แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มชาติพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มชาติพันธุ์ แสดงบทความทั้งหมด

ชาวโรฮิงญา ปัญหาที่ไม่สิ้นสุด

โดย ปณิดา รัตนประเสริฐ

ชาว ‘โรฮิงญา’ หรือ ‘โรฮีนจา’ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไร้รัฐ หรือไร้ถิ่นฐานที่อยู่อาศัย ความเป็นมาของพวกเขายังคลุมเครือ บ้างก็ว่ามาจากพม่า บ้างก็ว่ามาจากบังกลาเทศ แต่พวกเขากลับไม่เป็นที่ต้องการของทั้งสองประเทศ เรื่องราวของพวกเขากลายเป็นปัญหาใหญ่ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา  

ชาวโรฮิงญาเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐยะไข่ (อาระกัน) ทางตะวันตกของประเทศพม่า และพูดภาษาโรฮีนจา ชาวโรฮิงญาและนักวิชาการบางส่วนกล่าวว่า โรฮิงญาเป็นชนพื้นเมืองในพื้นที่รัฐยะไข่ ในขณะที่นักประวัติศาสตร์บางส่วนอ้างว่า พวกเขาอพยพเข้าพม่าจากเบงกอลในสมัยการปกครองของสหราชอาณาจักรเป็นหลัก และนักประวัติศาสตร์ส่วนน้อยกล่าวว่า พวกเขาอพยพมาหลังจากพม่าได้รับเอกราชในปี 2491 และหลังจากบังกลาทศทำสงครามประกาศเอกราชในปี 2514

ชาวโรฮิงญาได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในรัฐยะไข่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ไม่สามารถประมาณจำนวนผู้ตั้งถิ่นฐานก่อนการปกครองของสหราชอาณาจักรได้อย่างแม่นยำ หลังสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่หนึ่งในปี 2369 สหราชอาณาจักรผนวกรัฐยะไข่และสนับสนุนให้มีการย้ายถิ่นจากเบงกอลเพื่อทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานในไร่นา โดยบว่าประชากรชาวโรฮิงญาอาจมีจำนวนถึงร้อยละ 5 ของประชากรรัฐยะไข่ เมื่อปี 2412 ได้มีการประเมินของปีก่อนหน้าก็พบว่ามีจำนวนสูงกว่านี้ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ความรุนแรงระหว่างชุมชนก็ปะทุขึ้นระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธกับหน่วยกำลังวี (V-Force) ชาวโรฮิงญาที่สหราชอาณาจักรติดอาวุธให้ และการแบ่งขั้วก็รุนแรงมากขึ้นในพื้นที่ ในปี 2525 รัฐบาลพลเอกเนวีนตรากฎหมายความเป็นพลเมืองซึ่งปฏิเสธความเป็นพลเมืองของชาวโรฮิงญา

ในปี 2556 พบว่ามีชาวโรฮิงญาประมาณ 735,000 คน อาศัยอยู่ในประเทศพม่า ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองทางเหนือของรัฐยะไข่ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 80–98 ของประชากร สื่อระหว่างประเทศและองค์การสิทธิมนุษยชนกล่าวว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลก อย่างเช่น การโดนสังหารหมู่ทางชาติพันธุ์ รวมถึงกฏหมายในพม่าที่กำจัดสิทธิพวเขาทุกอย่างตั้งแต่เรื่องการแต่งงาน การศึกษา และการมีบุตรได้เพียง 2 คนเท่านั้น ทำให้ชาวโรฮิงญาจำนวนมากหนีไปอยู่ในย่านชนกลุ่มน้อยและค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศเพื่อนบ้านอย่างบังกลาเทศ รวมทั้งพื้นที่ตามชายแดนไทย–พม่า ชาวโรฮิงญากว่า 100,000 คนยังคงอาศัยอยู่ในค่ายสำหรับผู้พลัดถิ่นในประเทศ ซึ่งทางการไม่อนุญาตให้ออกมา

ชาวโรฮิงญาได้รับความสนใจจากนานาชาติในห้วงเหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 โดยเหตุการณ์นี้เริ่มต้นมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวยะไข่ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ กับชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลาม และเหตุการณ์นี้ทำให้ชาวโรฮิงญาเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมาก รวมทั้งถูกเผาบ้านเรือน เป็นเหตุทำให้เกิดการประท้วงของชาวโรฮิงญาในย่างกุ้ง รัฐบาลจึงตอบสนองโดยการตั้งรัฐมนตรีและผู้บัญชาการตำรวจอาวุโส เพื่อเป็นผู้นำในการสืบสวนสาเหตุและการยั่วยุที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์นี้และจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป


ภาพนี้มาจากบังกลาเทศในปี 1971 แต่ถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อบอกว่าชาวโรฮิงญาในเมียนมาเป็นกลุ่มก่อการร้าย 
ที่มา : https://ichef.bbci.co.uk/

อาจกล่าวได้ว่าชาวโรฮิงญาเป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่งของพม่า เนื่องจากความหวาดกลัวการแพร่กระจายของชาวมุสลิมที่มาจากอินโด-อาระยัน หรือที่เรียกว่า ‘อินโดฯ โฟเบีย’ ที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งต่างๆ ตามคำกล่าวของ ผศ.ดุลยภาค ปรีชารัชช (โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา?) อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าในแง่ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ชาวโรฮิงญาอยู่ในวงแหวนแห่งความขัดแย้ง 3 วง คือ
1.การขยายตัวของลัทธิอิสลามนิยม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มมุสลิมสุดโต่ง ขบวนการหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่าไอซิส กระแสการทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงมุสลิมจากประเทศบังกลาเทศที่ทะลักเข้ามา จนกลายเป็นกระแสกลัวอิสลาม (อิสลามโฟเบีย)
2.ลัทธิพุทธนิยมแท้ นำโดยพระวีระธู แกนนำสงฆ์ชาตินิยมของเมียนมา ที่เทศน์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2100 หากเมียนมาไม่สามารถหยุดการขยายพันธุ์มุสลิมก็จะกลายเป็นประเทศมุสลิม
3.ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิประชากรศาสตร์ในรัฐยะไข่ของเมียนมา และอ่าวเบงกอลของบังกลาเทศ ที่สภาพอากาศแปรปรวน มีพายุไซโคลนถล่ม จึงเกิดการแย่งชิงที่ดินทำกินชาวมุสลิมจากบังกลาเทศหลั่งไหลเข้าพม่ามาต่อเนื่อง ทำให้นักการทหารมองว่าพื้นที่ตอนเหนือของรัฐยะไข่จะเป็นพื้นที่อันตราย หากไม่หยุดก็จะพังทลายแบบโดมิโน
คำว่า ‘โรฮิงญา’ ไม่มีความหมายในภาษาพพม่า เพราะชาวพม่าและรัฐบาลพม่าถือว่าคำนี้เป็นคำใหม่ที่ถูกคิดขึ้นมาจากกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามเขตชายแดนติดกับบังกลาเทศ และพวกเขาต้องการมีอัตลักษณ์ของตัวเองจึงคิดคำเรียกตัวเองว่าโรฮิงญา แม้สหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งระบุว่าทุกคนเหล่านี้มีสิทธิที่จะถูกเรียกตามชื่อที่พวกเขาต้องการ แต่รัฐบาลพม่ากังวลว่าหากชื่อโรฮิงญาได้รับการยอมรับ นั่นอาจหมายถึงว่าชาวโรฮิงญาจะได้รับการยอมรับเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของเมียนมา ในอดีตเคยใช้คำเรียกคนเหล่านี้ว่าโรฮิงญาจากรัฐบาลชุดก่อน เพราะช่วงทศวรรษ 1940-1960 มีชาวโรฮิงญาไม่มากเท่านี้


ผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาหลายพันคนซึ่งรวมถึงเด็กและผู้หญิงข้ามพรมแดนเข้าไปยังบังกลาเทศ
ที่มา: https://ichef.bbci.co.uk/

อีกทั้งชาวโรฮิงญาก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับในบังกลาเทศ และแม้ว่าพวกเขาจะเคยเป็นส่วนหนึ่งของพม่า เนื่องจากพวกเขาเป็นชาวเมืองอาระกัน สถานะของพวกเขากลับไม่เป็นที่ยอมรับในพม่า ชาวบังกลาเทศเองก็มองว่าชาวโรฮิงญาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชนชาติ จึงถือเป็นผู้อพยพ แม้รัฐบาลเองพยายามที่จะดูแลพวกเขา แต่ไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะรองรับผู้อพยพจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าประเทศในช่วงเวลาสั้น ๆ

ชาวโรฮิงญานั้นได้ตกอยู่ในภาวะลำบากถึงขั้นวิกฤตมานานหลายปีแล้ว ทั้งจากพวกเขาถูกขับไล่ด้วยการเผาทำลายบ้านเรือนของตัวเอง ถูกเจ้าหน้าที่จากกองทัพพม่าทารุณกรรม และยังขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มระหว่างการอพยพลี้ภัยทางเรือไปยังประเทศต่าง ๆ แม้ว่าสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนได้ยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือและหาแนวทางแก้ไข้ให้กับพวกเขา ถึงอย่างไรก็ตามอนาคตของกลุ่มชาติพันธุ์นี้แทบมองไม่เห็นว่าจะมีจุดจบอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะสามารถหลุดพ้นจากฐานะผู้ที่ตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งจนกลายเป็นกลุ่มคนไร้รัฐได้


อ้างอิง

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). วิกฤตโรฮิงญา ในสายตานักประวัติศาสตร์ไทย-เมียนมา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

บีบีซี นาวิเกชัน. (2559). โรฮิงญาคือใคร ทำไมชื่อนี้เป็น "ของแสลงหู" ของเมียนมา? (ออนไลน์). สืบค้น
เมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก: https://www.bbc.com/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2561). โรฮีนจา (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม 2563, จาก:
https://th.wikipedia.org/wiki/โรฮีนจา

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2555). เหตุจลาจลในรัฐยะไข่ พ.ศ. 2555 (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/เหตุจลาจลในรัฐยะไข่_พ.ศ._2555

GQ. (2558). โรฮิงญา ชนกลุ่มน้อยที่ถูกขมเหงทารุณมากที่สุดในโลก (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 26 มกราคม
2563, จาก: https://www.gqthailand.com/life/article/rohingya

MTHAI. (2558). ต้นกำเนิด โรฮิงญา บุคคลไร้สัญชาติ เหยื่อค้ามนุษย์ (ออนไลน์). สืบค้นเมื่อ 9 มกราคม
2563, จาก: https://news.mthai.com/

อ่านเพิ่มเติม »

ซินเจียง-อุยกูร์ จีนที่ไม่ใช่จีน

โดย กฤษดา โศกดุล
                   
ดินแดนในโลกนี้ถ้ามองถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ประเพณีและวัฒนธรรม หนึ่งในนั้นต้องมีประเทศจีนซึ่งถือเป็นประเทศขนาดใหญ่หลากหลายผู้คนอีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีอารยธรรมที่เก่าแก่ ทำให้แผ่นดินจีนตกเป็นจุดหมายปลายทางของนักสำรวจนักเดินทางรวมถึงนักผจญภัยหลายท่าน ที่จะต้องไปศึกษาในมิติต่างๆในดินแดนมังกรแห่งนี้ซักครั้งหนึ่ง วันนี้ผมจะขอพาทุกคนไปทำความรู้จักกับดินแดนแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในเขตการปกครองตนเองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในจีนมีประชากรทั้งชาวพื้นเมืองและชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ร่วมกันราว 19 ล้านคน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนบทและทุรกันดารของจีน แต่ทำไมพื้นที่แห่งนี้ถึงมีความเป็นจีนแบบชาวจีนฮั่นซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักของจีนน้อยมากๆ วันนี้ผมจะพามาไขข้อสงสัยกัน ว่าดินแดนแห่งนี้ถึงไม่มีเอกลักษณ์แนวทางประเพณีและวัฒนธรรมเป็นจีนดั่งที่คนส่วนใหญ่ประจักษ์



ประวัติศาสตร์

“ซินเจียง” เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนเป็นพื้นที่ที่มีอาณาเขตใหญ่ที่สุดในเขตการปกครองของจีน ดินแดนแห่งนี้มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยเส้นทางสายไหมยังรุ่งโรจน์ ซินเจียงมีเมืองท่าหรือเมืองเอกที่มีความสำคัญมาตั้งแต่ยังเป็นอาณาจักรนั่นคือเมืองคัชการ์ ถือว่าเป็นจุดที่เชื่อมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ทำให้เราเห็นความแตกต่างในหลายสิ่ง ที่ดินแดนแห่งนี้ดูต่างไปมากเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆของจีน ซินเจียงตั้งแต่ยุคแรกๆถือว่าเป็นเมืองที่มีอาณาจักรโบราณมาตั้งแต่ 2,000ปีก่อน โดยมีชาวอุยกูร์เป็นชาวพื้นเมือง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกับชาวเตอร์ก (Turkic peoples) เหมือนกับประชากรส่วนใหญ่ในตุรกีอีกทั้งยังมีภาษาที่คล้ายคลึงกัน ถ้าอ้างตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้วถือว่าชาวอุยกูร์เป็นกลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก่อนชาวฮั่นอีกด้วย และชาวอุยกูร์ยังได้รับอิทธิพลจากศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่ตั้งอยู่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลางแทบทั้งสิ้น ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นหน้าต่างที่เปิดรับศาสนาอิสลามเข้ามารวมถึงอารยธรรมบางส่วนของกรีก-โรมันเข้ามาอีกด้วย ทำให้สภาพบ้านเรือน สังคม การแต่งกาย วิถีชีวิตและการกินออกไปทางตะวันออกกลางและยุโรปมากกว่า



การเข้ามาของรัฐบาลจีน

ดินของชาวอุยกูร์ซึ่งถือว่าเป็นประชากรหลักในเขตปกครองซินเจียงอุยกูร์ที่ได้มีอารยธรรมมานาน ก่อนที่ดินแดนแถบนี้จะถูกขีดเส้นแบ่งเขตในยุครัฐชาติสมัยใหม่ไม่นานมานี้ทำให้วัฒนธรรมของดินแดนแห่งนี้ถูกตัดขาดออกจากวัฒนธรรมตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลของอำนาจความมั่นคงของแต่ละประเทศที่ต้องการมีอิทธิพล เพื่อให้ชาติของตนมีพลังอำนาจจึงทำให้ดินแดนของชาวอุยกูร์ซึ่งเชื่อว่าเป็นดินแดนของบรรพบุรุษหรือ”สาธารณรัฐเตอร์กิสถานตะวันออก” ถูกผนวกเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่โดยปริยาย

ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจีนมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และรวมอำนาจไว้ที่กรุงปักกิ่งแต่ยังมีการปกครองแบบผ่อนปรน ซึ่งให้ชาวอุยกูร์ปกครองกันเองในระยะแรก พอถึงช่วงสมัยที่รัสเซียแข่งกับจีนเพื่อขยายอิทธิพลในตะวันออกกลางรวมถึงอังกฤษเริ่มแพร่ขยายอาณานิคมมาทางอินเดียยิ่งทำให้จีนแสดงแสงยานุภาพทางทหารถึงความเป็นเจ้าของซินเจียงมากขึ้น และรัฐบาลจีนก็ได้สร้างเมืองหลวงใหม่ให้เป็นเมืองเอกนั่นคือ “นครอุรมชี” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของซินเจียง ทำให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในหลายด้านของชาวอุยกูร์ ตั้งแต่สมัยที่เหมาเจ๋อตุงเป็นประธานาธิบดีสมัยคอมมิวนิสต์และมีนโยบายปฎิวัติวัฒนธรรมซึ่งอุดมการณ์นี้มีผลกระทบต่ออความเชื่อทางด้านศาสนาสั่งให้มีการทำลายมัสยิดทำลายคัมภีร์ รวมถึงกลุ่มผู้นำที่รัฐบาลจีนส่งมาปกครองยังมีการปกครองแบบกดขี่ประชาชนและละเมิดสิทธิ์หลายด้าน เช่น สั่งให้ชาวอุยกูร์ทำแท้งเพื่อควบคุมประชากร ออกกฎหมายห้ามแต่งกายปกปิดหน้าตาจึงสร้างความไม่พอใจแก่ชาวอูยกูร์เป็นอย่างมาก



จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวอูยกูร์กับทางการจีนอยู่เป็นประจำ จนขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้รัฐบาลจีนมีการปราปรามอย่างหนักหน่วงแต่ผลก็ไม่เป็นอย่างที่คาดไว้ จนกระทั่งปี 1933 ชาวอูยกูร์และชนกลุ่มน้อยก็เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อที่จะแยกตัวเป็นเอกราช ยิ่งทำให้รัฐบาลจีนเร่งเคลื่อนกองทัพเข้าควบคลุมซินเจียงมากขึ้น

ในปี 1983 รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแนวคิดใหม่โดยการยกเลิกกฏข้อห้ามที่เคยบัญญัติไว้เพื่อผ่อนปรนและให้เสรีภาพแก่ชาวอูยกูร์มากขึ้น มีการซ่อมบำรุงมัสยิดอีกครั้ง ให้เสรีทางด้านศาสนาอีกครั้งและรัฐบาลจีนยังผลักดันให้ชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงวัตถุประสงค์ด้านการเมืองเหมือนนโยบาย “กลืนชาติ” แต่ด้วยเหตุผลต่างๆ ก็ไม่ได้ทำให้ชาวอุยกูร์รู้สึกดีต่อรัฐบาลจีนเลยแถมยังมีการขัดแย้งทางเชื้อชาติระหว่างชาวจีนฮั่นกับชาวอูยกูร์ก่อเป็นสงครามกลางเมืองขึ้น
                                         
ปี ค.ศ.1949 รัฐบาลจีนได้สถาปนาซินเจียงเป็นเขตบริหารระดับมณฑลที่มีอำนาจปกครองตนเองอีกเขตหนึ่ง แต่อดีตจนถึงปัจจุบันชาวอุยกูร์ยังฝันว่าซักวันพวกเขาจะได้ปลดแอกจากจีน จึงทำให้มีกลุ่มชาวอุยกูร์พลัดถิ่นยังเดินหน้าเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราชจากจีนจนถึงปัจจุบัน และยังมีอีกกลุ่มที่ยอมพลีชีพใช้แนวทางสุดโต่งเพื่อทวงดินแดนแห่งนี้กลับสู่การปกครอง โดยอิสรภาพของพวกเขา ซึ่งคนกลุ่มนี้ถูกทางการจีนมองว่าเป็นกลุ่ม”หัวรุนแรง” เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ทำไมจีนถึงไม่ยอมปล่อยซินเจียง

ซินเจียงคือดินแดนที่มีความสำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้วโดยบริเวณแห่งนี้เคยเป็นเส้นทางสายไหมจากเอเชียสู่ยุโรป จึงทำให้มีความมั่งคั่งมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประกอบกับปัจจุบันพื้นที่ซินเจียงแห่งนี้ได้ซบเซาลงมากเมื่อเทียบกับอดีตจนกลายเป็นพื้นที่ยากจนของจีนเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยพื้นที่ที่ติดกับกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง รัสเซีย และอินเดียจึงทำให้ซินเจียงยังคงสำคัญมากต่อยุทธศาสตร์จีนและความมั่นคงของชาติ อีกทั้งยังมีเนื้อที่ใหญ่ที่สุดในจีนรวมถึงบริเวณแห่งนี้ที่เต็มไปด้วยทะเลทรายที่แห้งแล้งมีภูเขาสูงแต่กลับเป็นแหล่งทรัพยากรหลักทั้งน้ำมันและแก๊ซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดของจีนที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติเป็นอย่างมากทำให้ซินเจียงแห่งนี้ยังสำคัญกับมหาอำนาจอย่างจีนมากเลยทีเดียว


                                 
ซินเจียง-อุยกูร์ ปัจจุบัน 

ซินเจียง-อุยกูร์ในวันเวลาที่แปรเปลี่ยนไปกับหลายเหตุการณ์ทำให้ปัจจุบันในสังคมของชาวอูยกูร์มีการผสมผสานปรับเปลี่ยนไปบ้าง นับตั้งแต่นโยบายอพยบชาวฮั่นเข้าไปตั้งถิ่นฐานในซินเจียงพร้อมกับนำวัฒนธรรมและกฏเกณฑ์ต่างๆเข้าไปปรับใช้ เช่นทางการจีนบัญญัติกฎการเรียนภาษาจีนเข้าไปในหลักสูตรพื้นฐานแทนที่ภาษาอูยกูร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจที่เห็นผู้คนที่หน้าตาออกแนวตะวันออกกลางและยุโรปแต่สามารถพูดภาษาจีนกลางได้อย่างคล่องแคล่ว

ในด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่ชาวจีนฮั่นเป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ในเมืองแต่ชาวอูยกูร์กลับประกอบธุรกิจเล็กและเกษตรกรรม เช่น ขายอาหาร ขายสมุนไพร เพาะปลูก ซึ่งมีฐานะค่อนข้างต่างกัน รวมถึงสิทธิ์ทางการศึกษารัฐบาลจีนจะให้สิทธิชาวฮั่นก่อนชาวอูยกูร์

ในด้านวิถีชีวิติความเป็นอยู่ โดยเราจะสามารถสังเกตได้ง่ายในตัวเมืองคือ ตึกสูง ซึ่งบ่งบอกถึงอำนาจของรัฐบาลจีนที่มีอิทธิพลเหนือชาวพื้นเมืองอย่างชัดเจนและรัฐบาลจีนยังใช้ตัวอักษรจีนเข้าไปผสมกับตัวอักษรออร์กอน ซึ่งเป็นตัวอักษรของชาวอูยกูร์ แต่สังคมชาวอูยกูร์ถือว่ายังรักษาประเพณีวัฒนธรรมไว้อย่างแนบแน่นถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามทำให้กลายเป็นแบบเดียวกับชาวฮั่นก็ตาม แต่ชาวอูยกูร์ก็ยังใช้

ตัวกลางผ่านศาสนาอิสลามในการรวมกลุ่มพบปะกันทางสังคมซึ่งทำให้ประเพณีของชาวอูยกูร์ยังแข็งแกร่งดั่งเดิม ซึ่งชาวอูยกูร์ส่วนใหญ่ก็ยังจะร่วมกิจกรรมต่างๆแต่ในกลุ่มของตน อาจจะเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ยังทำให้วัฒนธรรมประเพณีของบรรพบุรุษยังคงเหลือ เหมือนดั่งคุณได้ไปเยือนแล้วคุณจะไม่เชื่อว่าคุณกำลังอยู่ในแผ่นดินจีน


อ้างอิง

คม ชัด ลึก.(2560).ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์'อุยกูร์-ฮั่น'.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: http://www.komchadluek.net/news/scoop/209845

ประชาไทย.(2015).ความเป็นมาของชาวอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 30 สิงหาคม 2561.จาก: https://prachatai.com/journal/2015/07/60380

มุสลิมไทยโพสต์.(2558).ความขัดแย้งชาวอูยกูร์ในซินเจียง มีความเป็นมาเช่นไร?.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: http://news.muslimthaipost.com/news/24539

วิกิพีเดีย.(มปป).เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์.สืบค้นเมื่อ 25 กันยายน 2561.จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

BBC.(2017).จีนห้ามมุสลิมในซินเจียงไว้เครายาว-คลุมหน้า.สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2561.จาก: https://www.bbc.com/thai/international-39465278

อ่านเพิ่มเติม »

เปิดชีวิต ชนเผ่าฮิมบา (Himba)

โดย วรัญญา คลื่นแก้ว

ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการดำรงชีวิตของผู้คนที่มีเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ประชากรบนโลกมีความสะดวกสบายและทันสมัยมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสงสัยและน่าสนใจก็คือ ปัจจุบันยังคงมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ใครหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อมาก่อน ซึ่งกลุ่มคนดังกล่าวยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติโดยที่ไม่ได้สนใจต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งเหนือในกลุ่มคนเหล่านั้นก็คือ ชนเผ่าฮิมบา (Himba)



ฮิมบา เป็นชนเผ่าเล็กๆในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่ในดินแดนแห้งแล้งทางตอนเหนือของประเทศนามิเบีย หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐนามิเบีย (Republic of Namibia) เป็นประเทศในทวีปแอฟริกาตอนใต้ มีชนเผ่าฮิมบาอาศัยอยู่ตามแนวแม่น้ำคูเนเน (Kunene) ซึ่งเป็นหนึ่งในแม่น้ำสายยาวไม่กี่แห่งในภูมิภาคนี้และเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างทางเหนือของประเทศนามิเบียและแองโกลา  ชนเผ่าฮิมบามีประชากรประมาณ 30,000-50,000 คน จากประชากรทั้งหมด 2.6 ล้านคนในประเทศนามิเบียและมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย ทำให้พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นชนเผ่ากึ่งเร่ร่อน อพยพตามฤดูกาลและตามแหล่งน้ำเป็นหลัก พวกเขามีการดำเนินชีวิตแบบดั้งเดิมอยู่กับธรรมชาติ ไม่มีไฟฟ้าและเทคโนโลยีใดๆใช้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะดูแตกต่างจากโลกปัจจุบันแต่พวกเขาค่อนข้างเป็นมิตรกับทุกคน เนื่องมาจากพื้นที่ที่พวกเขาอยู่อาศัยนั้นได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกแห่งในนามิเบีย ทำให้มีนักท่องเที่ยวสนใจในวิถีชีวิตของพวกเขาและอยากรู้จักชนเผ่ากลุ่มนี้มากขึ้น



ลักษณะของชนเผ่าฮิมบา มีรูปร่างผอม บาง และสูง มีเนื้อตัวสีแดง มีการแต่งกายแบบ Topless หรือเปลือยกายส่วนบน ซึ่งส่วนล่างจะใช้หนังสัตว์ที่ขัดฟอกด้วยตนเองทำเป็นเสื้อผ้าสำหรับนุ่งห่มและมีทรงผมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากชนเผ่าอื่นๆในทวีปแอฟริกา โดยมีการใช้วัสดุท้องถิ่นในการตกแต่งทรงผมที่เรียกว่า เอเรมเบ้ (การแต่งทรงผม) ซึ่งจะใช้ดินโคลนสีแดง เนยและขนแพะสำหรับถักผมเปียและทำทรงเดรดล็อก โดยแต่ละคนมีทรงผมที่แตกต่างกันตามเพศและช่วงอายุที่สามารถบ่งบอกสถานะทางสังคม คือ

เด็กเล็กๆ ชาวฮิมบาจะโกนศีรษะ แต่เมื่อโตขึ้น ผมจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเด็กผู้หญิงหรือเด็กผู้ชาย โดยเด็กผู้ชายจะมี 1 เปีย ปัดไปด้านหลัง แต่จะไม่ไว้เป็นทรงหางม้า ส่วนเด็กผู้หญิงจะมีถึง 1 -2 เปียด้านหน้า หรือบางทีอาจมีมากถึง 4 เปีย แต่หากเป็นเด็กหญิงฝาแฝดก็จะมีเพียงแค่คนละเปีย



เมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วัยสาว เปียผมจะเปลี่ยนไปเป็นทรงที่คล้ายกับทรงเดรดล็อก (Dread Lock) โดยนิยมนำผมมาปกปิดใบหน้าเพื่อซ่อนความเป็นสาวแรกแย้ม แต่หากเติบโตขึ้นจนถึงวัยที่สามารถออกเรือนหรือมีครอบครัวได้ ก็จะปัดเสยผมไปด้านหลังเพื่อเผยใบหน้าให้หนุ่มเผ่าเดียวกันได้เห็นอย่างชัดเจน หากเป็นหญิงที่แต่งงานไปแล้วมากกว่า 1 ปี หรือเป็นหญิงที่มีบุตรแล้ว จะสวมเครื่องประดับที่ทำจากหนังสัตว์ไว้บนศีรษะ ส่วนผู้ชายหากเป็นหนุ่มโสดจะมัดผมเปียชี้ไปทางด้านหลัง ประดับตกแต่งด้วยเส้นใยปาล์มย้อมสีหรือเศษผ้าสวยงามเท่าที่จะหาได้ และจะเปลี่ยนเป็นการโพกศีรษะด้วยผ้าคลุมผมเอาไว้ทั้งหมดก็ต่อเมื่อแต่งงานแล้ว และจะไม่ถอดผ้านั้นออกอีกต่อไป



จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าชาวฮิมบาทุกคนเอาใจใส่กับทรงผมของตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่ละคนสละเวลาวันละ 2-3 ชั่วโมง เพื่อดูแลเสริมความงามให้กับทรงผมโดยเฉพาะทรงผมเดรดล็อกของผู้หญิงที่ต้องดูแลรักษากันเป็นพิเศษและนอกเหนือจากนั้นพฤติกรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือ ชาวฮิมบาไม่นิยมอาบน้ำ โดยผู้หญิงจะไม่อาบน้ำตั้งแต่เกิดจนวาระสุดท้ายของชีวิต แต่พวกเขามีวิธีการทำความสะอาดร่างกายที่เรียกว่า อบควันหอม จากการเผาด้วยสมุนไพรแล้วค่อยๆ ยกถ้วยควันไล่อบไปในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ส่วนสาเหตุที่พวกเขาไม่นิยมอาบน้ำมาจากความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ มีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ใช้น้ำเพื่อล้างตามความประสงค์



ส่วนการดำรงชีวิตของชาวฮิมบานั้นยังคงใช้ชีวิตโดยอาศัยธรรมชาติเป็นหลักใช้ชีวิตที่สงบ เรียบง่าย นิยมเลี้ยงวัวและแพะ โดยมีแพะเป็นสัตว์เลี้ยงประจำเผ่า ส่วนด้านการเกษตรไม่เป็นที่นิยมมากนักเนื่องจากเป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำสามารถปลูกพืชได้บางชนิดเท่านั้น เช่น ต้นข้าวโพด เป็นต้น และในสังคมของชาวฮิมบานั้นเพศหญิงต้องทำงานหนักมากกว่าเพศชาย โดยงานส่วนใหญ่ที่เป็นหน้าที่หลักของเพศหญิง คือ การไปตักน้ำเพื่อนำมาใช้สอยในหมู่บ้าน หาเก็บฟืน ทำอาหาร เลี้ยงลูก รวมถึงงานหัตถกรรม เช่น การทักทอเสื้อผ้า และเครื่องประดับ นอกจากนี้การรีดนมวัวและนมแพะก็ยังเป็นหน้าที่ของผู้หญิงอีกด้วย ส่วนเพศชายนั้นมีหน้าที่หลัก คือ เป็นหัวหน้าเผ่า ดูแลสัตว์และออกล่าสัตว์ที่มักจะต้องห่างไกลจากบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงงานก่อสร้างที่เพศชายจะต้องเข้าเมืองเพื่อไปทำงานรับจ้าง



ที่อยู่อาศัยของคนที่นี้ทำมาจากดินโคลนแดง มีหลังคามุงที่ทำมาจากต้นจาก (พืชจำพวกปาล์ม) โดยบ้านแต่ละหลังสร้างเป็นกระท่อมขนาดเล็กเรียงกันในรูปครึ่งวงกลม มีบ้านหัวหน้าครอบครัวกับภรรยาคนแรกอยู่ตรงกลาง พื้นบ้านปูด้วยหนังวัวและใช้หมอนไม้สำหรับรองศีรษะตอนนอน ส่วนอาหารที่ชาวฮิมบารับประทานเป็นประจำ คือ โจ๊ก ซึ่งทำมาจากแป้ง โดยการต้มน้ำให้เดือดและใส่แป้งลงไป อาจเพิ่มน้ำมันและอาหารที่เสิร์ฟ เป็นอาหารที่ไม่มีรสชาติ เพราะชาวฮิมบาไม่รู้จักการใช้เกลือหรือน้ำตาล


ที่มา : http://wowjung.com/

จารีตและประเพณีที่สำคัญของชาวฮิมบา คือ การแต่งงานที่ยังคงเป็นแบบคลุมถุงชนและผู้ชายสามารถมีภรรยาได้มากกว่า 1 คน ในพิธีกรรมเจ้าสาวจะต้องกินเนื้อสัตว์ของฝ่ายชาย ซึ่งนั้นจะแปลว่าเขามีเลือดเนื้อของญาติฝ่ายชายอยู่ในตัวแล้ว หลังจากนั้นเจ้าสาวจะต้องย้ายไปอยู่บ้านของฝ่ายชาย และหลังจากการแต่งงานการมีเพศสัมพันธ์นอกสมรสเป็นเรื่องจำเป็น ภรรยามีหน้าที่ทาบทามผู้หญิงอื่นที่สามีตนเองต้องการมีเพศสัมพันธ์ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้หญิงคนนั้นจะต้องได้รับการยอมรับจากภรรยาด้วย

นอกจากนี้ชาวฮิมบายังมีความเชื่อเกี่ยวกับภูติผี ซึ่งพวกเขาเรียกว่า Mukuru พวกเขาสามารถสื่อสารกับภูติผีเหล่านั้นโดยผ่านไฟศักดิ์สิทธิ์ โดยบริเวณหน้าบ้านของแต่ละคนนั้นจะมีกองไฟกองเล็กๆ มีควันลอยออกมาเล็กน้อยเพื่อให้รู้ว่านี้คือกองไฟ ชนเผ่า Himba เชื่อว่าห้ามให้ไฟดับเด็ดขาด เพราะไฟนี้ถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณของครอบครัว บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกครอบครัวห้ามเดินผ่านระหว่างกองไฟกับหน้ากระท่อมให้เดินอ้อมหลังกระท่อม

สุดท้ายนี้จะเห็นได้ว่าชนเผ่าฮิมบาเป็นชนเผ่าที่ยังคงดำรงชีวิตในแบบดั้งเดิมของตน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเหมือนในยุคปัจจุบัน พวกเขามีความผูกพันและมีวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งก็ทำให้พวกเขามีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตนเองอย่างชัดเจน กลายเป็นชนเผ่าที่หาดูได้ยากในยุคศตวรรษที่ 21 แต่เนื่องจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหลายๆด้านอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาต้องรู้จักปรับตัวและหาวิธีที่จะอยู่รอดในโลกปัจจุบัน โดยมีการอพยพเข้ามาในตัวเมืองเพื่อหารายได้มากขึ้น จนทำให้ชนเผ่ามีจำนวนประชากรลดลงและอาจจะหายสาปสูญไปในที่สุด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากว่าพวกเขาจะยังคงอยู่รอดในช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างไร


อ้างอิง

wichada. (2559). รีวิว นามิเบีย(แอฟริกา)สัมผัสชีวิตชนเผ่าฮิมบา. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก :
http://www.govivigo.com/reviews/

จันทร์เคี้ยว. (2561). ฮิมบา บนสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก :
https://waymagazine.org/allway_himba/

ว้าวจัง. (2560). 5 ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ เกี่ยวกับเผ่า Himba ที่แอฟริกา. สืบค้นเมื่อ 23 กันยายน 2561, จาก : http://wowjung.com/837/interesting-facts-about-the-himba/

ZoneGus LifeOnTheWorld. (2018,September 2018). 10 ชนพื้นเมืองที่หาดูได้ยากและกำลังจะหายสาปสูญไป. video posted to https://www.youtube.com/watch?v=tiiV_zr60Zc

admin. (2561). ประวัติ ชนเผ่า Himba ทางตอนเหนือของนามิเบีย. สืบค้นเมื่อ 26 กันยายน 2561, จาก :
http://www.histoire-afrique.org/

อ่านเพิ่มเติม »