แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศาสนาอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

พิธีฮัจญ์ (Hajj)

โดย นราธิวัฒน์ ประภาสอน

ในแต่ละศาสนาที่สำคัญๆทั่วโลก ล้วนแล้วแต่มี พิธีกรรม ต่างๆ เพื่อเป็นขนบธรรมเนียม ประเพณี สืบทอดและอนุรักษ์ศาสนา อีกทั้งยังเป็นการฝึกฝน ปฏิบัติตน เพื่อพัฒนาจิตใจอีกด้วย ผู้อ่านหลายท่านคงจะรู้จักพิธีกรรมของพุทธศาสนามามากมายแล้ว และคริสตศาสนาก็คงเคยได้ยินกันมาบ้าง วันนี้ กระผมจะพาผู้อ่านทุกท่าน มาทำความรู้จักกับพิธีกรรมของศาสนาหนึ่ง ที่หลายๆท่านคงได้ยินมาบ้าง แต่ไม่รู้รายละเอียดว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาปฏิบัติอะไรกันบ้าง พิธีกรรรมนี้ นั้นก็คือ พิธีฮัจญ์ ของศาสนาอิสลาม โดย ชาวมุสลิม

การทำฮัจญ์ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เก่าแก่ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยศาสดาอิบรอฮีม การทำฮัจญ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อพระอัลลอฮได้บัญชาให้ศาสดาอิบรอฮีม และศาสดาอิสมาอีล ผู้เป็นลูกชายร่วมกันสร้าง บัยตุลลอหฺ ขึ้นมา เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับการเคารพบูชาพระอัลลอฮ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระองค์ก็ทรงบัญชา ให้ศาสดาอิบรอฮีม เรียกร้องให้มนุษย์ชาติมาร่วมกันแสดงความจงรักภักดีต่อพระองค์ โดยการประกอบ    ศาสนพิธี ที่เรียกว่า พิธีฮัจญ์ นั่นเอง

การประกอบพิธีฮัจญ์ หรือ การทำฮัจญ์ คือ การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่นครมักกะหฺ ในเดือนซุลฮิจญะห์ หรือเดือนที่ ๑๒ ของปีฮิจเราะห์ศักราช ศาสนกิจข้อนี้เป็นหน้าที่สำหรับมุสลิมทั้งชายและหญิง ทุกคนที่มีความสามารถในด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และการเดินทาง ที่จะต้องปฏิบัติ

ผู้ที่เลื่อมใสหลักศรัทธาของศาสนาอิสลาม ตามหลักห้าประการของศาสนา ย่อมได้ชื่อว่า "มุสลิม" แปลว่า ผู้สยบตนหรือผู้นอบน้อมตน หลักห้าประการประกอบด้วย ปฏิญาณ, นมัสการ, ศีล, ทาน และบำเพ็ญพิธีฮัจญ์



ในช่วงฮัจญ์ ชาวมุสลิมทั่วโลกจะเดินทางเข้าสู่ประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยก่อนอื่นจะมีการทำ         อิหะรอม นั่นคือ การตั้งใจว่าจะทำพิธีฮัจญ์ ก่อนการเข้าไปในแผ่นดินหะรอม (แผ่นดินต้องห้าม) โดยจะปฏิบัติตามกฎของฮัจญ์ อาทิ การไม่มีเพศสัมพันธ์ การไม่ล่าสัตว์ในแผ่นดินหะรอม การไม่ตัดเล็บหรือผม การไม่เสริมสวยหรือใช้น้ำหอม ผู้ชายจะเปลี่ยนเครื่องแต่งกายมาสวมผ้าเพียงสองผืน แล้วต่างก็จะมาชุมนุมกันที่ ทุ่งอะรอฟะห์ ในตอนเช้าตรู่ของวันที่เก้าของเดือนซุลฮิจญะห์ เมื่อถึงเวลาค่ำ ซึ่งตามปฏิทินฮิจเราะห์จะเป็นคืนที่สิบ เหล่า นักแสวงบุญจะเดินทางผ่าน ทุ่งมุซดะลิฟะหฺ พักชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่ ทุ่งมีนา ก่อนเที่ยงของวันต่อไป
             
