แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ แสดงบทความทั้งหมด

ฟลอเรนซ์ (Florence) : เรเนสซองส์ที่ไม่มีวันตาย

โดย อุไรวรรณ นุ่นนาแซง

ฟลอเรนซ์ที่เป็นต้นกำเนิดของยุคเรเนสซองซ์ที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  จากเป็นศูนย์กลางของยุคเรเนสซองส์หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาในอดีตกลายมาเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ที่ผู้คนใฝ่ฝันอยากมา โดยมีประวัติความเป็นมาของเมืองโดยสังเขปและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ดังนี้



ก่อนคริสตกาล อิตาลีตอนกลางในขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของพวกอีทรัสคาน ต่อมาจูเลียส ซีซ่าร์ แห่งจักรวรรดิโรมันได้บุกรุกเข้ามายึดครองอิตาลี ทำการขับไล่พวกอีทรัสคานออกไปจากดินแดนนี้ ซีซ่าร์ตั้งเมืองฟลอเรนซ์เป็นเมืองในอาณานิคมของโรมันขึ้นในบริเวณช่วงแคบที่สุดของแม่น้ำอาณ์โน (Arno River) จุดมุ่งหมายแรกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเมืองพักผ่อนของคนชรา

ต่อมาศตวรรษที่ 3 ฟลอเรนซ์ได้กลายเป็นเมืองสำคัญในฐานะศูนย์กลางของการค้าของโรมัน เมื่อจักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลง ฟลอเรนซ์ถูกบุกรุกโดยพวกยุโรปเหนือ ทำให้ฟลอเรนซ์สูญเสียความเป็นอิตาลีไปนานกว่าพันปี ศตวรรษที่ 8 กองทัพแฟรงกิชเยอรมันยึดดินแดนยุโรปในแถบนี้ได้โดยกษัตริย์ชาร์ลมาญ และสถาปนาตนเป็นจักรพรรดิจากการแต่งตั้งของพระสันตะปาปา ความขัดแย้งระหว่างประมุขทั้ง 2 ฝ่ายก่อให้อิตาลีเกิดสงครามกลางเมือง

ฟลอเรนซ์จึงอยู่ภายใต้การปกครองของคน 2 กลุ่มข้างต้น และเป็นช่วงกลียุคของฟลอเรนซ์มีการสู้รบในสงครามกลางเมือง ขณะที่ตระกูลต่างๆ สนใจแต่การค้าขายไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จนถึงปลายศตวรรษตระกูลเหล่านี้กลายเป็นพวกมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง จนสามารถให้การสนับสนุนศิลปิน กวี และนักวิชาการทีมีความรู้ในศิลปะแขนงต่างๆ ส่งผลให้ฟลอเรนซ์กลายเป็นเมืองศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรรมของอิตาลีนับตั้งแต่นั้น


คอสิโม เดอเมดิชี นายธนาคารผู้ริเริ่มนำศิลปะมาใช้กับศาสนา

ฟลอเรนซ์รุ่งเรืองมากที่สุดในระหว่างศตวรรษที่ 11-15 ในฐานะเมืองอิสระที่แบ่งแยกการปกครองระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักร ในปลายศตวรรษที่ 15 ฟลอเรนซ์อยู่ใต้การปกครองของตระกูลเมดิชี (Medici) ซึ่งปกครองฟลอเรนซ์ถึง 300 ปี ตระกูลเมดิชีได้เป็นแกรนด์ดยุคของแคว้นทัสคานี (Tuscany) คอสิโม เดอเมดิชี เป็นนายธนาคารผู้ริเริ่มนำศิลปะมาปรับใช้กับศาสนา มีโครงการก่อสร้างโบสถ์วิหาร และศาสนสถานที่สำคัญหลายแห่งในฟลอเรนซ์

ลอเรนโซ่ อิลมัคนิฟีโค่ เป็นผู้ปกครองเมืองฟลอเรนซ์เป็นคนต่อมา เป็นผู้นำความเจริญมาให้ฟลอเรนซ์มากที่สุดทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ศิลปะและวัฒนธรรม ซึ่งต่อมาทัสคานีรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับอาณาจักรอิตาลี ฟลอเรนซ์จึงกลายเป็นเมืองหลวงของอิตาลี ในระหว่างปี ค.ศ. 1865-1871 และเมื่อโรมรวมเข้ากับอิตาลีในเวลาต่อมา โรมได้กลายเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ แม้ฟลอเรนซ์จะลดฐานะลงแต่ก็ยังชื่อเสียงในฐานะเมืองศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรมของอิตาลีมาโดยตลอด

ใจกลางเมืองเก่าของเมืองฟลอเรนซ์ได้รับเลือกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย องค์การยูเนสโก (Unesco) เมื่อ ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ของยุคเรอเนสซองส์ ที่เติบโตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมภายใต้การปกครองของตระ กูลเมดิชี ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 -16 รวมไปถึงมีกิจกรรมทางศิลปะที่พิเศษอันดำเนินไปในช่วง 600 ปี

สถานที่ท่องเที่ยว โบราณสถาน และอื่นๆ ในเขตเมืองเก่าฟลอเรนซ์ที่เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวที่จะหยิบยกมากล่าวถึงในที่นี้มี 6 แห่ง ได้แก่

