แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักดนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักดนตรี แสดงบทความทั้งหมด

The Beatles ตำนานวงดนตรีแห่งศตวรรษที่ 20

โดย ชลิตา  สัพโส

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าพลังแห่งเสียงเพลงนั้นเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลให้ผู้คน ให้กำลังใจหรือความเพลิดเพลินในยามที่เรารู้สึกท้อแท้และเหนื่อยล้า และยังเป็นขุมพลังที่ซ่อนความมหัศจรรย์เอาไว้ เวลาที่เราเศร้าก็ฟังเพลง มีความสุขก็ฟังเพลง วง The Beatles เองก็เป็นหนึ่งในความมหัศจรรย์ของโลกดนตรีเช่นกัน ในโลกที่ผู้คนไม่ได้ถูกเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายออนไลน์อย่างทุกวันนี้ การก้าวขึ้นมาเป็นตำนานแห่งโลกดนตรีในศตวรรษที่ 20 ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย และในวันนี้ที่เราก้าวเข้าสู่ศตวรรษ 21 จึงขอถือโอกาสนี้พาทุกคนมาทำความรู้จักกับวงร็อกแอนด์โรลในตำนานอย่าง The Beatles ที่กำลังจะมีอายุวงครบ 60 ปีในปี 2563 นี้


ภาพวง The Beatles (เดอะ บีทเทิลส์) จากอัลบั้ม Abbey Road

The Beatles (เดอะบีเทิลส์)  เป็นวงร็อกแอนด์โรลจากเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ในปี 1960 ประกอบด้วยสมาชิก จอห์น เลนนอน (John Winston Ono Lennon) นักร้องนำและมือกีตาร์  พอล แม็กคาร์ตนีย์ (Sir James Paul McCartney) ร้องนำและมือเบส  จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) มือกีตาร์  และ  ริงโก สตาร์ ( Sir Richard Starkey, Jr) มือกลอง  The Beatles ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางให้เป็นวงร็อกที่มีอิทธิพลที่สุดแห่งยุคและเป็นหนึ่งในวงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด พวกเขาเริ่มต้นวงด้วยแนวดนตรีแบบสกิฟเฟิลและร็อกแอนด์โรล แต่ในเวลาต่อมา The Beatles ก็ได้สรรค์สร้างแนวเพลงอีกมากมาย และด้วยกระแสนิยมอย่างสูงของ The Beatles  เกิดเป็นกระแส "บีเทิลมาเนีย" (Beatlemania) ขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงยุค 60 – 70


กระแสคลั่งสี่เต่าทอง "Beatlemania"

จุดเริ่มต้นของ The Beatles มาจาก จอห์น เลนนอน ในวัย 16 ปี ได้มีการก่อตั้งกลุ่มวงดนตรีแนวสกิฟเฟิลชื่อว่า The Quarrymen ซึ่งตอนนั้นเขามีอายุแค่ 16 ปี โดยเป็นการรวมตัวกับกลุ่มเพื่อนๆ ในเมืองลิเวอร์พูลเมื่อปี 1957 มีพอล แม็กคาร์ตนีย์ ในวัย 15 ปี เข้าร่วมในตำแหน่งกีตาร์ ซึ่งได้ชวน จอร์จ แฮร์ริสัน ที่อายุแค่ 14 ปี มาชมการแสดงกระทั่งจอร์จได้เข้าร่วมวงในตำแหน่งกีตาร์เมื่อปี 1960 ต่อมาเพื่อนๆ คนอื่นได้เริ่มทยอยออกจากวงขณะที่เลนนอนเองก็ต้องเรียนในระดับสูงขึ้นแต่พวกเขาทั้ง 3 ก็ยังคงเล่นดนตรีแนวร็อกแอนด์โรลอยู่และหวังว่าจะได้พบกับมือกลองดีๆ สักคน กระทั่ง สจ๊วต ซัดคลิฟ (อดีตสมาชิก) ที่เล่นเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beetles เพื่อเป็นเกียรติให้กับบัดดี้ ฮอลลี่ และวงเดอะ คริกเกตส์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น The Beatles ในเวลาต่อมา จนในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับ ริงโก สตาร์ มือกลองของวงและรวมตัวกันเป็น The Beatles ในที่สุด

The Beatles เริ่มสร้างชื่อเสียงจากเล่นคอนเสิร์ตในคลับที่ลิวเวอร์พูลและฮัมบวร์คในช่วง 3 ปีของ 1960 โดยมีเพลงฮิตที่ประสบความสำเร็จครั้งแรกอย่าง " Love Me Do "  ในช่วงปลายปี 1962 พวกเขาได้ฉายา "เดอะแฟปโฟร์" (the Fab Four) ในขณะที่กระแสบีเทิลมาเนียก็เริ่มเกิดขึ้นมาและในช่วงก่อนปี 1964 ชื่อเสียงของพวกเขาก็กระจายไปไกลจนถึงตลาดเพลงป๊อปของสหรัฐอเมริกา ในปี 1965 The Beatles ได้สร้างงานดนตรีที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานชิ้นเอกของนวัตกรรมดนตรีและอิทธิพลทางดนตรีสมัยใหม่ เช่น Rubber Soul (1965), Revolver (1966), Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (1967), The Beatles (หรือที่รู้กันในชื่อ White Album, ปี 1968) และ Abbey Road (1969)


The Beatles กับอัลบั้ม Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band

ภายหลังวง The Beatles ได้แยกวงในปี 1970 ด้วยความขัดแย้งภายในวง และทำให้พวกเขาจบความสัมพันธ์กันได้ไม่ค่อยดีนัก สมาชิกที่ยังคงมีชีวิตและใช้ชีวิตที่เหลือกับงานเดี่ยวทางดนตรีอย่างต่อเนื่องคือ พอล แม็กคาร์ตนีย์ และ ริงโก สตาร์ ส่วนจอห์น เลนนอนได้ถูกยิงในเดือนธันวาคม 1980 ที่หน้าอพาร์ตเม้นท์ของเขาเอง และแฮร์ริสันเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2001

อ้างอิงจากสมาคมอุตสาหกรรมบันทึกเสียงแห่งสหรัฐอเมริกา (RIAA) The Beatles ได้รับการยืนยันว่าเป็นศิลปินที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดจำหน่ายราว 178 ล้านก็อปปี้ และยังมีซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดชาร์ทอังกฤษและทำยอดจำหน่ายซิงเกิลที่สูงสุดตลอดกาล ในปี 2008 The Beatles ได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารบิลบอร์ดให้เป็นวงที่ประสบความสำเร็จสูงสุดตลอดกาล ต่อเนื่องกันในปี 2015 และได้รับการบันทึกสถิติซิงเกิลฮิตอันดับ 1 บนบิลบอร์ดฮอต 100 กว่า 20 ซิงเกิล พวกเขาได้รับรางวัลแกรมมีถึง 10 รางวัล รางวัลออสการ์สาขา "คะแนนเพลงดั้งเดิมที่ดีที่สุด" (Best Original Song Score) รางวัลอิวอร์โนเวลโลกว่า 15 รางวัล นิตยสารไทม์ยังได้ทำการใส่ชื่อพวกเขาในหัวข้อ "100 บุคคลที่มีอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20"

