แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักกีฬา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักกีฬา แสดงบทความทั้งหมด

เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) บุรุษนักวิ่งลมกรดผิวสี ผู้สร้างความไม่พอใจแก่ ฮิตเลอร์

โดย พิมณภัทร์ เกตุแสง

“กีฬาโอลิมปิก” มหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และตระการตาสำหรับมวลมนุษยชาติ แน่นอนว่าสำหรับนักกีฬาทั่วโลก เหรียญรางวัลที่ใหญ่ที่สุดหรือเรียกว่าเหรียญทอง เป็นสิ่งที่นักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกต่างใฝ่ฝัน เพราะมันเปรียบเสมือนรางวัลแห่งเกียรติยศและนำมาทั้งชื่อเสียงและเงินทองมากมายในอนาคตข้างหน้า เฉกเช่นเดียวกับนักกีฬากรีฑาชาวสหรัฐอเมริกาผิวสีจำนวนมาก ก็ต่างคาดหวังว่าทีมชาติของตนจะสามารถไปถึงยังจุดๆนั้นให้ได้ ดังเช่นวีรบุรุษของพวกเขา “เจสซี โอเวนส์ (Jesse Owens) ” ที่ปรากฏในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ปี 1936 ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี



เจมส์ คลีฟแลนด์ โอเวนส์ (James Cleveland Owens) คือชื่อเต็มๆ ของเจสซี โอเวนส์ เขาเกิดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแดนวิลส์ รัฐอลาบามา ใน ค.ศ.1913 สำหรับฐานะทางครอบครัวของเขานั้น เรียกได้ว่าค่อนข้างมีฐานะยากจน โดยบิดาและมารดาของเขามีอาชีพทำไร่นา ช่วงชีวิตวัยเด็กของเขาจึงลำบากยากเข็ญพอสมควร จนกระทั่งต่อมาครอบครัวของโอเวนส์ มีเหตุจำเป็นต้องย้ายไปที่เมืองคลีฟแลนด์ ณ รัฐโอไฮโอ โดยโอเวนส์เรียนมหาวิทยาลัยที่นั่น ในระหว่างที่กำลังศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เขาต้องทำงานพิเศษมากมายสารพัด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นเด็กในปั๊มน้ำมันและยังทำงานในสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อให้เพียงพอสำหรับการศึกษาและค่าเล่าเรียนของเขาเอง โอเวนส์เองไม่เคยใฝ่ฝันถึงการเป็นนักกีฬาทีมชาติมาก่อน แต่แล้วชีวิตเขากลับต้องมีการพลิกผันครั้งใหญ่

ช่วงเวลาที่เจสซี โอเวนส์กำลังศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เขาได้กลายเป็นนักกรีฑาเบอร์ต้นๆ ของมหาวิทยาลัยและทีมชาติสหรัฐอเมริกา เขาได้ฝึกซ้อมเป็นอย่างหนักและยังสามารถทำลายสถิติในการแข่งขันวิ่งในระยะทาง 100 เมตร และวิ่งในระยะทาง 200 เมตร ไม่เพียงแต่การวิ่งเท่านั้น ในกีฬากระโดดไกล เขายังสามารถทำสถิติได้ถึง 8.13 เมตร ซึ่งสถิติของโอเวนส์นั้นไม่สามารถมีผู้ใดทำลายได้ถึง 25 ปี เห็นได้ชัดว่าเขามีพรสวรรค์ในตัวเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีพรแสวงจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก

แต่ถึงแม้ว่าโอเวนส์จะมีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงเป็นตัวเบิกทางและได้เฉิดฉายในการแข่งขันกรีฑาก็ตาม แต่สื่อมวลชนภายในประเทศของเขากลับเพิกเฉยและไม่ได้ให้ความสนใจแก่นักกีฬาอนาคตไกลของประเทศตนอย่างที่ควรจะเป็นนัก เพราะสำหรับอเมริกาฯในขณะนั้น ไม่มีใครอยากรับรู้ความเก่งกาจหรือความสามารถของนักกีฬานิโกร หนำซ้ำยังมีบางส่วนรู้สึกไม่พอใจเสียด้วยซ้ำ

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากในทศวรรษช่วงปี 1930-1939 ประเด็นการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกาถือได้ว่ากำลังร้อนระอุและกระจายขยายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในทางตอนใต้ของประเทศ กลุ่มชาวผิวขาวได้แบ่งแยกในส่วนของบริการสาธารณะในประเทศ และมองว่าชาวผิวสีว่ามีค่าด้อยกว่าพวกของตน ไม่ว่าจะเป็นการที่ร้านอาหาร โรงแรม หรือแม้แต่โรงเรียนและโรงพยาบาลหลายแห่งนั้น มีนโยบายห้ามคนผิวสีใช้พื้นที่บางส่วนในสถานที่เหล่านั้น หรือบางสถานที่ก็ห้ามมิให้ชาวผิวสีใช้บริการในสถานที่นั้นเลย

ในช่วงปี ค.ศ. 1936 สถานการณ์ทางการเมืองในเยอรมนีได้ทวีความรุนแรงและความขัดแย้งในหลายๆ ด้าน สังคมเยอรมันยังมีค่านิยมความเกลียดชังและต่อต้านชาวยิวของนาซี ซึ่งนำโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) หรือการใช้ความรุนแรงแก่กลุ่มบุคคลที่มีความคิดหรือสีผิวแตกต่างกับตน ซึ่งก็คือชาวผิวสี ได้ถูกต่อต้านอย่างหนัก เพราะนาซีถือว่าคนชนชาติเยอรมันเป็นชนชาติชั้นสูง เหนือกว่าชาวยิวและชาวผิวสี สถานการณ์นี้ส่งผลให้คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา (USOC) เกิดความหนักอกหนักใจเป็นอย่างมาก เพราะเยอรมนีจะได้เป็นผู้จัดการแข่งขันหรือเจ้าภาพของงานโอลิมปิกในปีนั้นเอง ต่อมาจึงมีการหารือพิเศษว่า ในเมื่อสถานการณ์ในเยอรมนีเป็นเช่นนี้ จะยังเหมาะสมที่จะจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้หรือไม่ จนกระทั่งไม่นานก็ได้ข้อสรุป หลังจากมีการโต้เถียงกันหลายฝ่าย และมีบางฝ่ายได้มีการบอยคอตต์เสียด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุดคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้ตกลงยอมให้มีการจัดกีฬาโอลิมปิกที่เยอรมนี โดยเอเวอรี บรันเดจ(Avery Brandage) สมาชิกอาวุโสในคณะกรรมการของ USOC ให้เหตุผลในการคัดค้านการบอยคอตต์ไว้ว่า

"กีฬาโอลิมปิกเป็นเรื่องของนักกีฬา ไม่ใช่นักการเมือง"

หลังจากนั้นไม่นาน สหรัฐอเมริกาจึงยอมส่งนักกีฬาให้เดินทางไปยังกรุงเบอร์ลิน โดยจำเป็นจะต้องยอมรับกฎกติกาของนาซีในบางเรื่อง แต่ก็มีหลายประเทศเช่นกันที่ไม่ได้ให้ความไว้วางใจ และเลือกจะไม่ส่งนักกีฬาในการแข่งขันครั้งนี้

ในช่วงนั้นเอง โอเวนส์ยังคงคว้าชัยและรับเหรียญรางวัลอย่างต่อเนื่อง เขายังสามารถสร้างสถิติโลกใหม่ในการวิ่งระยะทาง 100 เมตร ในการแข่งขันทีมกรีฑาของมหาวิทยาลัยในรัฐชิคาโก ค.ศ. 1936 ทำให้โอเวนส์ กลายเป็นตัวเต็งหลักในรายชื่อนักกีฬาของทีมชาติสหรัฐอเมริกา สำหรับการแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงเบอร์ลิน จนในที่สุดเขาก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของทีมชาติอเมริกาฯ ถึงแม้ว่าเขาเองจะมิได้ปรารถนาว่าจะติดทีมชาติเลยสักนิด เนื่องจากกังวลถึงสถานการณ์ในเยอรมนี แค่คณะกรรมการฯและชาวแอโฟรอเมริกันหลายคนกลับมองว่าการมีส่วนร่วมของเขาจะส่งผลดีต่อชาวผิวสีทุกคน สิ่งนี้ยิ่งทำให้โอเวนส์รู้สึกกดดันและเครียดอย่างมาก แต่ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะรับใช้ชาติของเขา