1. The Academia Gallery


ที่มา: https://www.expedia.com/

ประติมากรรมหินอ่อน เดวิด (David) ของ มิเกลันเจโล (Michelangelo Buonarroti) ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของโลกชาวอิตาลี เปิดแสดงเป็นครั้งแรกที่กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ประติมากรรมเดวิดเป็นหินอ่อนแกะสลักรูป พระเจ้าเดวิด (King David) ตามตำนานในคำภีร์ไบเบิล ลักษณะเป็นชายหนุ่มยืนเปลือยกาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความงดงามของร่างกายมนุษย์ มีความสูง 5.17 เมตร หนักราว 6 ตัน มิเคลันเจโล แกะสลักขึ้นระหว่างปี 2044-2047 โดยนำหินอ่อนสีขาวมาจากเมืองคาร์รารา (Carrara) แคว้นทัสคานีของอิตาลี ในคราวที่นำออกแสดงครั้งแรกเป็นที่ฮือฮาของชาวเมืองอย่างมาก ส่งผลให้ชื่อเสียงของมิเคลันเจโนโด่งดังไปทั่วอิตาลี ประติมากรรมเดวิดเป็นรูปปั้นนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะในยุค "ฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ” (Renaissance) เป็นหนึ่งในประติมากรรมชิ้นเอกสองชิ้นของมิเคลันเจโล อีกชิ้นหนึ่งคือประติมากรรม "ปิเอตา" (Pieta) ปัจจุบันประติมากรรมเดวิดตั้งแสดงอยู่ที่ The Accademia Gallery กรุงฟลอเรนซ์ นอกจากนี้ยังมีรูปจำลองประติมากรรมเดวิดตั้งแสดงอยู่หลายประเทศ

2. เปียซซาเดลซิญญอเรีย (Piazza Della Signoria)



จัตุรัสที่คึกคักแห่งนี้คือบ้านของเดวิดของมิเกลันเจโล รวมถึงคาเฟ่มากมาย อุฟฟิซีที่มีชื่อเสียงระดับโลก และแกลเลอรีรูปสลักกลางแจ้ง การก่อสร้างปาลาซโซเวคคิโอในปี 1302 ทำให้เปียซซาแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของชาวฟลอเรนซ์ เช่นเดียวกับในปัจจุบัน ปาลาซโซยังเป็นที่ว่าการเมืองหลักของฟลอเรนซ์ การเลือกตั้งสาธารณะ จลาจลและการประหารเกิดขึ้นที่นี่ ของรูปสลักเดวิดจำลองของมิเกลันเจโล ตั้งอยู่หน้าประตู รูปสลักดั้งเดิมถูกย้ายไปที่แกลเลอรีอัคคาเดเมีย (Galleria dell'Accademia) ในปี 1873 ที่นี่ยังเป็นแหล่งรวมประติมากรรมชื่อดังหลายรูป

3. หอศิลป์อุฟฟิซิ (Galleria Degli Uffizi)


ที่มา: https://sites.google.com/

หอศิลป์อุฟฟิซิ (ภาษาอิตาลี: Galleria degli Uffizi) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ศิลปะในโลก ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของ “พาลัซโซ เดกลิ อุฟฟิซิ” ซึ่งเป็นพาลัซโซ (Palazzo) ในเมืองฟลอเรนซ์ ตัวสิ่งก่อสร้างของวังเริ่มโดยจอร์โจ วาซารีในปี ค.ศ. 1560 สำหรับโคสิโมที่ 1 เดอเมดิชิ (Cosimo I de' Medici) เพื่อเป็นสำนักงานของผู้พิพากษาฟลอเรนซ์ - จึงได้ชื่อว่า “uffizi” หรือ “ออฟฟิส” การก่อสร้างทำตามแบบที่วางโดยวาซารีโดย อัลฟองโซ ปาริจิ (Alfonso Parigi) และ เบอร์นาร์โด บวนตาเล็นติ (Bernardo Buontalenti) และเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1581 “cortile” ยาวและแคบและเปิดไปทางแม่น้ำอาร์โนทางด้านหนึ่งเป็นแบบดอริคที่แสดงช่องว่างโดยไม่บังทิวทัศน์ที่นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมใช้เป็นตัวอย่างในการวางแบบถนนทัศน์ในยุโรป วาซารีผู้เป็นทั้งจิตรกรและสถาปนิกเน้นทัศนมิติของความยาวโดยการใช้บัวที่ต่อเนื่องตลอดแนวบนหลังคาของฟาซาด เช่นเดียวกับบัวต่อเนื่องที่ใช้ระหว่างชั้น และใช้บันไดสามชั้นที่ต่อเนื่องกันด้านหน้า

พาลัซโซ เดกลิ อุฟฟิซิใช้เป็นสำนักงานการบริหารทางการยุติธรรมและเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญของรัฐ (Archivio di Stato) แผนที่โคสิโมที่ 1 เดอ เมดิชิวางไว้ในการจัดงานแสดงศิลปะที่เป็นของตระกูลเมดิชิมาถูกเปลี่ยนโดย ฟรานเชสโคที่ 1 เดอ เมดิชิ ที่รวมงานชิ้นเด่นๆ ในหอศิลป์ที่กลายมาเป็นจุดดึงดูดของ “Grand Tour” งานเขียนก็เพิ่มมากขึ้นตลอดมาจากการสะสมของตระกูลเมดิชิบ้าง หรืองานที่จ้างทำบ้าง หลังจากตระกูลเมดิชิสิ้นอำนาจ งานสะสมก็ยังเป็นของฟลอเรนซ์ภายใต้ข้อตกลง “Patto di famiglia” ที่ต่อรองกับแอนนา มาเรีย โลโดวิคาทายาทคนสุดท้ายของตระกูล ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ หอศิลป์เปิดให้เข้าชมโดยการยื่นคำร้องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 และในปี ค.ศ. 1765 ก็เริ่มเปิดให้สาธารณชนเข้าชม

4. สะพานเวคคิโอ (Ponte Vecchio)



ปอนเตเวคคิโอ (สะพานเก่า) คือสะพานที่เก่าแก่ที่สุดของฟลอเรนซ์ บันทึกของสะพานในสถานที่แห่งนี้ย้อนกลับไปในปี 1996 ถึงแม้ว่าสะพานที่คุณเห็นอยู่นี้จะถูกสร้างขึ้นในปี 1345 ก็ตาม สะพานนี้มีโค้งสามอันคร่อมแม่น้ำ ร้านรวงสีเหลืองสดใสและหน้าต่างสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ที่สะท้อนบนผิวน้ำเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของฟลอเรนซ์ มีเพียงสะพานเท่านั้นที่ไม่ได้ถูกเยอรมันระเบิดไปในสงครามโลกครั้งที่สอง เนื่องจากถอยทัพออกไปเสียก่อน ตำนานกล่าวว่า นั่นเป็นคำสั่งโดยตรงจากฮิตเลอร์

5. มหาวิหารซานตามาเรีย เดลฟิโอเร (Cathedral Of Santa Maria Del Fiore)



บาซิลิกาดิซานตามาเรียเดลฟิโอเร หรือ มหาวิหารฟีเรนเซ (อิตาลี: Basilica di Santa Maria del Fiore หรือ Duomo di Firenze; อังกฤษ: Florence Cathedral) เป็นมหาวิหาร ในเมืองฟีเรนเซ จังหวัดฟีเรนเซ แคว้นตอสกานา ประเทศอิตาลี สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ออกแบบโดย ฟีลิปโป บรูเนลเลสกี ด้านหน้าโบสถ์ประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนสีขาว เขียว และชมพู  มหาวิหารแห่งนี้ใหญ่เป็นลำดับที่ 4 ของทวีปยุโรป รองลงมาจาก มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ มหาวิหารเซนต์พอล และ มหาวิหารมิลาน มีความยาว 153 เมตร และฐานของโดมกว้างถึง 90 เมตร

6. โบสถ์ซานลอเรนโซ (Basilica di San Lorenzo)



ที่รูปลักษณ์ภายนอกที่เป็นหินตัดหยาบๆ แต่กลับซ่อนความงดงามแห่งศิลปะและการออกแบบไว้ภายใน  ซึ่งเป็นผลงานของ มิเกลันเจโล โดนาเตลโล และบรูเนลเลสชีได้ทุ่มเทกับการออกแบบและการตกแต่งโบสถ์แห่งนี้ ซึ่งกลายเป็นที่พำนักชั่วนิรันดร์ของสมาชิกในตระกูลเมดิชีที่ครองฟลอเรนซ์มาเป็นเวลานาน ตระกูลผู้ปกครองที่ร่ำรวยนี้เป็นแหล่งเงินทุนของอาคารยุคเรอเนสซองส์ของฟลอเรนซ์หลายแห่ง

โบสถ์ซานลอเรนโซเป็นหนึ่งในสถานที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดของเมือง ได้รับการเจิมในปี 1393 และถูกก่อสร้างต่อมาอีกหลายปี ตั้งแต่ปี 1419 บรูเนลเลสชีผู้เป็นสถาปนิกรับผิดชอบการออกแบบดั้งเดิม และโค้งสูง เสาโครินเธียน และใส่ใจกับความสมมาตร และเป็นตัวอย่างช่วงต้นๆ ของสิ่งที่กลายเป็นสไตล์เรอเนสซองส์คลาสสิกรวมทั้งธรรมาสน์สำริดที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของโดนาเตลโล รูปนูนต่ำบนธรรมาสน์แสดงฉากจากการคืนชีพและชีวิตของพระเยซู

หากต้องการดูผลงานของช่างฝีมือชั้นครูคนอื่นๆ ของอิตาลี ให้ไปที่ห้องสมุดลอเรนเทียน (Biblioteca Medicea Laurenziana) ในส่วนระเบียงของโบสถ์ มิเกลันเจโลออกแบบพื้นที่นี้ และมักได้รับการชื่นชมว่าเป็นความสำเร็จด้านสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดของเขา นอกจากนั้นมิเกลันเจโลยังรับผิดชอบผนังฉาบปูนและเพดานโดมของ New Sacristy (Sagrestia Nuova) อีกด้วย เขาออกแบบหลุมศพของเมดิชีที่อยู่ภายใน หลุมศพประกอบด้วยรูปสลักที่แสดงสี่เวลาของวัน สมาชิกของตระกูลเมดิชีมากกว่า 50 คนได้ถูกฝังอยู่ในหอสวดมนต์เมดิชีที่กว้างขวาง (Cappelle Medicee)

จะเห็นได้ว่าฟลอเรนซ์ยังคงเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองส์ที่งดงามล้ำค่าที่มีมาแต่ดั้งเดิมและภาพวาดที่สะสมมาตามกาลเวลา ที่นักท่องเที่ยวผู้รักงานศิลปะและรักการท่องเที่ยวจะต้องไปเยือน รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกที่ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกต่างหลั่งใหลไปท่องเที่ยวเพื่อชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเรเนสซองส์อันลือชื่อ อีกทั้งยังเป็นเมืองในฝันที่ต้องไปท่องเที่ยวสักครั้งในชีวิต อันเป็นการสืบต่อวัฒนธรรมความเป็นเรเนสซองส์ให้คงอยู่ประกอบกับการท่องเที่ยวที่เป็นการส่งเสริมให้มรดกเหล่านี้ยังคงสืบทอดต่อมา

ทั้งนี้ชาวโลกต้องขอบคุณอันนา มาเรีย ทายาทคนสุดท้ายของตระกูลเมดิชี ก่อนเสียชีวิตเธอได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สมบัติทั้งหลายของตระกูลเมดิชี ให้เป็นสมบัติของเมืองฟลอเรนซ์ โดยมีเงื่อนไขว่างานศิลปะทั้งหลายที่ตระกูลเมดิชีมอบให้จะต้องเก็บรักษาไว้ที่เมืองฟลอเรนซ์ตลอดไป

นอกจากงานศิลปะแล้วฟลอเรนส์ยังเป็นตลาดเครื่องหนังและเครื่องประดับสวย ๆ ของอิตาลีและยังเป็นเมืองที่ฝังศพบุคคลสำคัญๆของโลกอีกด้วย เช่น มิเกลันเจโล อัครมหาศิลปินผู้เป็นสัญลักษณ์ของเมือง กาลิเลโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง และมัคคิอาเวลลี่ รัฐบุรุษคนสำคัญของอิตาลี จึงอาจกล่าวได้ว่าฟลอเรนซ์เป็นเมืองเรเนสซองศ์ที่ไม่มีวันตายด้วยประการฉะนี้


อ้างอิง

ตระกูลเมดิชี. สืบค้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/

ประวัติเมืองฟลอเรนซ์.สืบค้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561 , จาก http://www.italysmile.com/florence/

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของฟลอเรนซ์.สืบค้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561, จาก: https://www.thaipackagetour.net/information/

อ่านเพิ่มเติม »

อิทธิพลของ แท่นพิมพ์ กูเตนเบิร์ก กับผลกระทบในปัจจุบัน

โดย ชนิตา  กันยามัย

ในโลกแห่งยุคโลกาภิวัตน์ ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันมีการพัฒนาและเติบโตไปอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมนุษย์มีการเรียนรู้ พัฒนาและคิดค้นอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้จากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ส่งผลให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างง่ายดาย หรือที่เรียกกันว่า โลกไร้พรมแดน มีการพัฒนาเครื่องมือเครื่องใช้ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้กับมนุษย์มากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้ประจำกันอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในการศึกษา  การโฆษณา การตีพิมพ์หนังสือ ข่าว นิตยสาร หรือการติดต่อสื่อสารต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องพึ่งพาการพิมพ์กันทั้งสิ้น และกว่าที่เราจะมีแป้นพิมพ์ที่ใช้การได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ได้ ต้องมีการคิดค้นบุกเบิกและพัฒนามาเรื่อย ๆ กล่าวได้ว่าเพราะเทคโนโลยีด้านการพิมพ์หนังสือ จึงทำให้ทุกวันนี้ สามารถรับรู้และสืบทอด ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ ได้อย่างเอนกอนันต์ เพราะหากไม่มีเทคโนโลยีด้านการพิมพ์นี้แล้ว การคัดลอกความรู้ต่าง ๆด้วยมือมนุษย์เองนั้น ก็ยากที่จะทำให้ความรู้วิทยาการแขนงต่าง ๆ แพร่หลายอย่างกว้างไกลเฉกเช่นปัจจุบันนี้


ที่มา :  https://www.biographyonline.net/

โดยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ว่านั้น ต้องยกเครดิตให้กับนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันผู้หนึ่ง นั่นคือ โยฮันเนิส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenderg) ถึงแม้ว่าก่อนหน้านั้นราว 400 ปี จีนแผ่นดินใหญ่สามารถ ประดิษฐ์การพิมพ์ได้แล้ว แต่ทว่าก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เพราะมุ่งรับใช้ราชสำนักเป็นสำคัญ ไม่เหมือนกับ กูเตนเบิร์ก ที่ทำให้การพิมพ์หนังสือแพร่หลายไปทั่วทุกหัวระแหง โดยนักประดิษฐ์ "แท่นพิมพ์แบบเคลื่อนที่" ผู้นี้ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 1941 ที่เมืองเมนซ์ ดินแดนเยอรมนี ได้ประดิษฐ์คิดค้นแท่นพิมพ์ดังกล่าวขึ้นมา เริ่มจากปี พ.ศ. 1982 ก่อนที่จะพัฒนามาโดยลำดับ และได้พิมพ์เอกสารต่าง ๆ มากมาย จนถือว่าได้เป็นงานหลักใน ชีวิตของเขา แต่ที่นับว่ายิ่งใหญ่ และรู้จักแพร่หลายกันอย่างที่สุด ก็คือ การพิมพ์ คัมภีร์ไบเบิล ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "กูเตนเบิร์ก ไบเบิล"  กูเตนเบิร์ก จึงได้ชื่อว่า เป็นบิดาแห่งการพิมพ์เนื่องมาจากเขาเกิดในดินแดนยุโรปที่มีตัวอักษรแค่ 26ตัว และปัญญาชนของโลกใช้วิทยาการนี้เผยแพร่ความคิด เขาจึงได้ชื่อว่าผู้ผลิตเครื่องพิมพ์ เพราะวิทยาการของเขาส่งผลต่อวิทยาการแขนงต่าง ๆของโลกสืบต่อมา

เมื่อมีการประดิษฐ์แป้นพิมพ์ที่ทำให้มนุษย์เราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม และการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน สังคม เศษฐกิจ การศึกษา รวมไปถึงศาสนา ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากการประดิษฐ์แป้นพิมพ์กูเตนเบิร์ก ช่วงที่ กูเตนเบริ์ก คิดค้นแท่นพิมพ์นั้นเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นช่วงเดียวกับยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) หรือบทบาทของ มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ ที่แปลคัมภีร์ไบเบิ้ลจากภาษาละตินเป็นภาษาเยอรมัน จากนั้นก็อาศัยวิวัฒนาการของการพิมพ์ที่ทำให้คัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาเยอรมันแพร่หลายไปทั่ว และเริ่มโน้มน้าวให้คริสตชนเริ่มมาสนใจกับสิ่งที่เขียนในพระคัมภีร์ แทนที่จะไปเชื่อในสิ่งที่บาทหลวงบอก นอกจากนี้แล้วแป้นพิมพิ์กูเตนเบิร์ก ยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบันในหลายๆด้านมีทั้งเป็นข้อดีและข้อเสีย  ดังตัวอย่างผลกระทบดังต่อไปนี้

1) การลดต้นทุนการทำหนังสือ เพราะการคัดลอกด้วยมือทำให้การทำหนังสือต้องใช้ต้นทุนสูงและได้หนังสือในจำนวนจำกัด แต่เครื่องพิมพ์ของกูเตนเบิร์กทำให้สามารถทำหนังสือได้จำนวนมากและมีต้นทุนต่ำลงแถมยังประหยัดเวลาอีกด้วย 

 2) กระจายความรู้และการแพร่หลายอย่างรวดเร็ว เพราะผู้คนสามารถซื้อหนังสือมาอ่านได้ง่ายกว่าเดิม และเกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย โดยนักศึกษาสามารถศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองจากตำราในห้องสมุด

3)  ในสังคมปัจจุบันการพิมพ์ทำให้คนพูดกันน้อยลง และก่อให้เกิดการสื่อสารที่ผิดๆถูกๆ ทำให้คนเข้าใจกันผิดมากขึ้นเพราะการพิมพ์ไม่ได้ยินน้ำเสียงของคนพูด อาจทำให้สื่อความหมายกันในทางที่ผิดได้  และ ในตอนนี้การพิมพ์เป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น หากเราไม่รู้จักใช้มันให้ถูกวิธีก็อาจเป็นโทษแก่ตัวเราเองได้

4)  การพิมพ์ทำให้มี หนังสือพิมพ์ สารที่เป็นกระดาษหรือป้ายโฆษณาเช่น ใบปลิว หรือว่า สิ่งของต่าง ๆที่เกี่ยวข้องในการพิมพ์ที่ไม่ใช้แล้วทำให้เกิดมลพิษขึ้นมาและเป็นสารเคมีที่อันตรายทำลายธรรมชาติเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

5) การพิมพ์ในด้านการสื่อสารกัน  ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ มนุษย์มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างสะดวกสะบายประหยัดเวลา และเปิดโลกกว้างให้คนที่อยู่ต่างที่ต่างถิ่นได้พูดคุยกันอย่างใกล้ชิด ทำให้เราอยู่ใกล้กันยิ่งขึ้น หรือที่เรียกกันว่า โลกไร้พรมแดนนั่นเอง

6) ส่งผลให้ในปัจจุบันมีหนังสือมากมายหลากหลายรูปแบบให้คนในปัจจุบันได้ซื้อหาหนังสือต่าง ๆ มาอ่านและหาความรู้กันต่อไป ทั้งหมดนี้เกิดจากการคิดค้นแท่นพิมพ์ของ  โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg)  ทั้งนั้นเพราะถ้าหาก โยฮันเนส กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg) ไม่คิดค้นเครื่องพิมพ์ตัวหนังสือขึ้นมาอาจจะทำให้ปัจจุบันการพิมพ์เป็นสิ่งที่ยากก็เป็นได้

จะเห็นว่าโลกเรามีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เทคโนโลยีการพิมพ์ก็เช่นกัน เพราะปัจจุบันนี้มีการสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คือสิ่งพิมพ์ที่สร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ บรรจุเนื้อหาที่เป็นตัวอักษร หรืออาจมีภาพ เสียง กราฟฟิก วีดิทัศน์ ภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และสื่อประสมอื่น ๆ หรือเชื่อมโยงไปยังหนังสือเล่มอื่นหรือแหล่งข้อมูลภายนอกได้ โดยเป็นข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่สามารถอ่านและดูบนเครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ทั้งในระบบออนไลน์ ออฟไลน์ ซึ่งก็จะสะดวกสบายและมีประสิทธิภาพในการหาข้อมูลและการอ่านได้มากกว่าหนังสืออีกด้วย จึงถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนามาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน และยังคงมีอิทธิพลต่อผู้คนในสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก

กว่าที่เราจะมีแป้นพิมพ์ที่ใช้กันอย่างสะดวกสบายเฉกเช่นทุกวันนี้ได้นั้น ต้องมีการพัฒนาสืบต่อกันมาเป็นทอดๆผ่านกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด การประดิษฐ์แป้นพิมพ์กูเตนเบิร์กนั้นสร้างมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เพื่อให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแป้นพิมพ์หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆล้วนแล้วแต่มีทั้งผลกระทบในด้านบวกและด้านลบ หากเราใช้ให้พอดีและเกิดประโยชน์ก็จะเป็นผลดีหากเราใช้มากจนเกิดไปในทางที่ผิดก็จะทำให้เกิดผลเสียต่อตัวเราเองดังตัวอย่างที่เราได้กล่าวแล้วไปข้างต้น อาจกล่าวได้ว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ก็เหมือนกับมีดสองคมมีทั้งคุณและโทษ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ในทางใด  เพราะทุกอย่างล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียเสมอ


อ้างอิง

Savanan kuntakiaw. สืบค้นเมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://suvanan561744032.blogspot.com

พงศ์วินัย ทองคำ.  สืบค้นเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://xtreme8295.blogspot.com/2013/07/gutenberg_22.html

นายนิธิกร สิทธิขันแก้ว. สืบค้นเมื่อ วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556, จาก: http://kerokob.blogspot.com/2013/07/johannes-gutenberg-1450-friele.html

อ่านเพิ่มเติม »

แอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ตำนานราชินีหัวขาดแห่งอังกฤษ

โดย พลอยจรัส เรือโป๊ะ

หากกล่าวถึงเรื่องราวสยองขวัญที่ถูกเล่าขานกันมาถึงตำนานความน่ากลัว และความเฮี้ยนของโลกหนึ่งในนั้นก็คงจะไม่พ้นเรื่องราวของแอนน์ โบลีน (Anne Boleyn) ราชินีผู้อาภัพแห่งอังกฤษ เรื่องราวชีวิตและความรักที่ขมขื่นเฉกเช่นบทโศกในละคร ก่อเกิดเป็นตำนานความเฮี้ยนแห่งหอคอยลอนดอน

พระนางแอนน์ โบลีน เป็นบุตรีของเซอร์ทอมัส โบลิน กับเลดีเอลิซาเบธ โบลิน และได้เป็นพระมเหสีพระองค์ที่ 2 ในพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษ และเป็นพระราชมารดาของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ความรักของพระนางแอนน์นั้นเริ่มต้นที่พระนางถูกพระบิดา สั่งให้แต่งงานกับญาติของพระนางคือ เจมส์ บัทเลอร์แต่เจมส์ก็เสียชีวิตเสียก่อน แอนน์ โบลีนจึงได้ถูกส่งเข้าราชสำนักเพื่อรับใช้สมเด็จพระราชินีแคทเธอรีน แห่งอรากอน

ในขณะนั้นพระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษได้ทรงเบื่อพระนางแคทเทอรีนแห่งอรากอน เนื่องจากโดยเวลานี้พระนางแคทเทอรีนประสบปัญหาจากการมีบุตร และพระนางแคทเทอรีนนั้นมีพระชนมายุสูงวัยกว่าพระเจ้าเฮนรี ทำให้ในปี พ.ศ. 2068 พระเจ้าเฮนรีที่ 8 แห่งอังกฤษเกิดตกหลุมรักแอนน์ โบลีน และต้องการแต่งงานด้วย ทำให้พระเจ้าเฮนรีหาเหตุที่ว่าพระนางแคทเทอรีนเคยอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอาเทอร์นั้นเป็นการผิดบัญญัติแห่งพระเจ้า หลังจากหย่ากับพระนางแคทเทอรีน  และพระนางได้ถูกขับไล่ออกไปจากพระราชวัง


พระนางแอนน์ โบลีน
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

จุดเริ่มต้นแห่งเรื่องราวแห่งความผิดและความตายได้เกิดขึ้น หลังจากที่พระเจ้าเฮนรี่ได้แต่งงานกับพระราชินีแอนน์ พระราชอำนาจหลังพระราชบัลลังก์ฉายเด่นชัดจากสมเด็จพระราชินีพระองค์นี้ พระนางแอนน์นั้นยังถูกกล่าวขานว่า “ราชินีแห่งอังกฤษที่โดดเด่นและสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมี” ชีวิตคู่ของพระองค์ช่วงแรกนั้นช่างมีความสุขแต่พอนานวันเข้า พระเจ้าเฮนรีทรงไม่ชอบท่าทางของแอนน์ที่ทำเพื่อตนเองและชอบโต้แย้งกับพระองค์ พระนางแอนน์ไม่เกรงกลัวต่ออันตรายใดๆ ทรงใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย พระนางพยายามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง  ข้าราชการแบ่งฝักฝ่ายเป็นสองพวกคือ “คนของพระราชา” และ “คนของพระราชินี”


พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8
ที่มา : https://th.wikipedia.org/

หลังจากการล้มเหลวจากการได้บุตร พระเจ้าเฮนรีมองการล้มเหลวเป็นการทรยศพระองค์ ในวันคริสต์มาสพระเจ้าเฮนรีได้สนทนากับทอมัส เครนเมอร์ และ ทอมัส ครอมเวลล์ในเรื่องการขับไล่พระนางแอนน์ โบลีน และโปรดให้พระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนกลับมา และได้มีการสั่งประหารศัตรูของพระนาง ผู้ซึ่งต่อต้านนิกายเชิร์ชออฟอิงแลนด์

ต่อมาในวันที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2079 ข่าวการสวรรคตของพระนางแคทเทอรีนก็ได้ทราบถึงพระเจ้าเฮนรีและพระนางแอนน์  หลังจากมีการชันสูตรพระศพของพระนางแคทเทอรีน แห่งอรากอนได้พบว่า หัวใจของพระนางกลายเป็นสีดำ ต่างก็มีคนเชื่อว่าไม่พระเจ้าเฮนรีก็พระนางแอนน์ที่ได้ลอบวางยาพิษพระนางแคทเทอรีน แต่บ้างก็ว่าพระเจ้าเฮนรีทรงเสียพระทัยในการจากไปของพระนางแคทเทอรีนอย่างมากเช่นกัน  พระนางแอนน์มีบุตรีคนเดียวคือ เจ้าหญิงเอลิซาเบธ

และเหตุการณ์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อนางเจน เซมัวร์นางสนองโอษฐ์ในพระราชาเข้ามาอยู่ในราชวังและแล้วเรื่องการคบชู้สู่ชาย การร่วมประเวณีกับผู้ใกล้ชิด และการทรยศ ก็เกิดขึ้น ในวันสุดท้ายของเดือนเมษายน นักดนตรีชาวเฟลมมิชที่พระนางแอนน์เรียกไปรับใช้ชื่อว่า มาร์ก สเมียตัน ได้ถูกจับกุมและทรมานร่างกาย เพราะได้ถูกตั้งข้อหาว่าคบชู้กับพระราชินีแต่ระหว่างการทรมานเขาได้สารภาพผิด ต่อมาชาวต่างชาติ เฮนรี นอร์ริส ได้ถูกจับในเดือนพฤษภาคมแต่เนื่องจากเขาเป็นชนชั้นสูงจึงไม่ถูกทรมาน เขาได้ปฏิเสธและสาบานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ 2 วันต่อมาเซอร์ฟรานซิส เวสตันได้ถูกจับกุมในข้อกล่าวหาเดียวกัน วิลเลียม แบร์ตันบ่าวรับใช้ของพระเจ้าเฮนรีก็ถูกจับกุมในข้อกล่าวหานี้เช่นกัน สุดท้ายก็มีการจับกุมพระอนุชาของพระนางแอนน์ จอร์จ โบลีนในข้อหาคบชู้กับสายเลือดเดียวกัน

วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 พระนางแอนน์ได้ถูกจับกุมและส่งไปหอคอยแห่งลอนดอน นักโทษคนอื่นได้รับการปลดปล่อยเหลือแต่พระนางแอนน์และจอร์จ โบลีน 3 วันต่อมาแอนน์ได้ถูกกล่าวหาว่าได้คบชู้สู่ชายกับสายเลือดเดียวกัน และทรงเป็นผู้ทรยศ หลังจากการตัดสิน จอร์จ โบลีนพระอนุชาได้ถูกประหาร

ในวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2079 แอนโทนี คิงส์ตันผู้เป็นยามเฝ้าประตูได้บันทึกไว้ว่า พระนางแอนน์นั้นดูมีความสุขและเตรียมตัวเตรียมใจที่จะได้รับการประหาร พระเจ้าเฮนรีได้ทำตามคำขอของพระนางแอนน์เป็นครั้งสุดท้ายโดยได้จ้างเพชฌฆาตจากฝรั่งเศสมาทำการประหารโดยใช้ดาบตามธรรมเนียมฝรั่งเศส เนื่องจากพระนางแอนน์กลัวการประหารด้วยขวานทื่อๆตามธรรมเนียมอังกฤษ ในเช้าของวันที่ 19 ทหารได้มาเชิญพระนางเข้ารับการประหาร แอนโทนี คิงส์ตันได้เขียนบันทึกเป็นภาษาอังกฤษว่า พระนางแอนน์ได้ทรงฉลองพระองค์สีแดง พระเกศารวบด้วยผ้าลินินสีขาวซึ่งเป็นธรรมเนียมฝรั่งเศส พระนางทรงมีนางสนองโอษฐ์ 4 คนเดินตามจนถึงแท่นประหาร

กล่าวกันว่าหลังจากที่พระเจ้าเฮนรีที่ 8 ประหารชีวิตพระนางแอนน์ โบลีน ด้วยการตัดพระเศียร ที่Tower Green แม้ว่าจะไม่มีผู้ใดทราบว่าที่แท้จริงแล้วพระนางแอนน์นั้นได้ทรยศและคบชู้จริงหรือไม่ แต่ดวงวิญญาณของพระนางก็ยังคงสิงสถิตอยู่ที่นั่น มีทหารยามพบเป็นสตรีสวมผ้าคลุมศีรษะออกมาเดินเล่นริมระเบียงที่ถูกปิดตาย เพียงแต่สตรีผู้นั้นได้ถือศีรษะของตนออกมาเล่นด้วย ไม่ก็พระนางจะลากโซ่ตรวนในห้องประหารแล้วกรีดร้องเสียงดัง และเห็นพระนางแอนน์ โบลีน นำทหารในสมัยนั้นและเลดี้หรือสตรีระดับสูงเข้ามาในโบสถ์ที่หอคอยแห่งลอนดอน จนเงาพวกนั้นค่อย ๆ หายไป แล้วปล่อยให้โบสถ์นั้นเงียบสงัดไปดื้อ ๆ เป็นต้น ทุกวันนี้ยังมีผู้คนพบเจอสิ่งแปลกประหลาดเรื่อยมาจนเป็นที่มาของความหลอนสั่นประสาทนี้


อ้างอิง

แอนน์ โบลีน พระราชนีแห่งอังกฤษ.(2560). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://th.wikipedia.org/ (วันที่สืบค้น13/09/2560).

แอนน์ โบลีน.(2556).(ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก: https://teen.mthai.com/variety/81648.html (วันที่สืบค้น13/09/2560).

ตำนาน ราชินี หัวขาด แห่งอังกฤษ | เรื่องเล่าจากความมืด Ep:57.(2558). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://www.youtube.com/watch?v=uxxKbCVic0M&t=564s (วันที่สืบค้น13/09/2560).

แอนน์ โบลีน ราชินีไร้หัว สยองซะไม่มี [P36].(2559). (ออนไลน์).
เข้าถึงได้จาก: https://www.youtube.com/watch?v=zd6ntGONCYc (วันที่สืบค้น13/09/2560).

อ่านเพิ่มเติม »

ผลงานชิ้นสำคัญของ ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo)

โดย เฉลิมศักดิ์ สีดา

ศิลปินระดับโลกต่างฝากผลงานผ่านชิ้นงานศิลปะของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น ภาพเขียน ภาพวาด งานประติมากรรม งานออกแบบ ซึ่งผลงานเหล่านี้ต่างสะท้อนให้เห็นลักษณะพิเศษเฉพาะตัวของศิลปินผู้นั้นเอง นอกจากจะแสดงลักษณะเฉพาะตัวแล้ว ผลงานศิลปะต่างๆยังสะท้อนแนวความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของคนในยุคสมัยนั้นอีกด้วย ซึ่งในยุคสมัยต่างๆจะมีรูปแบบ แนวคิด หรือวิธีการในการสร้างงานศิลปะที่แตกต่างกันออกไป

อ่านเพิ่มเติม »

รูปสลักเดวิด (Statue of David)

โดย จิราพร อาสาสู้

รูปสลักเดวิด เป็นประติมากรรมหินอ่อน ที่มีลักษณะเป็นชายเปลือยกาย เพื่อที่แสดงถึงความแข็งแรงและความงดงามของร่างกายมนุษย์  หรือเปรียบเสมือนตัวแทนของความงามและพละกำลัง

อ่านเพิ่มเติม »

ฟรานเชสโก เปตรากา (Francesco Petrarca)

โดย นางสาวจันทิมา  แซ่เอียะ

ฟรานเชสโก เปตรากา (Francesco Petrarca; 20 กรกฎาคมค.ศ. 1304 - 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1374) หรือที่รู้จักในชื่อภาษาอังกฤษว่าเปตรากเป็นกวีและนักวิชาการชาวอิตาลีหนึ่งในบรรดานักวิชาการในช่วงแรกๆ ของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาเขาเป็นที่รู้จักยกย่องในฐานะ "บิดาแห่งมนุษยนิยม"จากงานของเปตรากและส่วนประกอบอื่นๆ Pietro Bemboได้สร้างรูปแบบของภาษาอิตาลีในปัจจุบันขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16

อ่านเพิ่มเติม »

คริสตศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant)

โดย วราภร นาใจคง

นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant) มีกำเนิดมาจากความคิดเห็นที่แตกแยกกันในเรื่องความเชื่อและการใช้ชีวิตของคริสตชนจากพระศาสนจักรคาทอลิค

อ่านเพิ่มเติม »