แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปิน แสดงบทความทั้งหมด

โกลด มอแน (Claude Monet) ศิลปินแห่งลัทธิความประทับใจ

โดย อนัญญา กุลไธสง

โกลด มอแน เป็นหนึ่งในศิลปินคนสำคัญของฝรั่งเศสในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึง 20  และยังเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะลัทธิความประทับใจหรืออิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ผู้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างผลงานศิลปะในรูปแบบใหม่โดยไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างผลงานให้ออกมาเสมือนตามที่ตาเห็นและตามแบบฉบับของคนทั่วไปนิยมกัน แต่เน้นความรู้สึกที่เกิดจากความประทับใจครั้งแรกในสิ่งที่เห็นของตัวศิลปิน
                       

 ภาพเขียนสีน้ำมันมอแน

โกลด มอแน  (Claude Monet) หรือ อ็อสการ์ โกลด มอแน เป็นศิลปินชาวฝรั่งเศส เกิด ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1840 เมื่ออายุได้ 5 ปีได้ย้ายตามครอบครัวไปอาศัยที่เมืองเลออาฟวร์ แคว้นนอร์มังดี ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส โดยมอแนเป็นบุตรชายคนที่สองของนายโกลด อาดอลฟ์ และนางลุย จุสตีน โอเบร ครอบครัวของมอแนประกอบอาชีพร้านขายของชำและอุปกรณ์เรือ โดยพ่อของเขามีความต้องการที่จะให้ลูกชายมาช่วยดูแลกิจการของครอบครัวต่อ หากแต่ความปรารถนาของมอแนนั้นคือการเป็นศิลปิน โดยมีแม่ที่เป็นอดีตนักร้องเก่าเข้าใจในความปรารถนาของเขาและให้การสนับสนุนความฝันในการเป็นศิลปินของมอแน มาตลอด

มอแนนั้นมีความสนใจในด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เขาได้ให้ความสำคัญและทุ่มเทให้กับงานศิลปะมากกว่าการศึกษา ซึ่งในปี ค.ศ.1851 มอแนได้เข้าศึกษาในโรงเรียนศิลปะที่เมืองเลออาฟวร์  ขณะที่อาจารย์กำลังสอนหนังสือ เขากลับใช้ช่วงเวลาดังกล่าววาดรูปการ์ตูนล้อเลียนอาจารย์ผู้สอน โดยใช้ถ่านไม้ในการสร้างภาพเขียนการ์ตูนล้อเลียน ทำให้มอแนเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้กับเขาจากการขายภาพล้อเลียนได้ราวๆ 20 ถึง 30 ฟรังก์

ต่อมามอแนได้มีโอกาสเรียนรู้เทคนิคการการวาดภาพกับศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคนเช่น ณาร์ค ฟรองซัวโอชาร์ด ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ ณาร์ค หลุยเดวิด ศิลปินผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส จนกระทั่งในปี 1856 ได้เรียนเทคนิคการวาดภาพโดยใช้สีน้ำมันและเทคนิคการเขียนภาพ “กลางแจ้ง” จาก ยูจีน บูแดง ผู้เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในการเขียนภาพภูมิทัศน์กลางแจ้งเพียงไม่กี่คนที่ใช้เทคนิคการเขียนภาพกลางแจ้ง ทำให้มอแนหลงใหลในการเขียนภาพภูมิทัศน์กลางแจ้งเป็นอย่างมาก

จุดเปลี่ยนที่ทำให้โมเนต์เริ่มหันมาใช้เทคนิคการวาดภาพที่แตกต่างจากศิลปินคนอื่นในยุคเดียวกัน คือ ความไม่มีอิสระในการออกแบบผลงาน ดังเช่นที่ศิลปินคนอื่นๆ ในยุคเดียวกันที่นิยมวาดภาพในห้องสตูดิโอและมักจะวาดภาพให้ออกมาเสมือนจริงตามที่ตาเห็น นอกจากนี้ยังมีการใช้สีที่ทึบระบายลงไปในผลงาน ซึ่งมอแนคิดว่ามันเป็นการจำกัดกรอบความคิดมากเกินไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มอแนหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการสร้างผลงานศิลปะ เขาได้ไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เพื่อหาแนวทางในการเขียนภาพของเขา เมื่อโมเนต์ไปชมผลงานภายในพิพิธภัณฑ์ มอแนพบว่าภาพวาดส่วนมากที่ศิลปินเอามาแสดงผลงานนั้น มีการลอกเลียนผลงานภาพวาดจากครูสมัยเก่า ซึ่งเขาไม่เห็นด้วยที่จะสร้างผลงานศิลปะด้วยวิธีการลอกเลียนผลงานของคนอื่น อีกทั้งมอแนยังไม่ชอบเกี่ยวกับทฤษฎีการวาดภาพที่ทางมหาวิทยาลัยสอน

ต่อมาในปี 1862 มอแนจึงได้ย้ายเข้ามาศึกษาศิลปะต่อในโรงเรียนของ ชาร์ล เกรย์ ทำให้เขาได้พบกับ ออกุสต์ เรอนัวร์ เฟรเดริก บาซีย์ และอัลเฟรด ซิสลีย์ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดในการสร้างผลงานศิลปะที่เหมือนกันนั้นคือ การเน้น แสง สี อารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้น อีกทั้งมีการใช้แปรงที่หยาบในการวาดภาพเหมือนกัน ทำให้กลายเป็นทั้งเพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้งศิลปะลัทธิอิมเพรสชันนิสม์ร่วมกันในเวลาต่อมา

ภาพวาดของมอแนจึงมักจะเกิดจากความประทับใจในสิ่งที่ตนเองเห็นในครั้งแรก และไม่เน้นให้ภาพที่วาดออกมาเสมือนจริงตามที่ตาเห็น แต่จะคำนึงถึงการใช้สีเพื่อแสดงให้เห็นถึงแสงที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จากมุมมองต่างๆ และใช้แปรงที่หยาบตะหวัดสีเข้มๆ ทับกันหลายๆครั้ง  โดยมากภาพวาดของมอแนมักเป็นภาพเขียนกลางแจ้งที่เน้นทิวทัศน์และบรรยากาศต่างๆ ที่มอแนได้พบเห็น

ในปลายปี 1871 มอแนและครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่เมือง อาร์ฌ็องเตย หลังจากสงครามระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย และได้ตั้งกลุ่ม Anonymous Society of  Painter , Sculptors และ Engravers กับศิลปินรุ่นใหม่หลายคน เช่น ปีแยร์ โอกุสต์ เรอนัวร์ ,อัลเฟรด ซิสเลย์,กามีย์ ปีซาโร และ เอดัวร์ มาเนต์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงผลงานศิลปะได้อย่างเป็นอิสระเสรี

ต่อมาในปี 1894  เป็นปีแรกที่กลุ่มศิลปินรุ่นใหม่จัดนิทรรศการแสดงศิลปะขึ้นมา ซึ่งมอแนได้ส่งภาพ  “Impression, Sunrise” (ความประทับใจของพระอาทิตย์ขึ้น) ซึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับภาพบรรยากาศที่ท่าเรือท่ามกลางสายหมอกในยามเช้า ณ เมืองเลออาฟวร์  โดยภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี 1872  ได้เป็นที่มาของชื่อกลุ่มลัทธิของศิลปินรุ่นใหม่ นั้นคือ ลัทธิแห่งความประทับใจหรืออิมเพรสชันนิสม์นั้นเอง

ตลอดช่วงชีวิตการเป็นศิลปินของมอแน ได้สร้างผลงานภาพวาดศิลปะไว้มากกว่า 2,500 ภาพ ซึ่งยังไม่รวมภาพที่ถูกเขาทำลายไปเพราะยังไม่เป็นที่พอใจในผลงานของตัวเอง ซึ่งผลงานที่สำคัญของมอแน ได้แก่ ภาพ "ผู้หญิงในสวน" ในปี 1867 มอแนได้ใช้เทคนิคการวาดภาพโดยเน้นให้เห็นแสงแดดที่ส่องลงมายังสวนดอกไม้  และพยายามแสดงให้เห็นถึงเปลวแสงแดดที่ส่องประกายกระทบกับเสื้อของหญิงสาวที่อยู่ภายในสวน
                  

ภาพ“ผู้หญิงในสวน”  ในปีค.ศ. 1867

ภาพ “พอพพลาบนฝั่งแม่น้ำเอฟ” ในปี 1900 เป็นภาพวาดที่บรรยายบรรยากาศชนบทของประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมอแนใช้เทคนิค การเล่นแสงและสีในช่วงเวลาที่ต่างกันออกไปในสถานที่เดิมเพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างและการเปลี่ยนแปลงของแสงและฤดูกาลที่ผ่านมา และภาพที่มีชื่อเสียงและมีความนิยมมากที่สุดของมอแน คือ ภาพ “บัวน้ำ” ในปี 1916 มอแนได้เน้นให้เห็นถึง แสง สี น้ำและบัวที่อยู่ในสระ เมื่อโดนแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาในแต่ละฤดูกาล แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงแดดที่ส่องลงมายังสระบัว  นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ อีกมายมาย  เช่น ภาพวาดบนฝั่งแม่น้ำเซน, เบเนคอรท์, ภาพวาดหน้าผาที่เอทเทรทาท์ และ ภาพวาดลุ่มแม่น้ำเซนกับอาร์ฌ็องเตย
             

