความสวยงามแล้ว พระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้เป็นอย่างมาก เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงนั้นเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) อันเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุและประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โซซอนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1392-1910

ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีการเก็บรักษารวบรวมโบราณวัตถุจากพระราชวังเคียงบกกุก พระราชวังช็องด็อกกุง พระราชวังช็องยองกุง และศาลเจ้าจองเมียว เป็นจำนวนกว่า 20,000 ชิ้น  อีกทั้งภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุงยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ซึ่งเป็นสถานที่จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมและสิ่งประดิษฐ์ รวมถึงประวัติศาสตร์การใช้ชีวิตประจำวันของชาวเกาหลีในอดีต เพื่อต้องการที่จะให้ผู้ที่เข้าชมได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตแท้จริงของคนเกาหลีใต้ วิถีทางการเกษตร และความเชื่อทางวัฒนธรรมของประเทศเกาหลีใต้

สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจภายในบริเวณของพระราชวังเคียงบกกุง มีดังนี้

พระที่นั่งคึนจองวอง (Geunjeongjeon) หรือท้องพระโรงของพระราชวังคยองบกเป็นเสมือนสถานที่ว่าราชการของกษัตริย์ในสมัยก่อนของราชวงศ์เกาหลีใต้ และใช้สำหรับการรับรองทูตจากต่างประเทศ รวมถึงใช้เป็นสถานที่สำหรับการจัดงานพิธีราชาภิเษก

คยองเฮรุ (Gyeonghoeru) หรือศาลากลางน้ำ เป็นห้องโถงที่เอาไว้ใช้ในการจัดงานเลี้ยง หรืองานพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของกษัตริย์ในสมัยราชวงศ์โชซอน คยองเฮรุถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1867 บนทะเลสาบขนาดสี่เหลี่ยม ซึ่งตัวศาลานั้นส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากไม้และหิน ส่วนบริเวณโดยรอบจะรายล้อมไปด้วยเสาและสะพานหิน เนื่องด้วยฉากหลังที่สวยงามตามธรรมชาติของต้นไม้และสีสันของใบไม้ที่เปลี่ยนผันไปตามแต่ละฤดูกาล ส่งผลให้  คยองเฮรุกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดภายในพระราชวังเคียงบกกุง


“คยองเฮรุ (Gyeonghoeru)” หรือศาลากลางน้ำ

ศาลาฮางวอนจอง (Hyangwonjeong) คือ ศาลาหกเหลี่ยมสองชั้นตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆ กลางสวนบริเวณด้านหลังของพระราชวัง ซึ่งมีสะพานที่ทอดยาวจากฝั่งไปถึงศาลาฮางวอนจอง ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1873 โดยศาลาฮางวอนยองมีความหมายในภาษาเกาหลีว่าศาลาที่มีกลิ่นหอมแผ่ไปไกล


“ศาลาฮางวอนจอง” (Hyangwonjeong)

จากที่กล่าวมาข้างต้น “พระราชวังเคียงบกกุง” หรือเรียกอีกแบบหนึ่งว่า “พระราชวังคยองบกกุง”   ถือเป็นหนึ่งในห้าของพระราชวังสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ นอกจากเป็นพระราชวังที่มีความงดงามน่าชื่นชมแล้ว ยังถือเป็นพระราชวังที่มีความสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์ประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย เนื่องจากภายในพระราชวังเคียงบกกุงเป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติเกาหลี (National Palace Museum of Korea) และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเกาหลี (National Folk Museum of Korea) ทำให้ผู้ที่เข้าชมพระราชวังสามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ในคราวเดียวกัน เพื่อที่จะได้เรียนรู้ถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนพื้นเมืองเกาหลีใต้ในอดีต

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพระราชวังเคียงบกกุง นอกจากจะเป็นสถานที่ที่มีความงดงามเหมาะสำหรับการเดินเที่ยวชมแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่างๆเกี่ยวกับประเทศเกาหลีใต้อีกด้วย


อ้างอิง

ChilloutKorea เที่ยวเกาหลีด้วยตัวเอง. (2561). พระราชวังเคียงบกกุง Gyeongbokgung Palace. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: https://www.chilloutkorea.com/gyeongbokgung-palace/

Dooasia. (2554). พระราชวังเคียงบกกุง (Gyeongbokgung Palace)และพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี ประเทศเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=291

Seoulcafe. (2558). พระราชวังคยองบกกุง วังหลวงที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลี. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://seoulcafe2013.blogspot.com/2015/04/blog-post_29.html

Centertourandtravel. (2560). 5 พระราชวังสำคัญเกาหลีสวยหลุดซีรี่ย์. ค้นเมื่อ 24 กันยายน 2561, จาก: http://www.centertourandtravel.com/บทความ/121/5%20พระราชวังสำคัญเกาหลี%20สวยหลุดซีรี่ย์.html
อ่านเพิ่มเติม »

นครซีอาน

โดย วิลากรณ์ ฉากกุดฉิม

 “จีน” เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรมากที่สุดในโลก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในจีนนั้นล้วนเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอารยธรรมในอดีตด้วย หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประเทศจีนมาบ้างแล้ว ในที่นี่จะขอยกมาเพียงแค่หนึ่งเมืองของประเทศจีนมาอธิบาย ซึ่งก็คือ เมืองซีอาน

ซีอานเป็นหนึ่งในสิบเมืองที่ถือว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ มีความเจริญที่สุดในประเทศจีน เป็นหนึ่งเมืองสำคัญของประวัติศาสตร์จีน อีกทั้งยังเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงของโลกและยังเป็นเมืองปลายทางของเส้นทางสายไหมอีกด้วย


ที่มา: http://thai.cri.cn/mmsource/

ซีอานมีภูมิอากาศที่อบอุ่น มีฝนตกมาก มีปริมาณฝนเทียบได้ใกล้เคียงกับภูมิภาคด้านใต้ของประเทศจีนในปัจจุบัน ดังนั้นประชากรที่นี่จึงค่อนข้างมาก

ซีอานมีประวัติยาวนานมากกว่าสามพันกว่าปี ในสมัยราชวงศ์โจว พื้นที่บริเวณนี้ถูกเรียกว่าเฟิงฮั่ว ต่อมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้เปลี่ยนชื่อเป็นฉางอัน ซึ่งหมายถึง "สันติภาพอันยาวนาน " และถูกเรียกว่าเมืองหลวงแห่งตะวันตกหรือซีจิง ในสมัยราชวงศ์สุยได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นต้าซิง และในสมัยราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนกลับมาเป็นชื่อฉางอันอีกครั้ง

