แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรู แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เปรู แสดงบทความทั้งหมด

ชินคอร์โร (Chinchorro) มัมมี่ที่แก่ที่สุดในโลก

โดย นริศรา  แม้นจิต

เรามักจะเชื่อกันว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณถือเป็นมัมมี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่อย่างไรก็ยังเก่าแก่ไม่เท่ามัมมี่ชินคอร์โร ชินคอร์โร (Chinchorro) เป็นชื่อวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองอยู่ทางตอนเหนือของประเทศชิลีและตอนใต้ของประเทศเปรู บริเวณทะเลทรายอะตาคามา (Atacama)ในช่วงราว 9,000 ถึง 3,500 ปีมาแล้ว ซึ่งชนเผ่าชินคอร์โรนั้นหาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา หาของป่าและล่าสัตว์ ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานจากวัฒนธรรมชินคอร์โรหลายชิ้น แต่ที่โดดเด่นที่สุดก็คือ “มัมมี่” เรียกได้ว่ามัมมี่ของวัฒนธรรมชินคอร์โรในประเทศชิลีนี้เก่าแก่กว่ามัมมี่ของอียิปต์โบราณที่เราคุ้นเคยกันดีถึงกว่าสองพันปี


ที่มา : http://www.flagfrog.com/

มัมมี่ชินคอร์โรถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวเยอรมันนามว่า Max Uhle เมื่อ ค.ศ.1917 ซึ่งการขุดพบนั้นแสดงให้เห็นว่ามัมมี่ดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปตามแนวชายฝั่งฝั่งทะเลทรายอาตาคามาตอนเหนือของชิลีและตอนใต้ของเปรู แต่ถึงอย่างนั้นการค้นพบมัมมี่ชินคอร์โรครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเกิดขึ้นใน ค.ศ.1983 การค้นพบนี้ไม่ได้เกิดจากนักโบราณคดี แต่พบโดยบริษัทจัดการน้ำแห่งหนึ่งที่กำลังขุดพื้นดินเพื่อวางท่อส่งน้ำ เมื่อคนงานขุดดินลึกลงไปได้ประมาณเกือบหนึ่งเมตร ก็ได้พบเข้ากับสุสานขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยมัมมี่ พวกเขาจึงได้เรียกให้ทีมนักโบราณคดีเข้ามาทำการตรวจสอบ ซึ่งสุดท้ายก็พบว่ามันคือมัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนี่เอง

 จากการค้นพบมัมมี่ ชินคอร์โรนี้ นักโราณคดีได้กำหนดอายุของของมัมมี่ที่ได้ค้นพบซึ่งสามารถระบุอายุกลับไปได้ถึงประมาณ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล หรือเมื่อกว่า 7,000 ปีมาแล้วโดยการกำหนดจากสภาพของการรักษาศพของมัมมี่ไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยและอธิบายได้ว่า การทำมัมมี่ของที่นี่มีความแตกต่างจากการทำมัมมี่ของอียิปต์โบราณโดยชาวชินคอร์โรโบราณจะทำมัมมี่ให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมและรวมถึงชายหญิงผู้สูงอายุเด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนดโดยไม่มีการแบ่งชนชั้น  มัมมี่เกือบสามร้อยศพทั้งบุรุษ สตรี คนชรา หรือแม้แต่เด็กทารกล้วนแล้วแต่ได้รับการทำมัมมี่อย่างประณีตไม่ต่างกัน เพื่อรักษาสภาพศพไว้ให้ได้นานที่สุด แต่สำหรับมัมมี่อิยิปต์จะทำกับชนชั้นสูงเท่านั้น

นักโบราณคดีเสนอว่าชาววัฒนธรรมชินคอร์โรนั้นมีความเชื่อที่ว่ามัมมี่เปรียบเสมือนสะพานที่เชื่อมระหว่างโลกของคนเป็นกับโลกแห่งพลังเหนือธรรมชาติของคนตาย นั่นจึงทำให้พวกเขาตระเตรียมศพของผู้เป็นที่รักเอาไว้อย่างดีเพื่อให้เขาเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไปยังโลกหน้า ซึ่งต่างกันกับมัมมี่ของอิยิปต์โบารณ เน้นไปในเรื่องพิธีกรรม และความเชื่อหลังความตาย และเชื่อว่าสักวันวิณญาณจะกลับมาคืนร่าง

โดยเทคนิคกระบวนการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรนักโบราณคดีเชื่อว่ามีสองวิธีที่พบมากที่สุด คือ Black Mummy (มัมมี่ดำ) และ Red Mummy (มัมมี่แดง) ซึ่งจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป หลังจากนั้นวัฒนธรรมการทำมัมมี่ของชาวชินคอร์โรก็ค่อยๆ หายสาบสูญไปในที่สุด และเป็นกรรมวิธีที่แตกต่างจากหารทำมัมมี่ของอียิปต์ที่เราคุ้นเคยกันโดยสิ้นเชิง