ปัจจุบัน The Beatles ถือเป็น "วงที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์" ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 600 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก พวกเขายังได้ถูกบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล ในปี 1988 ร่วมกับสมาชิกทั้ง 4 คน ซึ่งได้รับต่างหาก จากช่วงปี 1994 ถึง 2015 และในปี 1968 พวกเขาได้ก่อตั้งบริษัทแผ่นเสียงของตนเองโดยใช้ชื่อว่า Apple Records

และถึงแม้ปัจจุบันมีมีวงดนตรีน้องใหม่เกิดขึ้นมากมายทั่วทุกพื้นที่ในมุมโลก พร้อมกับก่อเกิดกระแสดนตรีใหม่ๆ แต่ตำนานแห่งโลกดนตรีอย่าง The Beatles ก็ยังคงถูกกล่าวถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พวกเขาเปรียบเสมือนคลื่นลูกหน้าสุด ที่ไม่ว่าจะมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมากมายเท่าไหร่พวกเขาก็ยืดหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของคลื่นตลอดไป และถึงแม้ The Beatles จะแยกวงกันไป แต่บทเพลงของพวกเขายังคงอยู่ เป็นขุมพลังมหัศจรรย์ที่ยังขับกล่อมชาวโลก พวกเขาได้สร้างเพลงที่มีคุณค่าเอาไว้มากมาย นับเป็นมรดกสำคัญในวงการดนตรีเลยทีเดียว เพลงของพวกเขามีเสน่ห์ สามารถสะกดใจทุกคนที่ได้ฟัง มีความลงตัวทั้งในด้าน เนื้อร้อง ทำนอง เสียงประสาน การเล่น และเรียบเรียงดนตรี ดังนั้น บทเพลงของ The Beatles จึงเป็นอมตะเหนือกาลเวลา จนทำให้ The Beatles ถูกจัดว่าเป็นวงดนตรียอดนิยมอันดับ 1 ตลอดกาลของโลก

และก่อนจากกันไปเราเองก็อยากแบ่งปันขุมพลังดีๆ ให้เรากับทุกคน จึงรวบรวมบทเพลงประทับใจของ The Beatles มาแบ่งปันให้ทุกคนฟัง ไม่ว่าตอนนี้คุณจะกำลังเผชิญกับอะไรอยู่ แต่ตอนที่คุณอ่านบทความนี้เราหวังว่าคุณจะยิ้มได้ ‘ May The Beatles Be With You’ ค่ะ https://open.spotify.com/playlist/5


อ้างอิง

มป. (2551).  ความเป็นมาของ The Beatles (สี่เต่าทอง).  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก
https://bahbalie.wordpress.com/2012/07/19/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.  (2562).  เดอะบีเทิลส์.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก
https://th.wikipedia.org/wiki

Bim Dudeplace. (2562).  เทปเปลี่ยนประวัติศาสตร์ เมื่อ The Beatles ไม่ได้ตั้งใจให้ ‘Abbey Road’ เป็น
อัลบั้มสุดท้ายและ John Lennon ไม่ได้อยากแยกวง.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก https://dudeplace.co/2019/09/12/

VERAWONG LEWCHALERMWONG. (2562).  9 อย่างที่จะเปลี่ยนไป ถ้าโลกนี้ไม่มี The Beatles.  ค้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563,  จาก https://www.facebook.com/notes/verawong-lewchalermwong/

อ่านเพิ่มเติม »

จอห์น เลนนอน (John Lenon) อมตะวงการเพลง

โดย ประภัสรา วิเศษขลา

จอห์น วินสตัน โอะโนะ เลนนอน (John Winston Ono Lenon) นักร้อง,นักดนตรี,นักแต่งเพลงชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งวง rock and roll ระดับตำนานจากเมืองลิเวอร์พูลอย่างวงเดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลที่สุดและประสบความสำเร็จมากที่สุดในช่วงยุค 60-70 จนเกิดกระแสความนิยมอย่างสูงในยุคนั้นเรียกว่ากระแสบีเทิลมาเนีย (Beatlemania) และนั่นทำให้จอห์น เลนนอนกลายเป็นบุคคลระดับตำนานที่โลกไม่มีวันลืม



จอห์น เลนนอนเกิดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. ปี 1940 ณ โรงพยาบาลลิเวอร์พูลมาเทอร์นิตี ประเทศอังกฤษ โดยจูเลีย และอัลเฟรด เลนนอน เนื่องจากพ่อของจอห์น เลนนอนมีอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ มักจากบ้านไปทำงานอยู่บ่อยเป็นเหตุให้เกิดความร้านฉาวในครอบครัวของเขา หกเดือนต่อมาหลังจากอัลเฟรดถูกปลดประจำการในปี 1944  เขาได้กลับบ้านเพื่อยื่นข้อเสนอขอดูแลครอบครัว แต่กลับพบว่าภรรยาตั้งครรภ์กับชายคนอื่น จึงปฏิเสธข้อเสนอการดูแลจอห์น และส่งเขาให้พี่สาวของจูเลียดูแลแทน ทำให้จอห์น เลนนอนต้องย้ายไปอาศัยอยู่กับมีมีและจอร์จ สมิธผู้เป็นลุงและป้าของเขาที่เมืองวูลตัน เมื่อจอห์นอายุได้ 11 ขวบเขามักไปเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลบ้านเกิดประจำ ซึ่งเธอได้จุดประกายความฝันด้านดนตรีโดยการเล่นแผ่นเสียงของเอลวิส เพรสลีย์ สอนเขาเล่นแบนโจและเล่นเพลง Ain’t that a shame ของ Fats Domino หลังจากเยี่ยมแม่ที่เมืองลิเวอร์พูลเรียบร้อย จอห์นจะแวะเยี่ยมลูกพี่ลูกน้องที่ฟลีตวูด ออกไปท่องเที่ยงและไปชมภาพยนตร์ในช่วงวันหยุด แถมยังเดินทางไปแบล็กพูลเพื่อชมการแสดงของศิลปินมากมายอย่างเช่น ดิกกี วาเลนไทน์และโจลอส และศิลปินที่จอห์นชื่นชอบเป็นพิเศษอย่างจอร์จ ฟอร์มบี จนกระทั่งจอห์น เลนนอนอายุได้ 14 ปีครอบครัวของเขาก็เกิดการสูญเสียเมื่อลุงจอร์จเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือดที่ตับในวันที่ 5 มิ.ย. 1955

จอห์นเข้าศึกษาที่ควอรีแบงก์ไฮสกูลตั้งแต่ปี 1952 ถึง 1957  ฮาร์วีย์ลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งกล่าวว่าเขาเป็นคนร่าเริง เรียบง่าย ไม่ทุกข์ร้อน นิตยสารของโรงเรียนมักปรากฏงานวาดการ์ตูนขบขันฝีมือจอห์นอยู่หลายฉบับ แต่ถึงแม้เขาจะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะ แต่การเรียนของเขากลับไม่ดีนัก ความสามารถด้านดนตรีทำให้แม่ของเขายอมซื้อกีตาร์ให้ ถึงแม้มีมี่ไม่สนับสนุนให้จอห์น เลนนอนเป็นนักดนตรีก็ตาม หลังจากนั้นชีวิตของจอห์น เลนนอนก็ได้พบการสูญเสียอีกครั้งเมื่อจูเลีย เลนนอน แม่ของเขาถูกรถยนต์ชนและเสียชีวิตในวันที่ 15 ก.ค. 1958 ขณะจอห์น เลนนอนอายุเพียง 17 ปี