อาณาจักรไรซ์ หรือประเทศเยอรมนีโดยนาซี ได้ประกาศแก่นานาชาติต้อนรับนักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลก โดยกล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มีความเท่าเทียมและเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติหรือสีผิวใด แต่ว่าทั้งหมดนั้น กลับกลายเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงและเป็นการจัดฉากโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เพื่อใช้ตบตาผู้คนทั้งโลก โดยในความเป็นจริงนั้น ความโหดเหี้ยมและอำมหิตของนาซีคือไกลออกไปทางเหนือของสนามโอลิมปิก ณ กรุงเบอร์ลิน ราวๆ 4 กิโลเมตร กลับมีค่ายกักกันสำหรับนักกีฬาเชื้อสายยิวโดยเฉพาะ เรียกค่ายกักกันนั้นว่าซักเซนเฮาเซน

โอเวนส์เตรียมตัวและเตรียมใจสำหรับการเข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ดี เขารู้ดีว่าอาจถูกกลั่นแกล้งมากมายสารพัด ทว่าสิ่งนั้นก็ไม่อาจที่จะเปลี่ยนแปลงพลังและความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยเหนือเยอรมันและนาซีของเขาเอง แล้วก็เป็นดั่งที่เขาคาการณ์ไว้ เนื่องจากในวันที่ 2 สิงหาคม 1936 เขาได้ลงทำการแข่งขันวิ่งในระยะ 100 เมตร และได้ทำลายสถิติโลกอีกครั้ง แต่เหล่าคณะกรรมการกลับเล่นตลกและไม่ยอมรับว่าสถิติที่ทำโดยนักวิ่งลมกรดผิวสีคนนี้เป็นคนสร้างโดยเหตุผลใดก็ไม่อาจทราบได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น เจสซี โอเวนส์ ก็ยังสามารถคว้าเหรียญทองเหรียญแรกมาได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนนักกีฬาร่วมชาติของเขาก็ยังสามารถคว้าเหรียญทองมาได้อีก 2 เหรียญ และเหรียญเงินอีก 1 เหรียญ



ในปีนั้นเองไม่พบรายงานจากสื่อสำหนักใดที่รายงานว่า เจสซี โอเวนส์ ได้รับการแสดงความยินดีหรือได้จับมือกับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หรือไม่ แต่ที่ทราบได้แน่ๆ คือ ฮิตเลอร์และนาซีเอง รู้สึกไม่พอใจและโมโหเป็นอย่างมากที่นักกีฬาชาวอเมริกัน อีกทั้งยังเป็นชาวผิวสีได้รับชัยชนะเหนือทีมชาติเยอรมัน ที่ตนมีความมั่นใจและภูมิใจว่าเป็นชาติที่สูงศักดิ์และมีเกียรติที่สุด และอีกคนที่ก็รู้สึกอับอายในชัยชนะครั้งนี้ไม่แพ้กันก็คือ แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากเขาไม่อยากที่จะแสดงความยินดีแก่นักกีฬาชาวผิวดำที่ตนเองรู้สึกเหยียดและมองว่าด้อยกว่ากลุ่มชาวผิวขาว

ชัยชนะเหนือเยอรมนีของอเมริกาฯในกีฬาโอลิมปิก ณ ปีนั้น ยังได้ถูกกล่าวถึงในบันทึกส่วนตัวของโยเซฟ เกิบเบลส์ (Joseph Goebbels) ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการในขณะนั้น เกิบเบลส์ ได้เขียนระบายความอัดอั้นและเขียนถ้อยคำที่แสดงถึงความรู้สึกเหยียดหยามในตัวชาวผิวสีของตนเอาไว้ ใจความตอนหนึ่งว่า

“ ทีมชาติเยอรมันของเราสามารถคว้าเหรียญทองได้หนึ่งเหรียญ สหรัฐอเมริกาได้ไปสามเหรียญ และในจำนวนนั้นสองในสามเหรียญเป็นฝีมือของพวกนิโกร นับเป็นความอัปยศ ที่ชนผิวขาวจะต้องสมควรละอายจริงแท้ ”

ในด้านครอบครัวของโอเวนส์ เขาแต่งงานตั้งแต่เมื่อเขาอายุ 18 ปี กับภรรยาของเขา นามว่า รูธ โซโลมอน (Root Solomon) เธอได้ให้กำเนิดบุตรของโอเวนส์ 3 คน และมีหลานทั้งหมด 5 คน ในช่วงชีวิตยามบั้นปลาย โอเวนส์ได้อาศัยอยู่ ณ รัฐเอริโซนา โดยทำธุรกิจร่วมกับลูกเขย จนกระทั่งปี 1979 เขาได้ล้มป่วยลงด้วยโรคมะเร็งปอด เขารักษาตัวอยู่หนึ่งปีเต็ม ในที่สุดก็เสียชีวิตลงในปีถัดมา รวมอายุได้ 67 ปี

จากเรื่องราวชัยชนะเหนือนาซีเยอรมันและสามารถหักหน้าของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้โดยนักกีฬาผิวสีลมกรดนามว่า “ เจสซี โอเวนส์ ” สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญอย่างยิ่งของตัวเขาเอง และได้บทสรุปว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่สมควรเลยสักนิดที่เราทุกคนจะแบ่งแยกความเป็นมนุษย์ออกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องความต่างของเชื้อชาติและสีผิว และค่านิยมผิดๆที่ว่าคนผิวขาวนั้นสูงส่งกว่าชาวผิวสี แต่สิ่งสำคัญที่เราทุกคนสมควรที่จะกระทำ คือเราทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน เราทุกคนเท่าเทียมกัน เราไม่สามารถตีค่าความเป็นคนและปฏิบัติต่อคนที่แตกต่างกับเราอย่างไม่ยุติธรรมและเราควรเคารพและรับฟังในความต่างของกันและกัน เพื่อให้เกิดความสงบสุขในโลกของพวกเรา


อ้างอิง

เพจรีวิวเรื่อยเปื่อย. (2559). เด็กหนุ่มเพียงคนเดียวที่หักหน้าฮิตเลอร์กลางคนนับหมื่น เจสซี่ โอเว่นส์. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก: https://www.facebook.com/Universalreviews/photos/a.1582452
788706269.1073741829.1582134785404736/1699995900285290?type=3&theater

บุญโชค พานิชศิลป์. (2561). เจสซี โอเวนส์นักวิ่งผิวสีที่กระตุกหนวดนาซี. สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก: https://themomentum.co/something-between-jesse-owens/

ดาราเดลี่. (2559). เด็กหนุ่มหักหน้าฮิตเลอร์ “เจสซี่ โอเว่นส์” ฮีโร่โอลิมปิกตัวจริงใน “RACE ต้องกล้าวิ่ง." สืบค้นเมื่อ 28 มกราคม 2561, จาก:  https://www.daradaily.com/news/53701/read

อ่านเพิ่มเติม »

แจ๊คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) #42 นักเบสบอลผู้ยิ่งใหญ่

โดย สไมพร อุทัยเรือง

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยนะคะว่า ตัวผู้เขียนนั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการดูภาพยนตร์เรื่อง 42 American Legend หรือชื่อไทย 42  ตำนานนักหวดสะท้านโลก ใช่แล้วล่ะค่ะ เพราะชื่อภาษาไทยนี่แหละ ที่ทำให้เราสนใจและเลือกที่จะดูภาพยนตร์เรื่องนี้และนำมาเขียนให้ทุกๆคนได้อ่านกัน โดยในวันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องราวที่หลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ เราจะยกเรื่องราวของ “บุคคล” ท่านหนึ่งที่ให้แรงบันดาลใจเป็นอย่างมากมาให้ทุกคนได้อ่านกัน บุคคลผู้นั้นก็คือ แจ๊คกี้ โรบินสัน นักเบสบอลผิวสีคนแรกที่เริ่มการก้าวเท้าเดินจากจุดเล็กๆ ไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการกีฬาเบสบอล


ที่มา: https://www.pinterest.com/

แจ๊คกี้ โรบินสัน (Jackie Robinson) ชื่อเต็มคือ Jackie Roosevelt Robinson เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1919 เป็นคนเชื้อสายแอฟริกันอเมริกัน  อาศัยอยู่ในครอบครัวของคนงานในไคโรจอร์เจีย เขาเป็นน้องคนสุดท้องของเด็กทั้งห้าคนที่คลอดมาจาก Mallie (McGriff) และ Jerry Robinson ชื่อกลางของเขาถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีทีโอดอร์รูสเวลต์ผู้เสียชีวิต 25 วันก่อนเกิดโรบินสัน หลังจากที่พ่อของโรบินสันทิ้งครอบครัวในปี 1920 พวกเขาย้ายไปพาซาดีนาแคลิฟอร์เนีย ครอบครัวเขาขยายตัวเป็นที่อยู่อาศัยที่มีบ้านหลังเล็ก ๆ อยู่ที่ 121 Pepper Street ใน Pasadena แม่ของเขาทำงานต่าง ๆ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เขาเติบโตขึ้นมาในความยากจนในชุมชนร่ำรวย ทำให้เขาและเพื่อน ๆ ของชนกลุ่มน้อยของเขาได้รับการยกเว้นจากหลายโอกาสดำรงชีวิตเป็นผลให้เข้าร่วมแก๊งย่าน แต่เพื่อนของเขาคาร์ลแอนเดอเกลี้ยกล่อมให้เขาละทิ้งมัน

ในปีพ. ศ. 2478 โรบินสันจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในวอชิงตันและลงทะเบียนเรียนที่โรงเรียนจอห์นมูเยอร์ (Muir Tech) เขาตระหนักถึงความสามารถของเขาแข็งแรงโรบินสันพี่ชายของแม็ค และแฟรงก์แรงบันดาลใจแจ๊คกี้ที่จะไล่ตามความสนใจของเขาในการเล่นกีฬา

เส้นทางสู่การได้รับการยอมรับจากผู้คนที่เคยถูกเหยียดหยาม

ด้วยความที่โรบินสันนั้นให้ความสนใจในด้านการกีฬาอย่ามาก โดยเฉพาะไม้ว่าจะเป็นฟุตบอล บาสเกตบอล และกีฬาเบสบอล ทำให้เขานั้นได้เริ่มต้นการเดินทางของเขาจากการเล่นกีฬาเบสบอลในช่วงต้นปี 1945 ขณะที่โรบินสันอยู่ที่ Sam Huston College แคนซัสซิตีพระมหากษัตริย์ส่งข้อเสนอให้เขาเล่นเบสบอลมืออาชีพในลีกนิโกรโดยนั่นเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆของเขาในการก้าวเข้ามาในวงการกีฬาเบสบอลที่เขาให้ความสนใจ โดยโรบินสันยอมรับสัญญา 400 ดอลลาร์ต่อเดือน ในช่วงกลางทศวรรษ 1940

ริกกี้ประธานสโมสรและผู้จัดการทั่วไปของ Brooklyn Dodgers ได้เริ่มเสาะหาลีกนิโกรสำหรับการเพิ่มบัญชีรายชื่อของ Dodgers Rickey เนื่องจากผู้เล่นชาวผิวขาวในสังกัดของเขานั้นลาออกจากการเป็นนักกีฬา ริกกี้เล็งไปถึงโรบินสันที่เป็นดาวรุ่งที่มีความสามารถในด้านกีฬาเบสบอลจากรายชื่อผู้เล่นที่มีแนวโน้มสีดำและคำที่เขาให้สัมภาษณ์  ริกกี้ถามโรบินสันว่าเขาจะต้องเผชิญกับความเกลียดชังทางเชื้อชาติโดยต้องไม่ตอบโต้ เขาตกใจและตั้งคำถามว่า "คุณกำลังมองหานิโกรที่กลัวที่จะต่อสู้กลับ?" ริกกี้ตอบว่าเขาต้องการผู้เล่นนิโกร "กับความกล้าพอที่จะไม่สู้กลับ" เพื่อต่อต้านอคติทางเชื้อชาติ ริกกี้ตกลงที่จะเซ็นสัญญากับเขาในราคา 600 ดอลลาร์ต่อเดือน 8,156 ดอลลาร์ และลงเล่นด้วยการสวมเสื้อหมายเลข 42

แม้ว่าริกกี้จะต้องการให้โรบินสันจัดให้เป็นความลับในเวลานั้นก็ตามริกกี้ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับโรบินสันก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 วันที่ 23 ตุลาคมประกาศต่อสาธารณชนว่าโรบินสันจะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้เล่นในทีมดอด โรบินสันเป็นผู้เล่นเบสบอลผิวดำคนแรกในลีกระหว่างประเทศตั้งแต่ยุค 1880 โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีก


ที่มา: https://myhero.com/

ผลงานที่โดดเด่นของเขา

โรบินสันนั้นถือว่าเป็นบุคคลอีกบุคคลหนึ่งที่เขาประสบความสำเร็จวงการกีฬาเป็นอย่างมาก เขาได้รางวัลมากมายตั้งแต่เขาเป็นเด็กผิวสีธรรมดาๆคนหนึ่งที่ถูกกีดกันในเรื่องการใช้ชีวิตต่างๆ แต่ด้วยความพยายาม ความสามารถทและพรสวรรค์ของเขาก็ทำให้เขาทำลายกำแพงเหล่านั้นลงได้

ซึ่งเขาเป็นผู้รับรางวัลเอ็มกรุ๊ปแห่งปีในการเปิดสาขาในปีพ. ศ. 2490 เป็นดาวรุ่งทั้งหมดเป็นเวลาหกฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปีพ. ศ. 2492 ถึงปีพ. ศ. 2497   

ได้รับรางวัลNational Player Awardในปีพ. ศ. 2492 - ผู้เล่นสีดำคนแรกที่ได้รับเกียรติ

โรบินสันได้ร่วมเล่นในเวิลด์ซีรีส์หกและมีส่วนในการแข่งขันชิงแชมป์ เวิลด์ซีรีส์ 1955ของ Doders '

ในปีพ. ศ. 2540เขาเป็นนักกีฬาอาชีพคนแรกในกีฬาที่ได้รับเกียรติ "Jackie Robinson ‘s day" เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2547 ซึ่งผู้เล่นในทุกทีมและทุกคนจะร่วมกันสวมเสื้อหมายเลข 42

หลังจากการตายของเขาในปี 1972 มีการจัดให้รางวัลให้แก่ความสำเร็จของเขาทั้งในและนอกสนามโรบินสันเป็นรางวัลรัฐสภาเหรียญทองและเหรียญประธานาธิบดีแห่งอิสรภาพอีกด้วย
           
การทำลายกำแพงสีผิว

โรบินสันได้พยายามใช้ความสามารถของเขาในการเล่นกีฬาเบสบอลในการพิสูจน์ความสามารถของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นผิวสี ที่ถูกคนอเมริกันผิวขาวมองว่าเป็นชนชั้นทาสในขณะนั้น ว่าถึงแม้ว่าผิวสีดำแต่ก็ไม่ได้ใจดำ และยังมีความสามารถที่เปี่ยมล้น ไม่แพ้คนผิวขาวที่มองว่าตัวเองนั้นเป็นคนชั้นสูง และเขายังทำให้เราเห็นอีกว่าคนผิวขาวที่มองว่าตัวเองสูงส่งกว่าพวกเขาบางคนยังมีจิตใจที่เป็นสีดำยิ่งกว่าสีผิวบนตัวของเขาซะอีก นอกจากเขาจะต้องต่อสู้กับคนที่คอยเหยียบย่ำเขาแล้ว เขายังต้องต่อสู้กับตัวของเขาเอง เพื่อพิสูจน์ว่า เขาและคนผิวสีทั้งหลายเองก็ไม่ได้เป็นคนที่มีจิตใจที่โหดเหี้ยม ใช้แต่กำลัง ไม่มีความสามารถพอที่จะเทียบเท่าคนผิวขาวได้เลย นอกจากนี้เองเขาเป็นนักกีฬาอาชีพคนแรกในวงการกีฬาที่ได้รับเกียรติให้มี  "Jackie Robinson Day " เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยผู้เล่นทุกทีมทุกคนจะร่วมใจกันสวมเสื้อหมายเลข “42”

