แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรวรรดิโรมัน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จักรวรรดิโรมัน แสดงบทความทั้งหมด

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย และเหตุการณ์ที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน

โดย ธนัญญา ตันชวลิต

ประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แม้จะไม่ปรากฏรายละเอียดมากนัก หากแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์นั้นเป็นสาเหตุหลักที่นำไปสู่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งถูกนำเสนอผ่านประวัติของพระองค์และสามารถเชื่อมโยงให้เห็นถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายใน และการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง โดยถึงแม้ว่าโรมุลุส เอากุสตุลุสจะดำรงตำแหน่งเป็นจักรพรรดิในช่วงเวลานั้น หากแต่อำนาจทางการปกครองกลับขึ้นอยู่กับบิดาของพระองค์แทบทั้งสิ้น ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกนั้นจึงมิใช่จากพระองค์เอง หากแต่เป็นบุคคลที่อยู่รายล้อมพระองค์ ความสำคัญในรัชสมัยของพระองค์จึงมิใช่พระราชกรณียกิจของจักรพรรดิ หากแต่เป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การสิ้นสุดของจักวรรดิโรมันตะวันตกซึ่งเคยรุ่งโรจน์และมีอำนาจเหนืออาณาจักรอื่นทั้งปวง

โรมุลุส เอากุสตุลุส (Romulus Augustulus) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เอากุสตุลุส พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย ชื่อเดิมคือ ฟลาวิอุส โรมูลุส ประสูติราวช่วง ค.ศ.​461 ส่วนการสวรรคตไม่อาจทราบหลักฐานที่แน่ชัด ซึ่งจากการคาดการณ์น่าจะเป็นช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ทรงขึ้นครองราชย์ขณะที่ยังเป็นวัยรุ่น ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.​475 ถึงวันที่ 4 กันยายน ค.ศ.​476 ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ถูกถอดออกจากราชบัลลังก์หลังจากครองราชย์ได้เพียง 10 เดือนเศษๆ เท่านั้น นักวิชาการจึงถือว่าการสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์เป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตก และเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยกลางในยุโรปตะวันตก


โรมุลุส เอากุสตุส หรือ เอากุสตุลุส จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้าย

บิดาของพระองค์คือ ฟลาวิอุส โอเรสเตส ทหารและนักการเมืองโรมันเชื้อสายเยอรมัน ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ช่วยของอัตติลา จักรพรรดิชาวฮันผู้ครองจักรวรรดิฮัน (Attila the Hun) และบางครั้งก็ถูกส่งไปเยือนกรุงคอนสแตนติโนเปิลโดยการทูต หลังจากที่อัตติลาเสียชีวิต โอเรสเตสได้เข้าร่วมรับใช้จักรวรรดิตะวันตก โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารจากจักรพรรดิจูเลียส เนโพส จึงทำให้มีอำนาจในการควบคุมกองทัพเมื่อราว ค.ศ.474

ส่วนมารดาของพระองค์เป็นลูกสาวของเคานท์ โรมุลุส ผู้ปกครองเมืองพาสซัว ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรียในประเทศเยอรมนีปัจจุบัน ไม่ปรากฎหลักฐานว่าเอากุสตุลุสมีพี่น้องหรือแต่งงานกับใคร แต่เนื่องด้วยพระองค์เป็นบุตรของชนชั้นสูงที่ถือว่ามีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลในช่วงสมัยนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าพระองค์คงได้รับการศึกษาอย่างดีเช่นเดียวกับเด็กชายจากครอบครัวผู้ดีมีสกุลอื่นๆ

ตำแหน่งนายทหารที่ได้รับทำให้โอเรสเตสได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังมากกว่าจักรพรรดิของพวกเขาเอง ในช่วงเวลาขณะนั้นกองทหารรักษาการณ์ของอิตาลีเกือบทั้งหมดประกอบไปด้วยทหารรับจ้างชาวเยอรมัน ความรู้สึกจงรักภักดีต่อจักรวรรดิจึงน้อยลงมาก ซึ่งถ้าพวกเขาจะเกิดความจงรักภักดีมันก็จะเกิดจากเพื่อนร่วมชาติที่มีเชื้อสายเดียวกัน ซึ่งนั่นก็อาจหมายถึง โอเรสเตส นายทหารลูกครึ่งโรมัน-เยอรมัน

เหตุการณ์ก่อนการขึ้นครองราชย์ของโรมุลุส เอากุสตุลุส เกิดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ.474 ซึ่งอยู่ในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิจูเลียส เนโพส ได้มีการแต่งตั้งให้โอเรสเตส บิดาของโรมุลุสขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารที่มีอำนาจสูงสุดในกองทัพโรมัน เมื่อเห็นโอกาสโอเรสเตสจึงได้ทำการก่อรัฐประหาร และประสบความสำเร็จเมื่อโอเรสเตสสามารถควบคุมรัฐบาลที่เมืองราเวนนา (เมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันตะวันตก) ไว้ได้ และทำการยึดอำนาจจากจักรพรรดิองค์ก่อนหน้า คือ จักรพรรดิจูเลียส เนโพส ทำให้จักรพรรดิจูเลียสต้องหลบหนีไปยังแคว้นดัลเมเชียและปกครองอยู่ที่นั่นจนกระทั่งสวรรคต หลังจากนั้นโอเรสเตสจึงใช้อำนาจที่มีปูทางขึ้นสู่อำนาจให้แก่ลูกชาย

โอเรสเตสได้กลายเป็นผู้ปกครองโรมันตะวันตกไปโดยปริยาย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีสิทธิชอบธรรมในการสถาปนาตนเองขึ้นสู่ราชบัลลังก์ก็ตาม แต่กระนั้นโอเรสเตสก็ได้แต่งตั้งลูกชายของตนที่เกิดจากภรรยาชาวโรมันให้ขึ้นเป็นจักรพรรดิแทน เพราะเขาคิดว่าชาวโรมันจะเต็มใจยอมรับลูกชายของเขาผู้ซึ่งมีสายเลือดโรมันในตัวเป็นจักรพรรดิมากกว่าตนเอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามโอเรสเตสก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะแต่งตั้งลูกชายของตนขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก หากแต่การแต่งตั้งดังกล่าวไม่ได้รับการเห็นชอบหรือยอมรับจากจักรพรรดิในจักรวรรดิไบเซนไทน์ (โรมันตะวันออก) คือ เซโนและบาซิลิคุส

หลังจากได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตก พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาพระนามว่า โรมุลุส เอากุสตุส ซึ่งประกอบด้วยคำว่า โรมุลุส เป็นชื่อของบุคคลในตำนานการก่อตั้งกรุงโรม กับ เอากุสตุส (ออกัสตัส ทายาทของจูเลียส ซีซาร์ และเป็นผู้สถาปนาจักรวรรดิโรมัน) ซึ่งได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความบังเอิญที่จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายจะทรงได้รับพระนามมาจากจักรพรรดิพระองค์แรก อีกทั้งบางคนยังได้ตั้งชื่อเล่นให้พระองค์ใหม่ว่า โมมีลลุส ที่แปลว่า เด็กหน้าไม่อาย และ โรมุลุส เอากุสตุลุส ที่แปลว่า เอากุสตุสน้อย คำกล่าวล้อเลียนนั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้คนที่ยอมรับโรมุลุสในฐานะจักรพรรดิในช่วงเวลานั้นมีไม่มากนัก อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเคารพจักรพรรดิเช่นเขา

ตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีก่อนที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ จักรวรรดิโรมันตะวันตกมีความเสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก อำนาจทางการเมืองและดินแดนก็หดหายไปเรื่อย ๆ ขณะที่จักรวรรดิฝั่งตะวันออกที่ต่อมาเรียกว่า จักรวรรดิไบเซนไทน์ กลับยิ่งร่ำรวยและมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องด้วยจักรพรรดิโรมุลุส ทรงมีพระชนมายุแค่ 14 ชันษา พระองค์จึงมิได้ปกครองด้วยตนเอง เพราะอำนาจการบริหารตกไปอยู่กับบิดาของพระองค์ทั้งหมด หรือเรียกอีกอย่างว่า สำเร็จราชการแทน ถึงแม้ว่าจะมีพระนามของพระองค์ปรากฏอยู่บนเหรียญกษาปณ์ของบางเมือง เช่น โรมัน ราเวนนา และมิลาน แต่กลับไม่พบอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติพระองค์เลย เนื่องจากพระองค์เพิ่งขึ้นครองราชย์ ขณะเดียวกันอำนาจที่แท้จริงก็ไปตกอยู่กับบิดา นอกจากนี้ยังคงเป็นเพราะเรื่องของภาวะเศรษฐกิจและการเมืองด้วย

ภายในเวลาเพียงแค่สิบเดือนหลังจากที่จักรพรรดิโรมุลุสขึ้นครองราชย์ กบฏทางการทหารที่รุนแรงก็เกิดขึ้น เหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งนี้ คือ บริเวณส่วนอื่น ๆ ของจักรวรรดิโรมันตะวันตก เจ้าของที่ดินถูกบังคับให้ส่งมอบสมบัติถึงสองในสามของทรัพย์สินที่พวกเขามีให้แก่ชาวเยอรมัน เพื่อเป็นการสร้างสัมพันธมิตรกับชาวเยอรมันภายในจักรวรรดิ อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ไม่เคยถูกนำมาใช้กับอิตาลี โอเรสเตสได้ทำสัญญาขึ้นโดยตกลงจะมอบที่ดินให้แก่ทหารชาวเยอรมันหากพวกเขาช่วยขับไล่จักรพรรดิจูเลียส เนโพส เมื่อสามารถขับไล่ได้สำเร็จโอเรสเตสกลับเลือกที่จะลืมข้อตกลงดังกล่าว แต่กองกำลังเยอรมันไม่เต็มใจที่จะปล่อยให้ปัญหาถูกลืม และเรียกร้องต่อผลประโยชน์ที่พวกเขาควรจะได้รับ