เมืองซีอานได้รับการตั้งชื่อครั้งแรกในช่วงราชวงศ์หยวนว่าเฟิ่งหยวน และตามด้วยชื่ออันซีหรืออานซี แล้วเปลี่ยนเป็นชื่อจิงเจ้าในเวลาต่อมา และในสมัยราชวงศ์หมิงจึงได้ใช้ชื่อว่าซีอาน จากนั้นไม่นานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อซีจิง และกลับมาใช้ชื่อซีอานอีกครั้งในสมัยสาธารณรัฐจีน

เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของซีอานก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องการที่จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียวแล้วได้สถาปนาเมืองหลวงของประเทศขึ้นคือเมืองเสียนหยาง ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของซีอานในปัจจุบัน แต่ในอดีตจัดเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุคนั้น มีประชากรประมาณห้าถึงหกแสนคน เกือบเท่ากับหนึ่งในสามของประชากรทั้งประเทศ แต่จอมจักรพรรดิทรงเห็นว่าเมืองหลวงเสียนหยางยังมีขนาดใหญ่ไม่เพียงพอ จึงโปรดให้สร้างเมืองเออฝางขึ้นทางใต้ของเมืองเสียนหยาง ต่อมาไม่นานราชวงศ์ฉินได้ถูกชาวนาโค่นบัลลังก์ เหล่าบรรดาพระราชวังและตำหนักในเมืองทั้งสองถูกเผาทำลายจนสิ้น โดยใช้เวลาเผานานถึง 3 เดือน

และในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้มีการสร้างเมืองหลวงใหม่ชื่อฉางอาน ซึ่งสร้างขึ้นบนพื้นที่ระหว่างที่ตั้งเมืองหลวงเก่าทั้งสอง ตำหนักภายในเมืองมีจำนวนมากและมีขนาดใหญ่ หลังจากนั้นจักรพรรดิราชวงศ์สุยได้สร้างเมืองหลวงอีกเมืองหนึ่งขึ้นทางใต้เมืองฉางอานของราชวงศ์ฮั่นชื่อ ต้าสิ้ง และเปลี่ยนฉางอานเป็นสวนดอกไม้ส่วนพระองค์ ต่อมาจักรพรรดิราชวงศ์ถังได้เปลี่ยนชื่อเมืองต้าสิ้ง เป็นฉางอาน และมีการดำเนินการก่อสร้างเมืองอย่างต่อเนื่อง จนเมืองฉางอานของราชวงศ์ถังเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนพื้นโลกในขณะนั้น มีความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศต่างๆ ชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยมีถิ่นพำนักในเมืองนี้ อาจจะพูดได้ว่าฉางอานเป็นเมืองนานาชาติเมืองหนึ่งก็ได้ แต่ที่น่าเสียดายคือในช่วงปลายราชวงศ์ถังได้มีศึกสงครามไม่หยุดหย่อน จึงทำให้สิ่งก่อสร้าง 300 ปี ของฉางอานถูกทำลายจนหมดสิ้น เหลือเพียงสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กเท่านั้น

ต่อมาหลังจากราชวงศ์ถังมา 2 - 3 ราชวงศ์ ฉางอานได้มีการก่อสร้างขึ้นอีกครั้ง แต่ตัวเมืองดั้งเดิมกลับเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด จนเมื่อราชวงศ์หมิงเจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจ  เมืองฉางอานก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซีอาน ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันจนถึงปัจจุบัน

สันนิษฐานว่าเมืองซีอานที่ปรากฏในปัจจุบันเป็นเมืองที่ถูกสร้างมาหกร้อยปีก่อนราชวงศ์หมิง โดยในสามร้อยปีก่อนหน้านี้ เมืองซีอานได้มีโอกาสการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตัวเมืองในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึง 129 ตารางกิโลเมตร มีจำนวนประชากรมากถึงหนึ่งล้านห้าแสนคนโดยประมาณ ภายในเมืองนอกจากจะสร้างอาคารบ้านเรือนสมัยใหม่แล้ว ยังมีการบูรณะสวนสาธารณะและโบราณสถานที่มีชื่อเสียงด้วย  หอนาฬิกากลางเมืองถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งบรรดาเมืองหลวงในประวัติศาสตร์หลายๆแห่งต่างก็มีหอนาฬิกา แต่ไม่มีที่ไหนจะมีชื่อเสียงอย่างของซีอาน และสิ่งก่อสร้างสำคัญซึ่งอยู่ทางด้านใต้ของหอนาฬิกา เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ของมณฑลส่านซี ภายในมีแท่งศิลาจารึกที่มีชื่อเสียงซึ่งถูกทำขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งจำนวนมากกว่า 1,000 แท่ง ส่วนด้านใต้ของซีอานมีสถูปห่านป่าใหญ่และสถูปห่านป่าเล็กซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ถัง

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้ปรากฏสิ่งมหัศจรรย์ที่ตะลึงคนทั่วโลกเกิดขึ้น คือการค้นพบกองทัพหุ่นทหาร และม้าประจำสุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ พูดได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เช่นเดียวกับกำแพงเมืองจีน  ส่วนสุสานพระศพและอื่นๆยังไม่มีการขุดค้น จนกว่าจะมีเทคโนโลยีที่จะดำรงรักษาสภาพสีของวัตถุโบราณตลอดจนหุ่นทหารดินเผาได้ โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในปริมณฑลของซีอานมีมากมายโดยเฉพาะสุสานของจักรพรรดิหลายๆ พระองค์และคลังสมบัติ และบริเวณเมืองซีอานคือพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก



ปัจจุบันซีอานคือศูนย์กลางแห่งอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ถือได้ว่าซีอานเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก อาจจะสืบเนื่องมาจากการครองราชย์ของแต่ละราชวงศ์ก็เป็นได้ เพราะจักรพรรดิของแต่ละราชวงศ์นั้นต่างก็มีกลวิธีของพระองค์เองในการปกครองและฟื้นฟูซีอาน


อ้างอิง

นครซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%99

ประเทศจีน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: http://people-republic-of-china.blogspot.com/

รูปภาพของซีอาน. สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2559, จาก: https://th.images.search.yahoo.com/yhs/search;_ylt=A2oKmM_yGE1XaiIATOTHTQx


อ่านเพิ่มเติม »

คิม จองอิล (Kim Chŏngil)