โรบินสันนั้นป่วยด้วยภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัวใจและโรคเบาหวานทำให้โรบินสันและทำให้เขาเกือบตาบอดในวัยกลางคน ที่ 24 ตุลาคม 2515 และ 9 วันหลังจากนั้นเขาเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายที่บ้านของเขาบนถนน Cascade 95 ใน North Stamford , Connecticut; เขาในวัน 53 ปี พิธีศพของโรบินสันที่ 27 ตุลาคม 1972 ที่อัปเปอร์แมนฮัตตัน ริเวอร์ไซด์คริสตจักรที่อยู่ติดกับแกรนท์สุสานในมอร์นิงมีคนมาร่วมไว้อาลัยถึง 2,500 คน โดยอดีตเพื่อนร่วมทีมหลายคนและนักเบสบอลที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ  25 ปีหลังจากการเสียชีวิตของโรบินสัน Interboro Parkway ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Jackie Robinson Parkway ซึ่งเป็นสถานที่ในความทรงจำของเขา

หลังจากการเสียชีวิตของโรบินสันภรรยาของเขาได้ก่อตั้งมูลนิธิแจ็กกี้โรบินสันและเธอยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ของที่นั่น ในวันที่ 15 เมษายน 2551 เธอประกาศว่าในปี 2553 มูลนิธิจะเปิดพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับแจ็กกี้ในแมนฮัตตันตอนล่าง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับเรื่องที่เราได้ยกมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านวันนี้  ชีวิตการเดินทางของโรบินสัน นอกจากจะเริ่มต้นการเดินทางจุดเล็กๆและต้องใช้ความสามารถของเขาเองแล้ว ยังต้องมีการใช้ความอดทน ต่อสู้กับเรื่องราวต่างๆ ทั้งการไม่ได้รับกำลังใจ คำชมเชย ซ้ำยังโดนดูถูกเหยียดหยามโดยที่เขาเองนั้นก็ต้องใช้ความข่มใจของตัวเองในการไม่โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงจนในที่สุดเขาก็สามารทำให้กำแพงที่ทั้งใหญ่และเต็มไปด้วยอคตินั้นพังทลายลงเองด้วยความมุมานะของเขา


อ้างอิง

ไพโรจน์ พลเพชร.(2547).รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์เรื่องสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์. กรุงเทพฯสำนักงานกองทุนงานวิจัยสถาบันพระปกเกล้า.

นพนิธิ สุริยะ.(2537). สิทธิมนุษยชน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน

ศิริชนา สว่างเนตร.(2557).ภาพเชิงลบของคนผิวดำและการวิพากษ์สังคมผ่านภาพเงาดำของคาร่า วอร์คเกอร์.วารสารวิชาการ Veridian E-Journal,7(3). University, 2000. Accessed October 20, 2012.

42 ตำนานนักหวดสะท้านโลก. สืบค้นเมื่อวันที่21 ธันวาคม 2561.จาก: https://mono29.com/program/174030.html

อ่านเพิ่มเติม »

กอนซาโล อิกวาอิน (Gonzalo Higuaín) กองหน้าที่แพงที่สุดในโลก

โดย นราวิชญ์ ลีลายุวัฒน์

ในกีฬาฟุตบอลนั้น กองหน้าเป็นตำแหน่งที่ใครๆต่างก็ใฝ่ฝันถึง เพราะเป็นตำแหน่งที่มักจะได้เป็นคนทำประตู ซึ่งทำให้ผู้คนชื่นชอบและเป็นที่รู้จัก สังเกตุได้จากนักเตะที่ถูกขนานนามว่าเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกนั้น ไม่ว่าจะเป็น “เปเล่” (Pelé) ที่ได้ชื่อว่าเป็น "ราชาฟุตบอล" หรือ "ไข่มุกดำ" หรือ “คริสเตียโน โรนัลโด” (Cristiano Ronaldo) นักเตะที่ว่ากันว่าเก่งที่สุดในยุคนี้คู่กับ “ลีโอเนล เมสซี” (Lionel Messi) นักเตะเหล่านี้ ล้วนเป็นกองหน้าทั้งสิ้น ซึ่งในบทความนี้ เราก็จะมาทำความรู้จักกันกับ “กอนซาโล อิกวาอิน” (Gonzalo Higuain) นักเตะสัญชาติอาร์เจนตินา อายุ 28 ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้เป็นกองหน้าที่แพงที่สุดในโลก ด้วยค่าตัวถึง 90ล้านยูโร หรือราว 3500ล้านบาท



กอนซาโล เคราร์โด อีกวาอิน (Gonzalo Gerardo Higuaín) ซึ่งเป็นกองหน้าที่แพงที่สุดในโลกในฤดูกาลที่ผ่านมา เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1987 เมืองแบร็สต์ ประเทศฝรั่งเศส แต่ได้เปลี่ยนสัญชาตเป็นอาร์เจนติน่าในภายหลัง เขามีพี่น้อง 3 คน พี่ชาย 2 คน น้องชาย 1 คน


ที่มา: http://www.ibtimes.com/

อีกวาอินเริ่มอาชีพนักฟุตบอล โดยเริ่มเล่นฟุตบอลให้กับทีมเยาวชน ริเวอร์ เพลท(River plate) ในแมทช์เดบิวท์ นาเซีย เอสกริมา (Gimnasia y Esgrima) ได้ชัยชนะเหนือทีมของเขาไปด้วยสกอร์ 2-1 แต่เขาก็มาได้ทำประตูเป็นครั้งแรกในเกมที่เจอกับทีมแบนฟิลด์ ซึ่งทำให้ทีมของเขาชนะไปด้วยคะแนน 3-1 เขาจบฤดูกาล 2005-2006 ด้วยการทำ5ประตูจากการลงเล่น 12 ครั้ง ฤดูต่อมา ผู้จัดการทีมริเวอร์เพลทได้แถลงว่า อีกวาอินมี อนาคตที่สดใส และ มีแววที่จะเป็นซุปเปอร์สตาร์ ซึ่งฤดูกาลนั้น เขาลงเล่นไป 17 แมทช์ และทำได้ถึง 10 ประตู


ที่มา: http://www.soccernews.com/

ฤดูที่โดดเด่นขณะที่อยู่ที่มาดริด ก็คือ 2008-09 ที่อีกวาอินได้ทำประตูเพื่อคว้าชัยชนะเหนือบาเลนเซีย ในการแข่งซุปเปอร์โคปา จากนั้น เขาก็ได้สยบทีม มาลากา 4-3 โดยในนัดนั้น เขาได้ทำประตูไปถึง 4 ประตู และกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดในลีคในขณะนั้น ร่วมกับ ซามูเอล เอโต ซึ่งก็เรียกความสนใจจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ซึ่งเขาก็มีผลงานที่ดีจนจบฤดู ในฤดูกาล 2009-10 นั้น อีกวาอินได้กลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของเรอัล มาดริด ด้วยการทำไป 29ประตูจากทุกการแข่งขัน และในลีกนั้น เขาได้เป็นผู้ทำประตูมากที่สุดอันดับที่2 เป็นรองเพียงแค่ เลโอเนล เมสซี ซลาตัน อีบราฮิโมวิช นักเตะสัญชาติสวีเดน และ คริสเตียโน โรนัลโดเท่านั้น