ชนเผ่าเยอรมัน 3 เผ่า คือเผ่าเฮรูลี เผ่าตูรซีลิงกิ และเผ่าสกีเรียน รวมตัวกันต่อต้านอำนาจทางการปกครองของจักรพรรดิโรมุลุสและบิดา จนกระทั่งในที่สุดเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.​476 กองทัพชนเผ่าเยอรมันภายใต้การนำของโอโดเซอร์ ก็นำกำลังกองทัพเข้าตีฝ่าแนวชายแดนเข้ามาในคาบสมุทรอิตาลี


จักรพรรดิโรมุลุสทรงยอมอ่อนน้อมต่อโอโดเซอร์

ในวันที่ 23 สิงหาคม โอโดเซอร์ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์องค์แรกของอิตาลี และในอีก 5 วันต่อมา โอเรสเตส บิดาของจักรพรรดิโรมุลุส ก็ได้ถูกทหารของโอโดเซอร์เข้าจับกุมและสังหารที่เมืองปิอาเซนซา ทางตอนเหนือของอิตาลี ส่วนจักรพรรดิโรมุลุสหลบหนีไปจากสนามรบ กล่าวกันว่าพระองค์ทรงหลบไปอยู่ที่เมืองราเวนนา

เดือนต่อมา โอโดเซอร์ได้ทำการปลดจักรพรรดิโรมุลุสออกจากตำแหน่ง จึงอาจกล่าวได้ว่าจักรวรรดิโรมันตะวันตกที่ยืนยาวมาเกือบ 500 ปีก็ถึงกาลสิ้นสุดลง

แทนที่โรมุลุสจะถูกประหารเช่นเดียวกับบิดาของเขา แต่โอโดเซอร์เห็นว่าพระองค์ยังเด็กเกินไปที่จะตาย จึงไว้ชีวิตแล้วให้ไปอยู่ที่ปราสาทลูคูลลูสในเมืองกัมพาเนีย ทางตอนใต้ของอิตาลี พร้อมทั้งให้เงินเป็นค่าใช้จ่ายปีละ 6000 เหรียญทองตลอดไป

หลังการประหารโอเรสเตสบิดา ของจักรพรรดิโรมุลุสและปลดเอากุสตุสซึ่งก็คือจักรพรรดิองค์สุดท้ายออกจากตำแหน่ง บรรดาพระราชลัญจกร และราชภัณฑ์ต่าง ๆ ในราชสำนักก็ได้ถูกส่งไปให้จักรพรรดิเซโนแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันออก

ในขณะเดียวกันนั้นจักรวรรดิโรมันตะวันออกนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 474 ซึ่งถูกปกครองโดยจักรพรรดิเซโน (Flavius Zeno) ได้รับความเดือดร้อนเมื่อทราบว่าโอโดเซอร์จากเผ่าเยอรมันโจมตีกรุงโรม และปลดจักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งฝั่งตะวันตก คือ จักรพรรดิโรมุลุส ออกุสตุส ออกจากบัลลังก์ ทำให้จักรพรรดิฝั่งตะวันออกต้องส่งพระเจ้าธีโอโดริค แห่งชาวออสโตรกอท (Ostrogoths) มายึดกรุงโรมคืน ต่อมาสี่ปีภายหลังแห่งสมรภูมิรบ ผู้นำทั้งสอง คือ โอโดเซอร์และพระเจ้าธีโอดอริคจึงได้มีการตกลงที่จะพักรบชั่วคราวและทำข้อตกลงในการแบ่งเขตการปกครองอิตาลี แต่การแบ่งเขตอำนาจนั้นก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพระเจ้าธีโอดอริคได้สังหารโอโดเซอร์ และกองกำลังของพระเจ้าธีโอดอริคยังสังหารวงศาคณาญาติของโอโดเซอร์ทั้งหมด เนื่องจากต้องการตัดทอนกองกำลังของโอโดเซอร์ ต่อมาแม้ว่าจักรพรรดิโรมันตะวันออกต้องการส่งพระเจ้าธีโอดอริคไปต่อสู้เพื่อยึดกรุงโรมคืนจากโอโดเซอร์ หากแต่พระเจ้าธีโอดอริคกลับตั้งอาณาจักรในอิตาลีเสียเอง

พระเจ้าธีโอดอริคสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระราชาของอิตาลี ไม่ใช่จักรพรรดิของจักรวรรดิโรม ตระกูลของจักรพรรดิทางฝั่งจักรวรรดิโรมันตะวันตกจึงถือว่าสิ้นสุดลง และตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวเยอรมัน จึงถือได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการสิ้นสุดการปกครองของจักรพรรดิในจักรวรรดิโรมันตะวันตกหรือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกโดยสมบูรณ์ ส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันออกยังคงปกครองกรีซ เอเชียไมเนอร์ ซีเรีย ปาเลสไตน์ และอียิปต์ เป็นที่รู้จักกันในนามของจักรวรรดิไบเซนไทน์ จึงถือว่าอาณาจักรโรมันที่มีอิทธิพลมากที่สุดในโลกซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 500 ปี ถึงคราวสิ้นสุด