เนื่องจากผลการเรียนไม่ดีทำให้เขาสอบตกการวัดระดับการศึกษาทุกวิชา สุดท้ายเขาได้เลือกเข้าเรียนวิทยาลัยศิลปะลิเวอร์พูลโดยความช่วยเหลือของป้า และนั่นทำให้เขาพบรักกับซินเธีย เพาเอลล์ซึ่งกลายเป็นภรรยาคนแรกของเขา แต่ด้วยความเป็นเด็กหัวรั้นทำให้จอห์น เลนนอนเกิดปัญหากับทางวิทยาลัยอยู่บ่อยครั้งเช่นขัดขวางการสอน ล้อเลียนครู และนั่งบนตักของนางแบบเปลือยเป็นเหตุให้ถูกไล่ออกจากวิทยาลัยก่อนเรียนปีสุดท้าย


ที่มา: http://respect-mag.com/

จอห์น เลนนอนได้เริ่มเดินทางในเส้นทางสายดนตรีด้วยการก่อตั้งวงดนตรีชื่อ The Quarrymen กับเพื่อนในปี 1957 พอล แม็คคาร์ตนีย์รับตำแหน่งมือกีตาร์ จอร์จ แฮริสันเข้าร่วมกลุ่มในตำแหน่งกีตาร์นำ หลังจากนั้นสจ๊วต ซัตคลิฟมือเบสได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อวงเป็น The Beatles และได้จ้างพีท เบสต์มาเป็นมือกลอง เพื่อขึ้นแสดงในเมืองฮัมบูร์ก หลังจากนั้น The Beatles ได้เปลี่ยนแปลงสมาชิกในวงเนื่องจากซัตคลิฟฟ์ ตัดสินใจอยู่ฮัมบูร์กต่อทำให้แม็กคาร์ตนีย์ต้องรับตำแหน่งแทน และริงโก สตาร์เข้ามาทำหน้าที่มือกลองแทนพีท เบสต์ กลายเป็นสมาชิกชุดสมบูรณ์แบบตั้งแต่นั้น

บทเพลงดังเพลงแรกของจอห์น เลนนอนที่พลิกให้วงดนตรีขนาดเล็กกลายเป็นวงดนตรีระดับตำนานโด่งดังไปทั่วโลกคือเพลง “Please Please Me” เป็นเพลงรักได้แรงบันดาลใจจากนักร้องชาวอเมริกาอย่าง รอย ออร์บิสัน เนื้อเพลงสะท้อนความรักในแง่มุมของเด็กหนุ่ม ส่งวงทะยานครองชาร์ตของสหราชอาณาจักร ด้วยฝีมือของเขาได้ถูกการันตีโดยบทสัมภาษณ์ของแม็ก คาร์ตนีย์ว่าสมาชิกวงเดอะบีเทิลส์คนอื่นหลงใหลในความสามารถของจอห์น และเปรียบเขาเป็นดั่งเอลวิส พวกเขานับถือจอห์น เลนนอนเป็นอย่างมาก

ในช่วงต้นปี 1963 จอห์น เลนนอนได้แสดงรายการโรยัลวาไรตีโชว์โดยมีพระราชินีและราชวงศ์อังกฤษเข้าร่วมชมการแสดงนั้นด้วย หลังจากกระแสบีเทิลเมเนียในสหราชอาณาจักรผ่านไปได้หนึ่งปีวงเดอะบีทเทิลส์ได้ปรากฎตัวในรายการดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ในปี 1964 และนั่นทำให้พวกเขาแจ้งเกิดไปทั่วโลก ตามมาด้วยผลงานทัวร์ การแต่งเพลงและการถ่ายทำภาพยนตร์ อีกทั้งจอห์น เลนนอนยังเขียนหนังสือสองเล่มคืออินฮิสโอนไรต์ และ อะสเปเนียดอินเดอะเวิกส์

จอห์น เลนนอนรู้สึกหดหู่และคิดลาออกจากวงเนื่องจากเขาได้ใช้ยาแอลเอสดี บวกกับความลุ่มหลงในตัวโยโกะ โอะโนะภรรยาคนที่สองของเขา ผู้เป็นปฎิปักษ์ต่อสมาชิกคนอื่นในวง จนสุดท้ายเขาตัดสินใจลาออกจากวงในปี 1967 โดยไม่ชี้แจงต่อสื่อ แต่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังจากเกิดเรื่องบาดหมางระหว่างสมาชิกในวงโดยจอห์น เลนนอนกล่าวว่าเขาถูกว่าร้าย เขาเบนทิศหันไปบันทึกอัลบั้มกับโอโนะและออกผลงานเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง



จากเด็กหนุ่มแต่งเพลงเรียกร้องความรักวัยใสผันเป็นหนุ่มผู้เรียกร้องสันติภาพผ่านบทเพลง เมื่อเขาได้แต่ง Imagine ในปี 1971 เพลงระดับโลกที่ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเรียกร้องสันติภาพแด่มวลมนุษย์ธรรม เขาเผยให้เห็นความตรงไปตรงมาในด้านดนตรีและเริ่มเคลื่อนไหวเชิงสันติภาพและการเมืองหนักขึ้น จนเกิดประเด็นโต้เถียงเนื่องจากการวิจารณ์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามของเขาผ่านบทเพลงและการให้สัมภาษณ์  แต่หากมองผ่านความหัวรั้นของเขา จอห์น เลนนอนยังทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่บ่อยครั้งโดยรายได้จากคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายในปี 1972 เขาได้บริจาคเพื่อช่วยผู้ป่วยในศูนย์สุขภาพจิตของโรงเรียนวิลโลว์บรุกสเตตสกูล

ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ.1980 เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญไปทั่วโลกเมื่อนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงอย่างจอห์น เลนนอนได้ถูกมาร์ก เดวิด แชปแมน ยิงเสียชีวิตที่ทางเข้าอพาร์ตเมนต์เดอะคาโดในนครนิวยอร์กซึ่งเป็นที่พักของเขา โดยตำรวจพบว่ามาร์ก เดวิดเป็นแฟนเพลงที่คลั่งไคล้เขาและมีอาการป่วยทางจิตซึ่งมือข้างที่ไม่ได้ถือปืน มาร์กเดวิดถืออัลบั้ม Double Fantasy ของจอห์น เลนนอนอยู่ด้วย และนั่นทำให้ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่จากไปด้วยอายุ 40 ปี แต่เขาก็ยังคงทิ้งทำนองอันไพเราะของดนตรี อุดมการณ์อันหนักแน่น และบทเพลงอันมากมายที่ยังเป็นอมตะและมีอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้


อ้างอิง

จอห์น เลนนอน. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_เลนนอน

เดอะบีเทิลส์. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก :
https://th.wikipedia.org/wiki/เดอะบีเทิลส์