ช่วงทอปฟอร์มที่สุดในชีวิตของอีกวาอินนั้นก็ต้องเป็นฤดูกาล2015-16 ที่เขาอยู่กับทีมนาโปลี และทำลายสถิติการทำประตูที่มากที่สุดในซีเรียอา ซึ่งใน 66ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีนักเตะคนไหนทำได้เกิน 20 ประตู โดยอีกวาอินทำประตูไปถึง 36 ประตู จนทำให้แชมป์เซเรีย อา 5 สมัยซ้อน ทีมยูเวนตุสสนใจเป็นนอย่างมากจนยอมเซ็นสัญญากับเขา ทำให้อีกวาอิน กลายเป็นกองหน้าที่แพงที่สุดในโลก ด้วยค่าตัว 90 ล้านยูโร




ปัจจุบันนั้น เนื่องจากรูปร่างที่ท้วมในช่วงแรก ทำให้หลายคนสงสัยว่าเขาจะมีความสามารถเหมือนฤดูที่แล้วหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมาบอกว่า

"มันดีกว่าหากคุณยังคงพูดว่าผมอ้วน ผมจะยิ่งยิงประตูต่อเนื่อง" และ "แน่นอน ผมสบายดี ผมซ้อมมา 20 วันแล้ว และผมก็ไม่เข้าใจความสนใจเกี่ยวกับสภาพร่างกายของผมเลยล่ะ"

ซึ่งวิธีที่จะทำให้ทุกคนหายสงสัย และยอมรับในตัวเขานั้นก็คงมีเพียงแค่การแสดงความสามารถของเขาให้ทุกคนได้เห็นนั่นเอง


อ้างอิง:

Higuain สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2559, จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Gonzalo_Higua%C3%ADn

อิกวาอิน : ยิ่งพูดว่าผมอ้วน ผมยิ่งยิงประตู สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2559, จาก: www.goal.com/th/news/4269/ฟุตบอลอิตาลี/2016/08/22/26756562/อิกวาอิน-ยิ่งพูดว่าผมอ้วน-ผมยิ่งได้ประตู?ICID=PP_6106

สุดยอด! อีกวาอินทุบสถิติดาวซัลโวเซเรียอา สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2559, จาก: http://www.siamsport.co.th/football/calcio/view.php?code=160515044027


อ่านเพิ่มเติม »

ไมเคิล เฟลป์ส (Michael Phelps) เจ้าของเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก

โดย พัชราภรณ์ แก้วกนก

หากพูดถึงมหกรรมการแข่งกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก กีฬาโอลิมปิก หรือโอลิมปิก เกมส์ ซึ่งมีการจัดการแข่งขันขึ้นทุก 4 ปี นับตั้งแต่ปี1896 เป็นต้นมา การเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกนั้นถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดสำหรับนักกีฬาทุกคน และยิ่งไปกว่านั้นหากว่าพวกเขาสามารถคว้าเหรียญทองได้ ไมเคิล เฟลป์ส นักกีฬาว่ายน้ำชาวอเมริกัน ผู้ที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งหมด 23 เหรียญทอง

ไมเคิล เฟลป์ส มีชื่อเต็มว่า ไมเคิล เฟรด เฟ็ลปส์ (Michael Fred Phelps) เกิดเมื่อ 30 มิถุนายน 1985 ที่เมืองรอดเจอส์ฟอร์จ บริเวณชานเมืองของเมืองบอลติมอร์ในรัฐแมริแลนด์ ซึ่งเป็นที่มาของฉายา “กระสุนแห่งบัลติมอร์" (Baltimore Bullet) เขาเรียนจบระดับชั้นมัธยมที่ ทาวสัน ไฮสคูล เมื่อปี 2003 พ่อของเขาชื่อ เฟร็ด เฟลป์ส เป็นตำรวจแห่งรัฐแมริแลนด์ และ เด็บบี้ เดวิสสัน เฟลป์ส แม่ของเขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนประถม ทั้งคู่หย่าร้างกันในปี ค.ศ. 1994 เขามีพี่สาวอีกสองคนชื่อ วิทนีย์ และ ฮิลารี่ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักว่ายน้ำเช่นกัน โดยวิทนีย์เกือบจะได้ลงแข่งว่ายน้ำให้กับทีมชาติสหรัฐอเมริกาในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1996 ถ้าไม่ได้รับบาดเจ็บจนต้องถอนตัว


ที่มา: http://celebnetwealth.com/

ในวัยเด็กเฟลป์สเป็นเด็กที่มีปัญหาการเรียน อยู่นิ่งไม่ได้ ซุกซน ชวนเพื่อนคุยในห้องเรียนจนถูกครูดุเป็นประจำ จนวันหนึ่งครูบอกกับแม่ของเขาว่าเขาคงจะเรียนหนังสือไม่ได้ แม่จึงตัดสินใจพาเขาไปตรวจกับจิตแพทย์เด็ก และพบว่าเขาเป็นโรคสมาธิสั้น (ADHD) ในช่วงแรกเฟลป์สได้รับยาเพื่อรักษาอาการสมาธิสั้น สมาธิของเขาก็ดีขึ้นบ้างแต่ยังมีอาการหุนหันและใจร้อนอยู่ แม่จึงตัดสินใจส่งเขาไปฝึกว่ายน้ำ

เฟลป์สเริ่มว่ายน้ำตั้งแต่อายุได้ 7 ขวบ และมีพี่สาวทั้งสองคนเป็นเสมือนแรงบันดาลใจให้กับเขา เขาเคยให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า การหย่าร้างของพ่อกับแม่และการไม่ได้ไปแข่งโอลิมปิกของพี่สาวเนื่องจากอาการบาดเจ็บนั้น ได้กลายมาเป็นแรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้เขาหันมามุ่งมั่นทุ่มเทกับการว่ายน้ำมากยิ่งขึ้นเพื่อชดเชยความล้มเหลวของครอบครัวและความโชคร้ายของพี่สาวของเขาในอดีต และเมื่ออายุ 10 ขวบ เขาก็สามารถทำลายสถิติระดับประเทศเมื่อเทียบกับเด็กอายุรุ่นเดียวกัน

ปี 2000 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เป็นการเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกของเฟลป์ส นอกจากนี้เขายังเป็นนักกีฬาชายที่อายุน้อยที่สุดที่สหรัฐอเมริกาส่งเข้าแข่งขันโอลิมปิกในรอบ 70 ปี ด้วยอายุเพียง 15 ปีเท่านั้น แม้ว่าในการแข่งขันครั้งนี้เขาไม่อาจคว้าหรียญรางวัลได้ แต่ก็สามารถคว้าอันดับที่ 5 ในการว่ายผีเสื้อ 200 เมตร 4 ปีต่อมา เขาก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าแข่งขันโอลิมปิกอีกเป็นครั้งที่ 2



ในปี 2004 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เป็นครั้งแรกที่เฟลป์สคว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ หลังจบการแข่งขันเขาสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ทั้งหมด 6 เหรียญทอง กับ 2 เหรียญทองแดง สำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งต่อไป เขามีเป้าหมายสูงสุด คือ ทำลายสถิติของ มาร์ก แอนดรูว์ สปิตซ์ เจ้าของสถิติคว้าเหรียญทองมากที่สุดจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งเดียว ด้วยผลงาน 7 เหรียญทอง ในโอลิมปิก ปี 1972 และยังทำลายสถิติโลกทั้ง 7 รายการด้วย

ในปี 2008 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในที่สุดเฟลป์สก็สามารถทำลายเป้าหมายที่ตั้งได้สำเร็จ เขากลายเป็นนักกีฬาคนเดียวที่กวาด 8 เหรียญทองในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งเดียว นอกจากนี้เขายังทำลายสถิติทุกรายการ เป็นสถิติโลก 7 รายการ และสถิติโอลิมปิก 1 รายการ และเป็นนักกีฬาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดถึง 14 เหรียญ ณ ขณะนั้น

ในปี 2012 การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เฟลป์สกลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งโดยครั้งนี้เขาสามารถคว้า 6 เหรียญทอง กับ 2 เหรียญเงิน เป็นนักกีฬาว่ายน้ำชายคนแรกที่คว้า 3 เหรียญทองโอลิมปิก 3 สมัย และทำสถิติใหม่ในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิกมากที่สุดทั้งหมด 18 เหรียญ นอกจากนี้เขายังประกาศว่าจะเลิกว่ายน้ำและการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้คือครั้งสุดท้ายของเขา