จากการศึกษาประวัติของจักรพรรดิโรมุลุส เอากุสตุลุส แสดงให้เห็นว่าบุตรจะดีหรือเลวนั้นขึ้นอยู่กับการขัดเกลาทางสังคมจากสถาบันครอบครอบเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของอำนาจ ที่เมื่อผู้ใดครอบครองก็มักจะเกิดความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ และกระหายที่จะมีอย่างไม่สิ้นสุด เป็นสิ่งอันตรายที่มักจะนำภัยมาสู่ตนเอง เช่นเดียวกับจุดจบที่โอเรสเตสต้องพบเจอ
         

อ้างอิง  

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2558. Life of the Week: Romulus Augustus, สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://www.historyextra.com/period/roman/life-of-the-week-romulus-augustus/

ชัยจักร ทวยุทธานนท์. 2017. โรมุลุส เอากุสตุลุส : จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้าย. ออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน ปี 2561, จาก :  http://www.gypzyworld.com/article/view/447

ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2551. ประวัติศาสตร์ยุโรปเพิ่มเติม (โรมุลุส), สืบค้นเมื่อ 28 กันยายน ปี 2561, จาก : https://writer.dek-d.com/12455/story/viewlongc.php?id=399957&chapter=41

 ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง. 2559. Romulus Augustus – The Last Emperor of Rome, สืบค้นเมื่อ 24 ธันวาคม ปี 2561, จาก : http://www.italiantribune.com/romulus-augustus-the-last-emperor-of-rome/
     
อ่านเพิ่มเติม »

ฮานนิบาล (Hannibal)

โดย ธัญลักษณ์ ทองปลิว

ในบรรดาแม่ทัพที่ทำสงครามได้น่าโจษจันท์มากที่สุด ต้องนึกถึง ฮานนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์คาร์เธจที่ทำสงครามกับชาวโรมันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะแผนการรบที่คาดไม่ถึง จนทำให้ทัพโรมันพ่ายแพ้ไปในสงคามปูนิค (Punic) ครั้งที่ 2 จนเป็นที่กล่าวถึงมาถึงทุกวันนี้



อาณาจักรคาร์เธจ (Carthago) เป็นดินแดนที่อยู่ในแถบแอฟริกาเหนือ และยังเป็นอาณาจักรที่ร่ำรวยมั่งคั่ง ประชากรส่วนใหญ่นิยมทำการค้า ทำให้คาร์เธจเจริญรุ่งเรืองและขยายอาณาเขตบนแอฟริกาเหนือและเกิดการกระทบกระทั่งกับชาวโรมันที่ตั้งอาณาจักรบนคามสมุทรอิตาลี โดยทั้งสองอาณาจักรต่างก็ต้องการที่จะครอบครองผลประโยชน์ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนทำให้กลายเป็นข้อขัดแย้งและนำไปสู่สงครามในที่สุด

ฮานนิบาล บาร์กา (Hannibal Barca) เกิดที่สเปน เมื่อ 247 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เป็นบุตรคนโตของ ฮามิลคาร์ บาร์กา (Hamilcar Barca) ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ของคาร์เธจในยุคนั้น  ฮามิลคาร์มีบุตรและธิดาทั้งสิ้น  5 คน เป็นหญิงหนึ่งคน แต่งงานกับคนสำคัญผู้หนึ่งนามว่า ฮาสดรูบาล  (Hasdrubal) ส่วนบุตรชายนั้นได้แก่ ฮานนิบาล รองลงมาคือ ฮาสดรูบาล (บังเอิญชื่อเหมือนพี่เขย) ตามด้วย มาโกและฮานโน  (Hanno)

ฮามิลคาร์ ผู้เป็นบิดาได้เดินทัพออกจากกรุงคาร์เธจในปี 237 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ฮานนิบาลซึ่งตอนนั้นอายุ 9 ขวบ รบเร้าขอไปด้วย ฮามิลคาร์จึงตกลงจะพาไป และได้สาบานต่อหน้าเทพเจ้าว่า ตลอดชีวิตของฮานนิบาลจะต้องถือตนเป็นศัตรูกับกรุงโรมเสมอไป จะต้องพยายามแก้เผ็ดแทนกรุงคาร์เธจให้ได้

หลังจากนั้นฮานนิบาลได้มีโอกาสศึกษาวิชาทหารกับบิดาอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 9 ปีในระหว่างที่อยู่สเปน เมื่อฮามิลคาร์เสียชีวิต ฮัสดรูบาลซึ่งเป็นบุตรเขยก็ขึ้นเป็นแม่ทัพของคาร์เธจ โดยฮัสครูบาลสามารถสร้างกองทัพคาร์เธจใหม่ได้สำเร็จ แต่ไม่นาน เขาก็เสียชีวิตลงเพราะถูกชนพื้นเมืองชาวเคลท์ลอบสังหาร ฮันนิบาลจึงเดินทางไปสเปญ และได้ขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่ทันที