ประวัติของ John Lennon. สิบค้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559, จาก:
http://ddeardoo.blogspot.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เซอร์ จอร์จ มาร์ติน (Sir George Henry Martin) เต่าทองคนที่ห้า

โดย พิไลพรรณ ผาลีพัฒน์

ถ้าพูดถึงวงดนตรีระดับตำนานและเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็คงหนีไม่พ้นวงป็อปร็อคสัญชาติอังกฤษนามว่า ‘The Beatles’ หรือที่คนไทยเรียกกันว่า วงสี่เต่าทอง The Beatles เป็นวงร็อคที่ประสบความสำเร็จและสร้างปรากฏการณ์ไปทั่วโลกในยุคหกศูนย์ และยังความเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่จนถึงปัจจุบัน เบื้องหน้าความสำเร็จครั้งนี้คือพอล แม็กคาร์นี้ จอห์น เลนนอน จอร์จ แฮร์ริสัน และ ริงโก้ สตาร์ หากเราอาจะพูดได้ว่าเดอะบีทเทิ่ลส์คงจะไม่เป็นเดอะบีทเทิลส์อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้หากไม่มีผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอย่าง เซอร์ จอร์จ มาร์ติน คนที่ได้รับการกล่าวขวัญให้เป็น The Fifth Beatle หรือ เต่าทองตัวที่ห้า


รูปจาก http://www.sadaos.com/

เซอร์ จอร์จ เฮนรี่ มาร์ติน (Sir George Henry Martin) เป็นโปรดิวเซอร์ให้กับเดอะบีทเทิลส์มาตั้งแต่ปี 1962 เรียกได้ว่าอยู่กับเดอะบีเทิลส์มาตั้งแต่เริ่มยุคแรก จอร์จ มาร์ติน เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1926 ในประเทศอังกฤษ

ในตอนเป็นเด็ก มาร์ตินมีความสนใจในด้านดนตรีเป็นอย่างมาก เขาได้เรียนเปียโนตามการโน้มน้าวของผู้เป็นพ่อแม่เมื่อมีอายุได้แปดปี แต่หลังจากเรียนไปได้เพียงแปดบทเรียน การเรียนก็เป็นอันต้องยุติไปเนื่องจากเกิดมีความเห็นไม่ลงรอยกันของผู้เป็นแม่และอาจารย์ผู้สอน

เมื่อโตขึ้น แม้มาร์ตินจะสนใจในงานด้านดนตรีอยู่เสมอมารวมทั้งยังวาดหวังว่าตนเองจะได้เป็นรัคมานีนอฟ นักเปียโนผู้ยิ่งใหญ่คนต่อไป แต่เขาก็ไม่ได้เลือกทำงานด้านดนตรี หากเขากลับเลือกที่จะทำงานเป็นผู้ตรวจสอบข้อมูลอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นจึงทำงานให้กับสำนักงานสงครามในฐานะลูกจ้างชั่วคราว ซึ่งงานที่เขาต้องทำคือเติมข้อมูลในเอกสารและชงชา

ในปี 1943 เมื่อตอนที่มาร์ตินอายุสิบเจ็ดปี เขาได้เข้าร่วมในหน่วยงานของกองทัพ แต่สงครามได้ยุติก่อนที่มาร์ตินจะได้เข้าร่วมในการรบและเขาได้ออกจากกองทัพในอีกสี่ปีต่อมา หลังจากนั้นมาร์ตินได้รับการแนะนำจาก Sidney Harrison ให้เข้าศึกษาที่โรงเรียนด้านดนตรีและการแสดง Guildhall ซึ่งมาร์ตินก็ได้เข้าศึกษาที่นั้นตั้งแต่ปี 1947 - 1950 และได้เรียนเปียโนและโอโบและทำให้เขาสนใจในงานของรัคมานีนอฟ และราเวล รวมทั้งโคล พอร์เตอร์

ในวันที่ 3 เดือนมกราคม ปี 1948 ระหว่างที่ยังเรียนอยู่นั้น มาร์ตินได้แต่งงานกับชีน่า คิสโฮลม์ ซึ่งทั้งคู่มีลูกด้วยกันสองคนชื่ออเล็กซิส และเกรกรอรี่ พอล มาร์ติน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้เลิกรากันไป หลังจากนั้นมาร์ตินได้แต่งงานอีกครั้งกับจูดี้ ล็อคฮาร์ต-สมิธเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ปี 1966 และได้มีลูกด้วยกันสองคนชื่อว่า ลูเชียและไกลส์ มาร์ติน

หลังจากจบการศึกษาแล้ว มาร์ตินก็ได้ไปทำงานกับสถานีบีบีซี โดยได้ทำในภาคส่วนดนตรีคลาสสิค หลังจากนั้นจึงได้เข้าทำงานกับบริษัทบันเทิงแถวหน้าอย่าง EMI ในปี 1950 ในฐานะผู้ช่วยของ Oscar Preuss ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าค่ายเพลง Parlophone Records ค่ายเพลงของEMI อยู่ในขณะนั้น หลังจากที่ออสก้าเกษียร มาร์ตินก็ได้ทำหน้าที่โปรดิวซ์เซอร์ให้กับศิลปินมากมายเช่น Bernard Cribbins และ Charlie Drake


                 
ในตอนนั้นวงสี่เต่าทองมีผู้จัดการวงคือ Brian Epstein และทางวงเคยถูกค่ายอย่าง Decca Records ปฎิเสธที่จะเซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับวงมาแล้ว แม้ว่าจอร์จประสบความสำเร็จในการทำเพลงมาบ้าง แต่เขาก็ถือว่ามีประสบการณ์ในด้านเพลงป็อปเพียงน้อยนิด ผลการเพลงป็อปที่จอร์จเคยทำให้ประสบความสำเร็จมาแล้วคือเพลง 'Who Could Be Bluer' ของ Jerry Lordan รวมถึงซิงเกิ้ลที่ทำร่วมกับ Shan Fenton และ Matt Monro กระนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะนัดเจอกับเดอะบิทเทิ่ลส์หลังจากได้รับการติดต่อจาก Sid Coleman แห่งค่าย Ardmore & Beechwood ที่เล่าให้เขาฟังถึง Brian Epstein

มาร์ตินได้นัดเจอกับเดอะบีทเทิลส์พร้อมกับผู้จัดการวงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1962  แล้วมาร์ตินจึงฟังเดโม่ที่เดอะบีทเทิลอัดที่ค่าย Decca ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าวงนี้ไม่มีแววที่จะประสบความสำเร็จเลย แต่เขาชอบเสียงของจอห์น เลนนอน กับพอล แมคคาร์ทนีย์ แต่ก็ยังไม่มีการเซ็นสัญญาเกิดขึ้นจนกระทั้งการนัดพบครั้งถัดไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม ปีเดียวกันที่สตูดิโอแอบบี้โรด มาร์ตินประทับใจในความกระตือรือร้นของเอปสตีน ผู้จัดการวง จึงตกลงปลงใจเซ็นสัญญาเพื่ออัดเพลงกับเดอะบีทเทิลส์ที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้จักเลย
             