ในปี 2014 เฟลป์สตัดสินใจหวนกลับมาว่ายน้ำเพื่อที่จะลงแข่งคัดเลือกตัวเข้าแข่งขันโอลิมปิกอีกครั้ง ในปี 2016 การแข่งขันโอลิมปิก ณ กรุงริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล เฟลป์สไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง คว้า 5 เหรียญทอง พลาดเพียงรายการเดียวคือการว่ายท่าผีเสื้อ 100 เมตร ที่แพ้ให้กับ โจเซฟ สคูลลิ่ง อายุ 21 ปี นักกีฬาว่ายน้ำชาวสิงคโปร์ เลยคว้าได้เพียงเหรียญเงิน

หลังจบการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งล่าสุด เฟลป์สประกาศเลิกว่ายน้ำอีกครั้งและจะไม่ลงแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ปี 2020 ณ กรุงโตเกียว เพราะครั้งนี้คือโอลิมปิกครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ จากการเข้าแข่งขันโอลิมปิก 5 สมัย ตั้งแต่ปี 2000 เขากวาดเหรียญรางวัลโอลิมปิกไปถึง 28 เหรียญ 23 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง นับว่าเป็นนักกีฬาที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้มากที่สุดตลอดกาล

เฟลป์สจากเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นสู่นักกีฬาว่ายน้ำระดับตำนาน จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่ไม่ได้แม้แต่เหรียญรางวัล แต่ก็พยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก จนกลายเป็นเจ้าของเหรียญทองมากที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก แน่นอนว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่มันก็ไม่ใช่เรื่องยาก หากแต่มีความมุ่งมั่นมากพอ จะเห็นได้ว่าไม่มีใครนั้นเก่งมาตั้งแต่เกิด คนเก่งได้นั้นต้องได้รับการฝึกฝน


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. 2559. ไมเคิล เฟ็ลปส์. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก:
https://th.wikipedia.org/

ธนรัฐ ประเสริฐ. 2551. ดาวเด่น โอลิมปิค ฉลามหนุ่ม เฟลพ์ส. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก:
https://blog.eduzones.com/jipatar/8494?page2=45&page=1&page3=1&page4=&gallery_id=&vdo_id=&question_id=

Matichon Online. สุดยอด!"ไมเคิล เฟลป์ส"คว้า 8 เหรียญทอง ทุบประวัติศาสตร์โอลิมปิค. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก: http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1218946954

โพสต์ทูเดย์. กลับมาแล้ว!เฟลป์สคืนฟอร์มทุบสถิติโลก. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก: http://www.posttoday.com/sports/world/380907

โพสต์ทูเดย์. เฟลป์ส...กลับมาลาอย่างภาคภูมิ. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก: http://www.posttoday.com/sports/world/444493

โพสต์ทูเดย์. ไร้เทียมทาน! 23 เหรียญทอง "ไมเคิ่ล เฟลป์ส" สถิติที่ยากต่อการทำลาย. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559 จาก: http://sport.sanook.com/259881/

อ่านเพิ่มเติม »

ปอล ป็อกบา (Paul Labile Pogba) นักฟุตบอลที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก

โดย พงค์ปวีร์ ชาญธีระประวัติ

ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันว่ากีฬาฟุตบอลนั้นได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลก ซึ่งถ้าพูดถึงฟุตบอลนั้นหลายๆคนถึงแม้จะไม่เคยดูฟุตบอลเลยก็ตาม ก็คงจะเคยได้ยินชื่อของนักเตะอย่าง ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ (Cristiano Ronaldo)อดีตเจ้าของนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก หรือจะเป็น ‘ลิโอเนล เมสซี่’(Lionel Messi) พระเจ้าแห่งวงการลูกหนัง แต่ว่าปัจจุบันนั้นสถิติค่าตัวนักฟุตบอลที่แพงที่สุดของโลกนั้นไม่ได้เป็นของเหล่าเครื่องจักรถล่มประตูอีกต่อไป แต่กลับเป็นของกองกลางวัย 23 ปีที่เคยย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปยูเวนตุสแบบไร้ค่าตัว ‘ปอล ป็อกบา’  ซึ่งมูลค่าในการย้ายกลับมาร่วมทีมเก่าครั้งนี้มีมากถึง105ล้านยูโรทีเดียว(ประมาณ4100ล้านบาท)

ปอล ลาบีล ป็อกบา (Paul Labile Pogba) เกิดที่เมือง ลาญี-ซูร์-มาร์นประเทศฝรั่งเศส เป็นชาวประกินี เขามีพี่ชายสองคนซึ่งทั้งสองคนนั้นก็เป็นนักฟุตบอล โฟลเลนติน,พี่คนชายโตของเขา ตอนนี้เล่นให้สโมสร แซงต์-เอเตียน ส่วนพี่ชายอีกคน,มัธธิอุส ค้าแข้งอยู่กับทีม สปาร์ต้า ร็อตเตอร์ดัมที่ประเทศฮอลแลนด์ ทั้งนี้ ป็อกบา เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 6 ขวบ กับสโมสรยูเอส รอยส์-ออง-เบร จนกระทั่งอายุได้ 13 ปี เขาย้ายมทีมไปอยู่กับ ยูเอส ทรอซี่ย์ และได้เป็นกัปตันทีมของต้นสังกัดยู-13 อีกด้วย ให้หลังเพียงปีเดียว ป็อกบา ย้ายไปอยู่กับ เลอ อาฟร์ ซึ่งด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม ส่งผลให้เจ้าตัวได้รับความสนใจจากอาร์เซน่อล และอีกหลายทีมในเซเรีย อา


ที่มา: https://www.thesun.co.uk/

ป็อกบาเริ่มเส้นทางค้าแข้งของเขาอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี2009 เขาประกาศย้ายจากสโมสรเลอ อาฟร์ ไปร่วมกับทีมเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยฟอร์มการเล่นสุดร้อนแรงและดูโดดเด่นกว่านักเตะคนอื่นในรุ่นอายุต่ำกว่า18ปีทำให้ป็อกบากลายเป็น1ใน 4 นักเตะเยาวชนที่ถูกดักให้ขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ถึงแม้เขาจะได้ขึ้นมาในทีมชุดใหญ่ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสในการลงเล่นเท่าที่ควร เนื่องจากอายุยังน้อยและนักเตะคนอื่นในตำแหน่งเดียวกันค่อนข้างมากประสบการณ์กว่าทำให้ป็อกบาไม่ได้เป็นตัวเลือกลำดับแรกๆในตำแหน่งกองกลางภายใต้การคุมทีมของเซอร์ อเล็ก เฟอกูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ณ เวลานั้น

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2012 ป็อกบาได้ทำการตัดสินใจที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาแบบก้าวกระโดด นั่นคือการย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปร่วมทีมยูเวนตุส ในประเทศอิตาลีแบบไร้ค่าตัว ป็อกบาบอกเหตุผลในการย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุสว่าหลักๆมาจากข้อเสนอในสัญญาฉบับที่ยูเวนตุสยื่นให้นั่นคือ การการันตีได้ลงเล่นไม่น้อยกว่า20แมตช์ในหนึ่งฤดูกาล ที่ยูเวนตุสเขาได้แสดงสักภาพออกมาให้เห็นมากมายราวกับเป็นคนละคนเจ้าหนูที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ป็อกบานั้นเป็นเหมือนกับเพชรที่ช่างฝีมืออย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่สามารถที่จะเจียระไนออกมาได้ หากแต่เป็นยูเวนตุสที่เจียระไนเพชรนี้ออกมา แถมเขายังเป็นเพชรเซนทีนารีราคา 100ล้าน อีกด้วย

