แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหภาพโซเวียต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สหภาพโซเวียต แสดงบทความทั้งหมด

มิกคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ผู้พลิกโฉมประวัติศาสตร์สหภาพโซเวียต

โดย ฑิตยา ไชยศรีหา

หนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นและถูกกล่าวถึงมากที่สุดในรอบหกสิบปีที่ผ่านมา และเป็นผู้ที่ทำการปฏิรูปสังคมนิยมในสหภาพโซเวียต หลังจากที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงมาก่อน บุคคลนั้นจะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจาก “มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ



มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ (Mikhail Sergeevich Gorbachev) เกิดที่เมืองรีวอลโนเย ประเทศรัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1931 อยู่ในครอบครัวของชาวยูเครน โดยในช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับสงครามต่างๆ มากมาย ทำให้เขามีความเป็นอยู่ที่ลำบาก ไม่มีแม้แต่รองเท้าใส่ไปเรียน และครอบครัวเขาเองก็มีอาชีพเป็นเพียงชาวนาเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามครอบครัวของเขาก็พยายามให้เขาได้มีโอกาสเรียนหนังสือเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ มิกคาอิล กอร์บาชอฟ จึงเป็นคนที่ขยัน อดทนและกตัญญู มีใจที่ตระหนักถึงความรักที่ครอบครัวมีให้ ถือเป็นเด็กที่ฉลาดอีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันจะเติบโตอย่างสวยงามเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ แต่เขาก็มีนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นฝังใจเกลียดสงครามที่ทำให้เขาและครอบครัวต้องมีชีวิตที่ยากลำบากและไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังสงครามในช่วงนั้นสิ้นสุดลง เขาก็ทำงานเป็นพนักงานประกอบรถแทรคเตอร์และควบคุมเครื่องจักรกล เขามีความมุ่งมานะ ขยัน และอดทน จนสามารถส่งตัวเองเรียนจบในระดับมหาวิทยาลัย โดยเขาจบปริญญาทางด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐมอสโก ในปี ค.ศ. 1955  และในช่วงอายุเพียง 21 ปีขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาก็ได้เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรก มีความก้าวหน้าทางด้านการงานอย่างรวดเร็วได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกลางพรรค ให้เป็นเลขาธิการพรรคแรกของภูมิภาคสะตาฟโรโปล (Stavropol)

ต่อมาในปี ค.ศ. 1970 กอร์บาชอฟได้รับเลือกให้เป็นผู้ช่วยผู้บริหารสูงสุดของ "สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต" และในปีต่อมาได้เป็นสมาชิกกรรมการกลางของพรรค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรระหว่างปี ค.ศ.1980-1985 จนเมื่อ คอนสแตนติน เชอร์เนนโก้ (Konstantin Chernenko) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ได้เสียชีวิตลง เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งแทน ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1985 - 1991 จนกระทั่งได้เป็น " ประธานคณะผู้บริหารสูงสุดแห่งสภาโซเวียต " (President of the Presidium of the Supreme Soviet) ในปี ค.ศ.1990 ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนสุดท้ายของระบอบใหม่ ก่อนการล่มสลายของสหภาพโซเวียต



ในช่วงสมัยที่กอร์บาชอฟขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ถือเป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของสหภาพโซเวียต และประเทศในแถบตะวันตกเลยก็ว่าได้ เพราะเขาได้ผลักดันนโยบายที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสังคม ซึ่งนโยบายนั้นได้แก่

1. นโยบายกลาสนอสต์ (Glasnost)  เป็นการให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น ยอมให้มีการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ เพิ่มสิทธิเสรีภาพแก่สื่อและสิ่งพิมพ์ ยอมให้มีเสรีภาพทางวัฒนธรรม

2. นโยบายเปเรสทรอยกา (Perestroika) มีเป้าหมายหลักคือ การปฏิรูปและปรับปรุงโครงสร้างแบบเก่าให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กับโลกปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง

จากนโยบายนี้เองทำให้เกิดผลกระทบตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องอิสรภาพจากการปกครองจากมอสโก โดยเฉพาะในสาธารณรัฐแถบทะเลบอลติก คือ เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย ที่ได้รวมกับสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี ค.ศ.1940 โดยโจเซฟ สตาลิน ทำให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้นและได้แพร่ขยายไปในสาธารณรัฐอื่นๆด้วย เช่น ยูเครน จอร์เจีย และอาเซอร์ไบจาน

อีกทั้งยังทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนและกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ต่อการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของกอร์บาชอฟนั้นลดน้อยถอยลง ประชาชนประชาชนไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป จึงทำให้เกิดความไม่พอใจ และส่งผลให้เกิดการประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดปัญหา ขบวนการชาตินิยมเหล่านี้จึงเข้มแข็งขึ้น รัฐบาลสหภาพโซเวียตจึงรีบยับยั้งความเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความเป็นชาตินิยมนี้ได้ ทำให้ต่อมาประเทศสาธารณรัฐริมฝั่งทะเลบอลติกสามารถประกาศเอกราชได้สำเร็จ


ภาพการก่อรัฐประหารเมื่อปี ค.ศ.1991
ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/

และสุดท้ายการล่มสลายของสหภาพโซเวียตก็มาถึง เมื่อกอร์บาชอฟมีนโยบายการต่างประเทศและกลาโหม เขาได้ทำการลดงบประมาณด้านการทหาร นำนโยบาย "การผ่อนความตึงเครียด" กลับมาใช้ใหม่ ลดอาวุธนิวเคลียร์กับฝ่ายตะวันตก พร้อมทั้งถอนทหารออกจากประเทศอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.1989 จนในที่สุดฝ่ายอนุรักษ์นิยมในกองทัพไม่เห็นด้วยจึงเกิดการรัฐประหารในเดือนสิงหาคม ในปี ค.ศ.1991 จากการประท้วงของประชาชนนำโดย "บอริส เยลต์ซิน (Boris Yeltsin)" ซึ่งเขาก็รอดมาได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในที่สุดเขาก็ถูกบังคับให้ลาออก หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์ก็ถูกยุบและสหภาพโซเวียตก็ล่มสลายอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน และนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 เป็นต้นมา เขาก็ได้ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธินานาชาติเพื่อการศึกษาด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ชื่อว่า "มูลนิธิกอร์บาชอฟ"


Gorbachev received Nobel Peace Prize
ที่มา : https://www.sbs.com.au/

ถึงอย่างไรก็ตาม จากการที่เขาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและ ปฏิรูปการเมืองให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้นในครั้งนั้น แม้จะส่งผลกระทบต่อสหภาพโซเวียตก่อให้เกิดวิกฤตขึ้นอย่างมาก แต่ก็ยังทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพใน ค.ศ.1990 ด้วยเช่นกัน

จากการผลักดันโยบายกลาสนอสต์และเปเรสทรอยกาที่เป็นปัจจัยที่สำคัญในการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปสังคมของผู้นำโซเวียตคนสุดท้ายอย่าง มิกคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ถึงแม้จะมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเกิดความรู้สึกชาตินิยมขึ้น จนทำให้สหภาพโซเวียตล่มสลายไปในที่สุด แต่อย่างไรก็ตามก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ และการเป็นผู้นำที่ดีของมิกคาอิล กอร์บาชอฟ ที่อยากให้ประชาชนทุกคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน ได้มีสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆมากขึ้น แม้จะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งเขาเองก็เสียใจจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในครั้งนั้นเช่นกัน


อ้างอิง

ประทุมพร วัชรเสถียร. (2532). กลาสนอสท์ - เปเรสตรอยกา : กอร์บาชอฟปฏิรูป. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ไพฑูรย์ วงศ์วานิช. (2528). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ. กรุงเทพฯ: บรรณกิจ.

สุชานัน สิทธิวรยศ. (2549). บาบาทของนโยบายกลานอสต์และเปเรสทรอยกาของนายมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่มีผลต่อพรรคคอมมิวนิสต์โซเวียต. กรุงเทพฯ: รัสเซียศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สตีเฟน ออฟตินอสกี้. (2533). มิคาอิล เชอร์เกเยวิช กอร์บาชอฟ ผู้เปลี่ยนแปลงโลก. (อุดมพงษ์ แปลและเรียบเรียง). กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แม่น้ำ.

The molussrcccp. (2555). 5 ยุคกอร์บาชอฟและการล่มสลาย. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: https://sites.google.com/site/themolussrcccp/home/5-yukh-kxr-ba-chxf-laea-kar-lm-slay

Tiew russia. (2554). รัสเซียหลายพันชุมนุมประท้วง. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก: http://www.tiewrussia.com/thnews/index.php?name=news&file=readnews&id=896/

Wikipedia. (2561). มิคาอิล กอร์บาชอฟ. สืบค้นเมื่อ 15 กันยายน 2561. จาก https://th.wikipedia.org/wiki/มีฮาอิล_กอร์บาชอฟ#รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

อ่านเพิ่มเติม »

วลาดิมีร์ โคมารอฟ (Vladimir Komarov) บุรุษผู้ร่วงจากอวกาศ

โดย เพชรสายฟ้า พงษ์พาณิชย์

เป็นที่รู้กันดีว่าศาสตร์แห่งการค้นคว้าด้านอวกาศนั้นมีประโยชน์อย่างมากมายกับโลกของเราในหลายๆด้าน และเช่นกันว่าอาชีพ "นักบินอวกาศ" ก็นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพในฝันที่ครองใจเด็กและผู้ใหญ่กันอย่างถ้วนหน้า ด้วยค่าตอบแทนมหาศาล ชื่อเสียงเกียรติยศ โดยเฉพาะความตื่นเต้นที่จะได้ออกไปเผชิญสิ่งที่ยิ่งกว่าโลกภายนอก นั่นก็คือ "ภายนอกโลก" หากแต่ภารกิจของนักบินอวกาศนั้นก็มิได้สวยหรูเหมือนแสงแห่งดวงดาวเสมอไป เพราะอาจมีโทษมหันต์ที่กลายเป็นตราบาปให้กับวงการดาราศาสตร์เหมือนอย่างกรณีของนายวลาดิมีร์ โคมารอฟ ที่รู้จักกันในชื่อ "บุรุษผู้ร่วงจากอวกาศ"

วลาดิมีร์ โคมารอฟ (Vladimir Komarov) เป็นนักบินอวกาศชาวโซเวียต เขาเกิดที่กรุงมอสโควเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ.1927 ในสมัยที่ประเทศรัสเซียยังคงเป็นสหภาพโซเวียตอยู่ ด้วยความที่พ่อแม่ของเขามีฐานะยากจนมาก ต้องรับจ้างทำงานค่าแรงต่ำจึงทำให้เขามีความฝันถึงอาชีพที่ร่ำรวยและมั่นคง ในวัยเด็กสมัยที่เขาเรียนอยู่ชั้นประถมนั้นเขาได้แสดงความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์จนเป็นที่น่าพอใจ แต่จำเป็นต้องออกจากโรงเรียนไปใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มเนื่องจากการรุกรานของทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ถึงกระนั้นโคมารอฟก็ยังมีความฝันและความสนใจในอาชีพ"นักบินอวกาศ"และมักจะสะสมรูปเครื่องยนต์หรือเครื่องบินอยู่เสมอ จนกระทั่งเขาผ่านการคัดเลือกเข้าโรงเรียนทหารอากาศมอสโควในวัย 15 ปี


Vladimir Komarov

หลังจากจบการศึกษา โคมารอฟได้สานต่อเส้นทางฝันของเขาโดยการทำงานให้กองทัพโซเวียตในฐานะนักบินคนหนึ่ง ก่อนจะแต่งงานกับภรรยาของเขา วาเลนตินา คิเซลโยสวา (Valentina Kiselyosva) ก่อนจะได้รับการเลื่อนขั้นอย่างต่อเนื่องเพราะความสามารถอันยอดเยี่ยมในด้านการบินของเขาจนในที่สุดเขาก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นนักบินอวกาศในปี ค.ศ. 1960

เขาได้เป็นหัวหน้าทีมของนักบินอวกาศที่ออกปฏิบัติการด้วยยานอวกาศ วอชคอต1(Voshkod1) ในปี ค.ศ. 1964 แต่รายละเอียดของภารกิจส่วนใหญ่ยังคงเป็นความลับ ซึ่งในระหว่างนี้ภาวะสงครามเย็นระหว่างโซเวียตและอเมริกาก็เริ่มก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้น จนลุกลามมาถึงวงการนักบินอวกาศและดาราศาสตร์ ทั้งสองมหาอำนาจต่างแย่งกันก้าวหน้าจนเกิดเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์น่าสลดใจอันเป็นตราบาปของวงการอวกาศขึ้นในอีก 3 ปีต่อมา



