แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ทรงอิทธิพลของโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผู้ทรงอิทธิพลของโลก แสดงบทความทั้งหมด

พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar al-Gaddafi) ผู้ปกครองลิเบียยาวนานกว่าสี่ทศวรรษ

โดย  ปิยมล อรุณธีร์กิจ

โมอัมมาร์ กัดดาฟี (Muammar al-Gaddafi ) ชายผู้เกิดท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุในประเทศลิเบีย ก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอันยาวนานของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง  และยังเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนการก่อการร้ายต่างๆ จนอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โรแนลด์ เรแกน เคยให้ฉายาเขาว่าเป็น “สุนัขบ้าแห่งตะวันออกกลาง-The mad dog of the Middle East.”


โมอัมมาร์ อัล กัดดาฟี (Muammar al-Gaddafi)

โมอัมมาร์ อัล กัดดาฟี  เกิดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 1942 ในกระโจมกลางทะเลทรายที่เมืองเซอร์ตี้ ประเทศลิเบีย เขาเป็นพวกหัวรุนแรงที่เคร่งศาสนา ผู้สืบเชื้อสายชาตินิยมอาหรับชนเผ่าเบอร์เบอร์ที่เรียกว่า บูโดอิน  ช่วงที่เขาเกิดประเทศลิเบียยังอยู่ในอาณานิคมของอิตาลี ซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ลิเบียก็ได้รับเอกภาพจากอิตาลี โดยอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อิดริสที่ 1 ( Idris al-Sanusi, Idris I ) กัดดาฟี  เขามักจะมีอุปนิสัยแปลกแตกต่างจากผู้นำคนอื่นๆ เช่น การแต่งตัวที่แปลกประหลาด สวมชุดคลุมยาวสีน้ำตาลหรือสวมหนังสัตว์ ชอบกางเต้นท์นอนแม้ยามไปต่างประเทศ และมักจะถูกรายล้อมด้วยองครักษ์ที่ล้วนเป็นสตรี   

ชีวิตในวัยเด็กของกัดดาฟีนั้น เขาสนใจทางด้านการเมือง เคารพนับถือ กามาล อับเดล นัสเซอร์( Gamal Abdel Nasser )  อดีตผู้นำอียิปต์ เขาชื่นชอบแนวคิดสังคมนิยมรูปแบบอาหรับของนัสเซอร์  กัดดาฟีได้จัดตั้งกลุ่มนักเรียนเพื่อสนับสนุนนัสเซอร์ ผู้เป็นดั่งแรงบันดาลใจ เขาเคลื่อนไหวทางการเมืองและเดินขบวนนัดหยุดเรียนจนถูกโรงเรียนไล่ออก จึงต้องจ้างครูมาสอนเองที่บ้านจนจบการศึกษา

ต่อมาใน ปี ค.ศ. 1961 เมื่อเขาอายุ 19 ปี ได้เข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยที่เบงกาซี เขาได้ปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับชาตินิยมอาหรับให้แก่เพื่อนนายร้อยด้วยกัน เมื่อจบจากโรงเรียนนายร้อยแล้ว เขาได้เป็นนายทหารในกองทัพบก และทำงานใต้ดินติดต่อกับเหล่าเพื่อนนายทหารของตน กลุ่มของพวกเขาล้วนใช้ชีวิตมัธยัสถ์อดออม  เคร่งศาสนาดั่งมุสลิมที่ดี โดยมีกัดดาฟีเป็นแบบอย่างการใช้ชีวิต

ในปี ค.ศ. 1966  กัดดาฟีได้เข้ารับการศึกษาวิชาสื่อสารที่ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 6 เดือน ต่อมาในปี ค.ศ. 1969  เขาเข้ารับราชการทหารสื่อสารในกองทัพบก ทำหน้าที่รักษาการในตำแหน่งนายทหารคนสนิทของผู้บัญชาการกองพลน้อยทหารสื่อสาร