ภาพ“บัวน้ำ” ในปี ค.ศ. 1916

ในบั้นปลายชีวิตของมอแนเขาเป็นศิลปินที่ได้กลายเป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศสและมีฐานะร่ำรวยมากขึ้นจากการขายภาพวาด นอกจากนี้มอแนยังได้ผ่านเหตุการณ์ครั้งสำคัญของโลกนั้นคือ สงครามโลกครั้งโลกครั้งที่ 2  เขาได้วาดภาพ “วิลโลร้องไห้ (Weeping Willow)” ขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่ทหารชาวฝรั่งเศสที่เสียชีวิตจากสงครามโลก  ต่อมามอแนเป็นต้อกระจกส่งผลทำให้ผลงานในช่วงหลังๆของเขามักจะมีสีโทนแดง ซึ่งเกิดจากการมองเห็นสีที่ผิดไปจากเดิมจากการผ่าตัดตา และมอแนเสียชีวิตในปี 1926 ด้วยโรคมะเร็งปอด ขณะที่อายุได้ 86 ปี
                                         

Claude Monet - Weeping Willow (วิลโล่ร้องไห้) (1918)

จะถือได้ว่ามอแนก็เป็นอีกหนึ่งในศิลปินที่มีความสำคัญคนหนึ่งของโลกผู้เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรผลงานศิลปะแบบใหม่ขึ้นมาจนทำให้เกิดศิลปะแสงสีแห่งความประทับใจหรืออิมเพรสชั่นนิสต์ ที่เน้นการใช้สีเพื่อแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของแสงในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ยังเป็นแรงกระตุ้นให้กลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ๆ มีการสร้างสรรค์ผลงานให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นจนนำไปสู่ศิลปะในแบบต่างๆ เช่น ศิลปะนามธรรรม และป๊อบอาร์ต ในช่วงเวลาต่อมา


อ้างอิง

โกลด มอแน (Claude Monet). (2561). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=klongrongmoo&month=24-01-2018&group=29&gblog=16

โกลด มอแน ศิลปินอิมเพรสชั่นนิสต์ผู้โด่งดังเจ้าของภาพเขียนสุดประทับใจตลอดกาล. (2561). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.takieng.com/stories/8659

มอแน (Monet) ชื่อนี้ สะเทือนวงการศิลปินวาดภาพสีน้ำมัน. (2559). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.takieng.com/stories/8659

Claude Monet. (2017). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://www.greatstarsartshow.com/art/3910

Impressionism ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์. (2011). ค้นข้อมูล 15กันยายน2561, จาก https://aunart.wordpress.com/2011/09/21/impressionism/

อ่านเพิ่มเติม »

จอห์น เลนนอน (John Lenon) อมตะวงการเพลง

โดย ประภัสรา วิเศษขลา

จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน (John Winston Ono Lenon) นักร้อง,นักดนตรี,นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งวง rock and roll ระดับตำนานจากเมืองลิเวอร์พูลอย่างวงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงยุค 60-70 จนเกิดกระแสความนิยมอย่างสูงในยุคนั้นเรียกว่ากระแสบีเทิลมาเนีย (Beatlemania) และนั่นทำให้จอห์น เลนนอนกลายเป็นบุคคลระดับตำนานที่โลกไม่มีวันลืม



จอห์น เลนนอนเกิดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ปี 1940 ณ โรงพยาบาลลิเวอร์พูลมาเทอร์นิตี ประเทศอังกฤษ โดยจูเลีย และอัลเฟรด เลนนอน เนื่องจากพ่อของจอห์น เลนนอนมีอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ มักจากบ้านไปทำงานอยู่บ่อยเป็นเหตุให้เกิดความร้านฉาวในครอบครัวของเขา หกเดือนต่อมาหลังจากอัลเฟรดถูกปลดประจำการในปี 1944  เขาได้กลับบ้านเพื่อยื่นข้อเสนอขอดูแลครอบครัว แต่กลับพบว่าภรรยาตั้งครรภ์กับชายคนอื่น จึงปฏิเสธข้อเสนอการดูแลจอห์น และส่งเขาให้พี่สาวของจูเลียดูแลแทน ทำให้จอห์น เลนนอนต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับมีมีและจอร์จ สมิธผู้เป็นลุงและป้าของเขาที่เมืองวูลตัน เมื่อจอห์นอายุได้ 11 ขวบเขามักไปเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลบ้านเกิดประจำ ซึ่งเธอได้จุดประกายความฝันด้านดนตรีโดยการเล่นแผ่นเสียงของเอลวิส เพรสลีย์ สอนเขาเล่นแบนโจและเล่นเพลง Ain’t that a shame ของ Fats Domino หลังจากเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลเรียบร้อย จอห์นจะแวะเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องที่ฟลีตวูด ออกไปท่องเที่ยงและไปชมภาพยนตร์ในช่วงวันหยุด แถมยังเดินทางไปแบล็กพูลเพื่อชมการแสดงของศิลปินมากมายอย่างเช่น ดิกกี วาเลนไทน์และโจลอส และศิลปินที่จอห์นชื่นชอบเป็นพิเศษอย่างจอร์จ ฟอร์มบี จนกระทั่งจอห์น เลนนอนอายุได้ 14 ปีครอบครัวของเขาก็เกิดการสูญเสียเมื่อลุงจอร์จเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดที่ตับในวันที่ 5 มิ.ย. 1955

จอห์นเข้าศึกษาที่ควอรีแบงก์ไฮสกูลตั้งแต่ปี 1952 ถึง 1957  ฮาร์วีย์ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งกล่าวว่าเขาเป็นคนร่าเริง เรียบง่าย ไม่ทุกข์ร้อน นิตยสารของโรงเรียนมักปรากฏงานวาดการ์ตูนขบขันฝีมือจอห์นอยู่หลายฉบับ แต่ถึงแม้เขาจะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่การเรียนของเขากลับไม่ดีนัก ความสามารถด้านดนตรีทำให้แม่ของเขายอมซื้อกีตาร์ให้ ถึงแม้มีมี่ไม่สนับสนุนให้จอห์น เลนนอนเป็นนักดนตรีก็ตาม หลังจากนั้นชีวิตของจอห์น เลนนอนก็ได้พบการสูญเสียอีกครั้งเมื่อจูเลีย เลนนอน แม่ของเขาถูกรถยนต์ชนและเสียชีวิตในวันที่ 15 ก.ค. 1958 ขณะจอห์น เลนนอนอายุเพียง 17 ปี

เนื่องจากผลการเรียนไม่ดีทำให้เขาสอบตกการวัดระดับการศึกษาทุกวิชา สุดท้ายเขาได้เลือกเข้าเรียนวิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูลโดยความช่วยเหลือของป้า และนั่นทำให้เขาพบรักกับซินเธีย เพาเอลล์ซึ่งกลายเป็นภรรยาคนแรกของเขา แต่ด้วยความเป็นเด็กหัวรั้นทำให้จอห์น เลนนอนเกิดปัญหากับทางวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้งเช่นขัดขวางการสอน ล้อเลียนครู และนั่งบนตักของนางแบบเปลือยเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากวิทยาลัยก่อนเรียนปีสุดท้าย


ที่มา: http://respect-mag.com/

จอห์น เลนนอนได้เริ่มเดินทางในเส้นทางสายดนตรีด้วยการก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Quarrymen กับเพื่อนในปี 1957 พอล แม็คคาร์ตนีย์รับตำแหน่งมือกีตาร์ จอร์จ แฮริสันเข้าร่วมกลุ่มในตำแหน่งกีตาร์นำ หลังจากนั้นสจ๊วต ซัตคลิฟมือเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beatles และได้จ้างพีท เบสต์มาเป็นมือกลอง เพื่อขึ้นแสดงในเมืองฮัมบูร์ก หลังจากนั้น The Beatles ได้เปลี่ยนแปลงสมาชิกในวงเนื่องจากซัตคลิฟฟ์ ตัดสินใจอยู่ฮัมบูร์กต่อทำให้แม็กคาร์ตนีย์ต้องรับตำแหน่งแทน และริงโก สตาร์เข้ามาทำหน้าที่มือกลองแทนพีท เบสต์ กลายเป็นสมาชิกชุดสมบูรณ์แบบตั้งแต่นั้น

