แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประธานาธิบดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประธานาธิบดี แสดงบทความทั้งหมด

วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) จากสายลับมาสู่ผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

โดย ธนวัฒน์ เฉลิมมิตร

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้นำระดับโลกในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มคนที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน แต่มีบุคคลหนึ่งที่แปลกไปจากผู้นำคนอื่น เพราะเขาเคยเป็นอดีตสายลับ มีนามว่า”วลาดิมีร์ ปูติน” ผู้นำของประเทศรัสเซียคนปัจจุบัน ผู้ทำให้ประเทศรัสเซียนั้นกลับมามีบทบาทในเวทีโลกอีกครั้งและเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่งในปัจจุบัน

วลาดิมีร์ ปูติน (VLADIMIR PUTIN) หรือชื่อเต็มว่า วลาดิมีร์ วลาดีมีโรวิช ปูติน(VLADIMIR VLADIMIROVICH PUTIN) เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ. 1952 ที่เมืองเลนินกราด สหภาพโซเวียต (ปัจจุบันคือนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย) เป็นลูกชายคนที่สามของนายวลาดิมีร์ สปิร์โดโนวิช ปูติน (VLADIMIR SPIRDONOVICH PUTIN) ผู้เป็นบิดาและนางมาเรีย อิวานอฟนา ปูตินา (MARIA IVANOVNA PUTINA) ผู้เป็นมารดา

ชีวิตในปฐมวัยของปูตินนั้นเขาเริ่มมีแรงบันดาลใจจากการดูหนังแนวสายลับจึงทำให้ความฝันในช่วงปฐมวัยของปูตินนั้นกลายมาเป็นความฝันอันยิ่งใหญ่ เขาเริ่มทำการฝึกกีฬายูโดและแซมโบตั้งแต่ตอนเด็ก และในช่วงที่ปูตินต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเป็นอะไรเพราะช่วงนั้นอาชีพที่สามารถเป็นสายลับนั้นมีแค่สองอาชีพเท่านั้นคือ จะเป็นทหารหรือว่าจะไปเรียนนิติศาสตร์ ปูตินนั้นเลือกที่จะไปเรียนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยเลนินกราด (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก) เขาจบการศึกษาในสาขานิติศาสตร์ ใน ค.ศ.1975


ภาพของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในช่วงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ลักษณะนิสัยของปูตินนั้นเป็นคนที่น่าเกรงขามแบบดุดัน องอาจ เด็ดขาด เหมือนเป็นชายชาตรีอย่างแท้จริง และจริงจังกับการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องการบริหารประเทศ จึงทำให้ผู้นำของประเทศอื่นๆ ไม่กล้ามายุ่งกับเขาเลย แต่ในทางกลับกันเขามีนิสัยเป็นคนที่มองโลกในแง่บวก มีความเป็นมิตรกับประชาชน นอกจากนี้เขายังมีความสามารถพิเศษที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ เช่น สามารถขับเครื่องบินได้ตั้งแต่เครื่องบินทั่วไปไปจนถึงเครื่องบินรบสมรรถนะสูง ยิงปืนได้อย่างแม่นยำ เล่นกีฬาได้ทุกชนิดทั้งกีฬาผาดโผนและกีฬาทั่วไป เป็นต้น

การทำงานในช่วงแรกนั้นเขาถูกส่งให้ไปทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับตอบโต้ หน้าที่ของเขาคือสอดส่องความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าต่างประเทศที่ทำงานในประเทศ "สหภาพโซเวียต"

ใน ค.ศ.1985 เขาถูกส่งไปประจำการในฐานะสายลับที่เดรสเดิน เยอรมนีตะวันออก (ปัจจุบันคือเมืองเดรสเดิน เยอรมนี) ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่หน่วยราชการลับและราชการลับสิ่งผิดกฎหมาย และปลอมตัวเป็นล่ามภาษาเยอรมันเพื่อไปทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ทำงานให้กับรัฐบาลเยอรมนีตะวันออก

หลังจากช่วงที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลายลงนั้นเขาตัดสินใจกลับไปยังสำนักงานใหญ่ที่กรุงมอสโก ก่อนกลับเขาส่งคำขอถึงไปยังมอสโก แต่ทางมอสโกปฏิเสธคำขอ เขาถึงกับเผาเอกสารลับในสำนักงานของ KGB จนหมด ใน ค.ศ.1991 เขาตัดสินใจลาออกจากการเป็นสายลับของหน่วย KGB โดยตำแหน่งยศสูงสุดที่เขาได้รับนั้นคือ "พันโท"


ภาพของประธานาธิบดี”วลาดิมีร์ ปูติน” ที่อยู่ในห้องนักบินก่อนทำการบินด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์แบบ TUPOLEV TU-160 รหัสเรียกของนาโตว่า“BLACKJACK”

จากนั้นไม่นานเขาเข้าสู่สนามการเมืองโดยตำแหน่งแรกนั้นคือ เป็นที่ปรึกษาด้านกิจการระหว่างประเทศของนายกเทศมนตรีของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.1990 หลังจากนั้น "ปูติน" ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ด้วยคะแนนเสียงจากสภาล่างของรัสเซียได้เสียงข้างมากถึง 233 เสียง

จากนั้นเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1999 นั้นเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการประธานาธิบดี หลังจากที่ประธานาธิบดี "บอริส เยลต์ชิน" ลาออกจากตำแหน่งเพราะปัญหาทางด้านสุขภาพ และในปี ค.ศ.2000 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย และดำรงตำแหน่งในสมัยแรกจนถึงสมัยที่สองในปี ค.ศ.2008 จากนั้นในปี ค.ศ.2012 เขาได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งจึงได้เป็นประธานาธิบดีสมัยที่สาม

ผลงานที่ "วลาดิมีร์ ปูติน" ในช่วงที่อยู่ในตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีแห่งประเทศรัสเซียนั้นมีดังต่อไปนี้

ผลงานทางด้านการทหารและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การควบรวมดินแดนในคาบสมุทร "ไครเมีย" กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียและทำการรุกรานประเทศยูเครน การรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกากับสหภาพยุโรป การทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามหรือว่า "ไอเอส" ในประเทศซีเรีย

ผลงานการปฏิรูปในด้านต่างๆ เช่น การปฏิรูปด้านพลังงาน เศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ เป็นต้น ทำให้ประเทศรัสเซียนั้นมีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจความยากจนในรัสเซียลดลงมากกว่าร้อยละ 50

ในด้านผลงานประเภทอื่นๆ เช่น ได้รับการจารึกชื่อในนิตยสาร "TIMES" ว่าเป็นบุคคลแห่งปี 2007 ในฐานะประธานาธิบดีรัสเซีย ผู้ผลักดันเศรษฐกิจรัสเซียจนพ้นจากความตกต่ำ การผลักดันให้รัสเซียเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาต่างๆ อาทิ โอลิมปิกฤดูหนาวปี 2014 ที่เมืองโซชิ การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2018 ที่เมืองมอสโก การแข่งขันรถสูตรหนึ่ง FORMULA 1 รายการ RUSSIAN GRAND PRIX ตั้งแต่ฤดูกาล 2014 ถึงปัจจุบัน เป็นต้น

ผู้นำท่านนี้เป็นสายลับในช่วงสงครามเย็นแต่บัดนี้ได้กลายมาเป็นผู้นำดาวเด่นในเวทีโลก และเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านการบริหารประเทศของท่านที่ให้ความสำคัญกับประชาชน และเน้นความเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังทำให้ไม่มีใครกล้ามายุ่งด้วยตราบใดที่รัสเซียนั้นยังต้องการผู้นำที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้ และท่านผู้นี้ก็คือ "วลาดิมีร์ ปูติน"


อ้างอิง

กุลธิดา บุณยะกุล-ดันนากิ้น. (2553). วลาดิเมียร์ ปูติน บุรุษเหล็กรัสเซีย. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: นกฮูก พับลิชชิง

วลาดีมีร์ ปูติน. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2560, จาก https://th.wikipedia.org/wiki/.