เดอะบีทเทิลส์ทำการออดิชั่นกับมาร์ตินในวันที่ 6 มิถุนายน ปี 1962 ในสตูดิโอแอ็บบี้โร้ด โดยมีรอน ริดชาร์ดและนอร์แมน สมิธเป็นผู้ควบคุมการอัดเสียง ซึ่งได้ทำการอัดเสียงไปทั้งหมดสี่เพลง ในระหว่างที่ทำการอัดเสียงนั้นมาร์ตินไม่ได้อยู่ด้วย แต่เมื่อมาร์ตินได้มาฟังเพลงที่อัดทีหลังเขาก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าใดนัก เขาจึงได้ถามสมาชิกวงแต่ละคนว่ามีอะไรที่ไม่ชอเป็นการส่วนตัวหรือไม่ จอร์จ แฮร์ริสันมือกีต้าร์ของวงจึงตอบไปว่า 'ผมไม่ชอบเนคไทของคุณ' และพอลกับจอห์นก็เข้ามาร่วมวงส้รางเสียงหัวเราะจากการเล่นตลกครั้งนี้ของจอร์จ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้มาร์ตินตัดสินใจเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับเดอะบีทเทิลส์เพราะประทับใจในไหวพริบของวงล้วนๆ


             
การอัดเพลงครั้งที่สองของเดอะบีทเทิลส์เริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 4 เดือนกันยายน ปี 1962 ซึ่งพวกเขาได้ทำการอัดเพลง 'How DO You Do It' โดยที่มาร์ตินให้ความเห็นว่าเพลงนี้จะต้องกลายเป็นเพลงที่ดังอย่างฉุดไม่อยู่แน่นอน หากเลนนอนและแมคคาร์ทนีย์กลับไม่ค่อยพึงพอใจในผลงานของตัวเองซักเท่าไหร่ จึงไม่ปล่อยเพลงนี้ออกมา แต่ก็ต้องเสียใจภายหลังเมื่อเพลงเดียวกันนี้ที่มาร์ตินนำมาโปร์ดิวซ์ให้กับวง Gerry & the Pacemakers ดังระเบิดระเบ้อ โดยที่เพลงติดซาร์ตอยู่อันดับหนึ่งเป็นเวลาสามสัปดาห์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1962 มาร์ตินได้อัดเพลงสุดฮิตของเดอะบีทเทิลส์อย่างเพลง 'Please Please Me' โดยหลังจากที่ทำการอัดเสียงเสร็จ มาร์ตินได้พูดว่า 'สุภาพบุรุษเอ๋ย พวกคุณเพิ่งได้ออกเพลงฮิตติดอันดับเพลงแรกของพวกคุณแล้วล่ะ' ซึ่งถือเป็นคำพูดที่ถูกต้องอย่างที่สุดเพราะหลังจากปล่อยเพลงนี้ออกมาก็ได้รับความนิยมอย่างล้มหล้ามจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้มาร์ตินยังได้เป็นผู้ทำดนตรีประกอบให้กับภาพยนตร์ของเดอะบีทเทิลส์อย่าง Yellow Submarine และภาพยนตร์ในตำนานในซีรี่ย์เจมส์ บอนด์ ในภาคที่ใช้ชื่อว่า Live and Let Die ซึ่งก็ได้พอล แมคคาร์ทนีย์นี่เองมาเป็นผู้เขียนและร้องเพลงเปิดให้
             
ในส่วนของรางวัลการันตีฝีมือของท่านเซอร์จอร์จ มาร์ตินนั้นก็ถือว่ามีมากจนนับไม่ถ้วน เพราะมาร์ตินได้รางวัลแกรมมี่ไปทั้งหมดหกครั้ง รางวัลออสก้าจากการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เกี่ยวกับเดอะบีทเทิลส์เรื่อง ‘Hard Day’s Night’ อีกหนึ่งรางวัล และรางวัน Brit Award อีก 2 รางวัล
               
ท่านเซอร์จอร์จ มาร์ตินเสียชีวิตในคือนวันที่ 8 มีนาคม ปี 2016 นี่เอง โดยมีอายุได้ 90 ปี สาเหตุของการเสียชีวิตไม่เป็นที่เปิดเผย หากเราก็สามารถพูดได้ว่าท่านเซอร์มาร์ตินได้ใช้ชิวิตอย่างอย่างชื่นชมเพราะได้รังสรรค์ผลงานที่ประทับอยู่ในใจของใครหลายๆคน และทำให้เราเห็นว่าการที่เราจะประสบความสำเร็จนั้นเราไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเราเองเพียงลำพัง หากแต่ต้องมีบุคคลที่สนับสนุนอยู่ข้างหลังเสมอ และท่านเซอร์มาร์ตินก็เป็นผู้สนับสนุนหลักที่ทำให้เกิดตำนานวงร็อคอย่างเดอะบีทเทิลส์


อ้างอิง

"จอร์จ มาร์ติน"โปรดิวเซอร์มือทอง"เดอะ บีทเทิ่ลส์" เสียชีวิตแล้วปิดตำนาน"เต่าทองคนที่5”. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.siamdara.com/hot-news/inter-news/1075732

สิ้น "จอร์จ มาร์ติน" โปรดิวเซอร์วงเดอะบีทเทิลส์ เจ้าของฉายา "เต่าทองคนที่ 5" ในวัย 90 ปี. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก http://news.thaipbs.or.th/content/250798

George Martin. สืบค้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/George_Martin

อ่านเพิ่มเติม »

บ็อบ มาร์เลย์ (Bob Marley) ราชาแห่งอิสรภาพ

โดย รัฐกานต์ ปิ่นแก้ว

หากจะกล่าวถึงดนตรีเร้กเก้  ทุกคนจะต้องเคยเห็นภาพชายคนหนึ่งผมทรงเดร็ดล็อคส์ สุดแสนคลาสสิคบนพื้นหลังสีเขียวเหลืองแดง  ใครจะรู้ว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของโลก  ไม่ใช่แค่ภาพแทนสัญลักษณ์ของพวกขี้ยาไปซะทีเดียว  แต่เขาคือ บ็อบ มาร์เลย์  ผู้มีอิทธิพลต่อพันธมิตรชาวรัสตาร์  ผู้นำอิสรภาพมาสู่ประเทศจาไมก้า

บ็อบ  มาร์เลย์  มีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต  เนสต้า  มาร์เลย์  ( Bob Marley or  Robert Nesta Marley )  เกิดวันที่6 กุมภาพันธ์ 1945 ในเขตชนบทเมือง เซนต์ แอน ของประเทศจาไมก้า ซึ่งเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ระหว่างหลักไมล์ที่แปด-เก้า ระหว่างทางมุ่งสู่อัลวาเรียกตามหลักภาษาท้องถิ่นจึงเรียก “เก้าหลัก” ซึ่งบริเวณนี้ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรม ลัทธิรัสตาฟาเรียน



 ในวัยเด็ก บ็อบ โตมาพร้อมกับครอบครัวนักดนตรีโดยคุณแม่ของเขา นางซีเดล่า เล่นไวโอลิน  และแอดคอเดียนกับคุณลุงผู้เล่นกีต้าร์ถึงจะดูมีความสุขแต่เขาก็ขาดความอบอุ่นจากผู้เป็นพ่อ  ร้อยเอกนอร์วัล  มาร์เลย์  ราชนาวีอังกฤษ ซึ่งไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้เป็นพ่อเป็นเพียงแค่คนรู้จักที่มาเยี่ยมบางครั้งบางคราว  สาเหตุอาจเป็นเพราะครอบครัว ฝ่ายพ่อไม่ยอมรับแรงงานผิวสีแบบแม่ของบ็อบ ทำให้เขามีนิสัยค่อนข้างเห็นแก่ตัว รักเพื่อนๆและ เพื่อนคือทุกอย่างสำหรับเขา