ประเทศลิเบียเป็นประเทศแถบอาหรับที่มีแหล่งน้ำมันเป็นดั่งแหล่งทองคำเหลวคุณภาพดีที่ดึงดูดหลายชาติมหาอำนาจทางตะวันตก ซี่งบ่อน้ำมันถูกขุดค้นพบในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  บริษัทน้ำมันต่างชาติต่างเข้ามาแย่งกันขอสัมปทาน และในปี ค.ศ. 1961 ลิเบียได้เริ่มมีการส่งออกน้ำมัน ทำให้ลิเบียเป็นประเทศที่ร่ำรวยมาก  ชนชั้นปกครองร่ำรวยขึ้นอย่างมหาศาล แต่ในทางกลับกันประชานชนต่างมีชีวิตความเป็นอยู่ที่อดอยากและยากจน

ความมั่งคั่งและร่ำรวยของชนชั้นปกครองท่ามกลางความอดอยากของประชาชนนี้เองที่ทำให้กัดดาฟีและเหล่าเพื่อนนายทหารลุกขึ้นมาทำรัฐประหารกษัตริย์อิดริสที่ 1  เมื่อวันที่ 1  กันยายน ค.ศ.1969 และเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง เขาจึงเลื่อนยศตัวเองขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และดำรงตำแหน่งประมุขสูงสุดของลิเบีย รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานสภาปฏิวัติ รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตนแต่เพียงผู้เดียว แต่งตั้งคนในครอบครัว และมิตรสหายคนสนิทในทุกๆตำแหน่งของอำนาจ


ที่มา: https://www.news24.com/

พันเอกกัดดาฟีได้ตั้งระบบสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองขึ้นใหม่  มีการเปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 1977 จาก สาธารณรัฐอาหรับลิเบีย เป็น สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาชนอาหรับลิเบีย ( The Great Socialist People's Libyan Arab Jamahiriyah ) และประกาศปฏิญญาการจัดตั้งอำนาจของประชาชนอย่างเป็นทางการ นโยบายเริ่มแรกที่คณะปฏิวัติเข้ามาปกครองลิเบีย คือ ปิดฐานทัพอากาศของอังกฤษและสหรัฐฯ ไม่ยินยอมให้ตั้งฐานทัพในลิเบียอีกต่อไป และขึ้นราคาค่าจัดเก็บน้ำมันอีก 120% ภายหลังจึงให้โอนมาเป็นของรัฐ ส่งผลให้ลิเบียเป็นประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน

นอกจากนี้พันเอกกัดดาฟี ได้สั่งปิดสถานบันเทิงในตอนกลางคืนต่างๆ ห้ามชาวลิเบียทุกคนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือมีไว้ในครอบครอง ห้ามสั่งเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าประเทศและห้ามผลิตไวน์ จัดหาที่อยู่ให้แก่คนชรา และคนยากจน ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างรุนแรงและเร่งรีบพัฒนาประเทศ พันเอกกัดดาฟีได้ตีพิมพ์หนังสือ สมุดปกเขียว (The Green Book) ที่อธิบายเกี่ยวกับหลักปรัชญาทางการเมืองการปกครองของเขา

การปกครองในยุคสมัยของพันเอกกัดดาฟีนั้นไม่เพียงแค่กดขี่ควบคุมประชาชน  แต่มีการคอรัปชั่นกันอย่างมากมาย ประชาชนเกิดความยากจน อีกทั้งลิเบียได้ถูกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติคว่ำบาตร เนื่องจากพันเอกกัดดาฟีถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายต่างๆ เช่น ในวันที่ 5 เมษายน  ค.ศ. 1986 เกิดเหตุการณ์ลอบวางระเบิดสถานบันเทิงไนท์คลับ ในกรุงเบอร์ลินตะวันตก ทำให้มีทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย หญิงชาวตุรกี 1 คน และมีผู้บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้นไม่นานสหรัฐฯปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีลิเบียที่เมืองทริโปลีและเมืองเบงกาซี ในวันที่ 15 เมษายน 1986 ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 101 คน ซึ่งบุตรสาวบุญธรรมของกัดดาฟีได้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ไปด้วย และในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1988 เหตุการณ์ระเบิดเครื่องบินของสายการบิน Pan Am เที่ยวบินที่ 103 เกิดระเบิดขึ้นเหนือเมืองล็อกเกอร์บี้ ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต  270 คน