ฟอร์มการเล่นของป็อกบาเข้ากับยูเวนตุสอย่างน่า จากนักเตะไร้ค่าตัวกลับกลายเป็นตัวหลักของทีมที่ขาดไม่ได้ ด้วยฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นทำให้เขากวาดแชมป์มากมายทั้งจากสโมสรและทีมชาติ โดยในปี 2012-2016 เขาได้แชมป์เซเรียอา ลีคสูงสุดของอิตาลี  4ฤดูกาลติดต่อกันกับยูเวนตุส แชมป์ โคปา อิตาเลีย ในฤดูกาล 2014-2015, 2015-2016 และยังได้แช๊ม ซุปเปอร์โคปาในปี 2013 และ2015อีกด้วย  นอกจากนี้เขายังได้รางวัลรองชนะเลิศยูฟ่าแชมป์เปียรลีคฤดูกาล 2014-2015 และรองชนะเลิศฟุตบอลยูโร 2016 อีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีรางวัลส่วนตัวเด่นๆเช่น  นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมปี 2013 นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก2014 ทีมยอดเยี่ยมยูฟ่า 2015 และทีมยอดเยี่ยมฟีฟ่า2015


ที่มา: http://www.dailymail.co.uk/

แต่แล้วแม้แต่นกก็ยังคืนถิ่นของมันแล้วป็อกบาเล่าเหตุใดจะเป็นไปไม่ได้  ในวันที่ 9 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมานั้นสโมรสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าได้ทำการคว้าตัวปอล ป็อกบา กลับคืนบ้านเก่าด้วยค่าตัวถึง 105ล้านยูโร(ราว4100ล้านบาท) ซึ่งเป็นราคาทุบสถิติของสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและทุบสถิตินักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดของวงการลูกหนังอีกด้วย ซึ่งในการคว้าตัวป็อกบาครั้งนี้ถูกวิจาร์ณจากหลายฝ่ายเนื่องจากเป็นนักเตะที่ตนนั้นเคยปล่อยไปแบบไร้ค่าตัวแต่กลับซื้อกลับมาด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลก แต่เราก็ไม่สามารถที่จะมาด่วนสรุปว่าการซื้อตัวครั้งนี้คุ้มค่าหรือขาดทุนเพียงใดเพราะฟุตบอลฤดูกาลนี้นั้นพึ่งเริ่มต้นยังเหลือเวลาอีกมากมายให้เขาได้พิสูจน์ตัวในฐานะนักฟุตบอลของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,นักฟุตบอลที่ค่าตัวแพงที่สุดในโลก,ปอล ป็อกบา


อ้างอิง

 คอลัมนิสต์ เขียนให้คุณอ่าน โดย บ.บู๋ : อย่ามาเลย... ป็อกบา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก  http://www.siamsport.co.th/Column/160805_009.html

Paul pogba สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559 จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Pogba

ปอล ป็อกบา. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก http://www.sport-idol.com/547/ประวัตินักฟุตบอล/ประวัติของ-ปอล-ป็อกบา

Paul Pogba completes Man Utd transfer for world-record fee. สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2559, จาก http://www.telegraph.co.uk/football/2016/08/09/paul-pogba-completes-man-utd-transfer-for-world-record-fee/

อ่านเพิ่มเติม »

เปเล่ (Pele) ราชาแห่งวงการลูกหนัง

โดย ธนซินท์ อ่อนประทุม

หากจะให้กล่าวถึงตำนานวงการลูกหนังที่เก่ง ประสบผลสำเร็จมากมายระดับโลก และเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปนั้นมีมากมายหลายท่าน แต่บุคคลที่มีบทบาทต่อประเทศและต้องผ่านความอยากลำบากต่อสู้ดิ้นรนจนประสบผลสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ เขาคนนั้นก็ต้องยกให้ราชาแห่งฟุตบอลหรือไข่มุกดำบราซิลเลี่ยน “เอดซง อารังชีส ดู นาซีเมงตู” หรือที่ผู้คนทั้งโลกรู้จักกันดี คือ “เปเล่”

เอดิสัน อารังชีส ดู นาซีเมงตู (Edison Arantes do Nascimento) หรือ เปเล่ (Pele) นักฟุตบอลชาวบราซิล เล่นให้ฟุตบอลทีมชาติบราซิลชนะฟุตบอลโลก 3 ครั้ง และได้ชื่อว่าเป็น "ราชาฟุตบอล" หรือ "ไข่มุกดำ" เปเล่ได้ทำประตูทั้งหมด 1,281 ประตูในช่วงที่เล่นฟุตบอลอาชีพ ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้งหมด 12 ประตู และได้เกษียณการเล่นฟุตบอลในปี พ.ศ. 2520



เปเล่ได้เล่นให้กับทีมชาติตั้งแต่ปี 1956-1971 โดยในฟุตบอลโลก 1958 ในขณะที่อายุได้ 17 ปี 239 วัน เปเล่ได้เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในฟุตบอลโลกที่ทำประตูได้ ในนัดแข่งกับ ทีมชาติเวลส์และนัดชิงชนะเลิศกับทีมชาติสวีเดนที่เมืองโกเตนเบิร์ก

พ่อของเอดิสันเป็นนักฟุตบอลสังกัดทีมเล็กๆ ที่ไม่โด่งดัง เขาไม่เป็นที่รู้จัก และไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นอาชีพนี้จึงแทบจะทำรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวไม่ได้เลย แถมในบราซิลในสมัยนั้นการเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักฟุตบอล เป็นอาชีพที่ไม่มั่นคง ส่วนมาเรีย เซเลสเต้ แม่ของเอดิสันก็เป็นหญิงสาวชาวบ้านทำหน้าที่เป็นแม่บ้านเลี้ยงดูลูกๆ ฐานะของครอบครัวนี้จึงเข้าขั้นจนมาก ครอบครัวของเขาก็ต้องย้ายบ้านอยู่เรื่อยๆ ตามแต่ที่พ่อจะได้รับคำเสนอให้ไปเล่นฟุตบอลให้กับทีมนี่ที่อยู่ตามเมืองต่างๆ และพ่อของเขาต้องทำอาชีพทำความสะอาดในโรงพยาบาลเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอีกด้วย



เปเล่เริ่มเล่นฟุตบอลอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อตอนที่มีอายุได้ 11 ปี เขาก่อตั้งทีมฟุตบอลข้างถนนเป็นของตัวเองโดยมีเพื่อนๆ ที่เล่นอยู่ตามถนนอื่นๆ มาร่วมเข้าทีมด้วย ชื่อทีมของเขาแปลเป็นภาษาไทยว่า “ทีมนักเตะไร้รองเท้า” และต่อมาทีมของเขาก็เข้าลงแข่งในรายการเล็กๆ ของเมืองที่จัดแข่งโดยนายกเทศมนตรีของเมืองเบารู และทีมของเขาก็ได้เปลี่ยนชื่อทีมมาเป็น “อเมริควินย่า” (Ameriquinha) และสามารถคว้าแชมป์ มาครอง ชัยชนะในครั้งนี้ทำให้เปเล่ถูกค้นพบโดยวัลเดอมาร์ เดอ บริโต้ นักฟุตบอลในลีกสูงสุดของบราซิล ได้มองเห็นฝีมือของเปเล่และเพื่อนๆ ในปี ค.ศ. 1954 เขาและเพื่อนๆ จึงถูกเชิญให้ไปร่วมทีมเยาวชน “บาควินโย่” (Baquinho) การเล่นให้กับทีมนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เปเล่ได้รับค่าจ้างเพื่อเล่นฟุตบอล



เปเล่ถูกเรียกตัวให้ไปรับใช้ชาติเป็นครั้งแรกหลังจากที่เขาเพิ่งลงเล่นในฤดูกาลแรก ภายใต้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรซานโตส นัดแรกในฐานะนักเตะทีมชาติบราซิลคือนัดที่ลงแข่งกับทีมชาติอาร์เจนติน่าเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1957 บราซิลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป 1 – 2 แต่ถึงแม้ว่าบราซิลจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่นัดนั้นก็มีความสำคัญสำหรับเขามาก คือนอกจากเปเล่จะได้ลงเล่นให้กับทีมชาติเป็นครั้งแรกในชีวิตแล้ว เขายังสามารถทำประตูได้เป็นครั้งแรกในฐานะนักเตะทีมชาติ น่าทึ่งมากสำหรับเด็กหนุ่มที่มีอายุเพียง 16 ปี 3 เดือนจะมีอายุได้ 17 ปี ที่สามารถทำผลงานได้ขนาดนี้

การจะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งและเป็นที่ชื่นชอบของคนทั่วไปได้ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะมาถึงวันนี้เปเล่ต้องผ่านความอยากลำบากมานับไม่ถ้วน แต่เขาไม่เคยย่อท้อต่อความอยากลำบาก กลับต่อสู้มาสารพัดและผันตัวเองกลายมาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกได้ด้วยความสามารถ แม้ช่วงเวลาที่เปเล่เคยรุ่งโรจน์จะล่วงเลยมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แต่ความยิ่งใหญ่ของเปเล่ยังคงถูกกล่าวขานมาจนปัจจุบัน และยังคงเป็นที่จดจำในหมู่คนที่มีใจรักฟุตบอลไปตลอดกาล


อ้างอิง

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี .2559. เปเล่. (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/

เปเล่ : ประวัติศาสตร์สากล-บุคคลสำคัญ. 2543. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2559, จาก: http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/pele/index.html

ลานโควท | วาทะ ข้อคิด คำคมคนดัง | เปเล่ – LaanQuote. สืบค้นเมื่อ 26 มีนาคม 2559,  จาก: http://www.laanquote.com/

อ่านเพิ่มเติม »

เอ.เจ. สไตลส์ (A.J. Styles)

โดย ธีรไนย แซ่ลิ้ม

กีฬามวยปล้ำนั้น เป็นที่นิยมและมีอิทธิพลใน สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในทวีปยุโรป สำหรับวงการมวยปล้ำหากเอ่ยชื่อ เอ.เจ. สไตลส์ (A.J. Styles) คงไม่มีแฟนมวยปล้ำคนไหนไม่รู้จักชื่อนี้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเขาถูกยกย่องให้เป็นนักมวยปล้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก จากนิตยสารมวยปล้ำ Fighting Spirit 2016 และในปี 2010 ยังถูกจัดให้เป็นสุดยอดนักมวยปล้ำเดี่ยวอันดับ 1 โดย PWI หรือ นิตยสาร Pro Wrestling Illustrated ในสังเวียนมวยปล้ำนั้นเขาถูกขนานนามว่า  The Phenomenal One

เอ.เจ. สไตลส์(A.J. Styles) มีชื่อจริงว่า อัลเลน นีล โจนส์ (Allen Neal Jones) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ.1977 ในค่ายนาวิกโยธินรัฐนอร์ทแคโรไลนา เขาเติบโตจากครอบครัวที่ยากจน จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม Johnson High School in Gainesville ในปี ค.ศ.1996  เอ.เจ. เป็น คริสเตียน ที่เคร่งศาสนา ถึงกับประกาศตนว่า ‘พระเจ้าเป็นที่ 1 ครอบครัวเป็นที่ 2’



เอ.เจ. แต่งงานกับอาจารย์สอนหนังสือ ชื่อ เวนดี้ (Wendy) โดยทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 4 คน ลูกคนแรกชื่อ  Ajay Covell Jones เกิดวันที่ 3 เดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ.2005 คนที่สองชื่อ  Avery Jones เกิดวันที่ 17 เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.2007 เคนที่สามชื่อ Albey Jones เกิดวันที่ 15 เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.2009 คนที่ 4 ชื่อ Anney Jones เกิดวันที่ 8 เดือนตุลาคม ปี ค.ศ.2010 เป็นผู้ชาย 3 คน และเป็นผู้หญิง 1 คน ตามลำดับ ปัจจุปันเขาอาศัยอยู่กับครอบครัวที่ เกนส์วิลล์ จอร์เจีย (Gainesville, Georgia) เอ.เจ. ได้สักอักษรตัวเลขเลขาคณิตไว้ข้างลำตัวทางด้านขวา ‘AJ 05-03-05 02-14-07 09-15-09’ เป็นตัวเลขวันเกิดของลูกๆ 3 คนแรก

เอ.เจ. สไตลส์ มีส่วนสูง 5 ฟุต 11 นิ้ว (1.80 เมตร) น้ำหนัก 220 ปอนด์ (100 กิโลกรัม) ได้รับการฝึกสอนมวยปล้ำโดย "The Chosen One" Rick Michaels เปิดตัวครั้งแรกในสังเวียนมวยปล้ำช่วงปี ค.ศ.1998 สไตลส์การปล้ำของ เอ.เจ. เป็นแบบTechniker, High Flyer หรือ แบบเหินเวหา ท่าไม้ตายของเขาคือ Calf Crusher, Spiral Tap (Corkscrew senton bomb), Styles Clash (Belly-to-back inverted mat slam), Superman (Springboard 450° splash) เพลงเปิดตัวปัจจุปันที่เขาใช้คือ Phenomenal โดย CFO$

เอ.เจ. เริ่มปล้ำมวยปล้ำตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยเริ่มปล้ำให้กับสมาคมอินดี้ต่างๆมากมาย เอ.เจ. เคยปล้ำสมาคมใหญ่ๆหลายสมาคมทั้งในสหรัฐอเมริกา และ ญี่ปุ่น เช่น WWE,TNA,HON,NJPW,NWA,WCW เคยเป็นแชมป์โลกของ NJPW 2 สมัย(IWGP Heavyweight Championship )และ สไตลส์ยังเคยเป็นแชมป์โลกTNA 4 สมัย (แชมป์โลก NWA 3 สมัย และแชมป์โลก TNA 1 สมัย) และยังเป็นแชมป์โลกแทกทีม 5 สมัย (แชมป์โลกแทกทีม NWA 4 สมัย และแชมป์โลกแทกทีม TNA 1 สมัย) และเคยเป็นแชมป์ทีวีของ TNA ,แชมป์เอกซ์ดิวิชั่น และยังเป็นแชมป์ทริปเปิลคราวน์ และแชมป์แกรนด์สแลม คนแรกในสมาคมทีเอ็นเออีกด้วย



เคยได้รับรางวัล Awardsต่างๆมากมาย เช่น Best Flying Wrestler (2005), Best Wrestling Maneuver (2003, 2015), Wrestler of the Year (2015), Most Outstanding Wrestler (2014, 2015), Match of the Year (2014) vs. Minoru Suzuki โดย Wrestling Observer Newsletter นี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของรางวัลที่เขาได้รับเท่านั้นสามารถการันตีได้ว่า เอ.เจ. สไตลส์ เป็น 1 ในนักมวยปล้ำที่ยอดเยี่ยมที่สุด

นอกจากจะมีผลงานในสังเวียนมวยปล้ำแล้วเขายังมีผลงานทางจอโทรทัศน์อีกด้วย ในละครซีรีย์เรื่อง Made Season 10 Episode 19  แสดงเป็นพระเอก MV ของ Sarah Darling ในเพลง Something to Do with Your Hands และ ปรากฏตัวในเกมส์ TNA Impact!

เอ.เจ. สไตลส์ แม้เขาจะเป็นนักมวยปล้ำที่ร่างเล็ก หากเทียบกับนักมวยปล้ำคนอื่นๆ ซึ้งเป็นสิ่งที่ยาก และ น้อยคนนักที่จะถูกยอมรับในกีฬามวยปล้ำ แต่ด้วยความพยายามในการฝึกฝนพัฒนาฝีมือตนเองให้โดดเด่น และ เก็บประสบการณ์ปล้ำทั่วโลกเป็นเวลานานกว่า 20 ปี จนเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกว่านี้ล่ะ คือสุดยอดนักมวยปล้ำ และ ถือว่าเป็นนักมวยปล้ำที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของโลก


อ้างอิง

Wrestlers Database A.J. Styles. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม พ.ศ.2559 ,จาก:  http://www.cagematch.net/?id=2&nr=801

A.J. Styles. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม พ.ศ.2559 ,จาก:  https://en.wikipedia.org/wiki/A.J._Styles

เอ.เจ. สไตลส์. สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม พ.ศ.2559 , จาก:  https://th.wikipedia.org/

อ่านเพิ่มเติม »