เมื่ออายุ 17 ปี เขาได้ทุ่มเทให้กับการร้องเพลงและร่วมร้องเพลงในโรงภาพยนตร์ หลังจากเลิกเรียน  เขาใช้เวลาพัฒนาการร้องเพลงกับเพื่อน  จนได้มีโอกาสเรียนดนตรีจาก โฮจิกส์ นักดนตรีข้างถนน จากนั้นในปี 1962 เขาและเพื่อนก็เริ่มก่อตั้งวงเล่นเพลงแนว pop-america เพื่อหาเลี้ยงชีพพร้อมกับฝึกฝนไปในตัวด้วยจนมีแผ่นเสียงเป็นของตัวเองจากนั้นหนึงปีต่อมาเขาก็ไก้ก่อตั้งวง The Wailing Wailersและเขาได้แต่งงานในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1966 กับริต้า  แอนเดอร์สัน


ภาพบ็อบ มาร์เลย์ และริต้าแอนเดอสัน

โดยในปี 1960 เพลงร็อคเป็นที่นิยม ทำให้เร้กเก้ไม่เป็นที่รู้จัก โดยเร้กเก้เป็นจังหวะเน้นความสำคัญของกลองและเบส  แตกต่างจากจังหวะร็อค 1-3 จังหวะ โดยเนื้อหานั้นจะสะท้อนถึงลัทธิรัสตาฟาเรียน ผู้ที่หลงใหลในปรัชญาคววามเชื่อของจักรพรรดิไฮลี เซลาซซ์ แห่งเอธิโอเปีย เพื่อนำพวกเขาไปสู่ความยุติธรรมในสังคม

จนในปี1966 ดนตรีเรกเก้ก็กลายเป็นที่นิยมจากเหตุการณ์จราจลในประเทศจาไมก้าด้วยความที่เนื้อหาของบทเพลงแนวเรกเก้นั้น ปลุกระดมคนผิวสีให้ลุกขึ้นสู้ต่อขบวนการต่อต้านคนผิวสี ซึ่งตัวแปรสำคัญที่ปลุกระดมคนผิวสีนั้นคือ บ็อบ มาร์เลย์ และ The Wailer ได้ประพันธ์เนื้อเพลงที่สะท้อนมุม มอง ทางการเมือง ชีวิต และสังคมที่เฉียบแหลม คมคาย และส่งผลไปถึงสถานการณ์ความขัดแย้งเรื่องสีผิวในประเทศจาไมก้า โดยเขาได้ใช้เครื่องดนตรี เป็นสื่อในการเรียกร้องสิทธิต่างๆผ่านกีตาร์และฮาโมนิก้าคู่ใจขับกล่อมคนผิวสีให้ลุกขึ้นต่อขบวนต่อต้านคนผิวสีนั้นเองทำให้เขาได้เป็นศิลปินแนวเพลงเรกเก้วงแรกที่ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังทั่วโลก  จนได้ไปเปิดการแสดงที่ Los Angeles, USA และประเทศอังกฤษ ในปี 1975 ทำให้ดนตรีเร็กเกและทรงผมเดร็ดล็อคส์ก็เริ่มเป็นที่นิยมในหมู่คนขาวและโลกตะวันตกโดยเพลงฮิตของเขาได้แก่  No Woman No Cry ในปี 1975 และ Jamming ในปี 1977 และ One Love ในปี 1984

และอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญคือ ในปี 1978 ในระหว่างที่เขาเล่นคอนเสิร์ต One Love ที่จาไมก้า  เขาได้ให้ประธานาธิบดีและฝ่ายค้านจับมือกันบนเวที  ทำให้เขาได้รางวัล  The United Nations Peace Medal จาก UN และในปี 1980 เขาได้รับเชิญขึ้น เป็นผู้นำในการเฉลิมฉลองการประกาศอิสรภาพของซิมบับเวย์


ภาพคอนเสิร์ตone love
ที่มา: http://www.bobmarley.com/

บ็อบ พบว่าตนเองเป็นมะเร็งปอดและสมองขณะที่กำลังเดินเล่นใน Central Park สวนสาธารณะกลางมหานครนิวยอร์คที่พักอาศัยอยู่ เขาจึงเลือกกลับมาที่จาไมกาแต่ด้วยสภาพร่างกายไม่ไหว จึงแวะพักที่นครไมอามีและจากโลกไปในวันที่ 11 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 ด้วยวัย 36 ปีศพของเขาถูกนำไปฝังบ้านเกิดที่หลักเก้า ภายในโลงเขาสวมเจ็คเก็ตผ้าเดนิม นิ้วมือขวาวางบนคัมภีร์ไบเบิล ส่วนมือซ้ายถูกวางบนกีตาร์สีเเดงเพลิงกีตาร์คู่ใจของเขา

สุดท้ายนี้ ถึงผู้ชายท่านนี้จะจากเราไปแล้ว แต่ภาพของเขายังเป็นสัญลักษณ์แทนสันติภาพต่อประชาชนทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงชาวรัสตาร์ หรือชาวจาไมก้า  แต่เขายังสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังต่อไป  ไม่ว่าเราจะเป็นใคร เกิดที่ไหน ผิวสีอะไร เราทุกคนต่างมีความเป็นมนุษย์เหมือนกันอย่าตัดสินใครที่ภายนอก  ทุกคนบนโลกใช่คนที่สมบูรณ์แบบ ควรดูและตัดสินตัวเองก่อนที่จะตัดสินคนอื่นเพราะทุกคนคือมนุษย์เหมือนกัน

‘We should really love each
other in peace and harmony,
instead we're fussin' and fighting
 like we ain't supposed to be.’
เราควรรักกันในความสงบและความสามัคคี
แต่เรากลับสร้างความวุ่นวายและต่อสู้กันโดยที่มันไม่จำเป็นเลย
-Bob Marley-

อ้างอิง

Nasan. Bob Marley.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559,จาก : http://www.siamsouth.com/smf/index.php?topic=509.0

เร้ก..hic hic. มารู้จักประวัติของ Bob Marley กันดีกว่า.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559,จาก : http://lek-hichic.blogspot.com/2011/08/bob-marley.html

Hanong Rasta. Bob Marley ศาสดาขบถ ที่โลกยกย่อง.สืบค้นเมื่อ 11 กันยายน 2559.จาก : http://historyalleverything.blogspot.com/2010/10/bob-marley.html

อ่านเพิ่มเติม »

เดอะบีทเทิลส์ (The Beatles)