ในภายหลังนั้นพันเอกกัดดาฟี ได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ครอบครัวของเหยื่อในเหตุการณ์ทั้งสองพร้อมทั้งประณามการก่อการร้ายและยุติโครงการพัฒนาอาวุธทำลายล้างมวลชน ส่งผลให้สหรัฐฯ รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับลิเบียใหม่ มีการทำธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมัน  อีกทั้งองค์การสหประชาชาติยังลดมาตรการคว่ำบาตรต่อลิเบีย

ช่วงต้นปี 2011  จากเหตุการณ์อาหรับสปริงในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยเฉพาะที่ตูนีเซียและอียิปต์ เป็นแรงผลักดันให้เกิดการประท้วงกระจายไปในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ประชาชนชาวลิเบียต่างลุกฮือขึ้นต่อต้านระบอบการปกครองของพันเอกกัดดาฟี  โดยเขาตอบโต้ด้วยการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงและนองเลือด ทำให้สหประชาชาติมีมติให้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อลิเบีย โดยกำหนดเขตพื้นที่ห้ามบิน และส่งกองกำลังนาโต้เข้าสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล ทางด้านพันเอกกัดดาฟีก็ยืนยันที่จะอยู่ต่อสู้กับฝ่ายกบฏจนลมหายใจสุดท้าย หลังจากที่เกิดการปะทะกันของทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้านกันอย่างรุนแรงมายาวนานหลายเดือน พันเอกกัดดาฟีก็ถูกยึดอำนาจและต้องหนีไปหลบซ่อนตัวอย่างยากลำบาก

ในที่สุดเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2011 เขาถูกจับได้และถูกสังหารที่เมืองเซอร์ตี้บ้านเกิดของเขา  ซึ่งนับว่าเป็นการสิ้นสุดการระบอบปกครองอันยาวนานกว่า 42 ปีของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี หลังจากการเสียชีวิตของเขา ประเทศลิเบียเกิดสุญญากาศแห่งศูนย์อำนาจทางการเมือง ประสบปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มการเมืองต่างๆที่ต้องการแย่งชิงอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศนี้       

พันเอกโมอัมมา อัล กัดดาฟี นับเป็นผู้สืบทอดอุดมการณ์ชาตินิยมอาหรับต่างๆของนัสเซอร์อย่างแท้จริง ภายหลังจากที่เขาทำการปฏิวัติสำเร็จ จึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ปกครองลิเบียยาวนานที่สุด เขาเป็นดั่งวีรบุรุษของโลกอาหรับ แต่ในทางกลับกันนั้นเขายังเป็นผู้นำจอมเหี้ยมโหดที่สั่งสังหารประชาชนเป็นจำนวนมากในสงครามกลางเมืองของลิเบีย ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาตั้งให้เขาเป็นบุคคลอันตรายคนหนึ่งที่สงสัยว่าอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทั่วโลก อีกทั้งยังจัดให้เขาเป็นผู้นำที่มีความบ้าและมีความดันทุรังสูงอีกด้วย


อ้างอิง

BBC News. (2018). Libya profile – Timeline. Retrived September 12, 2018, from: https://www.bbc.com/news/world-africa-13755445

Biography.com Editors. (2017). Muammar al-Qaddafi Biography. Retrived September 12, 2018, from: https://www.biography.com/people/muammar-al-qaddafi-39014

ทรงพจน์ สุภาผล. (2011). ประวัติความเป็นมาของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ “สุนัขบ้าแห่งตะวันออกกลาง”. สืบค้นเมื่อ  11 กันยายน  2561, จาก: https://www.voathai.com/a/gadhafi-obit-ss-20oct11-132285958/925086.html

 นันทนา กปิลกาญจน์. (2554). การปฏิวัติตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์(1), 176 หน้า

บ้านจอมยุทธ. (ม.ป.ป). กัดดาฟี. สืบค้นเมื่อ  11 กันยายน  2561, จาก: https://www.baanjomyut.com/library/leader/gaddafi.html

บุญชัย ใจเย็น. (2554). 3 ฆาตรกรโลก. กรุงเทพฯ: ปราชญ์(1), 160 หน้า

อ่านเพิ่มเติม »

แซนเดอร์ส (Sanders) ผู้พันไก่ทอด

โดย กาญจนา พรหมโคตร

“ความสำเร็จไม่จำกัดอายุ ความพยายามไม่เคยทรยศใคร ”  ผู้พันแซนเดอส์เป็นบุคคลหนึ่งที่ยืนยันคำพูดนี้ได้ดี คุณลุงหน้ายิ้ม ใส่สูทขาว ที่อยู่บนโลโก้ของเคเอฟซี ไก่ทอดชื่อดังที่ใครๆต่างชื่นชอบและติดใจรสชาติ ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักล้มเหลวมาก่อน…..

ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ผู้พันแซนเดอส์ เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1890 ที่เฮนรีวิล รัฐอินดีแอนา สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรชายของ วิลเบอร์ เดวิด แซนเดอส์ กับ มาร์กาเร็ท แอน แซนเดอส์ แซนเดอส์เป็นลูกชายคนโตของครอบครัว มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน


ภาพผู้พันแซนเดอส์ (Colonel Sanders)

เมื่ออายุได้ 6 ปีบิดาของแซนเดอร์ได้เสียชีวิต ทำให้แซนเดอส์ได้อาศัยอยู่กับแม่มาโดยตลอด และได้เรียนรู้วิธีทำอาหารจากแม่เพื่อดูแลน้อง แซนเดอส์มีฝีมือด้านการทำอาหารมาก จนสามารถชนะเลิศการประกวดทำอาหารประจำหมู่บ้านเมื่อมีอายุเพียง 7 ปี

เมื่อมีอายุได้ 10 ปี แซนเดอร์สเริ่มรับจ้างทำงาน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวโดยเริ่มจาก การทำงานในฟาร์มใกล้บ้าน จนกระทั้งอายุ 12 ปี แม่ของเขาแต่งงานใหม่ พ่อเลี้ยงของเขาทำร้ายเขาเป็นประจำ ดังนั้นเขาจึงออกจากบ้านไปอาศัยอยู่กับลุงในเมืองอัลบานี (Albany) ไปทำงานที่ฟาร์มในหมู่บ้านเฮนรี วิลล์ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิตการทำงานหลาย ๆ อย่าง ที่เขาเคยทำ เช่น เป็นนักดับเพลิง ฝึกงานที่ศาล ขายประกัน ขายยาง ทำงานที่สถานีขนส่ง หรือแม้แต่การโกหกเรื่องอายุเพื่อเข้าสมัครเป็นทหารตั้งแต่อายุ 16 ปี แต่ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก และเมื่ออายุ 17 ปี ชีวิตของแซดเดอร์สเหมือนจะต้องลำบากขึ้น เพราะ เขาก็ตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง

แซนเดอร์สแต่งงานมีครอบครัวในวัย 18 ปี และในปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แซนเดอร์ส แต่งงานกับ โจเซฟีน คิง (Josephine King) ในปี ค.ศ.1908  และหวังจะเริ่มชีวิตครอบครัว แต่เขาก็ถูกเจ้านายไล่ออกจากงานเพราะทำงานนอกคำสั่ง ซ้ำร้ายภรรยาทิ้งเขาไปอีก แซนเดอร์สมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อฮาร์แลนด์               (Harland, Jr) เช่นกัน ซึ่งได้เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก ภายหลังแซนเดอร์สได้กลับมาคืนดีกับภรรยา และมีบุตรสาวด้วยกันอีก 2 คน ชื่อ Margaret Sanders และ Mildred Sanders Rugglesc และถูกภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไปอีกครั้งเพราะทนใช้ชีวิตกับเขาไม่ได้

ดูเหมือนว่าการทำอาหารจะเป็นสิ่งเดียวที่แซนเดอร์สทำมันได้ดี เขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง และพยายามปรับความเข้าใจกับภรรยาอยู่หลายครั้ง ถึงขนาดมีความคิดที่จะลักพาลูกสาวตัวเอง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ  จนในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้    พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น จนกระทั้งเกษียณอายุ ในวัย 65 ปี