โดย จันทกานต์ กิจสูงเนิน

เมื่อพูดถึงประเทศที่ปกครองด้วยระบอบสังคมนิยมหรือที่เราเรียกว่าระบอบคอมมิวนิสต์ ในทวีปเอเชียนั้นแน่นอนว่าต้องนึกถึงประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ทั่วโลกกำลังจับตามอง มีกองทัพที่แข็งแกร่งติดอันดับโลกและที่สำคัญคือ มีอดีตผู้นำที่ทรงอิทธิพลเรียกได้ว่ามีอำนาจมากที่สุดในประเทศ ประชาชนต่างเรียกเขาว่า “บิดาที่รัก” หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ คิม จองอิล

คิม จองอิล (Kim Chŏngil) เป็นอดีตผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี(เกาหลีเหนือ) เขาเป็นเลขาธิการพรรคกรรมกรเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ ค.ศ.1948 เป็นประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศแห่งเกาหลีเหนือ และเป็นผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเกาหลีสูงสุด อีกทั้งเขายังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 31 ของบุคคลทรงอำนาจที่สุดของโลกอีกด้วย


ที่มา : http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390              

คิม จองอิล เป็นบุตรชายของ คิม อิลซอง ผู้นำคนแรกของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี และนางคิม จอง ซุค เขาเกิดที่ค่ายทหารโซเวียตในไซบีเรีย ตามบันทึกโซเวียต แต่ตามบันทึกเกาหลีเหนือบอกว่าเขาเกิดบนภูเขาแพกตูที่เป็นยอดภูเขาสูงสุดของเกาหลีเหนือ โดยเขาเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1942

ในตอนเด็กเขามีชื่อเล่นเป็นภาษารัสเซียว่า ยูรา เขาใช้ชื่อนี้มาเรื่อยๆจนจบมัธยมปลาย คนอื่นๆจึงเริ่มเรียกเขาว่า คิม จองอิล

เขาสำเร็จการศึกษาขึ้นพื้นฐานระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ.1950 และสิงหาคม ค.ศ.1960 ในกรุงเปียงยาง ซึ่งตลอดการศึกษาในโรงเรียนนั้น เขาได้เกี่ยวข้องกับการเมืองอยู่เสมอ เขาได้ร่วมในสหภาพเด็กและสันนิบาติเยาวชนประชาธิปไตยแห่งเกาหลีเหนือ ผลงานที่โดดเด่นในตอนนั้น คือ เขาดำเนินตามโครงการต่อต้านการถือพวกพ้องและพยายามกระตุ้นการศึกษาอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นในบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของเขา

เขาเริ่มเข้าศึกษาระดับมหาวิทยาลัยในเดือนกันยายน ค.ศ.1960 ที่มหาวิทยาลัยคิมอิลซอง เพราะเป็นมหาวิทยาลัยซึ่งผู้เป็นบิดาของเขาเป็นคนสร้าง โดยเขาเข้าศึกษาในสาขา เศรษฐศาสตร์การเมือง และก่อนที่เขาจะสำเร็จการศึกษา เขาได้ทำปริญญานิพนธ์ในหัวข้อ “the role and status of gun in socialism building”หรือบทบาทและสถานะของปืนในการสร้างระบบสังคมนิยม โดยเขาได้อธิบายช่องว่างระหว่างสังคมเมืองและสังคมชนบท บทบาทของปืนและอาวุธต่างๆที่ใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคมชนบทให้กลายเป็นสังคมเมือง

ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1982 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาประชาชนสูงสุด ในขณะนั้นเองเขาถือกำเนิดขึ้นเป็นบุคคลทรงอำนาจที่สุดรองจากบิดาของเขาในเกาหลีเหนือ หลังจากนั้นในวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1991 เขาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพเกาหลีเหนือ และเนื่องจากกองทัพเป็นรากฐานอำนาจที่แท้จริงในเกาหลีเหนือ ดังนั้นนี่จึงเป็นก้าวสำคัญในการมีอำนาจของเขา

ต่อมาหลังจากที่ คิม อิลซอง เสียชีวิตใน ค.ศ.1994 ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการให้เขาเป็นตำแหน่งสูงสุดของรัฐ ดังนั้น คิม จองอิล จึงถูกเรียกว่าเป็นประมุขแห่งรัฐของเกาหลีเหนือนับแต่นั้นมา

ขณะที่เขาเข้าดำรงตำแหน่งผู้นำ ใน ค.ศ.1944 เกาหลีเหนือต้องงเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและความอดอยาก และแม้ว่าในประเทศจะประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนักในขณะนั้นก็ตาม เขาก็ได้ประกาศนโยบาย ซองกุน หรือ “ทหารมาก่อน” (Millitary First) คือ นโยบายการใช้ทรัพยากรไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการทหารเป็นอันดับแรก เพื่อเป็นการป้องกันประเทศเกาหลีเหนือจากการคุกคามของชาติตะวันตก อย่างที่ทราบกันว่าเกาหลีเหนือได้มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์นั่นเอง

จากการที่เศรษฐกิจของประเทศเสียหายอย่างรุนแรง เขาจึงได้ทำการปฏิรูปเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือ โดยเริ่มอนุมัติกิจกรรมการแลกเปลี่ยนและการค้าขนาดเล็กอย่างเป็นทางการ ซึ่งการที่เขานำ “การปฏิบัติเศรษฐกิจของตลาดหลักเขตประเภทสังคมนิยม” มาใช้ใน ค.ศ.2002 นี้ ยังสามารถประคับประคองให้เกาหลีเหนือไม่ล่มจม แม้ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือด้านอาหารจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ในด้านชีวิตสมรสคิมจองอิล เริ่มความสัมพันธ์กับดาราชื่อดังของเกาหลีเหนือ คือ ซองฮเยริม และเธอได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรกแก่คิมจองอิล คือ คิมจองนัม แต่ว่าคิมจองอิลได้ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์นี้ไว้เป็นความลับ ต่อมาเขาได้สมรสกับ นางคิมยองซุก เมื่อ ค.ศ.1974 และในปีต่อมาได้ให้กำเนิดบุตรสาว คือ คิมซอลซง หลังจากนั้นเขาก็ได้มีความสัมพันธ์กับภรรยานอกสมรสคนที่สอง คือ นางโคยองฮี ซึ่งได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคน คือ คิมจองซอล เมื่อปี ค.ศ.1981 และ คิมจองอึน เมื่อปี ค.ศ.1983 ต่อมาเมื่อเขาได้ขึ้นเป็นผู้นำเกาหลีเหนือ จึงได้ตั้งนางโคยองฮีเป็นสตรีหมายเลขหนึ่ง และตั้งใจจะผลักดันให้ คิมจองนัม บุตรชายคนโตเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือ แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์ที่ คิมจองนัม ทำให้บิดาต้องผิดหวังจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนตัวผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นบุตรชายคนเล็ก คือ คิมจองอึน ในที่สุด

