แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปกรรมในสมัยกลาง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศิลปกรรมในสมัยกลาง แสดงบทความทั้งหมด

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน จิตวิญญาณแห่งเวียนนา (Stephansdom)

โดย  ทะนงลักษณ์   ยศกลาง

เมื่อใดก็ตามที่มีการกล่าวถึงกรุงเวียนนาเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย เชื่อได้ว่าหลายๆคนคงจะจินตนาการถึงภาพแห่งความโรแมนติก ศิลปะอันงดงาม เสียงดนตรีคลาสสิคอันไพเราะ และสถาปัตยกรรมมากมายที่ล้ำค่า ซึ่งหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกรุงเวียนนาคือ มหาวิหารเซนต์สตีเฟน (St. Stephen) อันศักดิ์สิทธ์และยังนับว่าเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเวียนนาที่ตั้งสูงตระหง่าอยู่ท่ามใจกลางเมืองแห่งเสียงดนตรีอีกด้วย

มหาวิหารเซนต์สตีเฟน ( St. Stephen Cathedral ) มีชื่อเฉพาะที่เป็นภาษาเยอรมันคือ ชเตฟานส์โดม( Stephansdom ) เป็นโบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกที่สำคัญที่สุดของออสเตรีย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณจุดศูนย์กลางของกรุงเวียนนา มหาวิหารแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1137 เพื่ออุทิศให้แก่นักบุญสตีเฟน ในสมัยโรมันนั้นถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับฝังศพ และบรรจุศพของทั้งขุนนางและคนธรรมดา โดยมีความเชื่อว่าการได้รับการบรรจุศพภายในมหาวิหารแห่งนี้นับว่าเป็นสิ่งที่มีเกียรติอย่างยิ่งเพราะได้ใกล้ชิดกับนักบุญ ส่วนผู้ที่ไม่ค่อยมีเกียรติยศเท่าใดนักก็จะได้รับการฝังใกล้มหาวิหารแห่งนี้


ที่มา:  http://www.planetware.com/

มหาวิหารเซนต์สตีเฟนถือว่าเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมานานแสนนานถูกสร้างตามสถาปัตยกรรมยุโรปแบบกอทิก ที่มีความอ่อนช้อยงดงามเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตัวโบสถ์นั้นมีขนาดใหญ่ ทรงสูง มียอดปลายแหลมหลายยอด ซึ่งถูกสร้างด้วยหินปูนที่มีความยาว 107 เมตร กว้าง 70 เมตร สูง 136.7 เมตร และมีทางเดินกลางที่ยาว 38.9  เมตร

อาสนวิหารนี้มีหอที่ชาวเวียนนาเรียกว่า สเตฟเฟิล (Steffle) ซึ่งแผลงมาจากคำว่า Stephen เป็นหอใต้ขนาดใหญ่ที่สูงเด่นสง่าถึง 136.7 เมตร ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 65 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1368 ถึง ค.ศ. 1433 ระหว่างการล้อมกรุงเวียนนา ในปี ค.ศ. 1529 และอีกครั้งในยุทธการเวียนนาปี ค.ศ. 1683 หอใต้ขนาดมหึมานี้ใช้เป็นหอสังเกตการณ์อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของกองบังคับการต่างๆเพื่อใช้ในการป้องกันกรุงเวียนนาโดยมีกำแพงล้อมรอบ ภายในตัวหอนี้มีห้องพักสำหรับผู้ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์อีกด้วย ซึ่งหอสเตฟเฟิลนั้นมีผู้ประจำการตอนกลางคืนมาจนถึงปี ค.ศ. 1956 ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ในเมือง ผู้ประจำการหอก็จะสั่นระฆังเพื่อเป็นการแจ้งเตือนให้กับประชาชน บนยอดของหอนั้นจะเป็นที่ตั้งของราชอินทรีสองหัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตราอาร์มของราชวงศ์ฮับส์บรูก – ลอแรน ซึ่งบริเวณหน้าอกจะเป็นกางเขนอัครบิดรที่หมายถึง Apostolic Majesty ของพระมหากษัตริย์แห่งฮังการี

ส่วนหอเหนือนั้นมีการสร้างยอดหอในลักษณะที่เป็นแบบเรอเนสซองที่เรียกกันว่า “ยอดหอน้ำ” ( Water tower top ) โดยหอเหนือนี้มีความสูง 68 เมตร ซึ่งเทียบได้ราวครึ่งหนึ่งของความสูงของหอใต้เลยทีเดียว