การเกษียณอายุนี้เอง ที่แสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่สามารถทำงานเพื่อเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้    ถึงขนาดที่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตายเกิดขึ้น และมันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เข้าตระหนักถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวว่าไม่เคยทำอะไรสำเร็จสักอย่างในชีวิต และตระหนักว่าการทำอาหารเป็นถนัดและทำได้ดีเขารู้วิธีปรุงอาหารมาตลอดชีวิต เขาจึงตัดสินใจกับตัวเองอีก มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87 ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมของเขา ไปซื้อกล่องเปล่าและไก่จำนวนหนึ่งกลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษ ที่เขาได้คิดค้นขึ้นในช่วงหลายปีที่ทำงานที่ร้านกาแฟ และเริ่มขายไก่ทอดของตัวเองตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ แซนเดอร์สต้องเดินไปเคาะประตูบ้านและร้านอาหาร เพื่อนำเสนอไก่ทอด แต่กลับถูกปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง และในครั้งที่ 1,010 นั่นเองที่ไก่ทอดของเขาได้รับการยอมรับ

จนกระทั้งชื่อผู้พันแซนเดอร์สเริ่มเป็นที่รู้จัก ในปี 1939 พันเอก ฮาร์แลนด์ ดี แซนเดอร์ส ได้รับเกียรติจากมลรัฐเคนตั๊กกี้แต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้พัน เคนตั๊กกี้ แทนความยินดีจากผู้ว่ามลรัฐ เคนตั๊กกี้ ที่ผู้พันแซนเดอร์สได้สร้างชื่อเสียงให้แก่รัฐ เพราะท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อคิดค้นสูตรไก่ทอดที่แสนอร่อย โดยนำไก่ มาคลุกเคล้ากับเครื่องเทศ 11 ชนิด และใช้วิธีพิเศษ ของการทอดด้วยเตาทอดระบบ ความดัน เพื่อรักษา รสชาติ หอมอร่อยของไก่  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของร้าน Kentucky Fried Chicken หรือ KFC แห่งแรกของโลก ที่รัฐเคนตั๊กกี้ สหรัฐอเมริกา

ผู้พันแซนเดอส์เสียชีวิตลงในวัย 90 ปีจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคปอดบวม วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1980 ที่หลุยส์วิล รัฐเคนทักกี สหรัฐอเมริกา ศพแซนเดอส์ได้รับการตั้งไว้ ที่ทำการเมืองหลวง รัฐเคนทักกี แล้วนำศพไปฝังไว้ที่สุสานเคฟฮิลล์ ในเมืองหลุยส์วิล ในปัจจุบัน KFC มีเครือข่ายของร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีร้านที่ให้บริการอาหาร และของว่างมากกว่า 29,500 แห่ง ในกว่า 92 ประเทศทั่วโลก

หากคุณรู้สึกเศร้า คิดว่าตนเองทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง ขอให้คุณอย่ากลัวที่จะเริ่มต้น สิ่งที่คุณทำไม่ได้ สิ่งที่คุณทำแล้วล้มเหลว อาจเป็นเพราะคุณไม่ถนัด ทำในสิ่งที่คุณรักและถนัดจงล้มเหลวให้ถึง 1,009 ครั้ง และในครั้งที่ 1,010 จะเป็นความสำเร็จของคุณ


อ้างอิง

เรื่องจริง ผู้พันแซนเดอร์ส ชายผู้ล้มเหลว(เกือบ)ทั้งชีวิต สู่ตำนานไก่ทอด.ค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2560,จาก https://th.wikipedia.org/ผู้พันแซนเดอส์

ประวัติ KFCพันเซนเดอร์ส.ค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2560,จาก http://9leang.com/2010/05/29/ประวัติ-kfc-ผู้พันเซนเดอร์/

ประวัติผู้พันแซนเดอร์ส เจ้าของ KFC กว่าจะฝ่าฟันได้จนทุกวันนี้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง. ค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2560, จาก http://www.onenee.com/?p=2378

ผู้พันแซนเดอส์.ค้นเมื่อ 2 มีนาคม 2560,จาก http://www.brandbuffet.in.th/

อ่านเพิ่มเติม »

เคนดัลล์ - ไคลี่ เจนเนอร์ สองพี่น้องวัยรุ่นผู้ทรงอิทธิพลของโลก

โดย สุชานาถ ยอดอินทร์

จากการจัดอันดับวัยรุ่นที่ทรงอิทธิพลของโลกของนิตยสาร Time ที่ทางนิตยสารได้จัดขึ้นทุกๆปีนั้น ส่วนมากวัยรุ่นที่อยู่ในรายชื่อมักจะเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จหรือนักเคลื่อนไหวทางการณ์เมือง ทว่าในการจัดอันดับของปี 2014 และ 2015 นั้นกลับมีสองพี่น้องวัยรุ่นที่เป็นที่รู้จักจากรายการเรียลลิตี้โชว์ติดอยู่ในการจัดอันดับนี้ถึงสองปีซ้อน ซึ่งก็คือ เคนดัลล์ นิโคล เจนเนอร์ (Kendall Nicole Jenner) และไคลี่ คริสเตน เจนเนอร์ (Kylie Kristen Jenner)

เคนดัลล์ และไคลี่ เจนเนอร์ เป็นลูกสาวของคริสเตน เจนเนอร์ (Kristen  Jenner) นักแสดงรายการเรียลลิตี้โชว์กับบรูซ เจนเนอร์ (Bruce Jenner) อดีตนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งในปัจจุบันเขาได้ตัดสินใจแปลงเพศและใช้ชื่อว่า เคทลีน เจนเนอร์ (Caitlyn Jenner) โดยเคนดัลล์ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 1995 และอีกสองปีถัดมา คริสเตนและบรูซ เจนเนอร์ก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวอีกคนชื่อไคลี่ เจนเนอร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1997 ทั้งสองคนเกิดที่เมืองลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา
                                         

ภาพเคนดัลล์และไคลี่ เจนเนอร์ 

เคนดัลล์และไคลี่เข้าเรียนที่เมืองลอสแองเจลิสและจบการศึกษาในระดับมัธยมปลาย โดยเคนดัลล์ได้จบการศึกษาจากโรงเรียน Sierra Canyon School ในปี 2014 ส่วนไคลี่จบการศึกษาในปี 2015 จากโรงเรียน Lauren Springs High School ทั้งสองคนตัดสินใจที่จะยังไม่เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในตอนนี้ ซึ่งไคลี่เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร People เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ฉันยังจะไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย ” นอกจากนี้เธอกล่าวเสริมอีกว่า “ฉันได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสำหรับการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ดังนั้นถ้าในอนาคตฉันอยากไปเรียนต่อ ฉันก็ไปได้ตลอด แค่ยังไม่ได้วางแผนว่าจะไปในเร็วๆนี้” ส่วนพี่สาวของเธอได้ให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร Vogue ไว้ว่า “เวลาไปถามคนอื่นแล้วเขาจะบอกว่า เหตุผลที่พวกเขาไปเรียนมหาวิทยาลัยก็เพื่อที่จะได้มีงานทำ แต่ตอนนี้ฉันมีงานแล้ว

ดังนั้น…” แล้วทั้งสองพี่น้องเริ่มมีชื่อเสียงได้อย่างไร

เคนดัลล์ และไคลี่เข้าสู่วงการครั้งแรกจากการร่วมรายการเรียลลิตี้โชว์ของครอบครัวตนเองที่มีชื่อว่า Keeping Up with the Kardashians ในปี  2007 ซึ่งเป็นรายการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ทั้งสองคนรวมถึงทั้งครอบครัวมีชื่อเสียงมากขึ้นอีกนับตั้งแต่นั้นมา นอกจากรายการโทรทัศน์แล้ว เคนดัลล์และไคลี่ เจนเนอร์ยังได้ร่วมกันออกแบบเสื้อผ้ากับแบรนด์ดังมากมาย แต่ถ้าจะถามจุดที่ทำให้พวกเธอได้ขึ้นเป็นหนึ่งในวัยรุ่นผู้ทรงอิทธิพลของโลกถึงสองปีซ้อนแล้วต้องขอบอกเลยว่ามาจากผลงานเหล่านี้


ภาพเคนดัลล์ เจนเนอร์ถ่ายแบบให้กับนิตยสาร Vogue
ที่มา: http://media.vogue.com/r/

เคนดัลล์ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการเป็นนางแบบให้กับห้องเสื้อชื่อดัง และได้ชื่อว่าเป็นนางแบบที่ประสบความสำเร็จที่สุดในขณะนั้น นอกจากนี้แล้ว ในปัจจุบันเธอยังติดหนึ่งในสามของการจัดอันดับนางแบบที่ได้รับค่าตัวสูงที่สุดในโลก โดยได้รับค่าตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้วมาเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้เธอยังโด่งดังในโลกออนไลน์อีกด้วย โดยปัจจุบันมียอดผู้ติดตามมากกว่า 70 ล้านคน

ส่วนไคลี่ เจนเนอร์ เธอได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ชื่อว่า Kylie Cosmetics ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดก็คือ Kylie Lip Kit ลิปสติกนี้ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในด้านรูปลักษณ์ภายนอกของวัยรุ่นอเมริกันและวัยรุ่นทั่วโลก โดยการอยากมีริมฝีปากที่อวบอิ่มเหมือนเธอจนเกิดกระแสดังไปทั่วโลกออนไลน์ นอกจากนี้เธอยังเป็นเจ้าของแอปพลิเคชั่นชื่อดังที่มียอดขายอันดับหนึ่งของ iTunes app store และปัจจุบันเธอมียอดผู้ติดตามทางสื่อออนไลน์มากถึง 81 ล้านคน


ภาพไคลี่ เจนเนอร์

จากข้างต้นทั้งสองพี่น้องถือได้ว่าเป็นวัยรุ่นที่ประสบความสำเร็จมากอย่างไร้ข้อกังขา ทว่ากลับมีหลายคนที่คิดว่าทั้งสองคนไม่เหมาะสมที่จะได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้ เนื่องจากเคนดัลล์ และไคลี่ เจนเนอร์เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับวัยรุ่นในสังคม โดยพวกเธอมีการแต่งกายและปฏิบัติตัวที่ไม่เหมาะสมและการทำศัลยกรรม แต่สุดท้ายแล้วคุณคิดเช่นไรกับเรื่องนี้ คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าพวกเธอทั้งสองคนสมควรได้รับการจัดอันดับให้เป็นวัยรุ่นที่ทรงอิทธิพลของโลก


อ้างอิง

Corinthios, A. (2015). Kylie Jenner Says She Isn’t Going to College: ‘I Just Really Want to Be a Businesswoman’. ค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก:  http://people.com/tv/kylie-jenner-says-she-isnt-going-to-college-wants-to-be-a-businesswoman/

Kendall Jenner Biography. ค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก: http://www.biography.com/people/kendall-jenner-101316

Kylie Jenner Biography. ค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก: http://www.biography.com/people/kylie-jenner-102116

Marcus, S. (2015). Kylie And Kendall Jenner Make Time Magazine’s Most Influential Teens List, Again. ค้นเมื่อ 20 กันยายน , จาก: http://www.huffingtonpost.com/entry/kylie-kendall-jenner-time-most-influential-teens_us_562f9030e4b06317990f6408

Phi, M. (2015). Kylie Jenner Wins Vs. Kim Kardashian In App Launch — Tops The iTunes Charts.   ค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: http://hollywoodlife.com/2015/09/15/kylie-jenner-app-beats-kim-kardashian-itunes-store-downloads/

Robehmed, N. (2016). The World's Highest-Paid Models 2016: Karlie Kloss And Kendall Jenner Storm Top Three With $10 Million Apiece. ค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: http://www.forbes.com/sites/natalierobehmed/2016/08/30/the-worlds-highest-paid-models-2016-karlie-kloss-and-kendall-jenner-storm-top-three-with-10-million-apiece/#4b320bd42e17

Sullivan, R. (2016). How Kendall Jenner Stays Grounded With 68 Million Followers and Counting. ค้นเมื่อ 26 ธันวาคม 2559, จาก: http://www.vogue.com/13415935/kendall-jenner-instagram-brand-growth/


 
อ่านเพิ่มเติม »