บทเพลงดังเพลงแรกของจอห์น เลนนอนที่พลิกให้วงดนตรีขนาดเล็กกลายเป็นวงดนตรีระดับตำนานโด่งดังไปทั่วโลกคือเพลง “Please Please Me” เป็นเพลงรักได้แรงบันดาลใจจากนักร้องชาวอเมริกาอย่าง รอย ออร์บิสัน เนื้อเพลงสะท้อนความรักในแง่มุมของเด็กหนุ่ม ส่งวงทะยานครองชาร์ตของสหราชอาณาจักร ด้วยฝีมือของเขาได้ถูกการันตีโดยบทสัมภาษณ์ของแม็ก คาร์ตนีย์ว่าสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์คนอื่นหลงใหลในความสามารถของจอห์น และเปรียบเขาเป็นดั่งเอลวิส พวกเขานับถือจอห์น เลนนอนเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นปี 1963 จอห์น เลนนอนได้แสดงรายการโรยัลวาไรตีโชว์โดยมีพระราชินีและราชวงศ์อังกฤษเข้าร่วมชมการแสดงนั้นด้วย หลังจากกระแสบีเทิลเมเนียในสหราชอาณาจักรผ่านไปได้หนึ่งปีวงเดอะบีทเทิลส์ได้ปรากฎตัวในรายการดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ในปี 1964 และนั่นทำให้พวกเขาแจ้งเกิดไปทั่วโลก ตามมาด้วยผลงานทัวร์ การแต่งเพลงและการถ่ายทำภาพยนตร์ อีกทั้งจอห์น เลนนอนยังเขียนหนังสือสองเล่มคืออินฮิสโอนไรต์ และ อะสเปเนียดอินเดอะเวิกส์

จอห์น เลนนอนรู้สึกหดหู่และคิดลาออกจากวงเนื่องจากเขาได้ใช้ยาแอลเอสดี บวกกับความลุ่มหลงในตัวโยโกะ โอะโนะภรรยาคนที่สองของเขา ผู้เป็นปฎิปักษ์ต่อสมาชิกคนอื่นในวง จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากวงในปี 1967 โดยไม่ชี้แจงต่อสื่อ แต่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังจากเกิดเรื่องบาดหมางระหว่างสมาชิกในวงโดยจอห์น เลนนอนกล่าวว่าเขาถูกว่าร้าย เขาเบนทิศหันไปบันทึกอัลบั้มกับโอโนะและออกผลงานเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง



จากเด็กหนุ่มแต่งเพลงเรียกร้องความรักวัยใสผันเป็นหนุ่มผู้เรียกร้องสันติภาพผ่านบทเพลง เมื่อเขาได้แต่ง Imagine ในปี 1971 เพลงระดับโลกที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพแด่มวลมนุษย์ธรรม เขาเผยให้เห็นความตรงไปตรงมาในด้านดนตรีและเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสันติภาพและการเมืองหนักขึ้น จนเกิดประเด็นโต้เถียงเนื่องจากการวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามของเขาผ่านบทเพลงและการให้สัมภาษณ์  แต่หากมองผ่านความหัวรั้นของเขา จอห์น เลนนอนยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่บ่อยครั้งโดยรายได้จากคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในปี 1972 เขาได้บริจาคเพื่อช่วยผู้ป่วยในศูนย์สุขภาพจิตของโรงเรียนวิลโลว์บรุกสเตตสกูล

ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1980 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลกเมื่อนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงอย่างจอห์น เลนนอนได้ถูกมาร์ก เดวิด แชปแมน ยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าอพาร์ตเมนต์เดอะคาโดในนครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่พักของเขา โดยตำรวจพบว่ามาร์ก เดวิดเป็นแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เขาและมีอาการป่วยทางจิตซึ่งมือข้างที่ไม่ได้ถือปืน มาร์กเดวิดถืออัลบั้ม Double Fantasy ของจอห์น เลนนอนอยู่ด้วย และนั่นทำให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จากไปด้วยอายุ 40 ปี แต่เขาก็ยังคงทิ้งทำนองอันไพเราะของดนตรี อุดมการณ์อันหนักแน่น และบทเพลงอันมากมายที่ยังเป็นอมตะและมีอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จอห์น เลนนอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_เลนนอน

เดอะบีเทิลส์. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/เดอะบีเทิลส์

ประวัติของ John Lennon. สิบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก:
http://ddeardoo.blogspot.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เซอร์ จอร์จ มาร์ติน (Sir George Henry Martin) เต่าทองคนที่ห้า

โดย พิไลพรรณ ผาลีพัฒน์

ถ้าพูดถึงวงดนตรีระดับตำนานและเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็คงหนีไม่พ้นวงป็อปร็อคสัญชาติอังกฤษนามว่า ‘The Beatles’ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วงสี่เต่าทอง The Beatles เป็นวงร็อคที่ประสบความสำเร็จและสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกในยุคหกศูนย์ และยังความเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่จนถึงปัจจุบัน เบื้องหน้าความสำเร็จครั้งนี้คือพอล แม็กคาร์นี้ จอห์น เลนนอน จอร์จ แฮร์ริสัน และ ริงโก้ สตาร์ หากเราอาจะพูดได้ว่าเดอะบีทเทิ่ลส์คงจะไม่เป็นเดอะบีทเทิลส์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หากไม่มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอย่าง เซอร์ จอร์จ มาร์ติน คนที่ได้รับการกล่าวขวัญให้เป็น The Fifth Beatle หรือ เต่าทองตัวที่ห้า


รูปจาก http://www.sadaos.com/

เซอร์ จอร์จ เฮนรี่ มาร์ติน (Sir George Henry Martin) เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเดอะบีทเทิลส์มาตั้งแต่ปี 1962 เรียกได้ว่าอยู่กับเดอะบีเทิลส์มาตั้งแต่เริ่มยุคแรก จอร์จ มาร์ติน เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1926 ในประเทศอังกฤษ

ในตอนเป็นเด็ก มาร์ตินมีความสนใจในด้านดนตรีเป็นอย่างมาก เขาได้เรียนเปียโนตามการโน้มน้าวของผู้เป็นพ่อแม่เมื่อมีอายุได้แปดปี แต่หลังจากเรียนไปได้เพียงแปดบทเรียน การเรียนก็เป็นอันต้องยุติไปเนื่องจากเกิดมีความเห็นไม่ลงรอยกันของผู้เป็นแม่และอาจารย์ผู้สอน

เมื่อโตขึ้น แม้มาร์ตินจะสนใจในงานด้านดนตรีอยู่เสมอมารวมทั้งยังวาดหวังว่าตนเองจะได้เป็นรัคมานีนอฟ นักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่คนต่อไป แต่เขาก็ไม่ได้เลือกทำงานด้านดนตรี หากเขากลับเลือกที่จะทำงานเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทำงานให้กับสำนักงานสงครามในฐานะลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งงานที่เขาต้องทำคือเติมข้อมูลในเอกสารและชงชา

ในปี 1943 เมื่อตอนที่มาร์ตินอายุสิบเจ็ดปี เขาได้เข้าร่วมในหน่วยงานของกองทัพ แต่สงครามได้ยุติก่อนที่มาร์ตินจะได้เข้าร่วมในการรบและเขาได้ออกจากกองทัพในอีกสี่ปีต่อมา หลังจากนั้นมาร์ตินได้รับการแนะนำจาก Sidney Harrison ให้เข้าศึกษาที่โรงเรียนด้านดนตรีและการแสดง Guildhall ซึ่งมาร์ตินก็ได้เข้าศึกษาที่นั้นตั้งแต่ปี 1947 - 1950 และได้เรียนเปียโนและโอโบและทำให้เขาสนใจในงานของรัคมานีนอฟ และราเวล รวมทั้งโคล พอร์เตอร์

ในวันที่ 3 เดือนมกราคม ปี 1948 ระหว่างที่ยังเรียนอยู่นั้น มาร์ตินได้แต่งงานกับชีน่า คิสโฮลม์ ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคนชื่ออเล็กซิส และเกรกรอรี่ พอล มาร์ติน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้เลิกรากันไป หลังจากนั้นมาร์ตินได้แต่งงานอีกครั้งกับจูดี้ ล็อคฮาร์ต-สมิธเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี 1966 และได้มีลูกด้วยกันสองคนชื่อว่า ลูเชียและไกลส์ มาร์ติน

หลังจากจบการศึกษาแล้ว มาร์ตินก็ได้ไปทำงานกับสถานีบีบีซี โดยได้ทำในภาคส่วนดนตรีคลาสสิค หลังจากนั้นจึงได้เข้าทำงานกับบริษัทบันเทิงแถวหน้าอย่าง EMI ในปี 1950 ในฐานะผู้ช่วยของ Oscar Preuss ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าค่ายเพลง Parlophone Records ค่ายเพลงของEMI อยู่ในขณะนั้น หลังจากที่ออสก้าเกษียร มาร์ตินก็ได้ทำหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์ให้กับศิลปินมากมายเช่น Bernard Cribbins และ Charlie Drake


                 
ในตอนนั้นวงสี่เต่าทองมีผู้จัดการวงคือ Brian Epstein และทางวงเคยถูกค่ายอย่าง Decca Records ปฎิเสธที่จะเซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับวงมาแล้ว แม้ว่าจอร์จประสบความสำเร็จในการทำเพลงมาบ้าง แต่เขาก็ถือว่ามีประสบการณ์ในด้านเพลงป็อปเพียงน้อยนิด ผลการเพลงป็อปที่จอร์จเคยทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้วคือเพลง 'Who Could Be Bluer' ของ Jerry Lordan รวมถึงซิงเกิ้ลที่ทำร่วมกับ Shan Fenton และ Matt Monro กระนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะนัดเจอกับเดอะบิทเทิ่ลส์หลังจากได้รับการติดต่อจาก Sid Coleman แห่งค่าย Ardmore & Beechwood ที่เล่าให้เขาฟังถึง Brian Epstein

มาร์ตินได้นัดเจอกับเดอะบีทเทิลส์พร้อมกับผู้จัดการวงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1962  แล้วมาร์ตินจึงฟังเดโม่ที่เดอะบีทเทิลอัดที่ค่าย Decca ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าวงนี้ไม่มีแววที่จะประสบความสำเร็จเลย แต่เขาชอบเสียงของจอห์น เลนนอน กับพอล แมคคาร์ทนีย์ แต่ก็ยังไม่มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นจนกระทั้งการนัดพบครั้งถัดไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปีเดียวกันที่สตูดิโอแอบบี้โรด มาร์ตินประทับใจในความกระตือรือร้นของเอปสตีน ผู้จัดการวง จึงตกลงปลงใจเซ็นสัญญาเพื่ออัดเพลงกับเดอะบีทเทิลส์ที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเลย
             
เดอะบีทเทิลส์ทำการออดิชั่นกับมาร์ตินในวันที่ 6 มิถุนายน ปี 1962 ในสตูดิโอแอ็บบี้โร้ด โดยมีรอน ริดชาร์ดและนอร์แมน สมิธเป็นผู้ควบคุมการอัดเสียง ซึ่งได้ทำการอัดเสียงไปทั้งหมดสี่เพลง ในระหว่างที่ทำการอัดเสียงนั้นมาร์ตินไม่ได้อยู่ด้วย แต่เมื่อมาร์ตินได้มาฟังเพลงที่อัดทีหลังเขาก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าใดนัก เขาจึงได้ถามสมาชิกวงแต่ละคนว่ามีอะไรที่ไม่ชอเป็นการส่วนตัวหรือไม่ จอร์จ แฮร์ริสันมือกีต้าร์ของวงจึงตอบไปว่า 'ผมไม่ชอบเนคไทของคุณ' และพอลกับจอห์นก็เข้ามาร่วมวงส้รางเสียงหัวเราะจากการเล่นตลกครั้งนี้ของจอร์จ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาร์ตินตัดสินใจเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับเดอะบีทเทิลส์เพราะประทับใจในไหวพริบของวงล้วนๆ


             
การอัดเพลงครั้งที่สองของเดอะบีทเทิลส์เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 เดือนกันยายน ปี 1962 ซึ่งพวกเขาได้ทำการอัดเพลง 'How DO You Do It' โดยที่มาร์ตินให้ความเห็นว่าเพลงนี้จะต้องกลายเป็นเพลงที่ดังอย่างฉุดไม่อยู่แน่นอน หากเลนนอนและแมคคาร์ทนีย์กลับไม่ค่อยพึงพอใจในผลงานของตัวเองซักเท่าไหร่ จึงไม่ปล่อยเพลงนี้ออกมา แต่ก็ต้องเสียใจภายหลังเมื่อเพลงเดียวกันนี้ที่มาร์ตินนำมาโปร์ดิวซ์ให้กับวง Gerry & the Pacemakers ดังระเบิดระเบ้อ โดยที่เพลงติดซาร์ตอยู่อันดับหนึ่งเป็นเวลาสามสัปดาห์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1962 มาร์ตินได้อัดเพลงสุดฮิตของเดอะบีทเทิลส์อย่างเพลง 'Please Please Me' โดยหลังจากที่ทำการอัดเสียงเสร็จ มาร์ตินได้พูดว่า 'สุภาพบุรุษเอ๋ย พวกคุณเพิ่งได้ออกเพลงฮิตติดอันดับเพลงแรกของพวกคุณแล้วล่ะ' ซึ่งถือเป็นคำพูดที่ถูกต้องอย่างที่สุดเพราะหลังจากปล่อยเพลงนี้ออกมาก็ได้รับความนิยมอย่างล้มหล้ามจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้มาร์ตินยังได้เป็นผู้ทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของเดอะบีทเทิลส์อย่าง Yellow Submarine และภาพยนตร์ในตำนานในซีรี่ย์เจมส์ บอนด์ ในภาคที่ใช้ชื่อว่า Live and Let Die ซึ่งก็ได้พอล แมคคาร์ทนีย์นี่เองมาเป็นผู้เขียนและร้องเพลงเปิดให้
             
ในส่วนของรางวัลการันตีฝีมือของท่านเซอร์จอร์จ มาร์ตินนั้นก็ถือว่ามีมากจนนับไม่ถ้วน เพราะมาร์ตินได้รางวัลแกรมมี่ไปทั้งหมดหกครั้ง รางวัลออสก้าจากการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เกี่ยวกับเดอะบีทเทิลส์เรื่อง ‘Hard Day’s Night’ อีกหนึ่งรางวัล และรางวัน Brit Award อีก 2 รางวัล
               
ท่านเซอร์จอร์จ มาร์ตินเสียชีวิตในคือนวันที่ 8 มีนาคม ปี 2016 นี่เอง โดยมีอายุได้ 90 ปี สาเหตุของการเสียชีวิตไม่เป็นที่เปิดเผย หากเราก็สามารถพูดได้ว่าท่านเซอร์มาร์ตินได้ใช้ชิวิตอย่างอย่างชื่นชมเพราะได้รังสรรค์ผลงานที่ประทับอยู่ในใจของใครหลายๆคน และทำให้เราเห็นว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จนั้นเราไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเราเองเพียงลำพัง หากแต่ต้องมีบุคคลที่สนับสนุนอยู่ข้างหลังเสมอ และท่านเซอร์มาร์ตินก็เป็นผู้สนับสนุนหลักที่ทำให้เกิดตำนานวงร็อคอย่างเดอะบีทเทิลส์


อ้างอิง

"จอร์จ มาร์ติน"โปรดิวเซอร์มือทอง"เดอะ บีทเทิ่ลส์" เสียชีวิตแล้วปิดตำนาน"เต่าทองคนที่5”. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.siamdara.com/hot-news/inter-news/1075732

สิ้น "จอร์จ มาร์ติน" โปรดิวเซอร์วงเดอะบีทเทิลส์ เจ้าของฉายา "เต่าทองคนที่ 5" ในวัย 90 ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก http://news.thaipbs.or.th/content/250798

George Martin. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/George_Martin

อ่านเพิ่มเติม »

บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ราชาแห่งอิสรภาพ

โดย รัฐกานต์ ปิ่นแก้ว

หากจะกล่าวถึงดนตรีเร้กเก้  ทุกคนจะต้องเคยเห็นภาพชายคนหนึ่งผมทรงเดร็ดล็อคส์ สุดแสนคลาสสิคบนพื้นหลังสีเขียวเหลืองแดง  ใครจะรู้ว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลก  ไม่ใช่แค่ภาพแทนสัญลักษณ์ของพวกขี้ยาไปซะทีเดียว  แต่เขาคือ บ็อบ มาร์เลย์  ผู้มีอิทธิพลต่อพันธมิตรชาวรัสตาร์  ผู้นำอิสรภาพมาสู่ประเทศจาไมก้า

บ็อบ  มาร์เลย์  มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต  เนสต้า  มาร์เลย์  ( Bob Marley or  Robert Nesta Marley )  เกิดวันที่6 กุมภาพันธ์ 1945 ในเขตชนบทเมือง เซนต์ แอน ของประเทศจาไมก้า ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ระหว่างหลักไมล์ที่แปด-เก้า ระหว่างทางมุ่งสู่อัลวาเรียกตามหลักภาษาท้องถิ่นจึงเรียก “เก้าหลัก” ซึ่งบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรม ลัทธิรัสตาฟาเรียน



 ในวัยเด็ก บ็อบ โตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรีโดยคุณแม่ของเขา นางซีเดล่า เล่นไวโอลิน  และแอดคอเดียนกับคุณลุงผู้เล่นกีต้าร์ถึงจะดูมีความสุขแต่เขาก็ขาดความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อ  ร้อยเอกนอร์วัล  มาร์เลย์  ราชนาวีอังกฤษ ซึ่งไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นพ่อเป็นเพียงแค่คนรู้จักที่มาเยี่ยมบางครั้งบางคราว  สาเหตุอาจเป็นเพราะครอบครัว ฝ่ายพ่อไม่ยอมรับแรงงานผิวสีแบบแม่ของบ็อบ ทำให้เขามีนิสัยค่อนข้างเห็นแก่ตัว รักเพื่อนๆและ เพื่อนคือทุกอย่างสำหรับเขา

เมื่ออายุ 17 ปี เขาได้ทุ่มเทให้กับการร้องเพลงและร่วมร้องเพลงในโรงภาพยนตร์ หลังจากเลิกเรียน  เขาใช้เวลาพัฒนาการร้องเพลงกับเพื่อน  จนได้มีโอกาสเรียนดนตรีจาก โฮจิกส์ นักดนตรีข้างถนน จากนั้นในปี 1962 เขาและเพื่อนก็เริ่มก่อตั้งวงเล่นเพลงแนว pop-america เพื่อหาเลี้ยงชีพพร้อมกับฝึกฝนไปในตัวด้วยจนมีแผ่นเสียงเป็นของตัวเองจากนั้นหนึงปีต่อมาเขาก็ไก้ก่อตั้งวง The Wailing Wailersและเขาได้แต่งงานในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1966 กับริต้า  แอนเดอร์สัน


ภาพบ็อบ มาร์เลย์ และริต้าแอนเดอสัน

โดยในปี 1960 เพลงร็อคเป็นที่นิยม ทำให้เร้กเก้ไม่เป็นที่รู้จัก โดยเร้กเก้เป็นจังหวะเน้นความสำคัญของกลองและเบส  แตกต่างจากจังหวะร็อค 1-3 จังหวะ โดยเนื้อหานั้นจะสะท้อนถึงลัทธิรัสตาฟาเรียน ผู้ที่หลงใหลในปรัชญาคววามเชื่อของจักรพรรดิไฮลี เซลาซซ์ แห่งเอธิโอเปีย เพื่อนำพวกเขาไปสู่ความยุติธรรมในสังคม

จนในปี1966 ดนตรีเรกเก้ก็กลายเป็นที่นิยมจากเหตุการณ์จราจลในประเทศจาไมก้าด้วยความที่เนื้อหาของบทเพลงแนวเรกเก้นั้น ปลุกระดมคนผิวสีให้ลุกขึ้นสู้ต่อขบวนการต่อต้านคนผิวสี ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ปลุกระดมคนผิวสีนั้นคือ บ็อบ มาร์เลย์ และ The Wailer ได้ประพันธ์เนื้อเพลงที่สะท้อนมุม มอง ทางการเมือง ชีวิต และสังคมที่เฉียบแหลม คมคาย และส่งผลไปถึงสถานการณ์ความขัดแย้งเรื่องสีผิวในประเทศจาไมก้า โดยเขาได้ใช้เครื่องดนตรี เป็นสื่อในการเรียกร้องสิทธิต่างๆผ่านกีตาร์และฮาโมนิก้าคู่ใจขับกล่อมคนผิวสีให้ลุกขึ้นต่อขบวนต่อต้านคนผิวสีนั้นเองทำให้เขาได้เป็นศิลปินแนวเพลงเรกเก้วงแรกที่ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังทั่วโลก  จนได้ไปเปิดการแสดงที่ Los Angeles, USA และประเทศอังกฤษ ในปี 1975 ทำให้ดนตรีเร็กเกและทรงผมเดร็ดล็อคส์ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนขาวและโลกตะวันตกโดยเพลงฮิตของเขาได้แก่  No Woman No Cry ในปี 1975 และ Jamming ในปี 1977 และ One Love ในปี 1984

และอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือ ในปี 1978 ในระหว่างที่เขาเล่นคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้า  เขาได้ให้ประธานาธิบดีและฝ่ายค้านจับมือกันบนเวที  ทำให้เขาได้รางวัล  The United Nations Peace Medal จาก UN และในปี 1980 เขาได้รับเชิญขึ้น เป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์


ภาพคอนเสิร์ตone love
ที่มา: http://www.bobmarley.com/

บ็อบ พบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอดและสมองขณะที่กำลังเดินเล่นใน Central Park สวนสาธารณะกลางมหานครนิวยอร์คที่พักอาศัยอยู่ เขาจึงเลือกกลับมาที่จาไมกาแต่ด้วยสภาพร่างกายไม่ไหว จึงแวะพักที่นครไมอามีและจากโลกไปในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 ด้วยวัย 36 ปีศพของเขาถูกนำไปฝังบ้านเกิดที่หลักเก้า ภายในโลงเขาสวมเจ็คเก็ตผ้าเดนิม นิ้วมือขวาวางบนคัมภีร์ไบเบิล ส่วนมือซ้ายถูกวางบนกีตาร์สีเเดงเพลิงกีตาร์คู่ใจของเขา

สุดท้ายนี้ ถึงผู้ชายท่านนี้จะจากเราไปแล้ว แต่ภาพของเขายังเป็นสัญลักษณ์แทนสันติภาพต่อประชาชนทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงชาวรัสตาร์ หรือชาวจาไมก้า  แต่เขายังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไป  ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เกิดที่ไหน ผิวสีอะไร เราทุกคนต่างมีความเป็นมนุษย์เหมือนกันอย่าตัดสินใครที่ภายนอก  ทุกคนบนโลกใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ควรดูและตัดสินตัวเองก่อนที่จะตัดสินคนอื่นเพราะทุกคนคือมนุษย์เหมือนกัน

‘We should really love each
other in peace and harmony,
instead we're fussin' and fighting
 like we ain't supposed to be.’
เราควรรักกันในความสงบและความสามัคคี
แต่เรากลับสร้างความวุ่นวายและต่อสู้กันโดยที่มันไม่จำเป็นเลย
-Bob Marley-

อ้างอิง

Nasan. Bob Marley.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559,จาก : http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=509.0

เร้ก..hic hic. มารู้จักประวัติของ Bob Marley กันดีกว่า.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559,จาก : http://lek-hichic.blogspot.com/2011/08/bob-marley.html

Hanong Rasta. Bob Marley ศาสดาขบถ ที่โลกยกย่อง.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559.จาก : http://historyalleverything.blogspot.com/2010/10/bob-marley.html

อ่านเพิ่มเติม »

จอห์น เลนนอน อมตะวงการเพลง

โดย ประภัสรา วิเศษขลา

จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน (John Winston Ono Lenon) นักร้อง นักดนตรี นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งวง rock and roll ระดับตำนานจากเมืองลิเวอร์พูลอย่างวงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงยุค 60-70 จนเกิดกระแสความนิยมอย่างสูงในยุคนั้นเรียกว่ากระแสบีเทิลมาเนีย (Beatlemania) และนั่นทำให้จอห์น เลนนอนกลายเป็นบุคคลระดับตำนานที่โลกไม่มีวันลืม

จอห์น เลนนอนเกิดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ปี 1940 ณ โรงพยาบาลลิเวอร์พูลมาเทอร์นิตี ประเทศอังกฤษ โดยจูเลีย และอัลเฟรด เลนนอน เนื่องจากพ่อของจอห์น เลนนอนมีอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ มักจากบ้านไปทำงานอยู่บ่อยเป็นเหตุให้เกิดความร้านฉาวในครอบครัวของเขา หกเดือนต่อมาหลังจากอัลเฟรดถูกปลดประจำการในปี 1944  เขาได้กลับบ้านเพื่อยื่นข้อเสนอขอดูแลครอบครัว แต่กลับพบว่าภรรยาตั้งครรภ์กับชายคนอื่น จึงปฏิเสธข้อเสนอการดูแลจอห์น และส่งเขาให้พี่สาวของจูเลียดูแลแทน ทำให้จอห์น เลนนอนต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับมีมีและจอร์จ สมิธผู้เป็นลุงและป้าของเขาที่เมืองวูลตัน

เมื่อจอห์นอายุได้ 11 ขวบเขามักไปเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลบ้านเกิดประจำ ซึ่งเธอได้จุดประกายความฝันด้านดนตรีโดยการเล่นแผ่นเสียงของเอลวิส เพรสลีย์ สอนเขาเล่นแบนโจและเล่นเพลง Ain’t that a shame ของ Fats Domino หลังจากเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลเรียบร้อย จอห์นจะแวะเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องที่ฟลีตวูด ออกไปท่องเที่ยงและไปชมภาพยนตร์ในช่วงวันหยุด แถมยังเดินทางไปแบล็กพูลเพื่อชมการแสดงของศิลปินมากมายอย่างเช่น ดิกกี วาเลนไทน์และโจลอส และศิลปินที่จอห์นชื่นชอบเป็นพิเศษอย่างจอร์จ ฟอร์มบี จนกระทั่งจอห์น เลนนอนอายุได้ 14 ปีครอบครัวของเขาก็เกิดการสูญเสียเมื่อลุงจอร์จเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดที่ตับในวันที่ 5 มิ.ย. 1955



จอห์นเข้าศึกษาที่ควอรีแบงก์ไฮสกูลตั้งแต่ปี 1952 ถึง 1957  ฮาร์วีย์ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งกล่าวว่าเขาเป็นคนร่าเริง เรียบง่าย ไม่ทุกข์ร้อน นิตยสารของโรงเรียนมักปรากฏงานวาดการ์ตูนขบขันฝีมือจอห์นอยู่หลายฉบับ แต่ถึงแม้เขาจะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่การเรียนของเขากลับไม่ดีนัก ความสามารถด้านดนตรีทำให้แม่ของเขายอมซื้อกีตาร์ให้ ถึงแม้มีมี่ไม่สนับสนุนให้จอห์น เลนนอนเป็นนักดนตรีก็ตาม หลังจากนั้นชีวิตของจอห์น เลนนอนก็ได้พบการสูญเสียอีกครั้งเมื่อจูเลีย เลนนอน แม่ของเขาถูกรถยนต์ชนและเสียชีวิตในวันที่ 15 ก.ค. 1958 ขณะจอห์น เลนนอนอายุเพียง 17 ปี

เนื่องจากผลการเรียนไม่ดีทำให้เขาสอบตกการวัดระดับการศึกษาทุกวิชา สุดท้ายเขาได้เลือกเข้าเรียนวิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูลโดยความช่วยเหลือของป้า และนั่นทำให้เขาพบรักกับซินเธีย เพาเอลล์ซึ่งกลายเป็นภรรยาคนแรกของเขา แต่ด้วยความเป็นเด็กหัวรั้นทำให้จอห์น เลนนอนเกิดปัญหากับทางวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้งเช่นขัดขวางการสอน ล้อเลียนครู และนั่งบนตักของนางแบบเปลือยเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากวิทยาลัยก่อนเรียนปีสุดท้าย


ที่มา: http://respect-mag.com/

จอห์น เลนนอนได้เริ่มเดินทางในเส้นทางสายดนตรีด้วยการก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Quarrymen กับเพื่อนในปี 1957 พอล แม็คคาร์ตนีย์รับตำแหน่งมือกีตาร์ จอร์จ แฮริสันเข้าร่วมกลุ่มในตำแหน่งกีตาร์นำ หลังจากนั้นสจ๊วต ซัตคลิฟมือเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beatles และได้จ้างพีท เบสต์มาเป็นมือกลอง เพื่อขึ้นแสดงในเมืองฮัมบูร์ก หลังจากนั้น The Beatles ได้เปลี่ยนแปลงสมาชิกในวงเนื่องจากซัตคลิฟฟ์ ตัดสินใจอยู่ฮัมบูร์กต่อทำให้แม็กคาร์ตนีย์ต้องรับตำแหน่งแทน และริงโก สตาร์เข้ามาทำหน้าที่มือกลองแทนพีท เบสต์ กลายเป็นสมาชิกชุดสมบูรณ์แบบตั้งแต่นั้น

บทเพลงดังเพลงแรกของจอห์น เลนนอนที่พลิกให้วงดนตรีขนาดเล็กกลายเป็นวงดนตรีระดับตำนานโด่งดังไปทั่วโลกคือเพลง “Please Please Me” เป็นเพลงรักได้แรงบันดาลใจจากนักร้องชาวอเมริกาอย่าง รอย ออร์บิสัน เนื้อเพลงสะท้อนความรักในแง่มุมของเด็กหนุ่ม ส่งวงทะยานครองชาร์ตของสหราชอาณาจักร ด้วยฝีมือของเขาได้ถูกการันตีโดยบทสัมภาษณ์ของแม็ก คาร์ตนีย์ว่าสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์คนอื่นหลงใหลในความสามารถของจอห์น และเปรียบเขาเป็นดั่งเอลวิส พวกเขานับถือจอห์น เลนนอนเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นปี 1963 จอห์น เลนนอนได้แสดงรายการโรยัลวาไรตีโชว์โดยมีพระราชินีและราชวงศ์อังกฤษเข้าร่วมชมการแสดงนั้นด้วย หลังจากกระแสบีเทิลเมเนียในสหราชอาณาจักรผ่านไปได้หนึ่งปีวงเดอะบีทเทิลส์ได้ปรากฎตัวในรายการดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ในปี 1964 และนั่นทำให้พวกเขาแจ้งเกิดไปทั่วโลก ตามมาด้วยผลงานทัวร์ การแต่งเพลงและการถ่ายทำภาพยนตร์ อีกทั้งจอห์น เลนนอนยังเขียนหนังสือสองเล่มคืออินฮิสโอนไรต์ และ อะสเปเนียดอินเดอะเวิกส์

จอห์น เลนนอนรู้สึกหดหู่และคิดลาออกจากวงเนื่องจากเขาได้ใช้ยาแอลเอสดี บวกกับความลุ่มหลงในตัวโยโกะ โอะโนะภรรยาคนที่สองของเขา ผู้เป็นปฎิปักษ์ต่อสมาชิกคนอื่นในวง จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากวงในปี 1967 โดยไม่ชี้แจงต่อสื่อ แต่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังจากเกิดเรื่องบาดหมางระหว่างสมาชิกในวงโดยจอห์น เลนนอนกล่าวว่าเขาถูกว่าร้าย เขาเบนทิศหันไปบันทึกอัลบั้มกับโอโนะและออกผลงานเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง



จากเด็กหนุ่มแต่งเพลงเรียกร้องความรักวัยใสผันเป็นหนุ่มผู้เรียกร้องสันติภาพผ่านบทเพลง เมื่อเขาได้แต่ง Imagine ในปี 1971 เพลงระดับโลกที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพแด่มวลมนุษย์ธรรม เขาเผยให้เห็นความตรงไปตรงมาในด้านดนตรีและเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสันติภาพและการเมืองหนักขึ้น จนเกิดประเด็นโต้เถียงเนื่องจากการวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามของเขาผ่านบทเพลงและการให้สัมภาษณ์  แต่หากมองผ่านความหัวรั้นของเขา จอห์น เลนนอนยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่บ่อยครั้งโดยรายได้จากคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในปี 1972 เขาได้บริจาคเพื่อช่วยผู้ป่วยในศูนย์สุขภาพจิตของโรงเรียนวิลโลว์บรุกสเตตสกูล

ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1980 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลกเมื่อนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงอย่างจอห์น เลนนอนได้ถูกมาร์ก เดวิด แชปแมน ยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าอพาร์ตเมนต์เดอะคาโดในนครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่พักของเขา โดยตำรวจพบว่ามาร์ก เดวิดเป็นแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เขาและมีอาการป่วยทางจิตซึ่งมือข้างที่ไม่ได้ถือปืน มาร์กเดวิดถืออัลบั้ม Double Fantasy ของจอห์น เลนนอนอยู่ด้วย และนั่นทำให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จากไปด้วยอายุ 40 ปี แต่เขาก็ยังคงทิ้งทำนองอันไพเราะของดนตรี อุดมการณ์อันหนักแน่น และบทเพลงอันมากมายที่ยังเป็นอมตะและมีอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จอห์น เลนนอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_เลนนอน

เดอะบีเทิลส์. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/เดอะบีเทิลส์

ประวัติของ John Lennon. สิบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก:
http://ddeardoo.blogspot.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain)

โดย รวิสุต   ทาน้อย

ชื่อ Kurt Cobain หรือ Nirvana สำหรับวัยรุ่นยุคนี้ในบ้านเรานั้นอาจไม่เป็นที่รู้จักมากมายนัก แต่เชื่อว่าวันรุ่นยุค 90 หรือผู้คนที่อายุ 20ปลายๆ ถึง 30 ต้นๆ คุ้นเคยกับชื่อนี้ดี เพราะนี่คือชื่อของตำนานวงดนตรีกรันจ์ร็อคระดับตำนานที่เป็นแบบอย่างให้ดนตรีสมัยใหม่อย่างมาก

เคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) หรือ เคิร์ต โดนัลด์ โคเบน นักกีตาร์และนักร้องของวงดนตรีกรีนจ์ชื่อดังอย่าง nirvana วงที่มีผลงานเพลงดังมากมายในช่วงต้นของยุค 90 เช่นเพลง smell like teen spirit , Heart Shaped Box , Come As You Are และอีกหลายบทเพลง



เคิร์ท โดนัลด์ โคเบน (Kurt Donald Cobain) เกิดเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1967 ณ เมืองอเบอร์ดีน มลรัฐวอชิงตัน เขาเกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อของเขาโดนัลด์ เลแลนด์ โคเบน เป็นช่างซ่อมรถยนต์ และแม่เวนดี้ เอลิซาเบธ ฟราเดนเบิร์ก ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ ตัวโคเบนนั้นมีน้องสาว 1 คน ชื่อคิมเบอร์ลี่ย์

ในช่วงวัยเด็กนั้นเคิร์ตมีชีวิตที่ค่อนข้างจะลำบากเพราะพ่อแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุ 9 ขวบ หรือบ้างก็ว่า 7 ขวบ และจากสาเหตุนี้เองเคิร์ตจึงกลายเป็นเด็กที่ก้าวร้าว ไม่ยอมไปโรงเรียนอีกด้วย หลังจากที่พ่อแม่ของเขาได้หย่ากัน เขาได้ย้ายไปอยู่กับพ่อ ต่อมาพ่อของเขาได้แต่งงานใหม่และเคิร์ตไม่ถูกกับแม่เลี้ยงและลูกๆของเธอนัก เพราะว่าเขาเชื่อว่าพ่อรักพวกเธอมากกว่าเขา เขาเริ่มที่จะสูบกัญชาและใช้สารเสพติด ต่อมาเขาได้รับของขวัญวันเกิดเป็นกีตาร์ไฟฟ้าจากลุงของเขาในวันเกิดครบรอบ 14 ปีและนั่นเองที่ เขาพบสิ่งที่เขารัก