ตั้งแต่ฮันนิบาลมีอายุพอที่จะออกรบได้ ทหารต่างพากันตื่นเต้นและรักใคร่ในตัวฮันนิบาลกันไปทั่ว เพราะไม่มีใครที่จะรู้จักฟังคำผู้ใหญ่และบังคับบัญชาผู้น้อยให้ดีได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันเหมือนฮานนิบาลเลย ถ้าเวลามีภัยไม่มีใครกล้าเท่าฮานนิบาล และไม่มีใครใจเย็นเท่าฮานนิบาล หนักหนาแค่ไหนไม่เคยร้องว่าเหนื่อย นอนกลางดิน กินกลางทราย เป็นเช่นนี้จะไม่ให้ได้ใจทหารในกองทัพได้อย่างไร และฮานนิบาลได้สมรสกับหญิงสูงศักดิ์ชาวสเปญนางหนึ่ง ชื่อ อิมิลเซอา (Imilcea) เพราะเหตุผลทางการทหารล้วนๆ

หลังจากได้รับตำแหน่ง ฮานนิบาลยังไม่เข้าบุกโรมันในทันที เพราะต้องการที่จะสร้างพันธมิตรกับเมืองและชนเผ่าต่างๆ ในคาบสมุทรไอบีเรียเสียก่อน ในบรรดาเมืองที่ฮันนิบาลขอทำข้อตกลงด้วยนั้น มีนครซากุนตัม ซึ่งมีเหมืองเงินที่อุดมสมบูรณ์มาก ได้ปฎิเสธข้อเสนอของฮานนิบาลและไปขอเป็นพันธมิตรกับโรมันแทน ที่สำคัญยังพยายามที่จะดึงพันธมิตรต่างๆ ไปจากคาร์เธจอีกด้วย

ฮานนิบาลยกทัพเข้าโจมตีซากุนตัมในปี 219 ก่อนคริสต์ศักราช แน่นอนว่าคาร์เธจเป็นฝ่ายพิชิตซากุนตัมได้ แต่นั่นหมายถึงการเปิดศึกกับโรมันด้วย หลังจากนั้น ทางสภาแห่งโรมสั่งให้คาร์เธจส่งตัวฮานนิบาลไปให้ ซึ่งทางคาร์เธจได้ปฏิเสธไปและในปี 218 ก่อน คริสต์ศักราช ฮานนิบาลได้ยกทัพ ออกจากคาร์เธจใหม่ (สเปนในปุจจุบัน) โดยฮานนิบาลได้ทำสิ่งที่คาดไม่ถึงคือ วางแผนรุกข้ามเทือกเขาพีเรนีสและเทือกเขาแอลป์เข้าไปทางตอนเหนือของคาบสมุทรอิตาลีเพื่อโจมตีกรุงโรม อีกทั้งยังใช้ช้างทำศึกอีกด้วย

สงครามปูนิคครั้งที่สองก็ได้เริ่มขึ้น โดยแต่ละฝ่ายรบกันจนเสียไพร่พลไปมาก แต่เหตุการณ์ที่ทั้งสองกองทัพปะทะกันที่ คานาเอ ในวันที่ 2 สิงหาคม ปี 216 ก่อนคริสต์ศักราช กองทัพโรมันแพ้ยับเยิน ทั้งถูกสังหารและถูกจับเป็นเฉลยจำนวนกว่าสองหมื่นนาย ขณะที่คาร์เธจสูญเสียกำลังพลไปเพียง 5,700 นาย


ที่มา :  http://www.guitarthai.com/

แต่สงครามยังไม่จบ เพราะโรมไม่ยอมจำนน จึงเริ่มแผนการณ์ใหม่ ปล่อยให้คาร์เธจโจมตีเมืองตนไปเรื่อยๆ ให้คาร์เธจอ่อนแรงและเสียกำลังพลไปเรื่อยๆ คาร์เธจจึงมีโอกาสโจมตีโรมถึงสองครั้งและชนะทั้งสองครั้ง และสงครามครั้งสุดท้ายก็จบลง หลังคาร์เธจและโรมรบกันยาวนานถึงสิบห้าปี คาร์เธจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะฮานนิบาลไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินใดเลย แม้กระทั่งแผ่นดินแม่อย่างกรุงคาร์เธจใหม่ ที่สำคัญโรมได้ศึกษากลยุทธของฮานนิบาลตลอดเวลาที่รบกัน ทำให้ฮานนิบาลไม่สามารถล่วงรู้เลยว่าโรมได้ลอบติดต่อกับชาวนูมิเดียนและซื้อทหารม้าที่เป็นแหล่งกำลังสำคัญของคาร์เธจไปฝึกจนเชี่ยวชาญและแข็งแกร่ง ทำให้คาร์เธจที่อ่อนแรงจากสงครามพ่ายแพ้ไปในที่สุด

หลังพ่ายแพ้สงคราม คาร์เธจต้องยกดินแดนในคาบสมุทรไอบีเรียให้โรมัน แต่โรมันก็ยังไม่ไว้ใจฮานนิบาล จึงสั่งให้คาร์เธจส่งฮานนิบาลให้อีกครั้ง แต่คราวนนี้ ฮานนิบาลหนีไปอยู่ที่เมืองเอเฟซุส (ตุรกีปัจจุบัน) และไปขอลี้ภัยกับพระเจ้าปรูซีอัสที่ 1 แห่งบิทิเนีย  โดยฮานนิบาลได้ไปช่วยรบ แต่เมื่อโรมรู้ที่อยู่ของฮานนิบาล จึงบีบบังคับให้บิทิเนียส่งตัวฮานนิบาลให้ ตอนแรกดูเหมือนพระองค์จะไม่ให้ แต่สุดท้ายก็ยินยอม ฮานนิบาลจึงตัดสินใจดื่มยาพิษเป็นการฆ่าตัวตายในบ้านพักของเขา ในปี พ.ศ 360  (183 ปี ก่อน คริสต์ศักราช) ด้วยวัย 65 ปี