ประตูยักษ์ ( Riesentor ) หมายถึงกระดูกต้นขาของ Mastodon ซึ่งเป็นทางเข้าหลักของมหาวิหารแห่งนี้ หน้าบันไดเหนือประตูนั้นเป็นภาพพระเยซูในท่า “ พระเยซูผู้ทรงอานุภาพ ” ประดับด้วยทูตสวรรค์ที่มีปีก 2 องค์ ซึ่งทางด้านซ้ายและขวาของประตูยักษ์จะมีหอโรมันอยู่ 2 หอ ซึ่งถูกขนานนามว่า “ หอไฮเดน ” แต่ละหอนั้นมีความสูง 65 เมตร

อีกหนึ่งจุดเด่นของอาสนวิหารนักบุญสตีเฟน คือลวดลายอันวิจิตรงดงามของหลังคาที่ปูด้วยกระเบื้องหลากสี ซึ่งมีความยาว 111 เมตร โดยใช้กระเบื้องเคลือบทั้งหมด 230,000 แผ่น การวางกระเบื้องถูกออกแบบให้เป็นรูปอินทรีสองหัวที่อยู่เหนือบริเวณร้องเพลงสวดทางด้านใต้ของสิ่งก่อสร้าง ส่วนทางด้านเหนือเป็นสัญลักษณ์ตราอาร์มของกรุงเวียนนาและของสาธารณรัฐออสเตรีย ในช่วงปีค.ศ 1945  โครงไม้ของหลังคาได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ข้ามมาจากสิ่งก่อสร้างอื่น การซ่อมแซมหลังคาโบสถ์ในครั้งนี้ไม่สามารถบูรณะด้วยไม้ได้เพราะต้องใช้ไม้เป็นจำนวนมหาศาล จึงได้ใช้โครงสร้างเหล็กหล่อ 600 เมตริกตันแทนที่


ที่มา:  http://www.planetware.com/

ภายในอาสนวิหารนักบุญสตีเฟนนั้นจะประกอบไปด้วยแท่นบูชาทั้งสิ้น 18 แท่น ซึ่งฉากแท่นบูชาน็อยชตัดท์จัดว่าเป็นแท่นบูชาที่เด่นที่สุด ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1447 โดยจักรพรรดิฟรีดริชที่ 3 ซึ่งปัจจุบันนี้ภายในตัวโบสถ์นั้นมีระบบทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวโดยใช้เครื่องมือตามจุดต่างๆเพื่อลดการหมุนเวียนของอากาศให้น้อยที่สุดซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยให้สิ่งก่อสร้างหรืองานศิลปะไม่ให้ถูกทำลายโดยจะรักษาอุณหภูมิในโบสถ์ให้อยู่ในระดับประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความสวยงามของมหาวิหารแห่งนี้ได้ในช่วงวันจันทร์ ถึง วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 6:00-22:00 นาฬิกา และในวันอาทิตย์รวมไปถึงวันหยุดราชการ ได้ตั้งแต่เวลา 7:00 -22:00 นาฬิกา

มหาวิหารเซนต์สตีเฟนยังคงตั้งตระหง่าอย่างโดดเด่นมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม้ว่าบางส่วนจะเคยถูกทำลายด้วยเพลิงไฟ แต่ก็ไม่สามารถเผาทำลายศิลปะความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้ไปได้ ความยิ่งใหญ่ของมหาวิหารเป็นจุดเด่นที่มีชื่อเสียงอย่างมากทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวชมความงดงามของสถาปัตยกรรมแบบโรมานเนสก์ กอทิก อย่างล้มหลาม ถ้าหากท่านใดมีโอกาสได้ไปเยือนกรุงเวียนนาจึงมิควรพลาดที่จะไปเที่ยวชมความยิ่งใหญ่และความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้


อ้างอิง

จัตุรัสสเตฟาน- มหาวิหารเซนต์สตีเฟน. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: http://www.europefanclub.com/stephansplatz-st-stephens-cathedral/

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2559).  ชเตฟันสโดม.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/wiki/ชเตฟันสโดม

MGR Online.  (2553).  “เวียนนา” นครแห่งเสียงดนตรี งดงาม โรแมนติก.  สืบค้นเมื่อ 19 กันยายน 2559. จาก: http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000102956


อ่านเพิ่มเติม »

มหาวิหารดูโอโม่ (Duomo de Milano)

โดย กมลชนก อินทะกนก

ใครที่ได้มาเยือนอิตาลี สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่เรามักจะไม่พลาดต้องไปเยือนให้ได้ นั่นคือ มหาวิหารอันศักดิ์สิทธิ์อย่าง Duomo de Milano หรือมหาวิหารดูโอโม่ ในเมืองมิลานประเทศอีตาลีนั่นเอง