โดย จิรวัฒน์ พานเยือง

อุตสาหกรรมดนตรีถือเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวมนุษย์ทุกเพศทุกวัย เป็นสิ่งที่สร้างความบันเทิงและความสนุกสนานให้กับมนุษย์ทุกคน บนโลกนี้มีศิลปินบินมากมายที่คอยสร้างสรรค์และบรรเลงบทเพลงเมื่อมอบความสุขแก่ผู้ฟัง บทเพลงนับหมื่นเพลงถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้จากบรรดาศิลปินทั่วโลก ในช่วงปีค.ศ.1963 มีเด็กหนุ่ม 4 คนปรากฏตัวขึ้นมาและได้สร้างสรรค์แนวเพลงที่แปลกจนกระทั่งกลายเป็นวงดรตรีที่ปฏิวัติวงการดนตรีไปอย่างสิ้นเชิง และได้ได้กลายเป็นศิลปินที่ได้ชื่อว่าประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก วงดนตรีดังกล่าวมีชื่อว่า “The Beatles”

เดอะบีทเทิลส์ (The Beatles) ประกอบด้วยสมาชิก4คน ได้แก่ John Lennon , Paul McCarthny , George Harrison , Ringo Starr. ในปีค.ศ.1956 John และ Paul ได้พบกันเป็นครั้งแรกในขณะนั้น John Lennon มีอายุ 16 ปี และ Paul McCarthny อายุ 15 ปี จากนั้นทั้ง 2ได้เริ่มเล่นดนตรีด้วยกันจนกระทั่งในปี 1958 George Harrison ได้เข้ามาร่วมวงอีกคน ในขณะนั้นได้ใช้ชื่อวงว่า Johny and the moondogs และได้เปลี่ยนชื่อเป็น The Silver Beatles



ในวันที่ 21 มีนาคม 1958 ทางวงได้แสดงสดครั้งแรกที่ The Carvern club และได้ใช้ชื่อวงว่า The Beatles เป็นครั้งแรก Brian Epstein เจ้าของร้านแผ่นเสียง NEMS ได้ชมการแสดงสดในวันนั้นและเกิดความสนใจจึงได้ทำสัญญากับ The Beatles และกลายเป็นผู้จัดการวงในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 1มิถุนายน 1962 The Beatles ได้ไปทดสอบเสียงกับ George Martin โปรดิวเซอร์ของค่าย EMI ต่อมาเมื่อวันที่1สิงหาคม Ringo Starr ได้เข้ามาประจำในตำแหน่งมือกลองแทนที่ Pete Best และในวันที่ 11 สิงหาคม George Martin ได้เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ในซิงเกิ้ลแรกคือ Love me do

Love me doได้รับความนิยมเป็นอย่างมากหลังจากนั้นทางวงก็ปล่อยซิงเกิ้ลออกมาอีกมากมาย เช่น She Loves You , I Wanna Hold Your Hand , Twist and Shout , Please Please Me ซิงเกิ้ลทั้งหมดได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากบรรดาแฟนเพลงจนเกิดคำศัพท์ใหม่ชื่อว่า “Beatlesmania”

ในปีค.ศ.1964 The Beatles ได้ออกอัลบั้มแรกชื่อว่า Meet The Beatles ได้รับความนิยมอย่างถล่มทลายจนได้รับการบันทึกว่าเป็นอัลบั้มที่ขายเร็วและขายได้มากที่สุดนับเป็นปรากฏการใหม่ในวงการดนตรีขณะนั้นเลยทีเดียว เนื่องจากดนตรีแนวskiffle ในช่วงอัลบั้มแรกเป็นแนวดนตรีที่ค่อนข้างแปลกใหม่ในขณะนั้น รวมไปถึงหน้าตาที่หล่อเหลาของสมาชิกในวง ทำให้ทางวงมีฐานแฟนคลับที่เป็นผู้หญิงค่อนข้างมาก

ในเวลาต่อมาThe Beatles เปลี่ยนแนวดนตรีหลากหลายรูปแบบในแต่ละอัลบั้ม เช่น แนวPsychedelic rock จากอัลบั้มSgt. Pepper Lonely Heart Club Band หรือแนว Rock&Roll ในช่วงยุคหลังของวง ทุกอัลบั้มที่วางจำหน่ายนั้นสามารถขึ้นเป็นอันดับ1ของสถานีวิทยุในอังกฤษได้ทั้งหมด ทำให้The Beatlesทำสถิติเป็นวงดนตรีที่มีซิงเกิลขึ้นอันดับ1ของคลื่นวิทยุได้มากที่สุด(อังกฤษ17ซิงเกิล อเมริกา20ซิงเกิล)

The Beatles ประกาศยุบวงในปีค..1970เนื่องจากมีข่าวว่าสมาชิกแต่ละคนที่ทัศนคติที่ไม่ตรงกันและอยากแยกไปทำดนตรีในแบบของตัวเอง ทางวงจึงตัดสินใจประกาศยุบวงในที่สุด

นอกจากนี้สมาชิกทั้ง 4 คนยังได้รับพระราชทานเครื่องราชย์ MBE จากควีนอลิซาเบธที่ 2 และได้รับรางวัลมากมายตลอดช่วงเวลาเกือบ10ปีของวง เช่น รางวัลแกรมมี7รางวัล รางวัลแผ่นเสียงระดับเพชร 6 ใบ ระดับมัลติแพลทตินัม 28 ใบ ระดัลแพลทตินัม 43 ใบ และระดับทอง 53 ใบ , ได้รับการบรรจุเข้า Rock’n’Roll Hall of  Fame ในปี 1968 และนิตยาสารThe Rolling Stone ได้จัดอับดับให้The Beatles อยู่ในอันดับที่1ในรายชื่อ100ศิลปินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดการ

ปัจจุบันเพลงของ The Beatles มีอิทธิพลต่อการงานดนตรีของศิลปินรุ่นหลัง ๆ อย่างมากเนื่องจากThe Beatles นั้นเป็นของการเล่นดนตรีแบบเป็นวง อีกทั้งยังเป็นวงดนตรีแรกๆที่เป็นเพลงแนวRock&Roll และในหลายๆ ประเทศจะมีวงดนตรีที่เรียกว่า “The Beatles Tribute Band” มากมายหลายวง โดยวงเหล่านี้จะเล่นเฉพาะเพลงของ The Beatles เท่านั้น พวกเขาได้สร้างผลงานเพลงที่มีคุณค่าเอาไว้มากมาย ถือว่ามรดกสำคัญในวงการดนตรีเลยทีเดียว และเป็นเรื่องที่น่าแปลก แม้ The Beatles จะแตกแยกกันไปถึง 30 กว่าปีแล้วแต่คลื่นวิทยุต่างๆทั่วโลกก็ยังคงเปิดเพลงของ The Beatles มาจนถึงปัจจุบัน


อ้างอิง

กัญญารัตน์ กันทะวงศ์.2556.ประวัติวงThe Beatles . สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2558, จาก: http://mindmintzzz.blogspot.com/2013/02/beatles.html.