ครอบครัวของเขาเกี่ยวข้องกับดนตรีอยู่บ้าง โดยลุงและป้าของเขาเป็นนักดนตรี เคิร์ตมีพรสวรรค์ด้านศิลปะมาตั้งแต่เด็กๆ แต่เขาไม่ถนัดวิชาอื่นๆมากนัก และเขาก็ย้ายออกจากบ้านของพ่อของเขาใน ปี 1982 ไปอยู่กับคุณลุงและอีกหลายเดือนเขาก็ย้ายไปอยู่กับแม่ของเขา

ในช่วงมัธยมปลายนั้นเขาชอบดนตรีพังค์ ร็อคมาก เขามีปัญหากับแม่ และพ่อเลี้ยงของเขาบ่อยครั้งเพราะทั้งคู่ดื่มเหล้าจัด และพ่อเลี้ยงของเขามักจะทำร้ายแม่ของเขาเสมอด้วย เขาหนีเรียน และใช้สารเสพติดมากกว่าเดิม และสุดท้ายเขาก็ลาออกจากโรงเรียน

แม่ของเขาเวนดี้ บอกให้เขาไปหางานทำไม่เช่นนั้นจะไล่เขาออกจากบ้าน และเคิร์ตก็ถูกไล่ออกจากบ้านบ่อยครั้ง บ้างวนเวียนไปนอนตามบ้านของเพื่อนๆ หรือนอนในโรงบาลบ้างบางครั้ง ในช่วงนี้เขาทำงานที่ Lamplighter Restaurant และบางครั้งก็ทำงานเป็นภารโรงที่โรงเรียน Weatherwax High School รวมถึงที่ YMCA ด้วย

ต่อมา เคิร์ตได้ร่วมมือกับเพื่อนของเขา ตั้งวงดนตรีขึ้นมาชื่อ nirvana โดยมีเครื่องดนตรี 3 ชิ้นคือ กีตาร์ เบส กลอง มือเบสคือ คริสท์ โนโวเซลิก (Krist Novaselic) ส่วนมือกลองในช่วงแรกนั้นต้องคอยสลับสับเปลี่ยนใหม่ไปเรื่อยๆก่อนที่จะได้ เดฟ โกรธ (Dave Grohl) มาเป็นมือกลองถาวร

วง nirvana ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 1989 ชื่อ Bleach แต่ก็ไม่เป็นที่รู้จักเท่าไหร จนกระทั่งอัลบั้มชุด nevermind ออกมา ซึ่งอัลบัมชุดนี้นอกจากจะเปลี่ยนกระแสดนตรีแล้วก็ยังมีเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง "Smells Like Teen Spirit, " "Come as You Are" และ "Something in the Way" พวกเขากลายเป็นฮีโร่ของเด็กวัยรุ่นในยุคนั้นและไม่มีทางที่จะปฎิเสธได้เลยว่าวัยรุ่นที่หัดเล่นกีตาร์ในยุคนั้นจะไม่เคยแกะเพลงของเขาเล่น

เคิร์ต สมรสกับ Courtney Love ศิลปินสาวแห่งวงร็อกอย่าง Holeและแล้วทั้งคู่ก็ได้ลูกสาวหนึ่งคน ปี 1993 ต่อมาเคิร์ตได้ติดสารเสพติดจำพวกเฮโรอีนอย่างหนักทำให้เขาทำการแสดงสดไม่ได้ดีเท่าที่ควรอย่างเก่า  ในบางครั้งเขาได้ทำการแสดงพังบ้างหรือขึ้นแสดงไม่ไหวบ้าง และในปีเดียวกันนี้เอง nirvana ก็ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่  In Utero ซึ่งถือว่าเป็นอัลบั้มที่อัดเสียงในสตูดิโอของพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย

ต้นปี ค.ศ. 1994 สุขภาพจิตของเขาย่ำแย่ขึ้นเรื่อย ๆ เขาพยายามฆ่าตัวตายในอิตาลี จนภรรยาและผู้จัดการส่วนตัวต้องพาตัวเขาไปเข้ารับการบำบัดที่ศูนย์บำบัดเอ็กโซดัส ในลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 30 มีนาคม แต่เขาก็หนีออกมาได้ในวันที่ 1 เมษายน แล้วกลับไปซีแอ็ทเทิ่ล มารดาของเคิร์ท แจ้งความว่าเคิร์ทหายไปในวันที่ 4 เมษายน ในวันที่ 5 เคิร์ทก็ยิงศีรษะตนเองที่บ้านในซีแอ็ทเทิ่ล แต่ยังไม่มีใครพบศพ จนกระทั่งวันที่ 8 เมษายน เมื่อช่างไฟที่ไปติดตั้งระบบสัญญาณเตือน ที่บ้านของเคิร์ท ไปสะดุดร่างของเขาเข้า

แต่ก็มีบางข้อสันนิฐานว่าเขาถูกฆาตกรรมโดยภรรยาของเขา เพราะก่อนที่เขาจะฆ่าตัวตายเขามีแผนจะหย่ากับภรรยาของเขาเอง

อ้างอิง

Lookmoo9531. Kurt cobain ตำนานที่ผมอยากให้พวกคุณรู้จัก(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.juvethailand.com/forum/index.php?topic=22442.0

Ryn Writes. 2558. 10 ข้อที่คุณยังไม่ทราบเกี่ยวกับไอคอนกรันจ์ “เคิร์ท โคเบน” แห่ง Nirvana (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://headbangkok.com/10-things-about-kurt-cobain-nirvana/

Biography.com. 2559. Kurt Cobain Biography(ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2559, จาก : http://www.biography.com/people/kurt-cobain-9542179/




อ่านเพิ่มเติม »

King of Pop ไมเคิล แจ็คสัน (Michael Jackson)

โดย ณฐกร จันทเขต

เมื่อพูดถึง ราชาเพลงป็อป หรือ " King of Pop " ต้องนึกถึง ไมเคิล แจ็กสัน ที่มีท่าเต้น "มูน วอล์ค" และ "ลูบเป้า" อันเป็นเอกลักษณ์สร้างชื่อของเขา ไมเคิล ได้เดินทางไปเปิดคอนเสิร์ตทั่วโลก รวมทั้งที่ประเทศไทยด้วย โดยเป็นที่รู้จักของคนไทยส่วนหนึ่งขึ้นมาจากมีชื่อถูกอ้างถึงในเพลง ทับหลัง ของคาราบาว ในปี พ.ศ. 2531 ที่มีเนื้อร้องในท่อนแยกว่า “เอาไมเคิล แจ็กสันคืนไป เอาพระนารายณ์คืนมา” ซึ่งเป็นบทเพลงที่ได้รับความนิยมจากกระแสเรียกร้องทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์จากสหรัฐอเมริกา

ไมเคิล แจ็คสัน (อังกฤษ: Michael Jackson) มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล โจเซฟ แจ็กสัน (Michael Joseph Jackson) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า เอ็มเจ (MJ) หรือแจ็คโก้ (Jacko) เกิดเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2501 เป็นนักร้องชาวอเมริกัน เป็นบุตรชายครอบครัวชาวแอฟริกัน-อเมริกัน บิดาชื่อโจเซฟ วอลเตอร์ "โจ" แจ็กสัน และมารดาชื่อแคเทอรีน เอสเตอร์ (สกุลเดิม สคริวส์) เขาเป็นลูกคนที่ 7 มีพี่น้องจำนวน 9 คน โดยมีพี่น้องคือ รีบี แจ็กกี ติโต เจอร์เมน ลา โทยา มาร์ลอน แรนดี และเจเน็ต พ่อของพวกเขาโจเซฟเป็นลูกจ้างโรงงานเหล็กที่แสดงในวงอาร์แอนด์บีที่ชื่อ "เดอะฟอลคอนส์" กับพี่ชายเขา ลูเธอร์ แจ็กสันโตมากับความเชื่อ "พยานพระยะโฮวา" จากแม่ของเขา



ไมเคิลแจ็คสันปรากฏตัวครั้งแรกในระดับอาชีพด้านดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ปี โดยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงเดอะแจ็คสันไฟฟ์ ในปี 1969  เดอะแจ็คสันไฟฟ์ บันทึกเพลงหลายเพลง รวมถึงเพลง "Big Boy" ภายใต้สังกัดท้องถิ่นที่ชื่อสตีลทาวน์ (ปี 1967) และได้เซ็นสัญญากับค่ายโมทาวน์ในปี 1968 นิตยสารโรลลิงสโตน อธิบายถึงแจ็กสันตอนเด็กไว้ว่า "เป็นเด็กอัจฉริยะ" กับ "พรสวรรค์ทางด้านดนตรีอย่างเต็มเปี่ยม" และยังพูดว่าแจ็กสัน "เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็วที่เป็นตัวหลักในฐานะนักร้องนำ" หลังจากที่เขาเริ่มเต้นและร้องเพลงกับพี่ ๆ ของเขา วงสร้างสถิติบนอันดับเพลงโดยการมี 4 ซิงเกิ้ลแรก ("I Want You Back", "ABC", "The Love You Save" และ "I'll Be There") ขึ้นสูงสุดอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮ็อต 100 อีกด้วย