มหาวิหารสไตล์กอธิคแห่งนี้ได้ชื่อว่ามีระยะเวลาในการสร้างนานถึง 579 ร้อยปี ซึ่งถือเป็นการสร้างสรรค์งานสถาปัตกรรมที่นานที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ มหาวิหารดูโอโม่มีความสูงถึง 108.5 เมตร ยาว 148 เมตร และความกว้าง 88 เมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่รองลงมาจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกันและสามารถจุคนได้มากถึง 40,000 คน


ที่มา: https://www.ilovetogo.com/

ด้วยศรัทธาอันแรงกล้าของเหล่ามหานักบุญจึงร่วมกันรับบริจาคจากคริสตชนทั้งหลายสร้างมหาวิหารขนาดใหญ่แห่งนี้ ขึ้นในปี ค.ศ.1386 โดยการนำของ พระอัครสังฆราชอันโตนิโอ ดาซารุสโซ่  (Antonio da Saluzzo)และการสนับสนุนของ เจียน กัลเลอัซโซ วิสกอนติ ( GianGaleazzo Visconti) พระญาติของพระอัครสังฆราช อันโตนิโอและมีวิศวกรคนแรกคือ  ซโมเนดาร์เออเซนิโก (Simone da Orsenigo) โดยวางแผนสร้างมหาวิหารแห่งนี้ด้วยอิฐในแบบ กอธิค ลอมบาร์ค ตามแบบฝรั่งเศส Rayonnant  Gothic ไม่ใช่ในแบบ อิตาลี โครงการนี้ได้รับการควบคุมออกแบบอย่างเคร่งครัดภายใต้ชื่อ “Fabbrica del Duomo”

ศิลปะแบบกอธิคของมหาวิหารดูโอโม่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของสติปัญญาและอัฉริยะภาพของสถาปนิกในสมัยกลาง โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศสที่มีสถาปัตยกรรมกอธิคมากมาย ประมาณว่าหินที่นำมาสร้างนั้นมีมากกว่าการสร้างพิรามิดในอียิปต์เสียอีก มหาวิหารดูโอโม่แห่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงความน่าทึ่งของสถาปัตยกรรมกอธิคที่มีระยะเวลาการสร้างที่ยาวนานและความสามารถของช่างฝีมือที่เก่งกาจที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานอันน่าเกรงขามแสดงถึงพลังอำนาจของคริสตจักรได้เป็นอย่างดี


ที่มา: https://www.ilovetogo.com/

นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11  เป็นต้นมาที่ยุโรปฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจและการเมือง การสร้างมหาวิหาร (Cathedral) ซึ่งเป็นโบสถ์ที่ประทับของบิชอปประจำเมืองต่างๆ ก็เกิดขึ้นไปทั่วยุโรปในยุคกลาง ถือเป็นงานสร้างสรรค์ที่เป็นความโดดเด่นในสมัยกลาง โดยพัฒนามาจากศิลปะแบบโรมาเนสถ์ซึ่งประกอบด้วยหน้าต่างเล็กเรียวยาว คูหาโค้ง (Vault) กำแพงหนาใช้เป็นโครงสร้างในการรับน้ำหนักของอาคารและหลังคา โดยศิลปะกอธิคมีลักษณะโปร่งบางและชดช้อย สถาปนิกได้พัฒนาเทคนิคโดยการใช้ค้ำยันหรือครีบ (Buttress) หรือครีบยันชั้นลอย (flying buttress) เพื่อยันน้ำหนักของอาคารทั้งสองข้าง ทั้งมีเสาหิน (Column) เพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคาและเพดานหรือโค้งคูหาสันไขว้ (cross vault) จึงทำให้อาคารในรูปแบบสถาปัตยกรรมกอธิคไม่ต้องอาศัยกำแพงที่หนาเพื่อรองรับน้ำหนักของหลังคาและโครงสร้างอีกต่อไป หน้าต่างเป็นลักษณะโค้งแหลม (Pointed arch) ขนาดกว้างที่แสงสว่างสามารถลอดผ่านได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการประดับกระจกสีต่างๆ มาตัดต่อประกอบกันเป็นภาพหรือลวดลายภายในกรอบช่องแสงหรือหน้าต่างเล็ก เหนือประตูทางเข้ายังประดับการแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงของแม่พระ พระเยซู ตลอดจนนักบุญต่างๆ เป็นการฟื้นฟูการสร้างปะติมากรรมศิลาสลักแบบลอยตัว (Bas relief) ที่เป็นนิยมกันในสมัยจักรวรรดิโรมันทั้งภายนอกและภายในอาคาร (อนันต์ชัย เลาหะพันธุ, 2553)