ส่วนชาวมุสลิมทั่วโลกที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ก็จะเฉลิมฉลองทำบุญเลี้ยงอาหารที่บ้าน เรียกวันนี้ว่า วันอีดิ้ลอัฎฮา ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับ มาจากคำว่า อีด แปลว่า รื่นเริง เฉลิมฉลอง และ อัฎฮา แปลว่า เชือดสัตว์พลีทาน ดังนั้น วันอีดิ๊ลอัฎฮา จึงหมายถึง วันเฉลิมฉลองการเชือดสัตว์เพื่อพลีทาน ให้ผู้คนรับประทานในยามดุฮา คือยามสายหลังตะวันขึ้น แต่ก่อนเที่ยง หรือชาวไทยเชื้อสายมลายูในห้าจังหวัดภาคใต้เรียกว่าวันรายอ (รายาฮาญี) ซึ่งแปลเป็นไทยตามตรงก็คือ วันใหญ่ นั่นเอง
         
นักแสวงบุญจะพักอยู่ที่ ทุ่งมีนา เป็นเวลาสามวัน เพื่อขอพรและบำเพ็ญตนตามพิธีหัจญ์ หลังจากนั้นจึงเดินทางเข้ากรุงมักกะห์ เพื่อฏอวาฟ(เวียนรอบ) กะอฺบะหฺ หรือที่เรียกว่า บัยตุลลอหฺ อันเป็นเสมือนเสาหลักของชุมทิศ ซึ่งตั้งอยู่ใน มัสญิด ฮะรอม (มัสยิดต้องห้าม) หลังจากนั้นผู้แสวงบุญก็จะเดินจากเนินเขาศอฟา สู่เนินเขามัรวะหฺ ซึ่งมีระยะทาง ๔๕๐ เมตร ไปมาจนครบ ๗ รอบ ระหว่างที่เดินก็จะกล่าวคำขอพรและคำวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้า เมื่อเสร็จพิธีนี้แล้วก็จะขลิบผมหรือโกนหัว



พิธีฮัจญ์ ถือเป็นศาสนพิธีที่สำคัญที่สุดของศาสนาอิสลามก็ว่าได้  เพราะถือเป็นหลักศรัทธาห้าประการของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมที่มีความสามารถทางด้านร่างกายและทรัพย์สิน จะต้องหาโอกาสเข้าร่วมสักครั้งในชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าการทำพิธีกรรมทุกครั้งจะสำเร็จไปด้วยดี จากประวัติศาสตร์การทำพิธีฮัจญ์ในหลายปีที่ผ่านมา มีหลายปีที่ในระหว่างการทำพิธี ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้น ไม่ว่าจะเป็น สะพานถล่ม  ผู้คนตื่นตระหนกจนเหยียบกัน หรือแม้กระทั่งเกิดอุปทานหมู่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อย และที่มากที่สุดคือในปี คริสตศักราช 1900 ที่มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1,426 คน ด้วยเหตุ แย่งกันเข้าสู่บริเวณศาสนพิธี ที่เรียกว่า ลานพระเจ้าอวยพร จนบางคนผู้เคราะห์ร้ายถูกเหยียบจนเสียชีวิต

การทำพิธีกรรมทางศาสนานั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ดีในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะ อนุรักษ์และธำรงไว้ซึ่งศาสนา ปฏิบัติตนและพัฒนาจิตใจ แต่ทั้งนี้ ก็จะต้องทำด้วยสติ มีความระมัดระวัง และเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่กันและกันเสมอ พิธีกรรมจึงจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พิธีกรรมเพื่อระลึกถึงและสรรเสริญพระเจ้า ก็อาจจะกลายเป็น พิธีกรรมนองเลือดเพื่อการสังเวยแก่พระเจ้า แทนก็เป็นได้

"ขอความสันติ ความเมตตาปราณีจงมีแด่พี่น้องทุกท่าน"

อ้างอิง

ปวีณา สัมฤทธิ์, การประกอบพิธีฮัจญ์ สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก https://sites.google.com/site/krumouymp/islamic-studies/rites/unit-5

Annisaa, ทำไมมุสลิมต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ และประวัติบางส่วนของพิธีฮัจญ์ สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.annisaa.com/forum/index.php?topic=125.0

Website BBC, Hajj: pilgrimage to Mecca, Hajj stampede: At least 717 killed in Saudi Arabia
สืบค้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2559, จาก http://www.bbc.co.uk/religion/religions/islam/practices/hajj_1.shtml





อ่านเพิ่มเติม »

สุเหร่าสีน้ำเงิน “บลูมอสก์” (Blue Mosque)

โดย ปาณิศา งามคุณ

“บลูมอสก์” (Blue Mosque) สุเหร่าสีน้ำเงิน หรือสุเหร่าสีฟ้าเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเมืองนครอิสตันบูล หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสุเหร่าสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan ahmet I) เป็นสุเหร่าที่มีแรงบันดาลใจมาจากการสร้างที่ต้องการเอาชนะและต้องการให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียในสมัยนั้น ซึ่งวิหารเซนต์โซเฟียได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง

แม้สุเหร่าสีน้ำเงินนี้จะไม่ได้เป็น 1 ใน 7 ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแต่ก็เป็นความพอใจขององค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 แล้ว แม้องค์สุลต่านอาห์เมตที่ 1 จะอยู่ชื่นชมสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้เพียงปีเดียว พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยอายุ 27 พรรษา



สุเหร่าสีน้ำเงินนี้สร้างขึ้นในเมืองอิสตันบลู  ประเทศตุรกี สร้างขึ้นในสมัยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 ในปีค.ศ. 1609 ถึง 1616 มีแรงบันดาลใจในการสร้างคือต้องการเอาชนะหรือสร้างมัสยิดให้มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียของศาสนาคริสต์ เพราะวิหารเซนต์โซเฟียเคยเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง มีสุลต่านหลายพระองค์ต้องการสร้างมัสยิดที่มีขนาดใหญ่กว่าวิหารเซนต์โซเฟียมาแทบทุกยุคสมัยแต่ไม่มีใครทำสำเร็จ มีเพียงสุลต่านอาห์เมตที่ 1 และเมห์เมตอาอา (Mehmet) สถาปนิกผู้ออกแบบ เขาต้องการให้โลกรู้ว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผู้ออกแบบวิหารเซนต์โซเฟีย จึงออกแบบให้มีขนาดใหญ่และอลังการกว่าวิหารเซนต์โซเฟีย

สุเหร่าแห่งนี้ประดับด้วยกระเบื้องอัซนิค บนกำแพงชั้นในที่มีสีฟ้าสดใสลายดอกไม้ต่างๆเช่นกุหลาบ ทิวลิป คาเนชั่น ฯลฯ โดยหันหน้าเข้าวิหารเซนต์โซเฟียเพื่อประชันความงามกันคนละฝั่ง ถ้ามองจากด้านนอกวิหารจะมองเห็นหอสวดมนต์ 7 หอ ซึ่งปกติมัสยิดจะมีหอสวดมนต์เพียง 1 หรือ 2 หอ แต่มัสยิดแห่งนี้มี หอมินาเร็ตทั้ง 7 หอ



เมื่อเริ่มสร้างองค์สุลต่านรับสั่งให้สร้างหอสวดมนต์เป็นทองคำ แต่การสร้างหอทองคำต้องใช้ค่าก่อสร้างสูงมากและเป็นการไม่ควร ขณะเดียวกันเมห์เมตก็ต้องทำให้องค์สุลต่านอาห์เมตพอพระทัยด้วย เมห์เมต อาอา จึงหาทางออกด้วยการเล่นคำเพราะคำว่าทองคำในภาษาตุรกี เรียกว่า อัลทึ่น (Altin) หรือ หก(Alti) เขาจึงสร้างหอสวดมนต์ 6 หอ แต่หลังจากที่สร้างเสร็จแล้ว กลับไปยิ่งใหญ่เทียบเท่าสุเหร่าที่นครเมกะ ที่มีหอสวด 6 หอ  จึงต้องสร้างเพิ่มขึ้นมาอีก1 หอ และกลายเป็น 7 หอในปัจจุบัน ตกแต่งด้วยหน้าต่าง 260 บาน สลับด้วยกระจกสีอันน่าวิจิตร มีพื้นที่ให้ละหมาดกว้างขว้าง มีขนาดใหญ่ ภายในประกอบด้วย โรงเรียนสอนศาสนา โรงพยาบาล ที่พักสำหรับขบวนคาราวาน โรงครัวต้มน้ำ ปัจจุบันเปิดให้เข้าไปทำละหมาด 24 ชั่วโมง และช่วงกลางคืนในฤดูร้อนจะมีการแสดงแสงสีเสียงในทุกค่ำคืน

สุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ได้รับการจัดอันดับที่ 6 จากสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าสนใจของอิสตันบลู และได้รับรางวัล Traveller's Choice ในปี 2015

จะเห็นได้ว่าสุเหร่าสีน้ำเงินนี้แม้จะสร้างขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่ตัวข้าพเจ้ามองแล้วก็แปลกอยู่ที่สร้างขึ้นเพื่อความอยากเอาชนะ แต่ก็ทำให้รู้ว่าคนในสมัยนั้นมีความสามารถด้านการออกแบบอย่างมากและใส่ใจทุกกระบวนการ และการสร้างสุเหร่าสีน้ำเงินแห่งนี้ก็สามารถใช้ประโยชน์กับสถานที่แห่งนี้อย่างมากมายมานานนับหลายปีแล้ว  เช่น โรงเรียนสอนศาสนา  โรงพยาบาลและมีพื้นที่สำหรับการทำละหมาดไว้ให้สำหรับผู้ที่ต้องการทำละหมาดตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีข้อห้ามว่าผู้หญิงต้องมีผ้าคลุมหัว และห้ามเข้าเมื่อมีการทำพิธีละหมาดเพราะจะไปรบกวนผู้ทำพิธี

อ้างอิง

Cherokee1 พาท่องตุรกีดินแดนแห่งสองทวีป ตอนที่ 5 อิสตันบูล (Istanbul) ตำนานความยิ่งใหญ่จากไบแซนไทน์สู่จักรวรรดิออตโดมัน .(2554).สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558, จาก : http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E11328441/E11328441.html

อิสตันบลู3ความยิ่งใหญ่ของสุเหร่าสีน้ำเงิน และวิหารเซนโซเฟีย . (2557). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2557 จาก : http://witchy-followme.blogspot.com/2014/01/3-mosque-of-hagiasophia-blue-mosque-1.html?m=1

สุเหร่าสีน้ำเงิน สุเหร่าสีฟ้า และวิหารเซนต์โซเฟีย. (2558). สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2558. จาก : http://www.oceansmile.com/Turkey/St.Sophia.shtml

อ่านเพิ่มเติม »

อุดมการณ์รัฐอิสลามบนความขัดแย้ง: กรณีไอเอส (Is)

โดย วสันต์ เสตสิทธิ์

เนื่องจากประเทศต่างๆในแถบตะวันออกกลาง  มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ  เผ่าพันธุ์ และศาสนา  อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมากมาย  เช่นศาสนาอิสลาม มีสองนิกายใหญ่ๆ คือ สุหนี่  กับ ซีอะห์  สองนิกายนี้แม้จะเป็นอิสลามเหมือนกันแต่มีวิธีคิดที่ต่างกัน  โดยนิกายสุหนี่คิดว่าหลังการสิ้นชีวิตของนบีมูฮัมหมัด  ผู้นำทางศาสนาไม่ต้องสืบเชื้อสายจากนบีมูฮัมหมัด  แต่ต้องได้มาด้วยการเลือกตั้ง  กล่าวคือ  เน้นความสามารถของคนมากกว่าสายเลือด  ซึ่งประชาชนมุสลิมส่วนใหญ่เป็นสุหนี่  ส่วนนิกายซีอะห์คิดว่าผู้นำทางศาสนาต้องมาจากสายเลือดของนบีมูฮัมหมัด  ส่วนใหญ่ในนิกายนี้ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำหรือผู้ปกครอง

อ่านเพิ่มเติม »