Vladimir Putin. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 3 กันยายน 2560, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Vladimir_Putin.


อ่านเพิ่มเติม »

ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์ (Donald John Trump)

โดย ประภัสสร นุชรุ่งเรือง

หากกล่าวถึงมหาเศรษฐีฝีปากกล้า คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขา “ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์” (Donald John Trump) ประธานาธิบดีคนล่าสุด แห่งทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกา หลายคนจดจำเขาได้จากคำพูดโผงผางที่เขาใช้ระหว่างการหาเสียง ในขณะที่หลายคนรู้จักเขาในนามนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐอเมริกาเจ้าของธุรกิจหลายพันล้าน เรามาทำความรู้จักทรัมป์ กันให้มากกว่านี้ดีกว่า



ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์  เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1946 ที่จาไมกา เอสเตทส์ ในย่านควีนส์ มหานครนิวยอร์ก ทรัมป์เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนวน 5 คนของเฟรด ทรัมป์ เศรษฐีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในนครนิวยอร์ก

เมื่อทรัมป์อายุ 13 ปี พ่อของเขาได้ส่งเขาโรงเรียนทหาร New York Military Academy เขาเป็นนักเรียนที่มีระเบียบวินัย และเป็นนักกีฬาหนุ่มไฟแรงมากเลยก็ว่าได้ ต่อมาทรัมป์จบการศึกษาปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์เมื่อปี 1968  จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งระหว่างเรียนก็ได้ทำงานกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างของพ่อที่บรุกลินไปด้วย ทำให้เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจากพ่อของเขาในเป้าหมายของอาชีพการเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อเรียนจบทรัมป์ได้เข้าบริหารธุรกิจต่อจากผู้เป็นพ่อ

โดยเริ่มงานครั้งแรกคือ ปรับปรุงโรงแรมคอมมอดอร์เป็นแกรนด์ไฮแอตต์กับครอบครัวพริตซ์เกอร์ ทรัมป์ยังคงดำเนินงานทรัมป์ทาวเวอร์ในนิวยอร์ก รวมถึงการซื้อทัชมาฮาล คาสิโน จากครอบครัวครอสบี รวมถึงบริหารสายการบินและโรงแรมหลายแห่งทั่วโลก

ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 ทรัมป์ประสบกับภาวะล้มละลาย แต่ทรัมป์ก็สามารถฟื้นฟูธุรกิจและชื่อเสียงได้อีกครั้งปลายคริสต์ทศวรรษ 1990 เขาดำเนินการสร้างทรัมป์เวิลด์ทาวเวอร์สำเร็จ เป็นอาคารที่อยู่อาศัย 72 ชั้น อยู่ตรงข้ามสำนักงานใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์เป็นเจ้าของการจัดประกวดนางงามจักรวาล และทำธุรกิจด้านสื่อต่างๆเช่น Miss Universe, Miss USA เป็นต้น ในปี ค.ศ. 2013 ทรัมป์ได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่หอเกียรติยศดับเบิลยูดับเบิลยูอีประจำปี ค.ศ. 2013

ทรัมป์ผ่านการแต่งงานมาแล้วถึง 3 ครั้ง ภรรยาคนแรกคืออีวา เซลนิกโควา นักกีฬาและนางแบบชาวเช็ก มีลูก 3 คน ภรรยาคนที่ 2 มาร์ลา เมเปิลส์ นักแสดง มีลูกสาว 1 คน ภรรยาคนปัจจุบัน คือเมลาเนีย นางแบบสาวชาวสโลวีเนียมีลูกชายด้วยกัน 1 คน ด้านความร่ำรวยของ ทรัมป์ เขาติดตำแหน่งผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกอันดับที่ 156 จากการจัดอันดับของ นิตยสารฟอร์บ (8 พฤศจิกายน 2016)