ที่มา : https://www.ilovetogo.com/

ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้มีการต่อเติมยอดเสาของมหาวิหาร โดยหล่อรูปปั้นเคลือบทองทั้งองค์ เป็นรูปพระแม่มาเรีย บนยอดเสาระดับความสูง 108.5 เมตร ในชื่อ มาดอนนิน่า (madonnina) ความสูงของรูปปั้นนี้สูงถือ 4 เมตร เป็นปะติมากรรมเคลือบทองคำที่สูงเท่าตึกสามชั้นจวบจนกระทั้งผ่านช่วงเวลาอันยาวนานการก่อสร้างแห่งนี้ก็แล้วเสร็จในวันที่ 6 มกราคม ปีค.ศ. 1965 โดย นโปเลียนโบนาพาร์ท (Napoleon Bonaparte) ได้ตัดสินใจปิดประตูบานสุดท้ายลง จบการสร้างสรรค์สถาปัตกรรมอันยาวนานกว่าห้าร้อยปีได้สำเร็จ

ดูโอโม่ จึงนับได้ว่าเป็นมหาวิหารที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและซ่อมแซมยาวนานมากที่สุด เป็นระยะเวลาถึง 579 ปี จึงนับเป็นอีกสถานที่แห่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและควรค่าแก่การเยี่ยมชมของผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะเป็นอย่างมาก

อ้างอิง

iLovetogo.  2558.  มหาวิหารแห่งมิลาน (Duomo di Milano).  (ออนไลน์) สืบค้นเมื่อ 1 กันยายน 2558, จาก https://www.ilovetogo.com/

Kwangtourcenter.  2558. มิลาน (Milano).  (ออนไลน์).  แหล่งทีมา: http://www.letsseeholiday.net/. 1กันยายน 2558.

อนันค์ชัย เลาหะพันธุ.  (2553).  เรื่องน่ารู้ในยุโรปสมัยกลาง (3).  กรุงเทพฯ : ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art)

โดย รณยุทธ โสภณ

ศิลปะไบแซนไทน์ (Byzantine Art) ถือได้ว่าเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์อันโดนเด่นซึ่งเป็นงานศิลปะในด้านศาสนา ที่เชื่อมโยงความคิดและลักษณะศิลปะตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน เป็นศิลปะของรัฐที่นับถือนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์  มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล  ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นอิสตันบูล  โดยทั่วไปลักษณะศิลปะไบเเซนไทน์จะมีลักษณะใหญ่โตเข้มแข็ง และมีการตกแต่งประดับประดาด้วยการใช้พื้นผิวของวัสดุหลาย ๆ อย่าง

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะโรมาเนสก์ (Romanesque art)

โดย กิตติมา สุรพงษ์พิวัฒนะ

ศิลปะโรมาเนสก์เป็นหนึ่งในศิลปะของโรมันยุคกลางที่นับว่ามีเอกลักษณ์ในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม เป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้ดังคำอธิบายต่อไปนี้

อ่านเพิ่มเติม »

หอเอนเมืองปิซ่า (Leaning Tower of Pisa)

โดย อรปรียา กัญญาภู

หอเอนปิซ่า 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง เป็นมรดกโลกที่หลายคนรู้จักดีและเป็นที่น่าสนใจสำหรับหลายๆคน และมีคำถามตามมาว่า “หอเอนแต่ทำไมไม่ล้ม?” ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่อัศจรรย์และน่าค้นหาสำหรับสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่าเพราะเหตุใด? และเป็นความผิดพลาดหรือตั้งใจอย่างไร?

อ่านเพิ่มเติม »

ศิลปะโกธิค (Gothic Art)

โดย ภัทรนิศวร์ จันทราธนสิทธิ์

ศิลปะโกธิคเป็นศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 12-15 สะท้อนถึงอิทธิพลของคริสต์ศาสนา มีศูนย์กลางที่ฝรั่งเศสและแพร่หลายไปยังประเทศอื่นๆ และมีลักษณะตามภูมิภาคนั้นๆ ด้วย

อ่านเพิ่มเติม »

โบสถ์ เซนต์ มาร์โคนี หรือ มหาวิหารซันมาร์โก (San Marco)

โดย กุลธิดา หมุนสุข

สถาปัตยกรรมของไบแซนไทน์นั้นมีลักษณะพิเศษคือ มีการสร้างโดมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดใหญ่ เพื่อช่วยรับน้ำหนักสิ่งก่อสร้าง โบสถ์เซนต์มาร์โคนีหรือมหาวิหารซันมาร์โก นับว่าเป็นสถาปัตยกรรมสำคัญที่แสดงให้เห็นลักษณะโดดเด่นตามแบบของศิลปะไบแซนไทน์ได้อย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม »