แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยปัจจุบัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยปัจจุบัน แสดงบทความทั้งหมด

The Beatles ตำนานวงดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20

โดย ชลิตา  สัพโส

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพลังแห่งเสียงเพลงนั้นเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลให้ผู้คน ให้กำลังใจหรือความเพลิดเพลินในยามที่เรารู้สึกท้อแท้และเหนื่อยล้า และยังเป็นขุมพลังที่ซ่อนความมหัศจรรย์เอาไว้ เวลาที่เราเศร้าก็ฟังเพลง มีความสุขก็ฟังเพลง วง The Beatles เองก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของโลกดนตรีเช่นกัน ในโลกที่ผู้คนไม่ได้ถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายออนไลน์อย่างทุกวันนี้ การก้าวขึ้นมาเป็นตำนานแห่งโลกดนตรีในศตวรรษที่ 20 ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และในวันนี้ที่เราก้าวเข้าสู่ศตวรรษ 21 จึงขอถือโอกาสนี้พาทุกคนมาทำความรู้จักกับวงร็อกแอนด์โรลในตำนานอย่าง The Beatles ที่กำลังจะมีอายุวงครบ 60 ปีในปี 2563 นี้


ภาพวง The Beatles (เดอะ บีทเทิลส์) จากอัลบั้ม Abbey Road

The Beatles (เดอะบีเทิลส์)  เป็นวงร็อกแอนด์โรลจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในปี 1960 ประกอบด้วยสมาชิก จอห์น เลนนอน (John Winston Ono Lennon) นักร้องนำและมือกีตาร์  พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Sir James Paul McCartney) ร้องนำและมือเบส  จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) มือกีตาร์  และ  ริงโก สตาร์ ( Sir Richard Starkey, Jr) มือกลอง  The Beatles ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางให้เป็นวงร็อกที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งยุคและเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด พวกเขาเริ่มต้นวงด้วยแนวดนตรีแบบสกิฟเฟิลและร็อกแอนด์โรล แต่ในเวลาต่อมา The Beatles ก็ได้สรรค์สร้างแนวเพลงอีกมากมาย และด้วยกระแสนิยมอย่างสูงของ The Beatles  เกิดเป็นกระแส "บีเทิลมาเนีย" (Beatlemania) ขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงยุค 60 – 70


กระแสคลั่งสี่เต่าทอง "Beatlemania"

จุดเริ่มต้นของ The Beatles มาจาก จอห์น เลนนอน ในวัย 16 ปี ได้มีการก่อตั้งกลุ่มวงดนตรีแนวสกิฟเฟิลชื่อว่า The Quarrymen ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุแค่ 16 ปี โดยเป็นการรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนๆ ในเมืองลิเวอร์พูลเมื่อปี 1957 มีพอล แม็กคาร์ตนีย์ ในวัย 15 ปี เข้าร่วมในตำแหน่งกีตาร์ ซึ่งได้ชวน จอร์จ แฮร์ริสัน ที่อายุแค่ 14 ปี มาชมการแสดงกระทั่งจอร์จได้เข้าร่วมวงในตำแหน่งกีตาร์เมื่อปี 1960 ต่อมาเพื่อนๆ คนอื่นได้เริ่มทยอยออกจากวงขณะที่เลนนอนเองก็ต้องเรียนในระดับสูงขึ้นแต่พวกเขาทั้ง 3 ก็ยังคงเล่นดนตรีแนวร็อกแอนด์โรลอยู่และหวังว่าจะได้พบกับมือกลองดีๆ สักคน กระทั่ง สจ๊วต ซัดคลิฟ (อดีตสมาชิก) ที่เล่นเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beetles เพื่อเป็นเกียรติให้กับบัดดี้ ฮอลลี่ และวงเดอะ คริกเกตส์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น The Beatles ในเวลาต่อมา จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับ ริงโก สตาร์ มือกลองของวงและรวมตัวกันเป็น The Beatles ในที่สุด

The Beatles เริ่มสร้างชื่อเสียงจากเล่นคอนเสิร์ตในคลับที่ลิวเวอร์พูลและฮัมบวร์คในช่วง 3 ปีของ 1960 โดยมีเพลงฮิตที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกอย่าง " Love Me Do "  ในช่วงปลายปี 1962 พวกเขาได้ฉายา "เดอะแฟปโฟร์" (the Fab Four) ในขณะที่กระแสบีเทิลมาเนียก็เริ่มเกิดขึ้นมาและในช่วงก่อนปี 1964 ชื่อเสียงของพวกเขาก็กระจายไปไกลจนถึงตลาดเพลงป๊อปของสหรัฐอเมริกา ในปี 1965 The Beatles ได้สร้างงานดนตรีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นเอกของนวัตกรรมดนตรีและอิทธิพลทางดนตรีสมัยใหม่ เช่น Rubber Soul (1965), Revolver (1966), Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1967), The Beatles (หรือที่รู้กันในชื่อ White Album, ปี 1968) และ Abbey Road (1969)


The Beatles กับอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band

ภายหลังวง The Beatles ได้แยกวงในปี 1970 ด้วยความขัดแย้งภายในวง และทำให้พวกเขาจบความสัมพันธ์กันได้ไม่ค่อยดีนัก สมาชิกที่ยังคงมีชีวิตและใช้ชีวิตที่เหลือกับงานเดี่ยวทางดนตรีอย่างต่อเนื่องคือ พอล แม็กคาร์ตนีย์ และ ริงโก สตาร์ ส่วนจอห์น เลนนอนได้ถูกยิงในเดือนธันวาคม 1980 ที่หน้าอพาร์ตเม้นท์ของเขาเอง และแฮร์ริสันเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2001

อ้างอิงจากสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งสหรัฐอเมริกา (RIAA) The Beatles ได้รับการยืนยันว่าเป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดจำหน่ายราว 178 ล้านก็อปปี้ และยังมีซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดชาร์ทอังกฤษและทำยอดจำหน่ายซิงเกิลที่สูงสุดตลอดกาล ในปี 2008 The Beatles ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารบิลบอร์ดให้เป็นวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ต่อเนื่องกันในปี 2015 และได้รับการบันทึกสถิติซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 กว่า 20 ซิงเกิล พวกเขาได้รับรางวัลแกรมมีถึง 10 รางวัล รางวัลออสการ์สาขา "คะแนนเพลงดั้งเดิมที่ดีที่สุด" (Best Original Song Score) รางวัลอิวอร์โนเวลโลกว่า 15 รางวัล นิตยสารไทม์ยังได้ทำการใส่ชื่อพวกเขาในหัวข้อ "100 บุคคลที่มีอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20"

ปัจจุบัน The Beatles ถือเป็น "วงที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์" ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 600 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก พวกเขายังได้ถูกบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล ในปี 1988 ร่วมกับสมาชิกทั้ง 4 คน ซึ่งได้รับต่างหาก จากช่วงปี 1994 ถึง 2015 และในปี 1968 พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Apple Records

และถึงแม้ปัจจุบันมีมีวงดนตรีน้องใหม่เกิดขึ้นมากมายทั่วทุกพื้นที่ในมุมโลก พร้อมกับก่อเกิดกระแสดนตรีใหม่ๆ แต่ตำนานแห่งโลกดนตรีอย่าง The Beatles ก็ยังคงถูกกล่าวถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเขาเปรียบเสมือนคลื่นลูกหน้าสุด ที่ไม่ว่าจะมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมากมายเท่าไหร่พวกเขาก็ยืดหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของคลื่นตลอดไป และถึงแม้ The Beatles จะแยกวงกันไป แต่บทเพลงของพวกเขายังคงอยู่ เป็นขุมพลังมหัศจรรย์ที่ยังขับกล่อมชาวโลก พวกเขาได้สร้างเพลงที่มีคุณค่าเอาไว้มากมาย นับเป็นมรดกสำคัญในวงการดนตรีเลยทีเดียว เพลงของพวกเขามีเสน่ห์ สามารถสะกดใจทุกคนที่ได้ฟัง มีความลงตัวทั้งในด้าน เนื้อร้อง ทำนอง เสียงประสาน การเล่น และเรียบเรียงดนตรี ดังนั้น บทเพลงของ The Beatles จึงเป็นอมตะเหนือกาลเวลา จนทำให้ The Beatles ถูกจัดว่าเป็นวงดนตรียอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของโลก

และก่อนจากกันไปเราเองก็อยากแบ่งปันขุมพลังดีๆ ให้เรากับทุกคน จึงรวบรวมบทเพลงประทับใจของ The Beatles มาแบ่งปันให้ทุกคนฟัง ไม่ว่าตอนนี้คุณจะกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ แต่ตอนที่คุณอ่านบทความนี้เราหวังว่าคุณจะยิ้มได้ ‘ May The Beatles Be With You’ ค่ะ https://open.spotify.com/playlist/5


อ้างอิง

มป. (2551).  ความเป็นมาของ The Beatles (สี่เต่าทอง).  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก
https://bahbalie.wordpress.com/2012/07/19/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  (2562).  เดอะบีเทิลส์.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก
https://th.wikipedia.org/wiki

Bim Dudeplace. (2562).  เทปเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เมื่อ The Beatles ไม่ได้ตั้งใจให้ ‘Abbey Road’ เป็น
อัลบั้มสุดท้ายและ John Lennon ไม่ได้อยากแยกวง.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก https://dudeplace.co/2019/09/12/

VERAWONG LEWCHALERMWONG. (2562).  9 อย่างที่จะเปลี่ยนไป ถ้าโลกนี้ไม่มี The Beatles.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก https://www.facebook.com/notes/verawong-lewchalermwong/

อ่านเพิ่มเติม »

หลาง ผิง (Lang Ping)

โดย นันธิดา กระสี

กีฬาวอลเล่ย์บอลเป็นกีฬาที่นิยมกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และมีหลายประเทศที่สามารถพัฒนากีฬาวอลเล่ย์บอลขึ้นมาเป็นแถวหน้าของโลกโดยเฉพาะประเทศจีน ที่สามารถขึ้นมาเป็นอับดับที่ 1 ของโลกได้  ซึ่งนอกจากทักษะของนักกีฬาแล้วก็ต้องมีความเชี่ยวชาญของโค้ชผู้ฝึกสอนในการที่จะปรับเกมหรือให้คำแนะนำสำหรับนักกีฬาในการแข่งขัน และการจัดตารางการฝึกซ้อมย่อมต้องมีโค้ชดูแลเรื่องเหล่านี้ด้วย และโค้ชวอลเล่ย์บอลคนสำคัญที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในที่นี้คือ หลาง ผิง


ที่มา :  http://thai.cri.cn/20190227/

หลาง ผิง (Lang Ping) โค้ชวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1960 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีเชื้อสายชาวแมนจู ส่วนสูง 1.84 เมตร น้ำหนัก 71 กก. จบการศึกษาปริญญาโท The sports management department ที่มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ประเทศอเมริกา เธอเป็นอดีตนักกีฬาวอลเล่ย์บอลชาวจีน ตำแหน่ง ตัวตีด้านนอก และเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา เธอมีฉายาที่รู้จักกันดี คือ “ค้อนเหล็ก”

อุปนิสัยของ หลาง ผิง เป็นคนที่มีนิสัยดี เป็นกันเองกับผู้อื่น เข้ากับผู้อื่นได้ง่าย เก่งในเรื่องของการวางแผน  เป็นบุคคลที่ภายนอกอาจจะดูเท่ห์ดูโหดแต่ที่จริงเธอเป็นคนอ่อนโยน และเป็นคนที่จริงจังกับการทำงานเนื่องจาก หลาง ผิง เป็นผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลทีมชาติ แต่เธอจะเป็นคนที่ไม่เครียดกับเกมการแข่งขัน จะไม่กดดันลูกทีมจะค่อยๆ ใช้ความรู้มากกว่าอารมณ์ในการควบคุมผู้อื่น ทำให้บุคคลภายนอกที่ได้อยู่ใกล้หรือได้รู้จักเธอนับถือเธอและรักเธอเป็นอย่างมาก

จุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬา หลาง ผิง มีความสนใจในกีฬาวอลเล่ย์บอลมาตั้งแต่สมัยหลาง ผิง ยังเด็กเพราะมีคนรอบข้างของเธออย่างเช่น ครอบครัว ที่เล่นวอลเลย์บอล หลาง ผิง มีต้นแบบนักกีฬามากมายจึงเป็นแรงจูงใจให้ หลาง ผิง มีความสนใจกีฬาวอลเล่ย์บอลอย่างมาก เธอจึงมีความสนใจที่จะเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอล หลาง ผิง เธอมีความพยายามที่จะพัฒนาฝีมือของเธออยู่เรื่อยๆ จนเธอติดทีมชาติวอลเล่ย์บอลจีน


ที่มา :  http://thai.cri.cn/20190227/

ผลงานในระดับอาชีพ หลาง ผิง เคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งของวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน และได้รับรางวัลเหรียญทองเมื่อครั้งที่เป็นฝ่ายชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 1984 ที่ลอสแอนเจลิสรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมถึงเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมที่ชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในปี ค.ศ.1982 ที่ประเทศเปรู รวมถึงรายการเวิลด์คัพ เมื่อ ค.ศ 1981 และ 1985

ในปี 1986 หลาง ผิง ก็ได้ถอนตัวออกจากการเป็นนักกีฬาทีมชาติจีนเพราะตัวเธอเองต้องการผันตัวไปเป็นโค้ชและก็ย้ายไปอเมริกาในเดือนเมษายน 1987 เพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ประเทศอเมริกาในระหว่างที่หลางผิงเรียนปริญญาโททางด้าน The sports management department ในช่วงปี 1987-1989 หลาง ผิง ก็ได้เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนให้กับมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกที่ หลาง ผิง เรียนอยู่ และนี่คือช่วงเวลาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นโค้ชของหลางผิงก็เป็นได้

ต่อมาในปี 1989 หลาง ผิง ก็ได้ไปเป็นโค้ชให้กับทีม Modena ในลีคอิตาลีและพาทีมคว้าแชมป์อิตาลีคัพในปีนั้นด้วย และต่อมาในปี ค.ศ.1990 หลางผิงก็ถูกเรียกตัวให้กลับไปเล่นทีมชาติจีนอีกครั้ง แล้วก็สามารถพาทีมได้เหรียญเงินแชมป์โลกในปีนั้นด้วย และหลางผิงก็ได้ลาออกจากทีมชาติจีนอีกครั้งเพื่อผันตัวไปเป็นโค้ชอย่างจริงจังในปี 1991 ก็เป็นโค้ชให้กับทีมมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโกและก็สามารถพาทีมได้ที่ 1 ของ Eastern US Women’s Volleyball Tournament และระหว่างนั้นหลาง ผิง ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นโค้ช ในญี่ปุ่นและอเมริกาและได้พาทีมได้ลำดับที่ดีๆ ไม่ว่าจะเป็นที่ 1 2 3

ในปี ค.ศ.1995 หลาง ผิงได้เข้ามาเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติจีน หลาง ผิง สามารถนำทีมคว้าเหรียญเงินจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 1996 ที่แอตแลนตา รัฐจอร์เจีย และอันดับสองในรายการชิงแชมป์โลกในปี 1998 ที่ประเทศ ญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 1998 หลาง ผิง ได้ลาออกจากทีมชาติจีนเนื่องจากปัญหาสุขภาพเพราะหลาง ผิง ต้องเข้าผ่าตัดหัวเข่า และต่อมา หลาง ผิง ได้ไปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนในการแข่งขันหลีกอาชีพของประเทศอิตาลีและประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและ หลาง ผิง ยังได้รับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมแห่งปีอยู่หลายสมัย



อิทธิพลในประเทศจีน เนื่องจากบทบาทสำคัญของเธอในความสำเร็จของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีนในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 หลาง ผิง ได้รับการมองว่าเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในประวัติศาสตร์กีฬาสมัยใหม่ของประเทศจีน โดยในตอนท้ายของการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ค.ศ. 1976 ประเทศจีนได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาในระดับโลกอีกครั้ง แม้ว่าทีมปิงปองของจีนจะชนะการแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งกีฬานี้มักได้รับการพิจารณาว่าชาวจีนมีความเชี่ยวชาญ แต่ หลาง ผิง กับทีมวอลเลย์บอลหญิงของเธอก็ได้รับการจัดเป็นกีฬาประเภททีมที่ชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกหลายสมัย โดยการแข่งขันครั้งสุดท้ายของเธอคือกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1984 โดย หลาง ผิง ได้เป็นดาวในตำแหน่งตัวตีด้านนอกของทีม เธอมักได้รับการจดจำเป็นอย่างมาก ว่าเป็นหนึ่งในนักกีฬาแชมป์โลกสมัยแรกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติจีน

ในปีค.ศ. 2002 เธอได้รับเกียรติในการจารึกชื่อไว้ในวอลเล่ย์บอลฮอลล์ออฟเฟมที่ฮอลโยค รัฐแมสซาซูเซตส์เธอเป็นผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกาและพาทีมเข้ารับรางวัลเหรียญเงินในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่ประเทศบ้านเกิดของเธอเอง ปัจจุบัน เธอทำหน้าที่เป็นผู้ฝึกสอน ให้แก่วอลเล่ย์บอลทีมชาติหญิงจีน

ชัยชนะครั้งสำคัญ

* เวิลด์คัพ 1981 (แชมป์โลก)
* ชิงแชมป์โลก 1982 (แชมป์โลก)
* โอลิมปิกฤดูร้อน 1984 ที่ลอสแอนเจลิส (แชมป์โลก)
* เวิลด์คัพ 1985 (แชมป์โลก)
* โอลิมปิก 2016 (เหรียญทอง)

เกียรติประวัติ

* หนึ่งในสิบนักกีฬาจีนยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 1981-1986
* ผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลยอดเยี่ยมแห่งปี สหพันธ์วอลเล่ย์บอลนานาชาติ ค.ศ. 1996
* ผู้ฝึกสอนวอลเล่ย์บอลหญิงในประเทศอิตาลียอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 1999-2000

โค้ชหลาง ผิง เป็นบุคคลที่มีความสามารถในการเล่นกีฬาอย่างมากทั้งเป็นผู้เล่นหรือเป็นคนที่คอยสนับสนุนทีม ควบคุมทีมในการแข่งขันและแก้เกมอย่างฉลาด ทั้งยังเป็นบุคคลในวงการกีฬาวอลเล่ย์บอลที่น่าเคารพนับถืออย่างมากทั้งในประเทศจีนและประเทศอื่นๆ เธอเป็นบุคคลต้นแบบที่น่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งทั้งในการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงาน


อ้างอิง 

Sitemap.(2559).รู้จัก หลางผิงเท่ากับรู้จักนักกีฬา โค้ชที่ยอมเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของโลกวอลเล่ย์บอล. สืบค้นเมื่อ 6 มกราคม 2563 จาก : https://pantip.com/topic/35145298

Unknow. (2008). Iron Hammer still pounding. Retrieved January 07, 2020, from : http://en.people.cn/90001/90779/90867/6342656.html

Lassen, D. (2008). “U.S. women’s volleyball coach an icon back in Beijing”.Retrieved January 07, 2020, from : http://www.venturacountystar.com/

O’Halloran, R. (2008). “Lang Ping goes home”.Retrieved January 07, 2020, from : https://m.washingtontimes.com/news/2008/

Townsend, B.(2008). “Lang Ping left china for normal life”. Retrieved January 07, 2020, from : http://www.dallasnews.com/sharedcontent/

Tabuchi, H.(2008). “Return of the iron Hammer”.Retrieved January 07, 2020, from : http://blogs.wsj.com/chinajournal/2008/08/09/

Wong, E.(2008). “Ex-Chinese Star Guides U.S. to win in Volleyball”. Retrieved January 07, 2020, from : http://www.nytimes.com/2008/08/16/s

อ่านเพิ่มเติม »

เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ (Carnival of Schignano)

โดย วิษราภรณ์  จตุเทน

นอกเหนือจากทะเลสาบโคโม แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี คุณรู้หรือไม่ว่าท่ามกลางหุบเขาที่เขียวขจีมีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งมีชื่อว่า สคิญ๊าโน๊ะ (Schignano) มีเทศกาลที่น่าสนใจและสื่อไปถึงวัฒนธรรมของคนในหมู่บ้านนั้นๆ ด้วยการที่คนในหมู่บ้านจะมีการเดินขบวนหน้ากากไม้ และการแสดงต่างๆ โดยชื่อของเทศกาลนี้ถูกเรียกว่า เทศกาลหน้ากากไม้แห่งสคิญ๊าโน๊ะ หรือ Carnival of Schignano


ที่มา : https://www.pinterest.com/p

สคิญ๊าโน๊ะ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ระหว่าง บริเอนโน และ อาร์เจโญ ในจังหวัด โคโม และมีชื่อเสียงไปทั่วอิตาลีในงานคาร์นิวัลที่จัดขึ้นตามพิธีกรรมโรมัน ซึ่งตรงกับวันเสาร์และวันอังคารของสัปดาห์แรกในเดือนมีนาคม

ความพิเศษที่ทำให้เทศกาลนี้มีความน่าสนใจคือ หน้ากากไม้ (ไม้วอลนัท) ที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของช่างท้องถิ่น ดังนั้นหน้ากากจึงดูไม่มีความทันสมัยหรือปราณีตมากนัก แต่ตัวหน้ากากกลับสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวละครที่แตกต่างกันออกไป


ที่มา: www.carnevaledischignano.it
เทศกาลหน้ากากไม้  (Carnival of Schignano) 

เทศกาลหน้ากากไม้คือเทศกาลที่ชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมกันจัดขบวนตัวละครสวมหน้ากากต่าง ๆ เดินผ่านถนนรอบ ๆ หมู่บ้าน เพื่อไปแสดงที่จัตุรัสกลาง โดยการแสดงจะเล่าถึงวิถีชีวิตและสถานการณ์ทั้งในอดีตและปัจจุบันของคนในหมู่บ้าน

โดยเทศกาลนี้เป็นเทศกาลพื้นบ้านที่เล่าถึงความคิดถึงและความคาดหวังของหญิงในหมู่บ้านที่มีให้ชายที่ต้องออกไปทำงานต่างเมือง และแสดงถึงความเหลื่อมล้ำของคนในหมู่บ้าน สืบเนื่องจากสถานการณ์ของทั่วไปในปัจจุบัน ในสมัยก่อนจนถึงปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่ทำหน้ากากไม้ แต่รายได้จากการทำหน้ากากไม้ไม่พอต่อการดำรงชีวิต ซึ่งทำให้ผู้ชายในหมู่บ้านต้องออกไปทำงานนอกเมือง

และในทุกๆ ปีในช่วงของเทศกาล เหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานจะต่างพากันกลับบ้านแต่ทุกคนใช่ว่าจะสมหวังในเรื่องการงาน บางคนกลับมาพร้อมด้วยกระเป๋าเดินทางที่ว่างเปล่า แต่บางคนก็กลับมาพร้อมกับเสื้อผ้าที่มีความสวยงาม ร่างกายอุดมสมบูรณ์ซึ่งหมายถึงการที่ไปทำงานต่างเมืองประสบความสำเร็จ และในตัวของเทศกาลก็จะมีการเดินขบวนไปรอบหมู่บ้านและการแสดงต่างๆ

ที่เป็นจุดโดนเด่นในเทศกาลนี้คือตรงกลางจัตุรัสของหมู่บ้านจะมีการละเล่น หรือ การหยอกล้อนักท่องเที่ยวที่เข้าชมเทศกาล และภาพต่าง ๆ ที่ถ่ายทอดออกมาสื่อถึงความเหลื่อมล้ำต่างๆ ชายและหญิงแต่งตัวจะเป็นอาชีพต่างๆ เช่นชาวนา แม่ค้าพ่อค้า หลังจากการเดินขบวนของเทศกาลนี้ก็จะมีการเลี้ยงสังสรรค์กันในหมู่บ้านและในเวลา 23:30 น. จะมีการรอบกองไฟเพื่อแสดงถึงการจบลงของเทศกาล

ความเป็นเอกลักษณ์ของเทศกาลหน้ากากนั้นก็คือความแตกต่างระหว่าหน้ากากสองแบบคือ  1.หน้ากากสวยงาม ในภาษาท้องถิ่น“ i bei” ในภาษาอังกฤษ The beautiful และ 2. หน้ากากอัปลักษณ์ ในภาษาท้องถิ่น  (i“ brut”) ในภาษาอังกฤษ The ugly และสำหรับตัวผู้เล่น หรือ ผู้ที่สวมใส่หน้ากากจะรับบทเป็นตัวแทนของสองชนชั้นที่สุดคลาสสิกในสังคมทั่วไปคือ คนรวยและคนจน



หน้ากากสวยงาม 

ความสวยงามหรือที่เรียกว่า“ Mascarun” เป็นตัวละครที่น่าสนใจ ด้วยความต้องการของเทศกาลที่จะทำให้ตัวละครนี้เก่ง และแสดงถึงความมั่งคั่ง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อเน้นถึงสถานะทางสังคมของพวกเขา พวกเขาจึงสวมสูทราคาแพงที่เย็บปักอย่างปราณีต มีลักษณะท้องที่โตเพื่อแสดงถึงความร่ำรวยมีอาหารการกินที่ดี ตกแต่งด้วยหมวกที่มีดอกไม้สีสันสดใส มีริบบิ้นที่ด้านหลัง มักจะถือร่มและพัดที่มีสีสันสดใส การมาถึงของพวกเขาจะมีเสียงเป็นตัวนำขบวนโดยการที่จะนำระฆังขนาดเล็ก 4 อันติดกับเข็มขัดด้วยเสียงที่ไพเราะและน่าฟัง


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

หน้ากากอัปลักษณ์ 

เห็นได้ชัดว่าความน่าเกลียดตรงข้ามกับความสวยงามเสมอซึ่งตัวละครตัวนี้ก็มีความน่าสนใจและมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ไม่น้อยนั้นคือ คนจนจะสวมใส่เสื้อผ้าสีโทนมืดและเก่า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากจนของคนในหมู่บ้าน โดยมักเป็นคนผิวดำซึ่งจะใส่หน้ากากสีดำแทนสีผิว เนื่องจากการที่ทำงานหนักท่ามกลางแสงแดด โดยหน้ากากมีลักษณะที่มีปากคดเคี้ยว ฟันที่หายไป จมูกที่บิดเบี้ยวและริ้วรอยตามใบหน้า พวกเขาจะมาพร้อมกับไม้กวาด ตะกร้าหรือกระเป๋าเดินทางใบเก่าของเหล่าผู้ชายที่ออกไปทำงานหาเงินต่างเมือง ซึ่งกลับมาพร้อมกับความว่างเปล่า


ที่มา: www.carnevaledischignano.it

เทศกาลหน้ากากพื้นบ้านนี้เป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเฉพาะในหมู่บ้านสคิญ๊าโน๊ะ ในแคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ที่แสดงถึงทักษะของคนในหมู่บ้านซึ่งมีฝีมือในการทำหน้ากากไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ และเล่าถึงวิถีชีวิตในท้องถิ่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่มีทั้งคนจนถึงคนรวยและความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเรื่องราวของอาชีพต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิตนั้นถูกแสดงออกผ่านตัวละคร  The beautiful และ The ugly ซึ่งการออกไปทำงานต่างเมืองแต่ล่ะอาชีพย่อมได้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน และผู้คนเหล่านี้มักจะถูกคาดหวังจากคนที่บ้านที่เฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาในทุก ๆ ปี


อ้างอิง

Silvia./(2019)./carnival of Schignano. Retrieved 8 January 2020, from: https://mylakecomo.co/en/local-festivals/

Patrizia Gilardony./(2019)./ RETURNS THE HISTORICAL SCHIGNANO’S CARNIVAL. Retrieved 8 January 2020, from: https://blog.hotel-posta.it/en/

Agostina Lavagnino./(2013)./ WOODEN MASK SCULPTORS OF SCHIGNANO. Retrieved 8 January 2020, from: http://www.intangiblesearch.eu/s



อ่านเพิ่มเติม »

The Black Dahlia คดีฆาตกรรมโหดที่ยังเป็นปริศนา

โดย ชฎาพร มะลิซ้อน

เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ดิฉันได้ไปดูหนังเรื่อง Spider Man: Far From Home โดยในหนังมีฉากที่ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ พ่อหนุ่มสไปเดอร์แมนของเรานั้นไปซื้อสร้อยดอกรักเร่สีดำเพื่อจะเอาไปให้สาวที่เขาชอบ โดยมีคำพูดนึงในหนังที่กล่าวว่า “Black Dahlia คือการฆาตกรรม” เนื่องจากสาวที่พ่อหนุ่มสไปเดอร์แมนชอบนั้นชอบเรื่องราวของการฆาตกรรมมาก ทำให้ดิฉันสนใจที่จะศึกษาเรื่องราวของคดีฆาตกรรม The Black Dahlia ที่แม้จะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ก็ยังถูกกล่าวถึงมาจนถึงปัจจุบัน

The Black Dahlia นั้นถือเป็นคดีฆาตกรรมในสหรัฐอเมริกา ปี 1947 ที่โหดเหี้ยม และโด่งดังมาก แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ชื่อจริงของหญิงสาวที่ตกเป็นเหยื่อในคดีฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมนี้ หญิงสาวที่ได้รับฉายาว่า “Black Dahlia”


ที่มา: https://www.google.com/

Black Dahlia หรือแม่สาวดอกรักเร่สีดำนี้มีชื่อว่า Elizabeth Short เกิดวันที่  29  พฤศจิกายน 1924 ที่เมือง Hyde Park รัฐ Massachusetts U.S.A. พ่อชื่อ Cleo Short และแม่ชื่อ Phoebe Short เธอเป็นลูกสาวคนที่ 3 จากลูกสาวทั้งหมด 5 คน เมื่อเธอเกิดได้ไม่นานก็ได้ย้ายไปอยู่ Medford ตอนนั้นฐานะทางบ้านของเธอถือว่าดีมาก เนื่องจากพ่อของเธอเปิดบริษัทออกแบบ และผลิตสนามมินิกอล์ฟ จนกระทั่งในปี 1929 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจวอลล์สตรีท ทำให้บริษัทพ่อของเธอเจอสภาวะขาดทุนอย่างรุนแรง และล้มละลาย พ่อของเธอคิดจะเอาตัวรอดคนเดียวในวิกฤตนี้ จึงจัดฉากฆ่าตัวตายโดยการขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่สะพานและหายตัวไป ทำให้แม่ของเธอและตำรวจเชื่อว่า พ่อของเธอกระโดดสะพานและจมหายตายไปในน้ำแล้ว ซึ่งในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น แม่ของเธอจึงต้องออกไปทำงานพาร์ททามเพื่อหาเงิน อีกทั้งยังรับเงินสวัสดิการจากรัฐเพื่อดูแลลูกๆ ทั้งหมด

12 ปีหลังจากพ่อของ Elizabeth ตายไป จู่ๆวันนึงแม่ของเธอก็ได้รับจดหมายจากพ่อของเธอที่ทุกคนเชื่อว่าตายแล้ว ในจดหมายล้วนมีแต่ความรู้สึกผิด และคำขอโทษ อีกทั้งพ่อของเธอยังขอกลับมาอยู่ด้วย แต่แม่ของเธอโกรธมากจึงปฏิเสธการกลับมาของพ่อ ถึงแม้แม่ของเธอจะโกรธพ่อมากเพียงใด แต่ Elizabeth กลับมองเห็นช่องทางที่จะได้ทำตามความฝันของตัวเธอเอง นั่นคือการเป็นดารา เพราะเนื่องจากเธอมีหน้าตาที่สวย และเมื่อตอนที่เธอยังเด็ก การดูหนังในโรงหนังนั้นถือเป็นความสุขที่สุดของเธอ เธอจึงแอบติดต่อพ่ออย่างลับๆ เพื่อความฝันของตน จนกระทั่งในปี 1943 เธอได้ย้ายไปอยู่กับพ่อที่ Vallejo รัฐ California ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุ 19 ปี แต่หลังจากที่เธอย้ายมาอยู่กับพ่อเพียงไม่กี่เดือน เธอก็โดนพ่อไล่ออกจากบ้าน เพราะเธอมีนิสัยขี้เกียจ เอาแต่นอนทั้งวัน ตื่นมากลางดึกก็แต่งตัวออกไปเที่ยว กินเหล้าสังสรรค์ และควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้า ไม่เคยช่วยพ่อดูแลทำความสะอาดบ้าน

หลังจากที่ Elizabeth ย้ายออกจากบ้านพ่อ เธอไปอาศัยอยู่กับเพื่อนของเธอที่ Santa Barbara และในวันที่ 23 กันยายน 1943 เธอถูกจับในข้อหาดื่มสุราทั้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เธอจึงต้องมารายงานตัว และคุมประพฤติ หลังจากนั้นตำรวจได้พาเธอกลับไปส่งที่บ้านแม่ของเธอที่ Massachusetts แต่ความฝันนั้นหากยังไม่สามารเอื้อมถึงได้ ใครล่ะจะยอมปล่อยไป ความอยากเป็นดาราของเธอนั้นจึงยังอยู่ หลังจากกลับไปอยู่กับแม่ได้ไม่นาน เธอก็ย้ายกลับมาอยู่ที่ California เพื่อสานฝันของตน และคราวนี้เธอไปได้ถึง Hollywood ที่นั่นเองที่เธอได้ตกหลุมรักกับทหารอากาศนายหนึ่งคือ ร้อยโท Joseph Gordon Fickling ทั้งสองวางแผนที่จะแต่งงานกัน แต่แผนนี้ก็ต้องพังลงเพราะ Joseph นั้นถูกเรียกตัวไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2

ในช่วงหลังจากนั้น Elizabeth ได้รับงานถ่ายแบบ และงานแสดงเล็กๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอดังขึ้นมาเลยสักนิด เธอเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิต จึงย้ายไปอยู่กับญาติที่ Miami และที่นั่นเธอได้พบรักกับนักบินอีกคนนึงคือ พลตรี Matthew Michael Gordon เขาได้ให้สัญญากับเธอว่าหลังจากที่เขากลับมาจากสงครามที่อินเดีย เขาจะมาแต่งงานกับเธอ แต่โชคร้ายที่เครื่องบินของเขาตกทำให้เขาเสียชีวิต Elizabeth เสียใจมากจนกลายเป็นคนเก็บตัวไปช่วงนึง เมื่อเวลาผ่านไปสักพักเธอเริ่มทำใจได้ เธอจึงกลับไปติดต่อหา ร้อยโท Joseph แฟนเก่าของเธอ และเธอก็ตกหลุมรักเขาอีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ Long Beach กับเขา แต่ในท้ายที่สุดความรักของทั้งสองก็ไปกันไม่รอด ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกทางกัน

เดือนตุลาคม 1946 Elizabethได้ย้ายไปอยู่บ้านของ Mark Hansen ซึ่งเป็นเจ้าของไนท์คลับแห่งหนึ่ง Mark นั้นถือเป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่งเขาชอบเธอมาก และพยายามหว่านล้อมให้เธอมาทำงานกับเขา หรือร่วมหลับนอนกับเขา แต่เธอปฏิเสธ หลังจากที่เธออยู่นั่นได้แค่เดือนกว่าๆ ก็ถูกไล่ออกมาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน หลังจากโดนไล่ออกมาเธอจึงต้องไปอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าราคาถูก แต่เธอก็อาศัยอยู่ที่นั่นไม่นานมากนัก ในวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน เธอนั่งรถบัสย้ายจาก LA ไปที่ San Diego หลังจากย้ายมาที่นี่ไม่นานเธอก็ได้เพื่อนใหม่คือ Dorothy French เขาจึงชวนเธอไปอยู่ด้วยกันที่บ้านกับครอบครัวของเขา Elizabeth อยู่ที่นั่นอย่างสบาย และยังทำนิสัยเดิมๆ ที่เคยทำคือ ไม่ช่วยงานบ้านอะไรเลย ตกดึกมาก็ควงผู้ชายออกไปสังสรรค์ จนครอบครัว French ทนไม่ไหว ในช่วงต้นเดือนมกราคมครอบครัว French  จึงขอให้เธอย้ายออก

ในเช้าวันที่ 8 มกราคม 1947 Elizabeth ย้ายออกจากบ้านของครอบครัว French โดยมีผู้ชายคนหนึ่งมารับเธอ ชายคนนั้นคือ Robert Manly เขารู้จักกับ Elizabeth จากการไปสังสรรค์ปาร์ตี้ เธอได้ขอให้เขาไปส่งเธอที่ Hollywood และในคืนนั้นทั้งสองจึงเปิดโรงแรมนอนด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแต่อย่างใด รุ่งเช้าของวันที่ 9 มกราคม เธอบอกให้โรเบิร์ตไปส่งเธอที่โรงแรม Biltmore เพราะเธอจะไปพบพี่สาวของเธอ แล้วจึงเดินทางกลับบ้านที่ Massachusetts Robert จึงไปส่งเธอที่นั่นในช่วงบ่าย และเห็นเธอกำลังโทรหาใครสักคนเพื่อติดต่อหาที่พักใน Hollywood แต่เนื่องจากเขารีบไปทำธุระที่อื่นต่อจึงไม่ได้อยู่รอพบพี่สาวของเธอด้วย และหลังจากวันนั้น Elizabeth ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


ภาพในที่เกิดเหตุ
ที่มา: https://www.google.com/

เช้าวันที่ 15 มกราคม 1947 มีคนแจ้งว่าพบร่างไร้ลมหายใจของหญิงสาวคนนึงที่บริเวณ Leimert Park LA เมื่อตำรวจมายังที่เกิดเหตุ และตรวจสอบพบว่าร่างนั้นอยู่ในลักษณะนอนหงาย แขนทั้งสองข้างยกขึ้นเหนือศีรษะ ร่างถูกหั่นออกเป็นสองท่อนอย่างประณีต เนื่องจากไม่มีการแตกหักของกระดูก และรอยหั่นที่เนี้ยบมาก ร่างที่ถูกหั่นเป็นสองท่อนนั้นวางห่างกันประมาณ 1 ฟุต บนใบหน้ามีแผลที่เกิดจากรอยกรีดจากมุมปากทั้งสองข้าง ลากขึ้นไปสู่ใบหู ยาวประมาณ 3 นิ้ว และที่ศีรษะยังมีรอยฟกช้ำจากการถูกของแข็งทุบอย่างแรง ที่คอมีรอยเชือกรัด และยังมีรอยกรีดในบริเวณต่างๆตามร่างกาย เช่น ข้อมือ ข้อเท้า รวมไปถึงรอยกรีดที่เป็นแผลฉกรรจ์ที่ลากยาวตั้งแต่ใต้สะดือไปจนถึงบริเวณหัวหน่าว และหัวนมด้านขวายังถูกมีดกรีดออกไป นอกจากนี้ฆาตกรยังได้กรีดเอาผิวหนังบริเวณต้นขาด้านซ้ายที่มีรอยสัก และโกนเอาขนในที่ลับยัดใส่ในช่องคลอด และที่น่าตกใจที่สุดคือร่างนี้ถูกถ่ายเลือดออกจนหมดตัว และถูกชำระล้างทำความสะอาดมาอย่างดีแล้ว หลังจากนั้นได้มีการยืนยันแล้วว่าร่างที่เป็นเหยื่อในการฆาตกรรมอันโหดเหี้ยมนี้คือ Elizabeth Short นั่นเอง ซึ่งตอนที่เธอเสียชีวิตเธอมีอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น

คดีฆาตกรรมนี้โด่งดังไปทั่วภายในชั่วข้ามคืน สื่อต่างๆให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างมาก และที่คดีนี้ได้รับฉายาว่า The Black Dahlia เนื่องจากเพื่อนของเธอตั้งให้เพราะเธอเป็นคนผิวขาว มีผมสีดำ แล้วก็แต่งชุดสีดำ ซึ่งก่อนหน้านั้นมีหนังเรื่อง Blue Dahlia ออกมา เพื่อนของเธอจึงตั้งฉายาล้อเลียนหนังเรื่องนั้นให้เธอ และหลังจากที่คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก ก็มีผู้คนมากมายมาสารภาพว่าตัวเขานี่แหละที่เป็นฆาตกรที่ฆ่า Elizabeth แต่ก็ได้รับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทุกคน

มาจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 72 ปีแล้วที่คดีฆาตกรรมอันโหดร้ายนี้ยังไม่สามารถหาตัวฆาตกรได้ และยังคงทำให้ผู้ที่ได้มาอ่านเรื่องราวของคดี The Black Dahlia ยังคงเกิดคำถามในใจว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกรที่ฆ่าเธออย่างโหดเหี้ยม อีกทั้งคดีนี้ยังเป็นตอนจบที่น่าเศร้าของผู้หญิงคนนึง ที่มีความฝันอยากเป็นดารา แต่ช่วงที่เธอมีชีวิตอยู่นั้นเธอกลับไม่มีชื่อเสียงเลย แต่เมื่อเธอตายชื่อเสียงของเธอกลับโด่งดังไปทั่ว เพื่อนๆ คิดไหมคะ ว่าหาก Elizabeth ยังมีชีวิตอยู่และได้มีเวลาทำตามความฝันของตัวเองต่อ ทุกวันนี้เธออาจจะเป็นดาราชื่อดังที่เราทุกคนรู้จักก็ได้ สุดท้ายนี้ก่อนที่เราจะจากลากันดิฉันอยากให้เพื่อนๆ ไม่ลืมชื่อของ Black Dahlia หรือแม่สาวดอกรักเร่สีดำ ว่าชื่อที่แท้จริงของเธอนั้นคือ “Elizabeth Short”


อ้างอิง 

James Bartlett. (2017). The Black Dahlia: Los Angeles' most famous unsolved murder. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน  พ.ศ.2562, จาก: https://www.bbc.com/news/world-us-canada-38513320

Morgan Korzik. (2016). The Black Dahlia: The 1947 Murder of Elizabeth Short. สืบค้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2562, จาก: http://blackdahlia.web.unc.edu/the-life-of-elizabeth-short/

The Common Thread. (2018). BLACK DAHLIA แบล็ค ดาห์เลีย ปริศนาศพสยองข้างทาง WHAT HAPPENED EP. 06 | The Common Thread. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2562, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=WSLu-TEbHjg

นครินทร์ จันทร์ศร และพีท ศรีทนนท์. คดีฆาตกรรมดอกรักเร่สีดำ : Black Dahlia. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2562, จาก: https://sites.google.com/site/specialresponsibility/khdi-khatkrrm-dxkrak-re-si-da-the-black-dahlia

พี่ซูม. (2560). ปริศนาคดีหลอนข้ามทศวรรษที่กลายเป็นหนังสือขายดี ใครฆ่า 'Black Dahlia'. สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2562, จาก: https://www.dek-d.com/writer/46601/


อ่านเพิ่มเติม »

ฟอนต์ (font) กราฟฟิกที่มองผ่านตัวอักษร

โดย จิราพร สาระนันท์

เมื่อฟอนต์กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ขาดไม่ได้กับงานออกแบบในปัจจุบัน การสร้างงานใดๆ เริ่มตั้งแต่เอกสารทั่วไป รายงานราชการ รูปเล่มหนังสือ การ์ด โลโก้ โปสเตอร์ ป้ายโฆษณาอื่นๆ ฟอนต์จะถูกนำมาสื่อสารตามจุดประสงค์ของงานเพื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงอารมณ์งานนั้นจริงๆ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟอนต์ เป็นสิ่งที่จะทำให้ตัวหนังสือต่างๆ ที่เผยแพร่ออกมาดูมีคุณค่า มีความสวยงาม มีความเหมาะสมในตัวเอง และ “ฟอนต์” นี่เองที่เป็นตัวตัดสินแรกๆ ว่าจะทำให้คนดูรู้สึกอยากอ่านหรือไม่อยากอ่านงานของเรา

นอกจากการออกแบบสร้างสรรค์รูปภาพที่สวยงาม องค์ประกอบสี เนื้อหาการบรรยายที่น่าสนใจ ชวนดึงดูดให้ติดตาม สิ่งหนึ่งที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามในงานออกแบบผลงานหรือผลิตภัณฑ์เลยคือเรื่องของการใช้ “ฟอนต์ (font)” หรือที่เรียกอีกอย่างว่า “รูปแบบตัวอักษร” ซึ่งในหลายครั้งที่งานออกแบบก็มาพลาดเพราะสิ่งนี้ การออกแบบที่ดีจึงจะต้องรู้จักเลือกฟอนต์ที่เหมาะสมต่องาน ซึ่งจะสามารถสร้างความแตกต่าง ความสวยงาม และทำให้งานดูดีมีมูลค่าได้อย่างเห็นได้ชัด เพื่อที่จะให้ผู้อ่านรู้สึกถึงอารมณ์ของงานที่เราสื่อสารออกไป
                     

ที่มา : https://www.siamzone.com/

ฟอนต์ (Font)  เป็นรูปแบบตัวอักษรมีอยู่มากมายในวินโดวส์ การเลือกใช้งานฟอนต์นั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละงาน ฟอนต์ทุกๆ แบบมีชื่อประจำทั้งฟอนต์สากล หรือฟอนต์อื่นๆ ที่อาจรู้จักในวงจำกัดเพราะอาจถูกออกแบบไว้ใช้สำหรับภาษาที่ใช้ในแต่ละประเทศ

ในขณะเดียวกันอาจกล่าวได้ว่า ฟอนต์ก็คือภาษาภาพที่วิวัฒนาการจากลายมือของมนุษย์ เป็นรูปแบบตัวอักษรที่ได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับงานตามยุคสมัย

การส่ง “สาร” ให้ถึงผู้อ่านคือหน้าที่ของ “ฟอนต์” หากเลือกฟอนต์ได้ถูกต้องเข้ากับงานจะทำให้ผู้อ่านเดาได้ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ทั้งนี้ฟอนต์เป็นสิ่งสร้างภาพจำในใจผู้อ่าน เป็นอักษรสร้างอารมณ์ เพิ่มความน่าสนใจให้งานออกแบบดูโดดเด่น ซึ่งในการปรับแต่งนั้นคงไม่ใช่แค่การทำให้ตัวอักษรดูใหญ่ หนา เด่น ชัดอ่านง่ายเพียงเท่านั้น แต่การออกแบบควรจะสามารถทำด้วยวิธีการที่หลากหลายแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ เช่น การใช้รูปทรงต่างๆ การจัดวาง หรือการเลือกใช้สีและลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์มาประกอบด้วย ดังนั้นการเลือกรูปแบบตัวอักษร การประยุกต์ใช้ การใส่ลูกเล่นต่างๆ จึงมีความสำคัญอย่างมาก


ที่มา : https://www.siamzone.com/

นอกจากการเลือกฟอนต์ใดๆ มาใช้งานแล้ว การวางตำแหน่งตัวอักษรให้เหมาะสมกับพื้นที่ว่างและองค์ประกอบต่างๆ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญกับการออกแบบตัวงาน หากเป็นงานประเภทที่มีตัวหนังสือเยอะ เนื้อหาอ่านยาก ยิ่งต้องระวังการเว้นวรรคหรือช่องไฟระหว่างตัวอักษร ควรเลือกฟอนต์ที่ชวนอ่าน อ่านง่าย สบายตา  ถ้าตัวเล็กเกินไปหรือเบียดเกินไป อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกขังอยู่ในที่แคบๆ และชวนปวดศีรษะ หากต้องการเน้นข้อความให้เกิดจุดเด่นก็ควรทำเพียงชุดเดียว จึงจะทำให้ไม่สับสน


ที่มา : https://www.katemoross.com/

ปัจจุบันมีเว็บไซต์หลายเว็บที่ให้บริการดาวน์โหลดฟอนต์ฟรี อย่างเช่น ฟอนต์.คอม เป็นเว็บไซต์สำหรับผู้สนใจในการออกแบบ ใช้งานฟอนต์ และแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการออกแบบอื่นๆ อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดฟอนต์ไปใช้งานได้ฟรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ต้องอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตที่มีการระบุข้อตกลงพิเศษเฉพาะฟอนต์ และอีกหนึ่งแอปพลิเคชันอย่าง Microsoft Font Maker แอปสร้างฟอนต์ด้วยลายมือของเราเองบน Windows 10 เพียงแค่เราเขียนตัวอักษรให้ตรงกับช่องตัวอักษรที่กำหนดแล้วแอปจะสร้างฟอนต์ให้เราใช้งานเป็นอันเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตามสามารถสร้างได้แค่ฟอนต์ภาษาอังกฤษเท่านั้น ยังไม่รองรับการสร้างฟอนต์ภาษาไทย

ทำไมเราต้องให้ความสำคัญกับตัวอักษรกันขนาดนั้นด้วย? ก็เพราะตัวอักษรทุกตัวสามารถดึงดูดสายตาของกลุ่มเป้าหมายได้ดี และเพื่อให้เกิดการจดจำได้ง่ายเราจึงควรเลือกใช้หรือออกแบบมาพร้อมกับ Story ที่บอกเล่าเรื่องราวและบุคลิก หรือที่มาที่ไปของตัวอักษรนั้นๆ เพื่อความสวยงามในการนำเสนองาน


อ้างอิง  

ตุลย์ เล็กอุทัย. (2556). อักษรอารมณ์. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://www.posttoday.com/life/life/253993https://www.posttoday.com/life/life/253993

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล. (2561). ไม่มีวันไหนที่เราไม่เห็นตัวอักษร. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://thematter.co/pulse/cadson-demak-bits/61525

เบญสิร์ยา ปานปุญญเดช. (2555). รูปแบบของตัวอักษร. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก http://www.km-web.rmutt.ac.th/?p=315#

ปิยะนุช พร้อมประพันธ์. (2560). Typography แค่ตัวอักษรต้องสอนกันด้วยหรอ?. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://medium.com/@agencylikeme/

ฟอนต์.คอม. ฟอนต์เติมวิญญาณใส่งานอักษร. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก  https://www.f0nt.com.
The paperless. (2560).

“ฟอนต์” นั้นสำคัญไฉน กับ 5 เหตุผลที่เราต้องใส่ใจ “ฟอนต์”. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2562, จาก https://www.thepaperless.co/

อ่านเพิ่มเติม »

ชนเผ่าอินูอิต (Inuits) กับเรื่องที่คุณไม่เคยรู้

โดย กมลทิพย์  พิมพเนตร

บนโลกของเรานี้มีคนหลากหลายชนเผ่าอาศัยอยู่มากมายทั่วทุกมุมโลก กระทั่งดินแดนอาร์คติกที่มีอากาศหนาวเหน็บ ในดินแดนนี้ดวงอาทิตย์ไม่ได้ส่องแสงตลอดปี มีช่วงเวลายาวนานหลายเดือนที่ท้องฟ้ามืดมน มีลมพัดกรรโชก หิมะและแผ่นน้ำแข็งปกคลุมผืนดินและผืนน้ำ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีกลุ่มคนที่สามารถอาศัยอยู่ซึ่งก็คือชนเผ่าพื้นเมือง อินูอิต (Inuits) หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ เอสกิโม (Eskimos) หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นหูกับชื่อชนเผ่านี้ แต่มีน้อยคนที่จะทราบประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวอินูอิตจริง ๆ ว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร นับถือศาสนาหรือมีความเชื่ออย่างไรบ้าง


ครอบครัวอินูอิตในยุคที่มีภาพถ่าย
ที่มา : https://sites.google.com/

คำว่า เอสกิโม มีความหมายว่า “คนที่กินเนื้อดิบ” ชาวอินูอิตไม่ชอบคำเรียกนี้เท่าไรนักเหมือนกับเป็นการเหยียดหยามกัน ซึ่งชื่อนี้ได้มาจากชาวพื้นเมืองอินเดียนแดงของอเมริกาที่ใช้เรียกพวกเขา แต่พวกเขากลับชอบให้เรียกว่า ชาวอินูอิต (Inuit) มากกว่า ชาวอินูอิตนั้นสืบเชื้อสายมาจากชนพื้นเมืองในเอเชียที่อพยพข้ามสะพานแผ่นดินเบอริ่ง (Bering land bridge) ที่เชื่อมระหว่างไซบีเรียและอลาสก้าของอเมริกา พวกเขาข้ามมาในยุคน้ำแข็งเมื่อประมาณ 13,000 ปีก่อน ทำให้บางคนมีหน้าตาคล้ายคลึงกันกับชาวเอเชีย และใช้ชีวิตสืบต่อเนื่องมาหลายต่อหลายรุ่นที่นี่ ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ชาวอินูอิตมักตั้งถิ่นฐานโดยอยู่อาศัยรวมกันเป็นกลุ่ม ปัจจุบันชาวอินูอิตมีการสร้างบ้านเป็นหลังเหมือนกับบุคคลทั่วไปและอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในเมือง ซึ่งในกรีนแลนด์จะนิยมสร้างบ้านจากหินและไม้ ซึ่งมีความคงทนแข็งแรง ในอลาสก้าบริเวณชายฝั่งอ่าวไซบีเรียนจะสร้างบ้านด้วยไม้ ในอดีตชาวอินูอิตอาศัยในกระท่อมที่ทำจากน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า อิกลู (Igloo)

การก่อสร้างอิกลูทำโดยการนำน้ำแข็งที่ถูกตัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยมให้มีขนาดที่เหมาะสมแล้วนำไปวางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เมื่อสร้างเสร็จแล้วจะมีลักษณะคล้ายโดม โดยเจาะทางเข้าไว้ที่ระดับต่ำเพื่อป้องกันลมหนาวจากภายนอกพัดเข้ามาด้านใน ภายในจะมีหนังสัตว์ขึงไว้ที่ผนังเพื่อใช้เป็นฉนวนสำหรับกักเก็บความร้อนที่เกิดจากการจุดตะเกียงหรือความร้อนจากร่างกายมนุษย์

ชาวอินูอิตจะใช้กระท่อมอิกลูเป็นที่พักชั่วคราวในทุ่งหิมะ ขณะออกล่าสัตว์ ในฤดูหนาวพวกเขามักรวมตัวอยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ส่วนในฤดูร้อนก็จะรวมตัวกันน้อยลงหรือแยกกันอยู่เป็นครอบครัว ชาวอินูอิตจะไม่อยู่อาศัยเป็นหมู่บ้านที่เป็นที่พักอาศัยถาวร แต่จะอาศัยอยู่ในเต้นท์หนังสัตว์ในบริเวณที่สามารถตกปลา ล่าสัตว์ เก็บพืชได้มากที่สุด เพื่อสะสมอาหารไว้รับประทานในฤดูหนาว
     

ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ในกระท่อมน้ำแข็งอิกลู

อาชีพหลักของชาวอินูอิต คือ การทำประมงจับปลาและส่งออก และอาชีพโดยทั่วไปอีกอย่าง คือ ล่าสัตว์ซึ่งทำกันมาตั้งแต่ในอดีต เนื่องจากบริเวณที่ชาวอินูอิตอาศัยอยู่ ใกล้ขั้วโลกเหนือ อากาศจึงหนาวเย็นมาก ทำให้มีพืชพันธุ์น้อย เพื่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดจึงต้องอาศัยการล่าสัตว์มากกว่า พวกเขามักประกอบอาหารด้วยปลาชนิดต่าง ๆ และบริโภคสัตว์ทุกชนิดทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำที่สามารถจับได้ที่นี่ เช่น นก ไข่นก เรนเดียร์ หมีขั้วโลก วัวมัสก์อ็อกซ์ สิงโตทะเล วอลรัส แมวน้ำ ไปจนถึงปลาวาฬ

พวกเขามักบริโภคอาหารเหล่านี้แบบแช่แข็ง ดิบ หรือต้ม โดยจะใส่เครื่องเทศน้อยมาก เก็บรักษาอาหารโดยการหมักดองไว้ในดินหรือน้ำแข็ง เนื่องจากเป็นดินแดนที่หนาวมากจึงไม่ต้องใช้ตู้เย็นในการเก็บรักษาอาหารเพียงแค่ใส่ไว้ในน้ำแข็งก็ทำให้อาหารเน่าเปื่อยช้าลงแล้ว และยังนำเนื้อปลามาตากแห้ง นอกจากเนื้อสัตว์แล้วพืชผักที่ชาวอินูอิตมักบริโภค ได้แก่ เบอร์รี่ (โครว์แบร์รี่และเคลาด์แบร์รี่) หญ้า หัวมันต่าง ๆ และสาหร่าย


 สภาพที่อยู่อาศัยปัจจุบันของชาวอินูอิตในกรีนแลนด์
ที่มา : https://www.imagekind.com/

ชาวอินูอิตเป็นชนเผ่าที่มีชีวิตสงบสุข ดำรงชีพด้วยการล่าอาหาร พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากหนังและขนสัตว์ที่ได้จากการล่าซึ่งให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายอย่างมาก และยังใช้ไขมันวาฬทาตัวเพื่อรักษาความอบอุ่นของร่างกาย โดยทั่วไปแล้วชาวอินูอิตจะไม่อาบน้ำกันเพราะในสภาพแวดล้อมที่หนาวเย็นแบบนั้น ความจำเป็นต้องรักษาความร้อนของร่างกายเป็นเรื่องสิ่งสำคัญ ดังนั้นการอาบน้ำจึงไม่จำเป็น และในสภาพเช่นนี้แบคทีเรียไม่ค่อยมีการเจริญเติบโตมากนัก

แต่ในปัจจุบันนี้พวกเขาอยู่ในบ้านที่สร้างความอบอุ่นได้ จึงอาบน้ำบ่อยขึ้นและออกไปล่าวาฬน้อยลง และในบางพื้นที่มีการออกกฎหมายควบคุมการล่าสัตว์ ชาวอินูอิตยังสามารถออกล่าสัตว์แต่ทำได้ในจำนวนที่น้อยลง การสวมใส่เสื้อผ้าจากขนสัตว์จึงพบเห็นน้อยลงด้วย หรืออาจจะสวมใส่เพียงในพิธีสำคัญ เช่น การแต่งงาน  เป็นต้น

ภูมิปัญญาที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวอินูอิต ได้แก่ การประดิษฐ์เรือแคนูจากหนังแมวน้ำเพื่อใช้ในการล่าสัตว์ในน้ำ การใช้ไขมันของปลาวาฬ วอลรัส และแมวน้ำให้เชื้อเพลิง การประดิษฐ์เลื่อนลากและกระโจมจากหนังกวางกับกระดูกวาฬ โดยใช้สุนัขเป็นจำนวนมากลากเลื่อนเป็นพาหนะที่นิยมใช้กัน ซึ่งสิ่งที่ยังคงพบเห็นได้ทั่วไปในปัจจุบันตามบ้านเรือนของชาวอินูอิต คือการลากเลื่อนโดยสุนัข       

และนอกจากนี้ชาวอินูอิตยังมีความเชื่อเรื่องหลังความตาย ในอดีตพวกเขาไม่มีการจัดงานศพ มีเพียงพิธีกรรมหนึ่งโดยพิธีที่ว่าคือการนำคนเฒ่าคนแก่ของชนเผ่าไปปล่อยทิ้งไว้บนภูเขาน้ำแข็ง แล้วปล่อยให้พวกเขาเหล่านั้นเผชิญกับอากาศที่หนาวเย็น ไม่มีน้ำและอาหาร พวกเขาอาจถูกแช่แข็งและอดอาหารจนตายในที่สุด ซึ่งชาวอินูอิตนั้นมีความเชื่อว่ามันเป็นการสร้างความสบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว เชื่อกันว่ามันเป็นการทำเพื่อคนที่รักเพื่อให้พวกเขาได้เดินทางไปในที่ดีๆ ดังนั้น ลูกหลานทุกคนจึงส่งพวกเขาสู่ความตายอย่างสง่างาม แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปชาวอินูอิตจึงเปลี่ยนพิธีกรรมนั้นมาเป็นการฝังศพตามความเชื่อทางศาสนา เนื่องจากคนส่วนมากได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์

ปัจจุบันนี้ชาวอินูอิตส่วนมากอาศัยอยู่บริเวณไซบีเรีย และทางตอนเหนือของทวีปอเมริกา ได้แก่ อลาสก้า แคนาดา และกรีนแลนด์ที่เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของโลกที่อยู่ใกล้กับขั้วโลกเหนือมากที่สุด ในบริเวณเหล่านี้มีผู้อาศัยอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของพื้นที่ทั้งหมด เช่น กรีนแลนด์ที่ทั้งประเทศมีประชากรเพียง 56,186 คน จากการสำรวจเมื่อปี 2016 โดยประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวอินูอิต และชาวเดนมาร์กเพียง 13% และกระจายเป็นกลุ่มในแคนาดาราว 1 แสนคน

ชาวอินูอิตในปัจจุบันมีการใช้ชีวิตปกติร่วมกับคนในเมืองและคนชาติอื่นๆ มีการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างมาก แต่ยังคงความเป็นอินูอิตไว้ เช่น การออกล่าปลาวาฬในบางโอกาศ การรับประทานเนื้อแมวน้ำ และการใช้สุนัขลากเลื่อนเป็นยานพาหนะหลัก มีการรักษาและสืบทอดวัฒนธรรมดังเดิม สามารถพบเห็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ได้ในบ้านเรือนทั่วไปของชาวอินูอิตหรือพิพิธภัณฑ์ที่เก็บรวมรวบประวัติศาสตร์


อ้างอิง

ชนิษา  สิงห์นวล.  (2561).  พิธีศพของ ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://prapayneeplaek.blogspot.com

My Tangmo.  (2555). ชาวเอสกิโม.  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: http://toey-satjapot.blogspot.com

Oporshady.  (2557).  กรีนแลนด์ เกาะใหญ่ ณ แดนเหนือสุดขั้วโลก.  ค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
https://travel.mthai.com/world-travel

Puma.  (2557).  แดนเถื่อนอาร์คติก (Arctic wilderness).  สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก:
www.komkid.com/แดนเถื่อนอาร์คติกarctic-wilderness

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล.  (2561).  เถื่อน Travel Season 2 ตอน Arctic ขั้วโลกเหนือสองฤดู. 
สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก: https://www.youtube.com/watch?v=4rPgoL052BA
อ่านเพิ่มเติม »

วินาศกรรมช็อกโลก! ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center)