เขาเริ่มมีผลงานเดี่ยวในปี 1971 ขณะที่ยังคงเป็นสมาชิกของวงอยู่ ในปี 1982 มีผลงานอัลบั้มที่ชื่อ Thriller ซึ่งถือเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดตลอดกาลและสี่อัลบั้มเดี่ยวที่เหลือก็ยังถือว่าเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดอัลบั้มหนึ่ง อันประกอบด้วยชุด Off the Wall (1979), Bad (1987), Dangerous (1991) และ HiStory (1995)

ต้นคริสต์ทศวรรษ 1980 เขาเริ่มมีผลงานที่โดดเด่นในวงการเพลงป็อป และถือเป็นชาวแอฟริกัน- อเมริกัน คนแรกที่มีแฟนเพลงมากมายผ่านทางช่องเอ็มทีวี ความนิยมของเขามาจากการออกอากาศมิวสิกวิดีโอทางช่องเอ็มทีวี อย่างเช่นเพลง "Beat It", "Billie Jean" และ "Thriller" เพลงนี้ได้รับเอ่ยถึงว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบมิวสิกวิดีโอจากอุปกรณ์การประชาสัมพันธ์ไปเป็นรูปแบบของศิลปะ มิวสิกวิดีโอเหล่านี้ได้ช่วยให้ช่องที่เพิ่งเปิดใหม่นี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น วิดีโอเพลง "Black or White" และ "Scream" ก็ยังคงเปิดบ่อยทางช่องเอ็มทีวีในคริสต์ทศวรรษ 1990 ด้วย ลีลาบนเวทีของแจ็กสันและมิวสิกวิดีโอ แจ็กสัน สร้างความโด่งดังกับท่าเต้นซับซ้อนโดยใช้ร่างกายมากมายหลาย ๆ ท่า อย่างเช่นท่าเต้น "หุ่นยนต์" และท่าเต้น "มูน วอล์ค" ส่วนเอกลักษณ์ด้านดนตรีและเสียงร้องของเขายังเป็นอิทธิพลให้กับศิลปินแนวฮิปฮอป ป็อป และอาร์แอนด์บี ให้อีกหลายคน อิทธิพลเพลงของเขามีแพร่กระจายไปสู่คนหลายรุ่น



เขาเป็นหนึ่งในไม่กี่ศิลปินที่มีชื่ออยู่ใน ร็อกแอนด์โรลฮอลออฟเฟม ถึงสองครั้ง ผลงานของเขาประสบความสำเร็จได้รับสถิติหลายครั้งจากกินเนสบุ๊ค รวมถึงในหัวข้อ เป็นหนึ่งใน "ศิลปินบันเทิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล" เขาได้รับรางวัลแกรมมี่ 13 ครั้ง มี 13 ซิงเกิ้ลที่ขึ้นอันดับ 1 ในฐานะนักร้องเดี่ยว และมียอดขายรวมกว่า 750 ล้านชุดทั่วโลก เขาถือเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรม เพลงป็อปมากว่า 4 ทศวรรษ

จากนั้นหลายๆคนคงสงสัยเรื่องสีผิวทีเปลี่ยนไปของเขา ซึ่งมีเพลง Black or White ในปี 1991 เนื้อหา (ที่แท้จริง) ของเพลงนี้เกี่ยวกับความรัก ความสมานฉันท์ของคนที่ไม่ว่าสีผิวไหนก็รักกันได้ ซึ่งชื่อเพลงดันไปคล้องกับจุดสนใจเรื่องสีผิวของ ไมเคิล แจ็คสัน พอดิบพอดี

เขาได้ให้สัมภาษณ์กับ Oprah Winfrey เจ้าแม่ทอล์กโชว์เมื่อ 1993 ว่าผมไม่ได้ฟอกสีผิว มีคนบอกว่าผมเกลียดสิ่งที่ผมเป็น ซึ่งมันไม่ใช่ ผมไม่คิดว่ามีการฟอกสีผิวในโลกนี้ได้ ผมเป็นโรคผิวหนังที่เรียกว่า Vitiligo ต่างหากซึ่งในการสนทนา Oprah บอกว่า ฉันได้ยินว่ามีครีมฟอกผิวนะ แต่ไมเคิล คุณคงอาบครีมนี้มากกว่า 3000 แกลลอนแน่ๆ

ต่อมาไมเคิล แจ็คสันก็ได้รับรางวัล "ตำนานที่ยังคงอยู่" ในงานแจกรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 35 ในลอสแอนเจลิส เพลง "Black or White" ถูกเสนอชื่อรางวัลแกรมมี่ในสาขาร้องยอดเยี่ยม ส่วนเพลง "Jam" ถูกเสนอเข้าชิง 2 รางวัลในสาขาแสดงเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมและเพลงอาร์แอนด์บียอดเยี่ยมอีกด้วย



จากความสำเร็จของเขาทำให้ได้รับฉายา "King of Pop" หรือ ราชาเพลงป็อป จากนักแสดงหญิงที่ตั้งชื่อให้เขาคือเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เธอยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้กับเขาในปี 1989 โดยพูดว่า "ราชาแห่งป็อป ร็อกและโซลตัวจริง" ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช ยังเชิญรางวัล "ศิลปินแห่งทศวรรษ" ให้เขาเป็นพิเศษที่ทำเนียบขาว เพื่อเป็นการสดุดีให้กับอิทธิพลทางด้านดนตรีตลอดคริสต์ทศวรรษ 1980 จากปี 1985 ถึง 1990 แจ็กสันบริจาคเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐให้กับ United Negro College Fund และผลกำไรจากซิงเกิ้ล "Man in the Mirror" ทั้งหมดก็เข้าการกุศล

จากนั้นไมเคิล แจ็คสันก็มีมีข่าวอื้อฉาว กรณีล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กครั้งแรก และแจ็กสันให้บทสัมภาษณ์ในรายการยาว 90 นาทีของโอปราห์ วินฟรีย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1993 ถือเป็นการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ครั้งที่ 2 ของเขาตั้งแต่ปี 1979 เขาทำหน้าบูดบึ้งขณะพูดถึงชีวิตที่ถูกทารุณด้วยน้ำมือพ่อของเขาในวัยเด็ก เขาเชื่อว่าเขาพลาดความสนุกสนานในชีวิตวัยเด็ก และยอมรับว่าเขามักจะร้องไห้เมื่อโดดเดี่ยว เขาปฏิเสธข่าวลือจากแท็ปลอยด์ที่ว่าเขาซื้อกระดูกมนุษย์ช้างหรือนอนในตู้ออกซิเจน เขาปฏิเสธข่าวที่เขาฟอกสีผิว และยังพูดครั้งแรกว่าเขาเป็นโรคด่างขาว การสัมภาษณ์ครั้งนี้มีผู้ชมอเมริกันถึง 90 ล้านคน ถือเป็นรายการที่มีผู้ชมมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ที่ไม่ใช่รายการประเภทกีฬา ในประวัติศาสตร์อเมริกา และถือเป็นการให้ความรู้เรื่องโรคด่างขาวที่ไม่ค่อยมีใครรู้เท่าไหร่ อัลบั้ม เดนเจอรัส กลับมาเข้าชาร์ทท็อป 10 อีกครั้ง หลังจากที่ออกขายมากกว่า 1 ปี

แจ็กสันถูกฟ้องร้องจากเรื่องละเมิดทางเพศจากเด็กชายอายุ 13 ปีที่ชื่อ จอร์แดน แชนด์เลอร์และพ่อของเขา อีแวน แชนด์เลอร์ อาชีพทันตแพทย์ หลังตรวจสอบและมีเด็กหลายคนรวมถึงครอบครัวต่างปฏิเสธว่าแจ็กสันไม่ใช่เป็นพวกชอบมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก

ไมเคิล แจ็คสัน ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน ในช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2552 ณโรงพยาบาล UCLA hospital (Ronald Reagan UCLA Medical Center) เวลาประมาณ บ่าย4โมง36นาที ตามเวลาท้องถิ่น และเวลาประมาณ ตี4ในประเทศไทย รวมอายุได้ 50 ปี ในขณะนั้น

เรื่องราวของเขานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เราต้องนำจุดที่ดีของเขามาปรับใช้ในสังคมการกล้าแสดงออก การฝึกฝนในการร้องเพลงที่ดี และในสิ่งที่เป็นเรื่องไม่ดีเราก็ควรตั้งไว้เป็นวิทยาทานเป็นตัวอย่าง ให้เยาวชนที่เห็นเขาเป็นต้นแบบหรือไอดอล ให้จดจำสิ่งที่เขาได้ทำไว้ในด้านที่ดีครับผม

อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. ไมเคิล แจ็กสัน. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : https://th.wikipedia.org/wiki/ไมเคิล_แจ๊กสัน

Hunsa fanclub. Michael Jackson แฟนคลับ ข้อมูล ประวัติ. สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://fanclub.hunsa.com/star/Michael_Jackson

MThai Men. ไมเคิล แจ็คสัน . สืบค้นเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 , จาก : http://men.mthai.com/infocus/33012.html

อ่านเพิ่มเติม »