ฮานนิบาลเป็นบิดาแห่งยุทธศาสตร์ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ทำสงครามกับโรมัน ฮานนิบาลได้ทำในสิ่งที่โรมันคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทัพจากสเปนข้ามภูเขาแอลป์ รบด้วยช้าง และแผนการรบที่หาใครดีกว่าไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้รับการสนับสนุนจากแผ่นดินแม่เลยแม้แต่น้อย


อ้างอิง

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์.(2490).ชีวะประวัติของฮานนิบาลจอมทัพแห่งกรุงคาร์เทจ.นครนายก :โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า.

ฮันนิบาล (Hannibal) แม่ทัพผู้เขย่าขวัญกรุงโรม. สืบค้นเมื่อ 9 มีนาคม 2560 จาก http://www.komkid.com/

ฮานนิบาล ยอดขุนศึกแห่งคาร์เธจ (Hannibal the great warlord of Carthage). สืบค้นเมื่อ 2 มิถุนายน 2560 จาก http://knowledge.eduzones.com/knowledge-2-4-43813

อ่านเพิ่มเติม »

จักรพรรดิไททัส (Titus)

โดย ธีรวัฒน์ หงส์วงค์

จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในโลกมีหลายท่าน และต่างก็มีชื่อเสียงเรียงนามในเรื่องคุณงามความดีและความสามารถหลากหลายของตนเอง หนึ่งในนั้นคือ จักรพรรดิไททัส บุตรชายองค์ที่สองแห่งราชวงศ์เฟลเวีย  จักรพรรดิไททัสมีชื่อเสียงในการปกครอง และมีผลงานชิ้นเอกในการสร้างสถาปัตยกรรมในกรุงโรม  นั้นก็คือ สนามกีฬากลางแจ้งเฟลเวียน Flavian Amphitheatre หรือที่คุ้นชินในชื่อ สนามกีฬาโคลอสเซี่ยม (The Colosseum) ในปัจจุบันนั่นเอง

จักรพรรดิไททัส (Titus) หรือ ไททัส เฟลเวียส เวสปาซิอานัส (Titus Flavius Vespa) เป็นบุตรของจักรพรรดิเวสเปเซียนของจักรวรรดิโรมัน ไททัสเป็นจักรพรรดิองค์ที่สองและมีพระอนุชาชื่อโดมิเนียม ราชวงศ์เฟลเวียแห่งจักรวรรดิโรมันมีเพียงสามพระองค์เท่านั้น คือ แห่งราชวงศ์เฟลเวีย ที่ก่อตั้งโดยพระราชบิดาจักรพรรดิเวสเปเซียน ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีจักรพรรดิเพียงสามพระองค์ ที่รวมทั้งจักรพรรดิโดมิเชียนพระอนุชาผู้ครองราชย์ต่อจากไททัส


             
ไททัสถือเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่และรับราชการภายใต้การปกครองของพระบิดา ทำสงครามในจังหวัดยูเดีย  ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ67-70 ในการทำทำสงครามครั้งนั้นต้องยุติการทำสงครามชั่วคราว เพราะจักรพรรดิเนโรเสด็จสวรรคตอย่างกะทันหัน เมื่อจักรพรรดิเนโรผู้มีฉายาเนโรจอมโหดเสด็จสวรรคต จักรดิพรรดิเวสเปเซียนผู้เป็นพระราชบิดาของไททัสจึงเข้าชิงอำนาจในการเป็นจักรพรรดิ  และในครั้งนี้เวสเปเซียนจึงได้รับการประกาศให้เป็นพระจักรพรรดิเมื่อวันที่1ก.ค. ค.ศ69  ไททัสได้รับมอบหมายให้ทำสงครามปราบปรามชาวยิวในจังหวัดยูเดียต่อให้เสร็จสิ้น และในครั้งนี้ไททัสสามารถนำชัยชนะกลับมาได้สำเร็จตามที่รับมอบหมาย ก็ได้นำทัพทำศึกสงครามชนะและทำสงครามสำเร็จตามที่ได้รับมอบหมายจากพระบิดาในค.ศ.70 โดยวิธีการล้อมกรุงเยรุซาเล็ม ในครั้งนี้ไททัสมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ตนเองได้ทำการรบสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และเพื่อเป็นเกียรติให้แก่ตนเองนั้น เขาจึงสร้างประตูชัยเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองในความสำเร็จครั้งนั้น        