คิม จองอิล ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยสาเหตุทำงานมากเกินไป จนทำให้ทั้งทางร่างกายและจิตใจรับไม่ไหว เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 2011 ที่กรุงเปียงยาง ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของประชาชนทั้งประเทศ

แม้ว่า คิม จองอิล จะถูกมองจากต่างชาติว่าเป็นผู้นำที่เผด็จการและโหดร้าย แต่สำหรับประชาชนในเกาหลีเหนือนั้น ท่านผู้นำของพวกเขาถือเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิต เพราะเขามีความมุ่งมั่นพยายาม มีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์สูง ปกป้องและรักประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ คิม จองอิล ได้ปลูกฝังให้กับประชาชนของเขาเอง และนั่นถือเป็นสิ่งดีที่เราสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน หากเราทุกคนมีความพยายามและมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งใดแล้ว ความสำเร็จก็จะไม่ไกลเกินเอื้อม

อ้างอิง

ปรัญา วรรณวิจิตร. 2559. สิ้นยุค คิมจองอิล สิ้นคอมมิวนิสต์. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2559, จาก: http://www.innnews.co.th/shownews/show?newscode=350390.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/คิม_จ็อง-อิล

Mr.scoop. 2559. ประวัติ คิม จองอิล. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 15 มีนาคม 2559, จาก: http://scoop.mthai.com/hot/3647.html

อ่านเพิ่มเติม »

เรือประจัญบานยามาโตะ (BATTLE SHIP YAMATO)

โดย ธนพล เมืองสนธิ์

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นได้สร้างเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีปืนเรือที่มีขนาดใหญ่และทรงอานุภาพที่สุดในสมัยนั้น มันถูกออกแบบให้เป็นเรือรบสัญชาติญี่ปุ่นที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา เป็นความลับสุดยอด ที่ไม่มีแม้กระทั่งแบบแปลนฉบับสมบูรณ์ แต่แล้วเรือก็ต้องจม จนทำให้เป็นที่มาของประวัติศาสตร์ เรือประจัญบานยามาโตะ

เรือประจัญบานยามาโตะ (battle ship yamato) เป็นเรือประจัญบานขนาดยักษ์ลำแรกของญี่ปุ่น และเป็นเรือประจัญบานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีอาวุธทรงอาณุภาพมากที่สุดเท่าที่ญี่ปุ่นเคยสร้างมาในสมัยนั้นสามารถที่จะสร้างได้ เรือรบลำนี้มีความหมายในฐานะสัญลักษณ์ทางด้านนาวิกานุภาพของญี่ปุ่นและเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน




การออกแบบและการสร้าง เรือยามาโตะได้รับการวางกระดูกงูที่ เมืองฮิโรชิม่า ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 1937 ต้องดัดแปลงอู่เรือให้สามารถต่อเรือที่มีขนาดใหญ่โตได้  อู่เรือมีความลึก 1 เมตร ติดตั้งเครนขา ทีสามารถยกของหนักได้ 350 ตัน  และกลัวว่าทางฝ่ายสหรัฐจะรู้ลักษณะของเรือรบ จึงได้สร้างกระโจมคลุมเหนือช่องว่างระหว่างท่าเทียบเพื่อกันการพบเห็น  เรือถูกปล่อยลงผิวน้ำวันที่ 8 สิงหาคม 1940 โดยมีนาวาเอก มิยาซาโตะ ชุโตกุ เป็นผู้บัญชาการเรือ

บนเรือนั้นมีอาวุธประจำเรือที่สำคัญ ดังนี้
1.ปืนเรือ 18.1/45 จำนวน 9 กระบอก
2.ปืนเรือ 6.1/60 จำนวน 6 กระบอก
3.ปืนDPขนาดลำกล้อง 5/40 จำนวน 24 กระบอก
4.ปืนต่อต้านอากาศยาน 25 มม. จำนวนมากกว่า 150 กระบอก




เรือยามาโตะได้ออกปฎิบัติการครั้งสำคัญๆ ดังนี้

ครั้งที่ 1 ในยุทธนาวีทะเลฟิลิปปินส์ แต่ปฎิบัติการได้ถูกยกเลิกเมื่อข่าวเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐเข้าโจมตีหมู่เกาะมาเรียนา มาถึงกองบัญชาการโอะซาวะ

ครั้งที่ 2 ในยุทธนาวีอ่าวเลย์เต หลังจากวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2487 กองกำลังหลักพบกองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ครั้งนี้เรือยามาโตะได้ใช้ปืนใหญ่ 6 กระบอก ยิงใส่จนจม หลังจากสหรัฐยึดฟิลิปปินส์ เรือยามาโตะเดินทางกลับไปซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย

ในการรบครั้งนี้ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญ คือ การใช้ปืนใหญ่ 460 มม. ยิงจมเรือพิฆาต โฮเอล ของสหรัฐ และทำความเสียหายแก่เรือพิฆาต จอนห์ส์ตัน จนต้องถอนตัวออกจากการรบ นอกจากนี้ยังทำความเสียหาย แก่เรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน แกมเบียร์ เบย์ จนไม่สามารถใช้ดาดฟ้าบินได้

ครั้งที่ 3ในการรบที่โอกินาว่า วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2488 สหรัฐได้ใช้เรือ 10 ลำ บุกโอกินาว่า ปฎิบัติการครั้งนี้เรือยามาโตะถูกตรวจพบ จึงถูกเครื่องบินสหรัฐ 3 หน่วยโจมตี ซึ่งแต่ละหน่วยมีเครื่องบิน 360 ลำเรือยามาโตะโดนโจมตีอย่างหนัก จึงต้องแล่นถอยกลับฐานทัพซาเซโบ้

ครั้งที่ 4 ในปฎิบัติการเท็งโง เป็นปฎิบัติการครั้งสุดท้ายของเรือยามาโตะ เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2488 เครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐสามารถทิ้งระเบิดทำลายห้องเรดาร์และแท่นปืน ทีกราบขวาด้านท้ายเรือ และอีก 2 ลำ โจมตีกราบซ้ายของเรือ และเมื่อเวลา 12:45 มีตอร์ปิโดลูกหนึ่งโจมตีโดนเรือยามาโตะที่กราบซ้ายของเรือ เมื่อยามาโตะอัปปาง ทำให้รายละเอียดไม่มีความแน่นอน