โดย ชัญญานุช รู้บุญ

ตึกแฝดที่สูงเฉียดฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศที่ทั่วโลกต่างขนานนามเรียกว่าประเทศมหาอำนาจ ตึกที่มีทั้งความสวยงาม ความทันสมัย และความโดดเด่นเพราะมีการออกแบบที่ไม่เหมือนใคร แต่แล้วตึกที่เรียกได้ว่าเป็นดั่งสัญลักษณ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา มาบัดนี้ได้หายไปในชั่วพริบตาเหลือไว้แต่เพียงร่องรอยความโศกเศร้าเสียใจเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวันที่ตึกถล่มและไฟลุกไหม้คร่าชีวิตผู้คนไปหลายพันคน จากสิ่งที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง อันเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกและสหรัฐอเมริกาไม่เคยลืมเลือน

ตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ (World Trade Center) เป็นตึกที่มีความสูง 530 เมตร และ 431 เมตร มีกลุ่มอาคารรวมกันอยู่ทั้งหมด 7 อาคาร กลางมหานครนิวยอร์ก เริ่มต้นก่อสร้างอาคารครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1966 ก่อนที่ตึกแรกจะแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1970 และตึกที่ 2 เสร็จในปี ค.ศ. 1972 มีพิธีการเปิดตึกอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1973 ตึกเวิลด์เทรดแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกลูกครึ่งอเมริกัน-ญี่ปุ่น นามว่า มิโนรุ ยามาซากิ ร่วมกับบริษัท เอเมอร์รี่ รอทแอนด์ซันส์ ซึ่งตัวตึกนี้สร้างขึ้นจาก เหล็กกล้าและอะลูมิเนียม                               


ภาพ ตึกเวิลด์เทรด 

วันที่ 11 กันยายน 2544 กลายเป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของโลกและเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในอเมริกาเมื่อเครื่องบินโดยสารได้พุ่งเข้าชนตึกแฝดเวิลด์เทรดโดยพุ่งเข้าชนที่ตึกเวิลด์เทรดเหนือก่อน หลังจากนั้นจึงพุ่งเข้าชนตึกเวิลด์เทรดใต้ ก่อนที่อาคาร 110 ชั้นจะถล่มและเกิดไฟลุกไหม้จนไม่เหลือเค้าโครงของอาคารเดิมอยู่เลย

โดยเหตุการณ์นี้เริ่มขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2544 มีกลุ่มโจรจี้เครื่องบินจำนวน 19 คนยึดเครื่องบินพาณิชย์สี่เครื่องระหว่างทางไปซานฟรานซิสโกและลอสแอนเจลิสหลังนำเครื่องขึ้นจากบอสตัน เนวาร์ค และวอชิงตัน ดี.ซี. กลุ่มโจรเหล่านี้เจตนาเลือกจี้เครื่องบินที่ต้องบินเป็นระยะทางไกลเพราะมีน้ำมันอยู่มาก

โดยเมื่อเวลา 8.46 น. โจรจี้เครื่องบินห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 พุ่งเข้าชนกับตึกเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเมื่อเวลา 9.03 น. โจรอีกห้าคนได้นำเที่ยวบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 พุ่งเข้าชนตึกใต้ จากนั้นคนร้ายห้าคนนำเที่ยวบินอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนอาคารเพนตากอนเมื่อเวลา 9.37 น.
   
ส่วนเที่ยวบินที่สี่ ภายใต้การควบคุมของคนร้ายสี่คน ชนยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ใกล้กับแชงค์วิลล์ รัฐเพนซิลเวเนีย เมื่อเวลา 10.03 น. หลังผู้โดยสารสู้กับคนร้าย เป้าหมายแท้จริงของเที่ยวบิน 93 นั้นเชื่อกันว่าน่าจะเป็นอาคารรัฐสภาหรือไม่ก็ทำเนียบขาว จากวินาศกรรมครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 2,996 คน ประกอบด้วยโจรจี้เครื่องบิน 19 คน และเหยื่อ 2,977 คน
 

ภาพ ตึกเวิลด์เทรดและอาคารเพนตากอนหลังจากถูกเครื่องบินพุ่งชน 

เหตุการณ์ในครั้งนี้อเมริกาได้พุ่งเป้าสงสัยไปที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์อย่างรวดเร็ว โดยมีบิน ลาเดน เป็นผู้นำกลุ่ม ซึ่งได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องในตอนแรก แต่ต่อมาในภายหลังบิน ลาเดน ก็ได้ยอมรับและบอกถึงชนวนในการก่อเหตุครั้งนี้เนื่องมาจากความโกรธแค้นอเมริกาจากการที่อเมริกาสนับสนุนอิสราเอล การคงทหารสหรัฐประจำการไว้ในซาอุดิอาระเบีย และการลงโทษต่ออิรัก


ภาพ นายโอซามา บิน ลาเดน 

ส่วนสาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายเจาะจงถล่มตึกเวิลด์เทรดและตึกเพนตากอนนั้นสืบเนื่องมาจากตึกเวิลด์เทรดนับว่าเป็นสัญลักษณ์ทุนนิยมของอเมริกาที่รวมความมั่งคั่งทางธุรกิจการเงิน การค้าข้ามชาติ แต่ความมั่งคั่งนี้เบื้องหลังคือการเอาเปรียบประเทศอื่นของอเมริกา ดังนั้นการทำลายตึกเวิลด์เทรดที่เปรียบเสมือนตัวแทนของอเมริกาก็เหมือนกับทำลายอเมริกาไปด้วยเช่นกัน

ส่วนการขับเครื่องบินชนตึกเพนตากอนนั้น ผู้ก่อการร้ายต้องการทำให้อเมริกาขาดความน่าเชื่อถือซึ่งก็ได้ผลเมื่อนานาประเทศส่วนใหญ่มองว่าอเมริกาหละหลวมเรื่องการรักษาความปลอดภัยไม่อาจพึ่งพาได้อีกต่อไป ขนาดว่าสถานที่สำคัญลับสุดยอดอย่างตึกเพนตากอนอเมริกายังรักษาป้องกันไว้ไม่ได้

หลังจากเกิดเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด สหรัฐอเมริกาจึงดำเนินมาตรการตอบโต้เหตุวินาศกรรมนี้โดยทันทีด้วยการเริ่มสงครามต่อต้านการก่อการร้าย การรุกรานอัฟกานิสถานเพื่อขับรัฐบาลตอลิบัน ซึ่งให้ที่พักพิงแก่สมาชิกอัลกออิดะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มของบิน ลาเดน

ในด้านผลกระทบจากเหตุการณ์ตึกถล่มในครั้งนี้ได้ส่งผลอย่างกว้างขวางและรุนแรงต่อสหรัฐอเมริกา หลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเมืองภายในประเทศจะเห็นถึงความร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันของทุกองค์กร ส่วนทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากสหรัฐฯ ต้องการความสนับสนุนของประเทศต่าง ๆ ในการตอบโต้เครือข่ายก่อการร้ายสากล จึงมีการประกาศให้ประเทศต่าง ๆ เลือกว่าจะสนับสนุนการปราบปรามการก่อการร้ายหรือเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งให้ผลประโยชน์ตอบแทนที่เป็นรูปธรรมแก่ประเทศที่ให้การสนับสนุนในทันที

ต่อมาทางด้านเศรษฐกิจ คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ชะลอตัวซึ่งจะกระทบต่อประเทศที่เป็นระบบเศรษฐกิจพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศและการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เป็นต้น

ดังนั้นเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อทั่วโลกเพราะนานาประเทศล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นี้ ทั้งในด้านที่ให้ความช่วยเหลือและได้รับความเดือดร้อน แต่ทว่าการโจมตีอันโหดร้ายในครั้งนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากสหรัฐอเมริกาไม่เป็นฝ่ายเริ่มในการไปบุกรุกหรือขยายอำนาจในพื้นที่ของประเทศอื่นก่อน ฉะนั้นการก่อการร้ายในครั้งนี้จึงอาจจะไม่มีฝ่ายใดถูกหรือผิดเพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็ไปรุกล้ำทำลายประเทศอื่นเหมือนกัน สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนบ่อเกิดสงครามระหว่างประเทศอย่างไม่รู้จบไม่รู้สิ้นอยู่เรื่อยมา
                   

อ้างอิง

โจอี้ เและ ทอมมี่. (2544). ย้อนตำนานอาหรับ-ยิวที่มาของเหตุการณ์ช็อกโลก .ใน ถล่มอเมริกา , (น 125). (ม.ป.ท.) : สำนักพิมพ์สันทราย

มณีรัตน์ รูปประดิษฐ์.(2555).ผลกระทบจากการก่อการร้าย สหรัฐอเมริกา, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: https://www.gotoknow.org/posts/140323

อุทัย เลิกสันเทียะ. (2560). รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ฯ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561.จาก: http://www.tnews.co.th/contents/356912

admin. (2560). ประวัติของ ตึกเวอร์เทส เวอร์เทส เซ็นเตอ, สืบค้นเมื่อ 27 กันยายน 2561. จาก: http://www.kenchiku-interior-shikakunavi.com/ประวัติของ-ตึกเวอร์เทส-เซ็นเตอ

อ่านเพิ่มเติม »