เทคนิค Black Mummy ถูกใช้ตั้งแต่ประมาณ 5000 ปีก่อนคริสต์ศักราชไปจนถึง 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช คือการทำความสะอาดร่างกายของศพ หลังจากนั้นก็ “ตัดศีรษะ แขน และขา” ของผู้ตายออกก่อน จากนั้นเมื่อร่างกายแห้งสนิทแล้ว ก็จะควักเครื่องในออกจากร่าง กะโหลกศีรษะถูกตัดไปครึ่งทางประมาณระดับสายตาเพื่อที่จะเอาสมองออก แต่บางครั้งก็พบว่ากะโหลกของมัมมี่ชินคอร์โรหลายร่างยังคงสภาพดี นั่นหมายความว่าผู้ทำศพไม่ได้ทำการตัดแบ่งกะโหลกเสมอไป แต่อาจจะใช้วิธีตักสมองออกไปทางช่องเปิดขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณฐานของกะโหลกศีรษะหรือที่เรียกว่า “ฟอราเมน แมกนัม” (Foramen Magnum) ก็เป็นได้

ในส่วนของลำตัวก็จะค่อยๆ ใช้มีดหินอันคมกริบค่อยๆ แล่หนังและเนื้อออกจากกระดูก ดวงตาจะถูกควักออกมา แขนและขาก็จะถูกตัดแยกชิ้นส่วนออกมาจากลำตัว ส่วนมือและเท้าจะยังคงปล่อยเอาไว้ให้เชื่อมติดกับขาและแขนเหมือนเดิม เสร็จแล้วก็จะนำเอาหนังของศพที่เพิ่งแล่เสร็จไปแช่ในน้ำทะเลเพื่อให้มันนุ่มและพร้อมนำกลับมาห่อหุ้มให้กับศพอีกครั้ง หลังจากนั้นก็ยัดฟางหรือบ้างก็เป็นขี้เถ้าจากก้นเตาเข้าไปด้านในกะโหลก แล้วจัดแจงนำเอาอวัยวะต่างๆ ที่ตัดออกไปเข้ามาเชื่อมต่อกันไว้เหมือนเดิม โดยใช้ไม้ค้ำกับกระดูกแขนและขา บ้างก็นำเอาดินเหนียวและขนนกมายัดเอาไว้ในร่างกายเพื่อเติมเต็มช่องว่างของศพ หลังจากนั้นก็จะทำการทาศพด้วยแมงกานีสสีดำ อันเป็นที่มาของชื่อมัมมี่ดำนั่นเอง



เทคนิค Red Mummy ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ 2500 ถึง 2000 ก่อนคริสต์ศักราชนี่เป็นวิธีที่แตกต่างไปจากเทคนิค Black Mummy อย่างสิ้นเชิงเนื่องจาก ชาวChinchorros จะไม่มีตัดหรือแยกส่วนต่างๆของร่างออกมา เขาจะลอกหนังออกมากองตรงส่วนข้อเท้า(เหมือนม้วนถุงเท้าลงมาที่ข้อเท้า) และจะใช้มีดเฉือนศพออกเป็นแนวยาวควักเอาอวัยวะภายในออกมา แล้วก็นำร่างไปทำให้แห้งด้วยถ่านร้อนๆและมีการ “เย็บ” ช่องเปิดกลับคืนไปด้วยเส้นผมของมนุษย์โดยนำหนามจากต้นกระบองเพชรมาใช้แทนเข็มเย็บผ้าอีกด้วย และใบหน้ามักจะถูกวาดด้วยดินเทศ (Red Ochre)


ที่มา : https://www.livescience.com/

ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา   Harvard Ralph Mitchell  อธิบายว่า มัมมี่กำลังกลายสภาพเป็นเมือกดำเพราะเริ่มถูกแบคทีเรียกัดกินผิวหนัง ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมามัมมี่เหล่านี้ยังคงแห้งอยู่ได้เพราะภูมิอากาศแบบทะเลทรายได้ช่วยรักษาสภาพศพเอาไว้ แต่เมื่อนำมัมมี่ออกมาเจอกับความชื้นและอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปจึงทำให้แบคทีเรียเริ่มลุกลามและสร้างความเสียหายให้กับมัมมี่ดังกล่าวแต่ถึงอย่างนั้นนักโบราณคดีและนักชีววิทยาก็กำลังคิดหาวิธีที่จะควบคุมความชื้นและอุณหภูมิแวดล้อมเผื่อช่วยรักษาสภาพของมัมมี่ชินคอร์โรเอาไว้ให้ได้ อีกทั้งยังมีการยื่นเสนอขึ้นทะเบียนให้มัมมี่ชินคอร์โรเป็นมรดกของโลกกับทางองค์การยูเนสโกอีกด้วย

ปัจจุบันมัมมี่ชินคอร์โร ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์อะซาปัส ซาน มิเกล (Azapas San Miguel) ในเมืองอาริกา ทางตอนเหนือของประเทศชิลี เพื่อเป็นการอนุรักษ์มัมมี่ดึกดำบรรพ์ของวัฒนธรรมชินคอร์โรเอาไว้ให้สมบูรณที่สุด เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงความเป็นมาและวิธีการทำมัมมี่ในอดีตที่หาชมสิ่งเหล่านี้ได้ยาก และเพื่อที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรมหรืออารยธรรมโบราณนี้ให้คงอยู่ยาวนาน


อ้างอิง

ณัฐพล เดชขจร.(2560).ชินคอร์โร มัมมี่เก่าแก่ที่สุดในโลก. (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 21 กันยายน 2561, จาก: http://www.gypzyworld.com/article/view/685

Laura Geggel and Senior Writer. (2015).Ancient Chilean Mummies Now Turning into Black Ooze: Here's Why. (online),Retrieved  21 september 2018, from:  https://www.livescience.com/50090-chinchorro-mummies-chile.html

Ancient Origins.(2014).The 7,000-Year-Old Chinchorro Mummies of the Andes. (online), Retrieved 21 september  2018, from: https://www.ancient-origins.net/ancient-places-americas/7000-year-old-chinchorro-mummies-andes-001947?nopaging=1

อ่านเพิ่มเติม »

ลายเส้นแห่งนัซกา (Nazca Lines)

โดย เชาวรินทร์  แสงใสแก้ว

 “ลายเส้นแห่งนัซกา (Nazca Lines)” เป็นปริศนาและข้อสงสัยให้กับนักวิทยาศาสตร์และนักโบราณคดีหลายๆท่านว่า ลายเส้นนี้มันมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นผู้สรรค์สร้างลายเส้นเหล่านี้ขึ้นมา จุดประสงค์ของการทำลายเส้นเหล่านี้ขึ้นมานั้นทำขึ้นมาเพื่ออะไร จึงเกิดเป็นประเด็นของการศึกษาเรื่อง ลายเส้นแห่งนัซกา นี้ขึ้นมา


แผนที่จำลองตำแหน่งของลายเส้นนัซกาบนพื้นที่จริง

ลายเส้นแห่งนัซกานี้เป็นลายเส้นที่มีรูปร่างลักษณะของแต่ละลายเส้นที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นลายเส้นรูปสัตว์ รูปทรงเรขาคณิต อาธิเช่น ลายเส้นรูปลิง ลายเส้นรูปแมงมุม ลายเส้นรูปมนุษย์ ลายเส้นรูปนก เป็นต้น หรือแม้กระทั่งลายเส้นที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายที่จอดยานบินของมนุษย์ต่างดาว ซึ่งที่ตั้งของลายเส้นนี้กินอาณาเขตพื้นที่กว่า 520 ตารางกิโลเมตรบนทะเลทรายนัซกาอยู่ที่ระหว่างเมืองนัซกาและเมืองปัลปาในแคว้นอีกาของประเทศเปรู


ภาพลายเส้นนัซกา

ลายเส้นนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปีคริสต์ศักราช 1553 แต่ ณ ขณะนั้นถูกคิดว่าเป็นเพียงถนนเท่านั้น กระทั่งถูกมองเห็นจากเครื่องบินด้วยความบังเอิญในปีคริสต์ศักราช 1940 โดยนักโบราณคดีท่านหนึ่งที่ชื่อ Paul Kosok ที่เดินทางมาเพื่อศึกษาระบบชลประทานโบราณ ขณะที่เครื่องบินกำลังบินผ่านเหนือที่ราบทะเลทรายนัซกา นักโบราณคดีท่านนี้เขาก็สังเกตเห็นว่า มีลายเส้นบางอย่างที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายนกอยู่บนพื้นราบทะเลทราย เขาจึงได้ให้เครื่องบินทำการลงจอดที่ทะเลทรายนัซกาแห่งนี้เพื่อทำการศึกษาลายเส้นเหล่านี้อย่างจริงจัง ลายเส้นแห่งนัซกานี้ถูกจัดให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีพุทธศักราช 2537


Paul Kosok ผู้ค้นพบลายเส้นนัซกาโดยบังเอิญ

สิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการรังสรรค์ลายเส้นแห่งนัซกานี้ขึ้นมานั้น สันนิษฐานว่าสร้างโดยชาวนัซกาโบราณ ซึ่งได้ขุดลายเส้นเหล่านี้ขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีก่อนคริส์ตกาลถึงประมาณปีคริสต์ศักราช 500

ชาวนัซกาโบราณเป็นเกษตรกรเพาะปลูกอยู่บนที่ราบชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในการศึกษาลายเส้นเหล่านี้ไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดชาวนัซกาถึงได้ทำลวดลายต่างๆเหล่านี้ขึ้น มีเพียงแต่การศึกษาจากสุสานและข้าวของเครื่องใช้ในหลุมฝังศพเท่านั้น

ลายเส้นนัซกาเหล่านี้มีวิธีการก่อสร้างในรูปแบบเดียวกันหมด คือ มีการวัด และคำนวณแนวเส้นที่ต้องการวาดแล้วค่อยๆไถเกลี่ยผิวดิน แยกก้อนหินออกไปทางด้านข้างตามแนวที่ได้คำนวณเอาไว้ ซึ่งชั้นดินของที่ราบนัซกานั้นพื้นผิวด้านบนจะมีสีที่เข้มกว่า เมื่อเกลี่ยชั้นผิวดินและหินออกไปแล้วจึงจะพบชั้นดินที่มีสีอ่อนกว่าชั้นพื้นผิว เพราะชั้นดินที่มีสีตัดกันเช่นนี้จึงทำให้สามารถมองเห็นลายเส้นเหล่านี้ได้ชัดเจนโดยไม่จำเป็นที่จะต้องขุดดินเลยจึงทำให้เกิดความคิดเกี่ยวกับการสร้างสัญลักษณ์ต่างๆของชาวนัซกาขึ้นมาอย่างงดงามและหลายสัญลักษณ์ขึ้นบนพื้นดินทรายขึ้น

                                  
ภาพลายเส้นที่มีมากมายหลายสัญลักษณ์

ปัจจุบันลายเส้นแห่งนัซกานี้ยังคงจารึกอยู่บนพื้นทะเลทรายแห่งนี้ และยังเป็นสถานที่ที่นักโบราณคดีหลายท่านต้องการที่จะมาศึกษาเกี่ยวกับลายเส้นเหล่านี้ว่า เหตุใดถึงได้รังสรรค์หลายเส้นเหล่านี้ขึ้น ถึงแม้ทุกวันนี้ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า เส้นนาซคา ประดิษฐ์มาเพื่ออะไร นักวิชาการบางคนคาดเดาว่าเพื่อใช้เป็นปฏิทินดูดาว บางส่วนเสนอว่า สร้างเพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อท้องถิ่น นี่คือ ปริศนา ที่แท้จริงของเส้นนัซคา และถกเถียงกันด้วยหลักโบราณคดี ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติหรือลึกลับใดๆ ถือเป็น สิ่งมหัศจรรย์ ให้คนรุ่นหลังได้ชม อีกทั้งสถานที่แห่งนี้มีสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งตลอดทั้งปี ไม่มีลมพัดผ่าน มีปริมาณน้ำฝนที่น้อย ( เฉลี่ยได้ประมาณ 20 นาที/ปี ที่ฝนจะตก) จึงทำให้ลายเส้นนัซกาแทบจะไม่เลือนลางเลย แม้ว่าเวลาจะผ่านมามากกว่า 2000 ปีมาแล้วก็ตาม


ภาพลายเส้นนัซกาบางส่วนที่ยังหลงเหลือในปัจจุบัน

ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีนักโบราณคดีท่านใดที่สามารถไขข้อสงสัยได้ว่า ลายเส้นเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นคนสรรค์สร้างลายเส้นนี้ขึ้นมา เหตุใดจึงต้องทำลายเส้นเหล่านี้ ผู้ที่ทำลายเส้นเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารอะไรบางอย่างหรือไม่ และลายเส้นแห่งนัซกานี้ก็ยังคงเป็นลายเส้นลึกลับที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำขึ้นมาเพื่ออะไร


อ้างอิง 

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2559). เส้นนัซกา. ค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/

SpiderMeaw. (2559). ลายเส้นนัซก้า หนึ่งในปริศนาลึกลับของโลกโบราณเมื่อ 1,000 ปีก่อน. ค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก http://board.postjung.com/983360.html

ladybug . (2556). เส้นนาซคา สิ่งมหัศจรรย์ จากเปรู. ค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก http://travel.mthai.com/world-travel/45229.html

ทรูวิชั่น 70 ซุปเปอร์บันเทิง เปลวเพลิง. (2 สิงหาคม 2555). ภาพลายเส้นนาซคา [Video file]. ค้นเมื่อ 25 กันยายน 2559, จาก https://www.youtube.com/watch?v=BKz9XFPkVO4

อ่านเพิ่มเติม »