จะเห็นได้ว่าเรือรบยามาโตะเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นสัญลักษณ์ความร้ายกาจของยุทธนาวีญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่กองทัพเรือสหรัฐมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังเป็นสัญลักษณ์ความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นด้วยเช่นเดียวกัน


อ้างอิง

ยุทธโธปกรณ์. เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก board.postjung.com/669792.html

ระวัติความเป็นมา เรือยามาโตะ. สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เรือประจัญบานยะมะโตะ

ปฎิบัติการ เรือยามาโตะ สืบค้นเมื่อ18 พฤษภาคม 2559, จาก www.rtna.ac.th/article/article08.pdf

อ่านเพิ่มเติม »

แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น

โดย  อภิชญา   ไร่วิบูลย์

ในปัจจุบันนี้การเกิดแผ่นดินไหวในโลกก็เพิ่มมากขึ้น  แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า  จึงมักมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่เสมอ  แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการเตือนภัยที่เกิดจากแผ่นดินไหวจะมีการพัฒนา  และมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก   แต่ก็ยังมีการเสียชีวิตของผู้คนเป็นจำนวนมากและไม่สามารถทำให้ลดลงได้หรืออาจจะลดลงได้แต่ภัยพิบัติก็ยังคาดชีวิตคนมากน้อยตามความรุนแรงของแผ่นดินไหว

ผลจากแรงสั่นสะเทือน ทำให้อาคารบ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย และถึงกับพังถล่ม รวมถึงก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบพากันแตกตื่นและหนีตายออกมาอยู่บนท้องถนน ดังกรณีที่มักเกิดเสมอในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นเป็นต้น

ประเทศญี่ปุ่นตั้งอยู่บนพื้นที่เสี่ยงภัยต่อการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเนื่องจากว่าตั้งอยู่บริเวณวงแหวนไฟ และใต้บริเวณเกาะคิวชูนี้มีการเคลื่อนที่ของแผ่นทะเลฟิลิปปินส์มุดตัวใต้แผ่นยูเรเชีย ด้วยความเร็วประมาณ 58 มิลลิเมตร/ปี เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่มีขนาดมากกว่า 7 (Mw) ส่วนใหญ่ที่เกิดบนเกาะญี่ปุ่นจะเป็น แผ่นดินไหวตื้น (ความลึก 0 - 69 กิโลเมตร)

แผ่นดินไหวครั้งใหญ่  เมื่อวันที่  11  มีนาคม  พ.ศ.2554  เวลา  14:46 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ได้เกิดแผ่นดินไหววัดแรงสั่นได้ขนาด  9.0  แมกนิจูด  ความลึก  32  กิโลเมตร   การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้นับได้ว่ารุนแรงเป็นอันดับ  4  ของของโลกที่มีการบันทึกมา  สภาพปัญหาของแผ่นดินไหวได้เคลื่อนเกาะฮอนชูไปทางตะวันออก  24  เมตร  และเคลื่อนแกนหมุนของโลกไปเกือบ  10  เซนติเมตร  แผ่นดินไหวที่กล่าวมาได้ย้ายตำแหน่งแกนโลกไป  25  เซนติเมตร  หลังจากเกิดแผ่นดินไหวนักวิจัยก็ได้ทำการเจาะพื้นมหาสมุทรตรงที่มีการขยับตัวของรอยเลื่อนลึกลงไป  800  เมตร  ซึ่งพบว่าตามแนวรอยเลื่อนมีค่า  cocfficient of friction 0.1 ซึ่งต่ำมาก  ซึ่งรอยนี้มีโอกาสเคลื่อนตัวได้ง่ายถ้าเกิดดินถล่ม  มีชั้นดินเหนียวก็จะเลื่อนง่าย  เป็นเพราะรอยเลื่อนมีแร่ดินเหนียวแทรกอยู่มาก  ทำให้รอยเลื่อนที่พบว่ามีขนาดความกว้างแค่ไม่ถึง  5  เมตร  และสามารถทำให้เกิดการเลื่อนของรอยเลื่อนได้มากถึง  50  เมตร



ภูเขาไฟเอโซะ เกาะคิวชู ที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองคุมาโมโตะ 50 กิโลเมตร หลังแผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2559 เริ่มส่งสัญญาณการปะทุ  

เมื่อวันที่  22  พฤศจิกายน  พ.ศ.2557 เวลา 22:08 ตามเวลาท้องถิ่น  เกิดแผ่นดินไหวขนาดความรุนแรง 6.8  แมกนิจูด ที่จังหวัดนากาโน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงโตเกียวประมาณ 250 กิโลเมตร ซึ่งแรงสั่นสะเทือนรู้สึกได้ในหลายจังหวัดโดยรอบเช่น จังหวัดนีกาตะ จังหวัดกุมมะ รวมถึกรุงโตเกียว โดยมีคนไทยอยู่ราวๆประมาณ 2,200 คน เมื่อเวลา 23:00 ไม่มีคำสั่งอพยพและไม่มีประกาศเตือนสึนามิ รวมทั้งไม่มีรายงานการเสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวครั้งนี้  และไม่มีรายงานว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองชิคะ ในจังหวัดอิชิคาวะ อยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดนากาโน ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ต่อมาบริษัทเดินรถไฟ  JR East  ระงับการให้บริการรถไฟชินคันเซ็นหลายเส้นทางเช่น Nagano Shinkansen, Tohoku Shinkansen, Akita Shinkansen และ Yamagata Shinkansen  แต่เมื่อเวลาประมาณ 01:40 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 ได้มีรายงานเพิ่มเติมว่ามีผู้บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้แล้วประมาณ 20 ราย


ทีมกู้ภัยเข้าไปค้นหาประชาชนผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในซากบ้านที่พังทลาย บริเวณที่เกิดดินถล่มในเมือง มินาไมโซะ จังหวัดคุมาโมโตะ 


จะเห็นได้ว่าช่วงเวลาในการเกิดแผ่นดินไหวเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่นอนหลับพักผ่อนอยู่ในอาคารทำให้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการโดยตึกถล่มทับและติดอยู่ในซากตึก

และเนื่องจากจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้นใกล้เมืองมากก็จะทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากใกล้บริเวณจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว พื้นดินจะสั่นสะเทือนมาก และจะปลดปล่อยคลื่นออกมาทุกความถี่ ไม่ว่าอาคารสูงหรือเตี้ยก็จะสั่นสะเทือนได้หมด คลื่นความถี่นี้จะต่ำลงในระยะทางที่ไกลออกไป ดังนั้นอาคารในตัวเมืองที่มีความสูงตั้งแต่ 7 ชั้นขึ้นไปถึงจะรับรู้ถึงแรงสะเทือนได้