สำหรับเส้นทางทางการเมืองทรัมป์ที่ไม่เคยมีประสบการณ์การทำงานด้านการเมืองมาก่อน และไม่ได้รับการยอมรับจากสถาบัน Establishment (กลุ่มอำนาจทางการเมืองที่อยู่ในแวดวงมานาน) เขาเคยสมัครเป็นตัวแทนพรรครีฟอร์ม ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อปี 2000 แต่ถอนตัวตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง กระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2015 ทรัมป์ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามพรรครีพับลีกัน เพราะเป็นคนที่โผงผางและฝีปากกล้า บรรดาคู่แข่งของทรัมป์พากันถอนตัวไป และเมื่อเดือนกรกฎาคม ได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการให้เป็นตัวแทนพรรครีพับลีกันอย่างเป็นทางการ

ปัจจุบัน “ดอนัลด์ จอห์น ทรัมป์” สามารถชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีคนที่ 45 แห่งทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ แต่ทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับนโยบายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและนโยบายอันสุดโต่งเขา เช่น นโยบายจะสร้างกำแพงเพื่อกั้นเม็กซิโกกับสหรัฐอเมริกา เพื่อตัดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของแรงงานจากเม็กซิโกเข้ามาที่สหรัฐอเมริกา, การห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศ เพื่อป้องกันการก่อการร้าย เป็นต้น ช่วงเวลานับจากนี้อีก 4ปี เรามาติดตามดูต่อกันว่าทรัมป์ จะทำให้ “อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ตามที่สัญญาไว้ได้หรือไม่?


อ้างอิง

MODIFY: Technology News. (2559). ประวัติ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald John Trump) ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.modify.in.th/16662

Newmedia. (2559). ประวัติทรัมป์ ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.tnamcot.com/content/591825

ไทยรัฐฉบับพิมพ์. (2559). โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำใหม่อเมริกา. ค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2560, จาก http://www.thairath.co.th/content/779146



อ่านเพิ่มเติม »

เหตุการณ์ลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี

โดย ธนภูมิ นราธิปกร

อะไรจะน่าตกใจไปกว่าการที่คุณรับชมการถ่ายทอดสดการเดินขบวนในงานเฉลิมฉลองของผู้นำประเทศที่คุณรักและเคารพนับถือถูกสังหารต่อหน้าของคุณ การลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ก็เป็นข่าวที่ใหญ่เช่นกัน เพราะเป็นคดีที่เกิดข้อถกเถียงกันถึงวิธีการสังหารที่แท้จริงและสาเหตุของคดีดังกล่าว ว่าใครกันแน่ คือผู้ลอบสังหารตัวจริง ใครกันแน่เป็นแพะรับบาป และใครกันแน่ที่วางแผนเรื่องราวทั้งหมด

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 เวลา 11.40 น. ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี ประธานาธิบดีลำดับที่ 35 แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาได้เดินทางไปยังเมืองดัลลัส รัฐเทกซัส เพื่อหาเสียงสำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีในครั้งต่อไปของตนในสมัยที่ 2 บนรถเปิดลีมูซีนเปิดประทุน ซึ่งบนรถนั้นมี3 ช่วงคือ ช่วงหน้าสุดคนขับและเจ้าหน้าที่ตัวแทนจากทำเนียบขาว ช่วงที่สองคือผู้ภริยาว่ารัฐเทกซัสและภริยา และช่วงสุดท้ายคือ ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี และภริยานั้นเอง