นรินทร์ สวนศิลป์พงศ์ .2557. ประวัติศิลปินคณะเดอะบีตเทิ่ล. สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2558, จาก: http://nakhonsawanradio.blogspot.com/2014/01/beatles.html

Bahblalie . 2555 . ความเป็นมาของ The Beatles(สี่เต่าทอง).  สืบค้นเมื่อ 11 ตุลาคม 2558, จาก: https://bahbalie.wordpress.com/2012/07/19

อ่านเพิ่มเติม »

ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven)

โดย รินรดา  คมฤทัย

ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟน นักดนตรีและนักประพันธ์เพลงในยุคคลาสสิค เป็นบุคคลผู้ริเริ่มดนตรียุคโรแมนติก ผู้ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคทางการได้ยิน และสามารถสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์ออกมาได้อย่างสวยงาม

ลุดวิจ ฟาน เบโทเฟน (Ludwig van Beethoven) เกิดที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมัน ในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1770 เป็นบุตรของครอบครัวนักดนตรีโจฮันน์ ฟาน เบโทเฟน นักร้องประจำราชสำนักแห่งกรุงบอนน์ และมาเรีย แมคดาเลนนา โดยครอบครัวของเบโทเฟนนั้นมีเชื้อสายเฟลมิช จากเมืองเมเชเลน ประเทศเบลเยียม แม่ของเบโทเฟนเสียชีวิตเนื่องจากโรควัณโรคกำเริบ ทำให้พ่อติดเหล้าอย่างนักและโดนไล่ออกจากงาน เบโทเฟนจึงต้องทำหน้าที่ดูแลบิดาและน้องของเขา



เบโทเฟนเริ่มเล่นดนตรีตอนอายุ 5 ปี โดยการบังคับจากพ่อที่หวังจะทำให้เบโทเฟนมีความสามารถเหมือนกับโมสาร์ท จากการกระทำของพ่อทำให้เบโทเฟนเกิดความรู้สึกเกลียดการเล่นดนตรี แต่เนื่องจากในตอนนั้นเขามีภาระทางบ้านที่ต้องดูแล จึงเป็นแรงผลักดันให้เบโทเฟนตั้งใจเรียนดนตรี จนสามารถแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกได้เมื่อตอนอายุ 7 ขวบ ที่เมืองโคโลญจน์ และเขาได้เริ่มเรียนดนตรีอย่างจริงจังกับคริสเตียน กอทท์ลอบ นีฟ หัวหน้าวงดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบอนน์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นบุคคลผู้ที่สร้างความสามารถทางด้านดนตรีให้กับเบโธเฟนมากที่สุด เบโธเฟนเริ่มงานด้านดนตรีในตำแหน่งผู้ช่วยของ นีฟ ต่อมาได้รับตำแหน่งหัวหน้าวงดนตรีในสำนักของเจ้าเมืองบอนน์ เมื่อมีอายุได้ 12 ปี ก็เริ่มที่จะประพันธ์เพลงเปียโนได้ด้วยตนเอง

เบโทเฟนได้พบกับโยเซฟ ไฮเดน บุคคลผู้ที่เคยทำงานอยู่ในราชสำนักกรุงบอนน์ ในปี 1792 ขณะที่ไฮเดนเดินทางกลับจากอังกฤษและแวะเยี่ยมราชสำนักกรุงบอนน์ที่ทำงานเก่าของตน เขาได้เห็นถึงความสามารถและแววอัจฉริยะของเบโทเฟน จึงได้เสนอให้เบโทเฟนไปเรียนดนตรีกับตนเองที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียขณะอายุ 16 ปี ตอนอยู่เวียนนาเบโทเฟนมีโอกาสเล่นดนตรีให้โมสาร์ทชม โมสาร์ทได้ชื่นชมในความสามารถของเบโทเฟนอย่างมากถึงขนาดกล่าวว่า "จงคอยดูเด็กคนนี้ให้ดี วันหนึ่งเขาจะดังก้องไปทั่วโลก" ขณะที่เบโทเฟนประสบความสำเร็จในฐานะนักเปียโนเอก พ่อของเขาก็ได้ป่วยหนักและเสียชีวิตลง

ประมาณปี 1796 อายุ 26 ปี เบโทเฟนได้เริ่มมีปัญหาหูตึง ปี 1800 หันมาประพันธ์เพลงอย่างจริงจัง ได้ย้ายไปอยู่ในเมืองเล็กๆ นอกเวียนนาชื่อ Heiligenstadi ตามคำแนะนำของแพทย์ในปี 1801 ประมาณปี 1814 เขาได้เริ่มประพันธ์เพลงที่มีพลังเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ระบายออกมาอย่างรุนแรงและงดงามเพราะสูญเสียการได้ยินเสียงสูงๆ เป็นเพลงที่แสดงออกถึงอารมณ์ที่ชัดเจน มีความเสรีและแหวกแนว แตกต่างจากแบบแผนของเพลงในสมัยนั้น จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "เป็นนักดนตรีนอกแบบแผน ทำให้เกิดอันตรายต่อศิลปะทางดนตรี"

ปี 1819 เขาได้หยุดแสดงคอนเสิร์ตในที่สาธารณะเนื่องจากหูทั้งสองข้างของเขาได้สูญเสียการได้ยินอย่างถาวร แต่ยังคงประพันธ์เพลงต่อมาจนเกิดเพลง Symphony no.3 ซึ่งเป็นเพลงแรกที่ใส่อารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรงโดยละทิ้งกฎเกณฑ์ของยุคคลาสสิคทั้งหมด นอกจาก Symphony no.3 แล้วเพลงที่ได้ประพันธ์ตอนสูญเสียการได้ยินยังมี Symphony no.5 และ Symphony no.9 ด้วย เบโทเฟนปรากฎตัวครั้งสุดท้ายในการแสดงคอนเสิร์ต Symphony no.9  ในปี 1824

ปี1826 โรคลำไส้ได้กำเริบและทำให้อาการของเบโทเฟนทรุดหนักลง จนในวันที่ 26 มีนาคม 1827 เบโทเฟนได้เสียชีวิตลงที่กรุงเวียนนา ขณะที่มีอายุ 57 ปี และศพของเขาได้ฝังอยู่ที่สุสานในกลางกรุงเวียนนา

ลักษณะเพลงของเบโทเฟนคือการใช้จังหวะขัดและการใช้เสียงที่ไม่กลมกลืนในการสร้างความตึงเครียดและความตื่นเต้นในบทเพลง รวมถึงการใช้ความเงียบสร้างความตึงเครียดด้วย ใช้เทคนิคและรูปแบบเพลงในยุคคลาสสิค แต่ได้เพิ่มพลังความเข้มข้นลงไปทำให้ดนตรีในยุคนั้นจึงเป็นที่มาของดนตรีในรูปแบบใหม่

ผลงานในการเปลี่ยนแนวดนตรีของเขา ทำให้นักวิชาการทางดนตรีตั้งชื่อยุคของดนตรีในสมัยนั้นขึ้นใหม่ขึ้นว่า ยุคโรแมนติก นั่นเอง


อ้างอิง

บีโธเฟน  อัฉริยะผู้ไม่ยอมแพ้. (2010). ค้นข้อมูล 3กันยายน2558, จาก www.unigang.com/Article/5367

ลุควิค ฟาน เบโธเฟน (Ludwig van Beethoven). (2014). ค้นข้อมูล 29สิงหาคม2558, จาก https://marinaiso.wordpress.com/

ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig van Beethovan). (2014). ค้นข้อมูล 29สิงหาคม2558, จาก http://personworld.exteen.com/

Ludwig van Beethoven. (2015). ค้นข้อมูล 3กันยายน2558, จาก http://en.wikipedia.org/

อ่านเพิ่มเติม »