ในระหว่างที่พระจักรพรรดิเวสเปเซียนครองราชย์  ไททัสในขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรักษาพระองค์แพรเทอเลียน ซึ่งมีหน้าที่อารักขาจักรพรรดิและกำจัดจักรพรรดิหรือราชวงศ์ที่ทำผิดกฎร้ายแรงหรือออกนอกลู่นอกทาง โดยจะรับคำสั่งจากสภาซีแนต แต่กลับกันไททัสกลับทำตัวเสื่อมเสียเสียเอง เขาได้แอบมีความสัมพันธ์กับพระราชินีชาวยิว แบแรนิชผู้เป็นลูกสาวของกริพาที่ 1 ซึ่งทำให้เขาถูกวิพากวิจารเป็นอย่างหากให้เขาขึ้นครองราชแทนพระบิดา แต่เมื่อไททัวขึ้นครองราชเขาก็พิสุจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเขาสามารถทำหน้าที่ในการปกครองได้ดี ไม่แพ้พระบิดาของเขาเอง และสิ่งสาคัญที่ทำให้จักรพรรดิไททัสนั้นมีชื่อเสียงในการสร้างกรุงโรม คือในรัชสมัยของพระจักรพรรดิเวสเปเซียน ไททัสได้สร้างสนามกีฬากลางแจ้งเฟลเวียนหรือที่เรียกกัน โคลอสเซียม
         


ที่มา: http://www.telegraph.co.uk/
         
สนามกีฬาFlavian Amphitheatre หรือ สนามกีฬาโคลอสเซียม The Colosseum  ถือเป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างเมื่อสมัยพระจักรพรรดิเวสเปเซียนแห้งจักรวรรดิโรมันและสร้างเสร็จในสมัยสมันจักรพรรดิไททัสประมาณปีค.ศ.80 อัฒจันทร์ป็นรูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน ขึ้นชื่อในเรื่องการออกแบบโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตกอีกด้วย ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบันนี้ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 10 ปีและที่สำคัญในปี 2550 ได้รับการคัดเลือกจากองค์กร New 7 Wanders ให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
         
จักรพรรดิไททัส พระองค์ครองราชย์ได้ไม่ถึง2ปี  แต่ได้รับการยกย่องถึงขั้นที่ว่า เมื่อภายหลังพระองค์เสด็จสวรรคตลงด้วยไข้ ในวันที่ 13 กันยายน ค.ศ.81 พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพ (Apotheosis )  โดยสภาซีเนตของโรมัน ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพได้นั้นจะต้องมีผลงานที่น่ายกย่องเป็นอย่างมาก  ถึงแม้พระองค์จะครองราชย์ได้ไม่นานแต่ผลงานและคุณงามความดีของพระองค์ก็จารึกให้พวกเราได้เห็นผ่านสถาปัตยกรรมชิ้นเอกในปัจจุบันนี้นั้นเอง
                                                                       
อ้างอิง

bloggang.2015. จักรพรรดิไททัส. สืบค้นเมื่อ 30 เมษายน 2558,จาก  : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=01-2012&date=31&group=25&gblog=265

slideshare. จักรพรรดิไททัส. สืบค้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2558,
จาก: http://www.slideshare.net/sutasineekotayee1/ss-45455760

จักรพรรดิไททัส.(ออนไลน์).สืบค้นวันที่ 30 เมษายน 2558,
จาก: http://lv.termwiki.com/TH/Titus



อ่านเพิ่มเติม »

"ออกัสตัส (Augustus)" มหาจักรพรรดิแห่งกรุงโรม

โดย พุฒิพงศ์ แสงหอย

หากกล่าวถึงจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันที่สร้างคุณูปการต่อบ้านเมืองอย่างมากมายนั้น"ออกัสตัส"หรือ จักรพรรดิกายุส ยูลิอุส ไกซาร์ ออกัสตัส นับเป็นหนึ่งในมหาจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ พระองค์ทรงเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน พระนามเมื่อประสูติ คือ กายุส ยูลิอุส ทูรีนุส ทรงเป็นบุตรบุญธรรมของพระมาตุลา กายุส ยูลิอุส ไกซาร์ และในปีที่ 27 ก่อนคริสตกาล วุฒิสภาโรมันได้ถวายพระนามเฉลิมพระเกียรติแด่พระองค์ว่า ออกัสตัส ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้ได้รับความเคารพนับถือ"

อ่านเพิ่มเติม »

จักรพรรดิคาลิกูล่า

โดย พงศ์ศิริ สันติภาษิต

เมื่อนึกถึงผู้นำของโรมันองค์ต่างๆ ชื่อแรกที่เราจะนึกถึงก็คือจูเรียส ซีซาร์ หรือจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช แต่ที่เราจะกล่าวถึงวันนี้เป็นเรื่องราวของจักรพรรดิพระองค์หนึ่งในยุคแรกๆ ของจักรวรรดิโรมัน

หลังจากที่จูเลียส ซีซาร์ ได้ถูกกลุ่มสมาชิกสภาแห่งกรุงโรมรุมสังหารจนเสียชีวิตไปด้วยมีด จึงถือเป็นจุดสิ้นสุดของสาธารณรัฐโรมัน เนื่องด้วยผู้ปกครองคนใหม่ที่ปกครองอาณาจักรโรมัน คือ ออกัสตัสได้สถาปนาตนขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์แรกของกรุงโรม โรมันจึงถือเริ่มเป็นยุคจักรวรรดิโรมัน โดยมีจักพรรดิองค์ถัดมา คือ จักรพรรดิไทเบอรีอัส เป็นองค์ที่ 2 และตามมาด้วยจักรพรรดิคาลิกูล่า เป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมัน

คาลิกูล่า จักรพรรดิโรมองค์ที่ 3 ทรงเป็นบุตรชายของวีรบุรุษสงครามเจอมันนิคัส กับ อกริพพีน่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของจักพรรดิออกัสตัส ทรงประสูติเมื่อเดือน สิงหาคม ค.ศ.31 ณ ยอดเขาอันตินัม

เมื่อบิดาตายไป มารดาของพระองค์ก็อภิเษกสมรสกับจักรพรรดิไทเบอรีอัส คาลิกูล่าจึงเป็นโอรสบุญธรรม แต่  คาลิกูล่าเกือบถูกไทเบอรีอัสประหารเหมือนกับพี่น้องผู้ชาย ที่ไทเบอรีอัสต้องการกำจัดไม่ให้เป็นศัตรูของโอรสที่แท้จริงของพระองค์ ซึ่งมีศักดิ์เป็นอนุชาบุญธรรมของคาลิกูล่า โชคดีที่มารดาของคาลิกูล่าขอร้องไว้ชีวิตจึงรอดมาได้


Roman Emperor Caligula

เมื่อจักรพรรดิไทเบอรีอัสสิ้นพระชนม์  คาลิกูล่าก็ชิงประกาศตนว่า ตนเองคือรัชทายาทผู้ชอบธรรมของไทเบอรีอัส เพราะได้ทรงแต่งตั้งให้พระองค์เป็นองค์รัชทายาทก่อนสวรรคตแล้ว ดังนั้น รัฐสภาจึงประกาศยอมรับให้คาลิกูล่าขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันในที่สุด

แรกเริ่มครองราชย์นั้น คาลิกูล่าจัดว่าเป็นจักรพรรดิผู้ปรีชาพระองค์หนึ่ง เพราะพระองค์ทรงบริหารราชกิจด้วยความขยันขันแข็ง ทรงบริหารราชการแผ่นดินร่วมกับรัฐสภาด้วยกันเป็นอย่างดีเหมือนสมัยออกกัสตัสซีซาร์ และนอกจากนั้นพระองค์ก็ทรงประกาศลดภาษี แต่เพิ่มงบประมาณให้กับกรมท่าและกลาโหม เพื่อกระตุ้นการค้าระหว่างประเทศและพัฒนากองทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เพียงหกเดือนแรกจากการขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิคาลิกูล่าได้รับความยอมรับจากทุกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ สภาแห่งโรมได้ถวายเกียรติสูงสุดเท่าที่จะถวายได้แด่พระองค์ ด้วยการเสนอพระสมญานานว่า "pater patriae" แปลว่า "บิดาแห่งแผ่นดิน"

แต่หลังจากที่เจ้าหญิงเดียซิร่ามาสิ้นพระชนม์ ทำให้พระองค์โศกเศร้าจนเริ่มเสียพระสติ นับตั้งแต่นั้นมา คาลิกูล่าก็ทรงประกาศขึ้นภาษี ทั้งที่เพิ่งสั่งลดไป และก็ไม่ยอมออกว่าราชการอีก โดยประทับอยู่แต่ในตำหนักฝ่ายใน โดยไม่สนใจบ้านเมืองอีกต่อไป และแม้จะมีเหล่าวุฒิสภาพยายามกราบทูลให้ทรงกลับมาบริหารราชกิจตามเดิมก็ตาม


Death Of Caligura

เมื่อคาลิกูล่าไม่สนใจดูแลปกครองบ้านเมืองส่งผลให้บ้านเมืองย่ำแย่ จึงได้มีองครักษ์ผู้หนึ่งซึ่งหมดความอดทนต่อการปกครองบ้านเมืองเช่นนี้  ได้ฉวยโอกาสที่พระองค์ทรงเสด็จไปดูละครเข้าฟันองค์จักรพรรดิจนสิ้นพระชนม์ โดยที่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่น้อย  จักรพรรดิคาลิกูล่า จึงสวรรคตลงด้วยพระชนมายุเพียง 28 ชันษาเมื่อปี ค.ศ.41 หลังจากทรงครองราชย์ได้เพียงสี่ปีเท่านั้น

อ้างอิง

ไอแสค อาศิระ.(2556).ต่วยตู่นพิเศษ ฉบับที่459,461

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.2558.คาลิกูล่า.[ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558,  จาก: http://th.wikipedia.org/wiki/คาลิกูล่า

Timelines of World History (ย้อนรอยประวัติศาสตร์โลก), ตอนที่ 1 : คาลิกูลา (CALIGULA) กษัตริย์วิปริตเเห่งโรมัน. สืบค้นเมื่อ 25 เมษายน 2558, จาก http://writer.dek-d.com/daoprincess/story/viewlongc.php?id=708443

รูปปั้นจักพรรดิคาลิกูล่า สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก http://www.history.com/news/history-lists/7-things-you-may-not-know-about-caligula

รูปความตายของคาลิกูล่า สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2558, จาก www.posterlounge.co.uk/death-of-caligula-pr175715.html



อ่านเพิ่มเติม »