อีกทั้งความลึกของจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในครั้งนี้จัดว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้น ยิ่งจุดศูนย์กลาง แผ่นดินไหวตื้นมากเท่าไหร่ยิ่งทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนมากขึ้น สำหรับอาคารที่แข็งแรง สร้างได้ตามมาตรฐานต้านแผ่นดินไหวสามารถลดความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินได้ดีกว่า


ปราสาทคุมาโมโตะโบราณสถานที่สร้างขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2150 ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ แผ่นดินไหวครั้งนี้    


ประเทศญี่ปุ่นจัดว่าเป็นประเทศที่มีมาตรการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับภัยแผ่นดินไหวได้เป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย ทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับภัยแผ่นดินไหวและทราบว่าหากเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่แล้วจะเกิดแผ่นดินไหวตามอีกเป็น จานวนมาก ในเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวตาม ประมาณ 800 ครั้ง (วันที่ 25 เมษายน 2559) เฉลี่ยการเกิดแผ่นดินไหวตามวันละ 100 ครั้ง ทำให้บ้านเรือนที่ยังไม่พังทลายทั้งหลังไม่มีความปลอดภัยสาหรับอยู่อาศัยในช่วงนี้ อาจพังทลายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวตามได้ตลอดเวลา ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่จะอพยพออกจากบ้านหลังจากเกิดแผ่นดินไหวไปพักยังศูนย์อพยพที่ถูกสร้างอย่างแข็งแรง ปลอดภัย มีของใช้จำเป็นเตรียมไว้ในแต่ละพื้นที่ และในแต่ศูนย์อพยพก็จะมีการเตรียมอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม และสิ่งของจาเป็นพื้นฐานสาหรับผู้อพยพ พร้อมกันนี้หลังจากเกิดแผ่นดินไหวก็จะมีหน่วยกู้ภัยที่ได้รับการ ฝึกฝนเข้าไปค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในซากอาคารที่พังทลาย

ส่วนของประเทศไทยถึงจะไม่ได้มีภัยแผ่นดินไหวรุนแรงเท่ากับประเทศญี่ปุ่น แต่ก็ทำให้เราได้รับรู้ว่าควรปฏิบัติตนอย่างไร ถ้าหากเกิดแผ่นดินไหวขึ้น และได้รับรู้มาตรการต่างๆ ที่ควรปฏิบัติตาม และในส่วนหน่วยงานของรัฐก็ไม่ควรประมาท อาจจะประยุกต์และเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเพื่อเป็น บทเรียนสำหรับเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคตได้


อ้างอิง

วิชาการธรณีไทย.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559, จาก : http://www.geothai.net/2011-tohoku-earthquake/

Kapook.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559 , จาก : http://hilight.kapook.com/view/56994

Highlight  Kapook.  แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น.  สืบค้นเมื่อวันที่  5  มกราคม  2559, จาก : http://hilight.kapook.com/view/111745

Sanook . แผ่นดินไหว คุมะโมโตะ ญี่ปุ่น. สืบค้นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559, จาก: http://news.sanook.com/1980802/

อ่านเพิ่มเติม »

บาบ๋า-ย่าหยา วัฒนธรรมลูกผสมแห่งคาบสมุทรมลายู

โดย พีรพงค์ จันทร์คำ

หากกล่าวถึงคาบสมุทรมลายูที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไทยแล้ว หลายคนคงนึกถึงชนชาติมลายูที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นอันดับแรก และคงจะจินตนาการถึงดินแดนอาหรับย่อยๆ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ทว่ายังมีอีกกลุ่มวัฒนธรรมหนึ่งที่แฝงอยู่ในดินแดนเหล่านั้น คือ กลุ่มวัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน อันเป็นกลุ่มชนลูกครึ่งที่รวบรวมวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนและวัฒนธรรมหลักในแผ่นดินที่พวกเขาได้อาศัย ทำให้เกิดการผสมผสานสรรค์สร้างวัฒนธรรมใหม่จนเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน



หลายคนคงจะมีข้อสงสัยหลายประการในขณะนี้ว่า “บาบ๋า ย่าหยา หรือ เปอรานากัน” คือใคร กลุ่มวัฒนธรรมเปอรานากันนั้น คือ กลุ่มชาวจีนฮกเกี้ยน หรือ ชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยน ที่ได้โล้สำเภาเรือมาทำการติดต่อค้าขายในแถบคาบสมุทรมลายู โดยเฉพาะเมืองมะละกาตั้งแต่อดีต จนเกิดความเจริญทางการค้าอย่างมั่งคั่งและมีการหลั่งไหลจากจีนแผ่นดินใหญ่มาสู่แผ่นดินใหม่ ชาวจีนบางส่วนนั้นได้ปักหลักตั้งถิ่นฐาน ณ ที่บริเวณแห่งนี้และได้แต่งงานกับชาวพื้นถิ่นที่นับถือพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นชาวมาเลย์ ชาวอินโด จนเกิดเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นที่หล่อหลอมวัฒนธรรมจีนและมลายูเข้ารวมกัน ที่ยังถือความเชื่อดั้งเดิมแบบจีนในเรื่องการระลึกถึงบรรพบุรุษ นับถือศาสนาและเทพเจ้า การรักษาประเพณี และความเชื่อใหม่แบบมลายูที่ไม่รับประทานเนื้อหมู การแต่งกายให้มิดชิด ตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ

สำหรับเอกลักษณ์ที่โดดเด่นชัดเจนของชาวเปอรานากันนั้น คือ การแต่งกายและอาหาร สำหรับในเรื่องการแต่งกายของชาวเปอรานากันนั้น พวกเขาได้นำความเป็นจีนและมลายูผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่สวยงามสำหรับผู้หญิงที่มีชื่อว่า “เกอบาญาลินดา” คือการนำผ้าฝ้ายลายลูกไม้มาตัดเย็บเป็นเสื้อแบบหญิงมลายู แต่เนื้อผ้าจะบางและลำตัวสั้นกว่าของชาวมลายูที่เป็นมุสลิม มีการนุ่งผ้าถุงปาเต๊ะแบบมลายู สวมรองเท้าปักแบบจีน สวมใส่เครื่องประดับแบบมลายูและกลัดเข็มกลัดสามตัวแทนกระดุม ส่วนผู้ชายนั้นก็จะสวมใส่เสื้อและกางเกงแบบจีน หรือเสื้อและโสร่งแบบมลายู อันเป็นวัฒนธรรมที่ผสมผสานอย่างลงตัว และในด้านอาหารนั้นชาวเปอรานากันได้นำเครื่องเทศจีนและมลายูมาผสมรวมเข้ากันมีทั้งเผ็ดแบบมลายูและหอมจืดแบบจีน เช่น ลักซา ก๋วยเตี๋ยวแบบจีนแต่น้ำซุปแบบแกงมลายู  

คำว่าเปอรานากัน (Peranakan) นั้น เป็นภาษามลายู ที่แปลว่า เกิด ณ ที่แห่งนี้ และจะมีอีกชื่อเรียกหนึ่ง คือ บาบ๋า ย่าหยา (Baba-Nyonya)  บาบ๋า ใช้เรียกผู้ชายเป็นภาษามลายูที่ยืมมาจากภาษาเปอร์เซีย แปลว่า ให้เกียรติบรรพบุรุษ และคำว่าย่าหยา ใช้เรียกผู้หญิงเป็นภาษาชวาที่ยืมคำมาจากภาษาอิตาลี แปลว่า ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว เนื่องด้วยสภาพสังคมในขณะนั้นดินแดนแถบคาบสมุทรมลายูล้วนตกเป็นอาณานิคมของ สหราชอาณาจักร ทำให้มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันเป็นอย่างมาก ด้วยต้นทุนเดิมของชาวเปอรานากันเป็นกลุ่มชนลูกผสมจึงสามารถพูดได้ 2 ภาษา คือจีนและมลายู อันเป็นภาษาแม่ ทำให้ได้เปรียบในเรื่องติดต่อการค้าและเป็นที่ต้องการในการเป็นล่ามแปลภาษาให้ชาวอังกฤษ จนทำให้ชาวเปอรานากันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพิ่มมาอีก 1 ภาษา และได้กระจายตัวไปยังหัวเมืองใหญ่ๆที่ชาวตะวันตกอาศัยอยู่ คือ ปีนัง มะละกา กัวลาลัมเปอร์ อินโดนีเซีย ทางภาคใต้ของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ต ตรัง สตูลและ3 จังหวัดชายแดนไทย และบางส่วนได้อพยพมาตั้งรกรากถิ่นฐานที่เกาะสิงคโปร์ ได้สร้างบ้านแปลงเมืองพัฒนาความเป็นอยู่เรื่อยมาจนเจริญรุ่งเรืองถึงปัจจุบัน

จากการอพยพกระจายตัวตั้งถิ่นฐานในที่ต่างๆจากอดีตถึงปัจจุบัน ชาวเปอรานากันแต่ละถิ่นก็จะปรับวิถีชีวิตให้เข้ากับชาวท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ ดังนี้

ในประเทศอินโดนีเซียนั้นที่ชาวท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ทำให้ในเรื่องเครื่องแต่งกายต้องสวมใส่เสื้อผ้าที่มิดชิดและไม่แนบตัว การปรุงอาหารจะไม่ใช้เนื้อหมูใน บางส่วนก็หันมานับถือศาสนาอิสลามและใช้ภาษาบาฮาซา

ในประเทศสิงคโปร์ อันเป็นประเทศที่ชาวเปอรานากันได้สร้างบ้านแปลงเมืองแต่ด้วยความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ทำให้วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเปอรานากันได้ถูกหลงลืม ภาษาเปอรานากันจึงกลายเป็นคำแสลงในสิงคโปร์ มีการเปลี่ยนศาสนาไปนับถือคริสต์ อิสลามตามคู่ครองและวัตถุทางวัฒนธรรมเหลือเพียงให้ศึกษาในพิพิธภัณฑ์เท่านั้น

ในประเทศมาเลเซีย อันเป็นแผ่นดินแรกที่ชาวเปอรานากันได้มาตั้งถิ่นฐานและความสนับสนุนจากรัฐบาลมาเลเซียเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม จึงทำให้ยังคงมีการรักษาทั้งวัฒนธรรม ภาษา ประเพณีดั้งเดิมไว้อย่างเหนี่ยวแน่นโดยเฉพาะเมืองปีนังและเมืองมะละกา

ในประเทศไทย ชาวเปอรานากันได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในทางภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ตรังและสตูลในสมัยยุคทองของเหมืองแร่ ด้วยที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธและชาวเปอรานากันก็นับถือพุทธศาสนา ทำให้ไม่ต้องปรับตัวในวิถีชีวิตมากนัก เพียงแต่เรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มเติมและปรับจากนับถือพุทธนิกายมหายานเป็นเถรวาท และยังเป็นด้วยประชากรส่วนใหญ่ของทั้ง 3 จังหวัดจึงส่งผลให้กลายเป็นวัฒนธรรมหลักของทั้ง 3 จังหวัด

ณ ตอนนี้หลายคนคงคลายฉงนสงสัยใน “วัฒนธรรมบาบ๋า ย่าหยา หรือเปอรานากัน” กันไปแล้ว เราเห็นถึงความงดงามของวัฒนธรรมที่ชวนให้น่าหลงใหล และเห็นถึงความพยายามในการปรับตัว เพื่อให้ตนเป็นที่ยอมรับในสังคมของชาวพื้นถิ่นเดิม จากฐานะผู้อพยพมาขอร่วมอาศัยจนเป็นประชากรของพื้นที่นั้นโดยใช้วิธีการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ของตนที่ผสมผสานความเป็นจีนและมลายูเข้าไว้ด้วยกัน อันเป็นการไม่ปฏิเสธหรือรังเกียจวัฒนธรรมอื่น และยังต้องปรับตัวไปตามกระแสโลกาภิวัตน์แห่งโลกปัจจุบัน จนได้ข้อคิดที่ว่า “อย่าลืมรากเง้าของตัวเรา และจงปรับตัวให้อยู่กับปัจจุบัน”

อ้างอิง

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2553). พิพิธภัณฑ์สิงคโปร์. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (บรรณาธิการ). (2555). คน-ของ-ท้องถิ่น: เรื่องเล่า “สยามใหม่” จากมุมมองของชุมชน. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ. (2558). เกอบาญา (kebaya) ในวัฒนธรรมร่วม จากภูเก็ตถึงสิงคโปร์. ค้นข้อมูล 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก http://www.academia.edu/12521703/เกอบาญา_kebaya_ในวัฒนธรรมร_วม_จากภูเก_ตถึงสิงคโป_

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (ม.ป.ป.). เปอรานากัน. ค้นเมื่อ 23 เมษายน พ.ศ. 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/เปอรานากัน

อ่านเพิ่มเติม »

ฝูงบินกามิกาเซ่ (Kamikaze)

โดย ปฏิภาณ แก้วเนตร

ช่วงนี้เราคงจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับการก่อการร้ายในหลายๆประเทศซึ่งสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากโดยการก่อการร้ายมีหลายวิธีซึ่งหนึ่งในวิธีที่นิยมนำมาใช้ในการก่อการร้ายคือ การพลีชีพไปพร้อมกับการก่อการร้ายซึ่งเป็นวิธีที่กระทำกันตั้งแต่ยุคอดีตจนถึงยุคปัจจุบัน โดยครั้งที่โด่งดังครั้งหนึ่ง คือ ครั้งที่นักบินรบของญี่ปุ่นได้ทำการพลีชีพไปพร้อมกับเครื่องบินรบซึ่งได้รับการขนานนามว่า กามิกาเซ่ (Kamikaze)

กามิกาเซ่ เป็นคำในภาษาญี่ปุ่น คำว่า KAMI หมายถึง พระเจ้า และคำว่า KAZE หมายถึง ลม รวมแล้วมีความหมายว่า “ลมแห่งสวรรค์”  ซึ่งคำๆนี้ถูกนำมาใช้เรียกกองกำลังจู่โจมพิเศษของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักบินพลีชีพขับเครื่องบินพร้อมระเบิดโจมตีข้าศึก


ฝูงบินรบแบบพลีชีพกามิกาเซ่

การกำเนิดหน่วยการโจมตีพิเศษกามิกาเซ่หน่วยแรก เริ่มจากนักบิน 24 คน ของนาวาโท อะไซกิ ทาไม อาจารย์สอนการบินทหารเรือ พร้อมกับมี 4 หน่วยย่อยที่เป็นพันธมิตรกัน คือ หน่วยชิคิชิมา หน่วยยามาโตะ หน่วยอาซิฮิ และหน่วยยามาซาคูราโดยมีเรือโท เซกิ ยูคิโอะ ที่เข้ามาเป็นคนที่ 24 เป็นผู้บังคับกองกำลังพิเศษนี้ ซึ่งเรือโท ยูคิโอะ ได้พูดหลังได้รับตำแหน่งว่า “โปรดให้ผมได้ทำหน้าที่นี้ด้วย”

อาสาสมัครนักบินของหน่วยโจมตีพิเศษนี้ไม่เคยขาดแคลนโดยส่วนใหญ่จะเป็นนักศึกษา อายุประมาณ 20 ปีและอายุที่น้อยที่สุดที่เข้าร่วมเป็นนักบินมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งมีแรงจูงใจของอาสาสมัครมาจากความรักชาติ ด้วยต้องการนำเกียรติยศสู่วงศ์ตระกูล ไม่กลัวตายเพราะถูกปลูกฝังมาในวิถีแห่งนักรบหรือ Bushido โดยมีธรรมเนียมก่อนออกปฏิบัติการคือสวดมนต์และมอบเครื่องยศทางการทหาร ส่งผลต่อขวัญกำลังใจของนักบินและยังสร้างแรงจูงใจให้กับคนรุ่นต่อไปด้วย ซึ่งทำให้จำนวนคนที่ต้องการเป็นนักบินมากกว่าจำนวนเครื่องบินด้วยซ้ำไปในการคัดตัวนักบิน นักบินที่มีประสบการณ์จะถูกกันตัวออกไปด้วยเหตุผลนักบินเหล่านี้มีความรู้มากโดยที่กองทัพต้องการผู้ฝึกสอนนักบินรุ่นใหม่ๆซึ่งจะมีประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า


สิบตรี ยูคิโอะ อาราคิ (อุ้มลูกสุนัข) ถ่ายรูปกับเพื่อนร่วมฝูงบินก่อนภารกิจพลีชีพ เสียชีวิตด้วยวัย 17 ปี จากการโจมตีเรือรบอเมริกันใน ศึกโอกินาวา  ซึ่งเป็นนักบิน คามิคาเซ่ ที่อายุน้อยที่สุดที่พลีชีพ

การโจมตีครั้งแรกของฝูงบินกามิกาเซ่ที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับจากหลายๆฝ่ายคือ เรือลาดตระเวรของ ออสเตรเลีย ที่ชื่อ HMAS AUSTRALIAได้ถูกเครื่องบินบรรทุกระเบิดพุ่งเข้าชนแต่ระเบิดที่บรรทุกมาด้วยกลับไม่ระเบิด แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เรือเสียหายอย่างหนักแก่เรือและลูกเรือ การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ฝีมือของหน่วยโจมตีพิเศษของ นาวาโท ทาไม แต่เป็นการปฏิบัติการของนักบินนิรนาม

25 ตุลาคม 1944 ฝูงบินกามิกาเซ่ที่มาพร้อมกับเครื่องบิน Zero มีเรือโท เซกิ เป็นผู้นำได้โจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ Uss St.Lo ซึ่งมีเครื่องบินเพียงลำเดียวที่พุ่งชนเรือได้สำเร็จแต่เพียงลำเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เรือเสียหายหนักเพราะระเบิดที่ติดมากับเครื่องบินได้ระเบิดและเกิดเปลวไฟลุกท่วมเรือและเครื่องบินอีกหลายลำของญี่ปุ่นก็ได้สร้างความเสียหายให้กับเรือรบอีกมากมาย

แม้ว่าฝูงบินกามิกาเซ่จะสร้างความเสียหายและทำลายขวัญแก่สหรัฐเป็นอย่างมากแต่เนื่องจากการโจมตีเป็นการโจมตีแบบใช้ชีวิตแลกในภาวะขาดแคลน ญี่ปุ่นจึงไม่สามรถที่จะเอาชนะในสงครามครั้งนั้นได้โดยนักบินพลีชีพกามิกาเซ่เสียชีวิตไปกว่า 1387 นาย ซึ่งผู้เสียชีวิตหลายคนเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย

อ้างอิง

มาทำความรูจักนักรบ  Kamikaze (2555). สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: http://board.postjung.com/641259.html

วิกิพีเดีย. (2558).คะมิกะเซ่. สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/Wik/คะมิกะเซะ

ขุนเพชรขุนราม.(2554).ประวัติของหน่วยนักบินกามิกาเซ่ ของญี่ปุ่นในสงครามโลก.สืบค้นเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2558, จาก: http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=goirish2011&month=12-2011&date=23&group=23&gblog=17

อ่านเพิ่มเติม »