ทว่า เมื่อรถขบวนได้ขับผ่านเดลีย์พลาซ่า เมื่อประมาณเวลา 12.30 น. ขณะขบวนได้เคลื่อนเข้าไปยังถนนเอล์ม ก็เกิดเสียงปืนดังขึ้น ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี ถูกยิงนัดแรกที่คอ และกระสุนพลาดเฉียดไปที่หลังของผู้ว่าจอห์นด้วย ซึ่งในขณะนั้น ภริยาของ จอห์น เอฟ เคเนดี ก็ยังไม่ทราบว่าสามีของตนถูกลอบสังหาร แต่คิดว่าเป็นเสียงของประทัดที่ชาวเมืองจุดฉลองต้อนรับขบวนเท่านั้น ทว่าทันใดนั้น เสียงปืนนัดที่สองก็ดังขึ้น ในคราวนี้กระสุนได้ถูกยิงเข้าที่ที่บริเวณศีรษะของประธานาธิบดี ภริยาของจอห์น เอฟ เคเนดี จึงทราบชัดแล้วว่าสามีของตนถูกลอบสังหาร ผู้คนโดยรอบสองข้างทางจึงเกิดความแตกตื่น พากันก้มหมอบหลบลงที่พื้นเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลง ซึ่งในขณะนั้น ภริยาของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี มองเห็นชิ้นเศษกะโหลกส่วนหนึ่ง  กระเด็นไปอยู่ที่กระโปรงท้ายของรถ ตนจึงรีบเอื้อมตัวเสี่ยงตายเพื่อไปเก็บส่วนกะโหลกส่วนนั้นเอาไว้ จนเจ้าหน้าที่อารักขาที่เดินตามต้องรีบวิ่งเพื่อไปจับตัวภริยาของประธานาธิบดีเอาไว้เพราะกลัวตกลงจากรถคันดังกล่าว จนมีคนกล่าวกันว่า เมื่อถึงโรงพยาบาล ภริยาของประธานาธิบดีได้นำเศษกะโหลกไปอ้อนวอนต่อแพทย์ผู้รักษาและบอกให้นำชิ้นส่วนดังกล่าวไปต่อคืนแล้วช่วยให้ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ฟื้นคืนชีพขึ้นมา หลังจากโดนลอบสังหารไม่นาน ประธานาธิบดีก็ได้เสียชีวิตลง จากการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตจากการถูกยิงเข้าที่ศีรษะ ซึ่งกระสุนได้เข้าทำลายสมองจนเสียชีวิตในที่สุด

ต่อมาในเวลา 13.15 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งถูกยิงเนื่องจากพบเห็นผู้ต้องสงสัยผู้ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี คือนาย ลี ฮาร์วี ออสวอลด์ ได้พบหลักฐานเป็นปลอกกระสุนปืนไรเฟิล จำนวน 3 ปลอกที่ชั้น 6 ของอาคารที่นายออสวอลด์ทำงานอยู่ ซึ่งบนปลอกกระสุนมีลายนิ้วมือตรงกันลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัยในคดีดังกล่าว โดยมีข้อมูลที่บ่งบอกได้ว่านายออสวอลด์ยังมีความเชื่อมโยงกับเคจีบีของรัฐเซียและคิวบาร์อีกด้วย


ลี ฮาวี ออสวอลด์ ผู้ลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี

สองวันต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน จึงมีการนำนายลี ฮาร์วี ออสวอลด์ไปยังเรือนจำของรัฐเทกซัสโดยมีกำลังตำรวจหลายนายคุ้มกันอย่างหนาแน่น ในขณะที่กำลังพานายออสวอลด์ขึ้นรถนั้น ก็มีชายที่ชื่อ แจ็ค รูบี้ เดินตรงไปยังชายผู้ต้องหา และใช้อาวุธปืนสังหารนายออสวอลด์ทันทีต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักข่าว ซึ่งออสวอลด์ได้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งนายรูบี้ก็อ้างว่าตนนั้นแค้นนายออสวอลด์ จึงทำการสังหารนายออสวอลด์เพราะความโกรธแค้นที่นายอสวอลด์สังหารประธานาธิบดี หลังจากนั้นนายรูบี้ก็ได้ทำอัตนิวิบากกรรมในห้องขังก่อนที่จะมีการนำตัวขึ้นศาล จึงไม่ได้มีการสอบสวนคดีดังกล่าวในชั้นศาลเลย

วันที่ 29 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีจอห์นสัน จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสอบสวนคดีการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี โดยด่วน ซึ่งใช้เวลารวมกว่า 10 เดือน ได้รายงานการสืบคดีกว่า 900 หน้า ซึ่งสรุปว่า การลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะผู้ก่อเหตุคนเดียวคือนาย ลี อาร์วี ออสวอลด์ โดยใช้ปืนที่ผลิตจากประเทศอิตาลี รุ่น M91/38 เป็นปืนไรเฟิลที่ถูกพบบนชั้น 6 ของอาคารเก็บหนังสือใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ลอบสังหาร แต่ไม่มีการกล่าวถึงแรงจูงใจในการสังหารดังกล่าวแต่อย่างใด

ซึ่งจากข้อสรุปจากคณะกรรมการ จะเห็นได้ว่ามีข้อบกพร่องอยู่มาก เพราะไม่มีการระบุถึงแรงจูงใจ หรือความเชื่อมโยงกับองค์กรใดหรือบุคคลภายนอก โดยสื่อต่าง ๆ ก็ได้มีการนำคดีลอบสังหารนี้ไปวิเคราะห์ โดยส่วนใหญ่ก็มีการสรุปโดยคาดเดาว่าเป็นการร่วมมือการระหว่าง FBI และ KGB ในการก่อคดีลอบสังหาร และทำการลบล้างหลักฐานต่างๆ ทั้งในขั้นตอนการชันสูตรศพ รวมไปถึงการสังหารพยานหลายคน ซึ่งทำให้ยากในการหาหลักฐานเพื่อมายืนยันได้ว่าใครคือเบื้องหลังการก่อเหตุนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ วิเคราะห์อีกว่าคดีลอบสังหารดังกล่าวนั้น ไม่สามารถกระทำได้เพียงผู้เดียว เพราะปืนที่ใช้นั้นเป็นปืนแบบลูกเลื่อน ซึ่งไม่สามารถยิงต่อเนื่องได้ในเวลาไม่กี่วินาที และต้องมีการอาศัยปืนอีกกระบอกจากแหล่งอื่นในการยิงนัดที่สองเพื่อสังหารประธานาธิบดีอย่างแน่นอน แต่อย่างไรก็ตาม หลักฐานต่างๆก็ได้สาบสูญและไม่มีผู้ใดสามารถทราบได้อีกแล้วว่าความจริงคดีการลอบสังหารนี้แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร และสาเหตุที่แท้จริงมาจากเรื่องใดจึงทำการสังหารประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี

ถึงแม้ว่าข้อสรุปของคดีการลอบสังหารประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี ยังคงเป็นปริศนาอยู่ แต่การลอบสังหารดังกล่าว ก็เป็นหลักฐานที่แสดงได้ดีว่า เรื่องของการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่าการได้รับการยอมรับจากประชาชน และเป็นเรื่องลึกซึ้งมากหากมีการขัดผลประโยชน์ เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกนั้น ย่อมต้องการให้โลกเปลี่ยนไปมากกว่าเพียงแค่ฉากหน้าที่เราเห็น

มนุษย์ไม่สามารถทราบได้เลยว่าต่อจากนี้จะเกิดเหตุการณ์ใดที่จะสร้างปริศนาและความเศร้าโศกที่ซ้ำรอยเดิมราวกับว่าเวลาหมุนย้อนกลับไปสู่อดีตอีกครา เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ควรตระหนักในคุณค่าของชีวิตที่เป็นพรจากพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานให้เป็นของขวัญ แม้ในชีวิตสามัญชนส่วนใหญ่ไม่มีใครคอยลอบสังหารเราเช่นในข่าว แต่อุบัติเหตุนั้นสามารถพรากความเป็นมนุษย์และสังหารเราได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงควรมีชีวิตตั้งอยู่ในความไม่ประมาทเสมอ จะช่วยให้ชีวิตของเรานั้นยืนยาวมากยิ่งขึ้น


อ้างอิง

ศิลป์ อิศเรศ.  (2556). แผนลอบสังหารเคนเนดี ปริศนาบันลือโลก. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559, จาก : http://www.unigang.com/Article/16012

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์.  (2556).  จอห์น เอฟ เคนเนดี:ประธานาธิบดี เซ็กส์ อำนาจและความตาย. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559, จาก http://prachatai.org/journal/2013/11/49946

วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี. (2553). วิเคราะห์คดีลอบสังหาร จอห์น เอฟ เคนเนดี. สืบค้นเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 จากเว็บไซต์ http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=muforensic&month=01-2010&date=31&group=11&gblog=1

อ่านเพิ่มเติม »

จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy)

โดย ธัญญารัตน์ มีลุน

จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี หรือที่เรียกกันว่า เจเอฟเค หรือ จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นผู้ที่ถูกกล่าวถึงว่า เป็นคนที่กล้าหาญ เสียสละ มีความรับผิดชอบต่อพลเมือง และเป็นคนที่ประชาชนอเมริกันทุกคนรักมากที่สุด อีกทั้งเขายังเป็นอดีตประธานาธิบดีบดีที่หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา



จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy) หรือเรียกย่อๆ ว่า เจ.เอฟ.เค. เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ที่เมืองบลูคลิน รัฐแมสซาชูเซตส์ เจเอฟเคมีพี่น้องร่วมกัน 9 คน ซึ่งรวมเขาด้วย เจ.เอฟ.เค.เป็นลูกคนที่ 2 ซึ่ง บิดาของเขาคือ โจเซฟ แพทริก เคนเนดี และมารดาคือ โรส ฟิตซ์เจอรัลด์ เขาจบจากโรงเรียนมัธยมในรัฐคอนเนตทิคัต และได้ศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) พ่อและแม่ของเขา ได้ตั้งความหวังไว้ที่ลูกชายคนโตหรือโจเซฟ เพื่อที่จะให้เป็นประธานาธิบดี เพราะโจทั้งเรียนเก่ง เล่นกีฬาดี มีชื่อเสียง แม้แต่ตัว เจ.เอฟ.เค. เองก็พยายามเอาอย่างพี่ชาย แต่ไม่เก่งเท่า เนื่องเพราะเป็นเด็กขี้โรค สุขภาพไม่ดีตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็สนใจอ่านหนังสือมาก

จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแล้ว จอห์น เอฟ. เคนเนดี ตั้งใจจะเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale University) แต่ในระหว่างเรียนได้เพียง 6 เดือน สหรัฐอเมริกาก็ได้ประกาศเข้าร่วมรบกับฝ่ายพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุนี้เขาจึงได้เปลี่ยนใจเข้าไปรับใช้ชาติดีกว่า ด้วยความต้องการที่อยากจะรับใช้ชาติให้ได้ เขาจึงเริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพตัวเองเป็นพิเศษ จนกระทั่งร่างกายสมบูรณ์ขึ้น และด้วยความช่วยเหลือจากพ่อที่วิ่งเต้นให้ ในที่สุดเขาก็ได้เป็นทหารสมใจ โดยได้เป็นทหารเรือ ทางการเรียกตัวให้เข้าประจำการในเดือน กันยายน พ.ศ. 2484

ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2485 จอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้รับการติดยศเป็นเรือโท มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการเรือตอร์ปิโด มีหน้าที่ตระเวนชายฝั่ง

ในคืนวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2485 เรือโท เจ.เอฟ.เค เข้าไปสกัดกั้นกองเรือคุ้มกันของญี่ปุ่น จนกระทั่งมีเรือญี่ปุ่นโผล่มาในความมืด แล้วเรือของเขาก็ถูกเรือญี่ปุ่นยิงแตก เขาได้ช่วยเพื่อนทหารจนรอดชีวิตมาได้ทั้งๆที่ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นเจเอฟเคก็ได้รับเหรียญกล้าหาญจากวีรกรรมช่วยเพื่อนทหาร โดยไม่ทอดทิ้งเพื่อน

ต่อมาในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2487 เขาก็ได้ทราบข่าวร้ายว่า พี่ชายคนโตหรือโจเซฟ ตำแหน่งนักบินนาวิกโยธินสหรัฐที่ยอมเสี่ยงชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้เขาได้เสียชีวิตลง เพราะเหตุนี้ที่ทำให้ผู้เป็นพ่อได้หันมาตั้งความหวังที่จอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือเจเอฟเค ที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาให้ได้

จากนั้น จอห์น เอฟ. เคนเนดี ลงสนามการเมืองได้เป็นวุฒิสมาชิกของรัฐบ้านเกิด จากนั้นเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และใน ค.ศ. 1960 เขาได้รับการเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 35 ที่หนุ่มที่สุดด้วยวัยเพียง 43 ปี และเป็นคริสต์คนแรกที่ดำรงตำแหน่งนี้ เจเอฟเครับหน้าที่ประธานาธิบดีก็เพื่อที่จะเข้ามาแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติ เจเอฟเคบริหารประเทศด้วยพลังหนุ่มและมองโลกในแง่ดี จนเป็นที่รักของประชาชนอเมริกันในยุคนั้น

ผลงานของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา มีดังนี้
- เป็นผู้จัดตั้งองค์กรเพื่อพัฒนาระหว่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือยูเสด เพื่อป้องกันลัทธิคอมมิวนิสต์
- การยื่นคำขาดให้สหภาพโซเวียตถอนฐานยิงขีปนาวุธในประเทศคิวบา
- สนธิสัญญาระหว่างประเทศในการห้ามทดสอบอาวุธนิวเคลียร์
- เป็นผู้เริ่มต้นโครงการส่งมนุษย์ไปสู่อวกาศ (ไปดวงจันทร์)
- เป็นผู้สนับสนุนสิทธิพลเมืองในความเท่าเทียมกันของสังคมอเมริกัน
- เป็นนักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์ สาขาประวัติศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2500
จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี ได้เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2506 เนื่องจากถูกลอบสังหารขณะที่ เขากำลังพบปะกับประชาชนที่เมืองดัลลัส รัฐเทกซัส อย่างใกล้ชิดบนรถลิมูซีนเปิดประทุน ถูกลอบสังหารโดยนายลีฮาร์วีย์ ออสวอลด์ ผู้ที่นิยมชมชอบลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่เรื่องราวการเสียชีวิตของเจเอฟเคก็ยังมีเงื่อนงำที่ยังคลี่คลายกันไม่ได้ คือสาเหตุใดที่ทำให้ประธานาธิบดีถูกลอบสังหาร

สุดท้ายนี้ วิถีชีวิตของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี นั้นมีมากด้วยสีสันทั้งเรื่องการงานและเรื่องครอบครัว มีทั้งความประสบความสำเร็จและความล้มเหลว อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมันก็มาจากการกระทำของเรา ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของธรรมชาติไม่ก็ความเชื่อส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งใดที่เรานำมามีอิทธิพลต่อตัวเรามากแค่ไหน จากการศึกษาชีวประวัติของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี หรือเจเอฟเค ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รู้อย่างหนึ่งว่า การที่เราจะลงมือทำอะไร เราต้องตั้งใจกับมัน จริงจังกับมัน และทำให้มันสำเร็จ

จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี ก็ได้ให้แง่คิดกับประชาชนเอาไว้ว่า “จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ

อ้างอิง

มัณฑิรา. (2558). จอห์น เอฟ. เคนเนดี. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แสงดาว, 2558.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). จอห์น เอฟ. เคนเนดี. ค้นข้อมูล 30 มกราคม พ.ศ. 2559, จาก
        https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_เอฟ._เคนเนดี

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). การลอบสังหารจอห์น เอฟ. เคนเนดี. ค้นข้อมูล 30 มกราคม พ.ศ. 2559,
        จาก https://th.wikipedia.org/wiki/การลอบสังหารจอห์น_เอฟ._เคนเนดี



อ่านเพิ่มเติม »