วลาดิมีร์ โคมารอฟถูกมอบหมายให้นำยานอวกาศโซยุส1(Soyuz1) ขึ้นสู่วงโคจรโดยเป็นหัวหน้าแทนที่นักบินอวกาศคนก่อนชื่อ ยูริ กาการิน ซึ่งรับตำแหน่งเป็นผู้ช่วย แต่ต่อมาเกิดเหตุขัดข้องที่ห้องเครื่อง กาการินจึงต้องถอนตำแหน่งเป็นขณะเดียวกันกับที่พวกหัวหน้าคณะคอมมิวนิสต์เริ่มหมดความอดทน จึงสั่งให้โคมารอฟขึ้นบินให้เร็วที่สุด โคมารอฟรู้ดีว่าหากเขาปฏิเสธจะเป็นการทำให้กาการินซึ่งเป็นเสมือนวีรบุรุษต้องปฏิบัติภารกิจที่แสนอันตรายนี้ เขาจึงอาสาทำภารกิจอย่างสุดความสามารถ ทีมวิศวกรกว่าสองร้อยชีวิตต่างร่วมกันเอาใจช่วยให้งานสำเร็จได้ด้วยดี แต่หากตอนจบที่สวยหรูนั้นเป็นเพียงแค่วลีหวานในนิยายเมื่อวันส่งยานสู่วงโคจรมาถึง

วันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 1967 กลับเป็นวันที่โลกต้องจารึก เมื่อสหภาพโซเวียตได้ปล่อยยานโซยุส1และนักบินหลัก โคมารอฟ ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เมื่อแรกเริ่มภารกิจทุกอย่างดูราบรื่น แต่เมื่อยานขึ้นถึงชั้นบรรยากาศนั้นแผงพลังงานของเครื่องกลับไม่สามารถกางออกได้ กอปรกับระบบควบคุมวงโคจรที่ขัดข้อง จึงต้องหาทางนำยานลงมายังพื้นโลกอย่างปลอดภัย แต่การช่วยเหลือของวิศวกรกลับไร้ผลเมื่อตัวยานเสียสมดุลและหมุนคว้างร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วง สิ่งที่ยังใช้ได้เห็นจะมีแต่จอสื่อสารซึ่งเป็นโอกาสสุดท้ายให้หัวหน้างานและภรรยาของโคมารอฟบอกลาเขา ในตอนท้ายของการสนทนา น้ำเสียงของเขาดูตื่นตกใจ และโมโหที่สงครามเย็นได้เล่นตลกกับชีวิตนักบินอวกาศผู้ฝันไกลคนหนึ่ง ยานโซยุสกลับคืนสู่พื้นโลกอีกครั้งด้วยแรงระเบิดและเปลวเพลิงลุกท่วม ซากที่ยังเหลือของโคมารอฟที่กู้มาได้จึงเหลือเพียงก้อนเถ้าถ่าน เหลือไว้เป็นอีกหนึ่งบาดแผลแห่งวงการอวกาศสากลที่ไม่อาจลบเลือน



ถึงแม้การเสียชีวิตของนายวลาดิมีร์ โคมารอฟ จะเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ในแวดวงวิทยาศาสตร์อวกาศสากลก็ตาม แต่การตายของเขาก็ได้ให้บทเรียนหลายอย่างไวกับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการสู้ชีวิต การไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและเดินตามเส้นทางฝัน การทุ่มเทและอุทิศชีวิตให้กับงานและการเสียสละเพื่อหน้าที่ของตน ตราบจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต


อ้างอิง: 

Vladimir Komarov. (ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Komarov

Vladimir Komarov and the tragic flight of Soyuz1.(ออนไลน์).สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559, จาก http://www.spacesafetymagazine.com/space-disasters/soyuz-1/tragic-death-vladimir-komarov/

The mission of Soyuz1. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก http://www.russianspaceweb.com/soyuz1.html

Cosmonaut Crashed Into Earth 'Crying In Rage'. (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก http://www.npr.org/sections/krulwich/2011/05/02/134597833/cosmonaut-crashed-into-earth-crying-in-rage

Soyuz1.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก http://www.astronautix.com/s/soyuz1.html

The remains of the astronaut Vladimir Komarov, a man who fell from space, 1967.(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก http://rarehistoricalphotos.com/astronaut-vladimir-komarov-man-fell-space-1967/

อ่านเพิ่มเติม »