แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กัมพูชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กัมพูชา แสดงบทความทั้งหมด

เขมรแดง : การปฏิวัติของประชาชน

โดย มัทนียา เสาสูง

พูดถึงโศกนาฏกรรมในดินแดนของ “ประเทศกัมพูชา” หลายคนจะต้องนึกถึงตำนานการสังหารประชนชนผู้บริสุทธิ์ด้วยความอำมหิต ที่เกินกว่าจะเรียกได้ว่าเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองในช่วงที่เขมรแดงเรืองอำนาจ

ย้อนรอยไปเมื่อกัมพูชายุคใหม่เริ่มต้นขึ้นใน พ.ศ.2497 หลังจากได้รับเอกราชตามข้อตกลงเจนีวา สมเด็จเจ้านโรดมสีหนุขึ้นปกครองประเทศ แต่เนื่องจากในช่วง พ.ศ.2508 ประเทศกัมพูชาได้รับผลกระทบจากสงครามเย็น เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ความวุ่นวายทางการเมือง และการเดินขบวนประท้วงของนักศึกษา ประชาชน ที่ก่อจลาจลขึ้นที่อำเภอซัมลูด จังหวัดพระตะบอง ทำให้รัฐบาลที่นำโดย นายพลลอน นอล ได้นำทหารเข้าปราบปรามในพื้นที่ ประชาชนและกลุ่มปัญญาชนปารีสที่ถูกเรียกว่า ฝ่ายซ้าย จึงหนีเข้าป่าไปรวมกับกลุ่มเขมรแดง

กลุ่มปัญญาชนปารีส (Paris Student Group) เป็นกลุ่มนักศึกษาชาวกัมพูชาที่ได้ทุนการศึกษาไปศึกษาต่อยังกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีบุคคลสำคัญต่างๆ ที่เป็นสมาชิก ได้แก่ พล พต (ซาลอธซาร์) เอียง ซารี  เขียว สัมพันธ์ ซอน เซน ฮูนิม บุคคลเหล่านี้ได้ร่วมกันจัดตั้งขบวนการคอมมิวนิสต์ ลัทธิมาร์กซิกสต์-เลนินนิสต์ แล้วเดินทางกลับสู่ประเทศกัมพูชา ในพ.ศ.2518 และหลังจากนั้นได้มีการรวมเข้ากับพรรคคอมมิวนิสต์เขมร (กลุ่มเขมรแดง) เพื่อล้มล้างกลุ่มรัฐบาลลอน นอล


นายพล พต ผู้นำกลุ่มเขมรแดง

หลังจากการปราบปรามจลาจล นายพลลอน นอล ได้ทำการรัฐประหาร แต่แล้วก็ถูกกลุ่มเขมรแดงทำการยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ ในวันปีใหม่ของกัมพูชา คือ วันที่ 17 เมษายน พ.ศ.2518 ทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้อำนาจของพล พตในขณะนั้น

ในช่วงปี พ.ศ. 2518 - 2522 กัมพูชาตกอยู่ในอำนาจของการใช้ความรุนแรง โดย นายพล พต ผู้นำกลุ่มเขมรแดง ได้ทำการปรับปรุงระบบเศรษฐกิจของกัมพูชาให้อยู่ในแบบสังคมนิยม พึ่งพาตัวเองโดยไม่รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศ และไม่เป็นพันธมิตรกับชาติใดๆ กลายเป็นประเทศโดดเดี่ยว ปิดโรงเรียน โรงพยาบาล โรงงานต่างๆ ยกเลิกระบบธนาคาร การเงิน โดยเชื่อว่าอุดมการณ์นี้จะนำพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองเหมือนในอดีต

กลุ่มเขมรแดงได้กวาดต้อนประชาชนในเมืองหลวงออกไปยังชนบทเพื่อทำเกษตรกรรม โดยต้องการให้ทั้งประเทศมีแต่ชนชั้นกรรมาชีพ ทุกคนเป็นชาวไร่ชาวนา ทำเกษตรกรรมโดยไม่ใช้เครื่องทุ่นแรง ทำงานวันละ 12 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก และกวาดล้างคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิดอย่างไร้เหตุผล เช่น คนที่สวมแว่นตาที่ดูเหมือนมีความรู้ นักปราชญ์ ปัญญาชน อาจารย์ นักศึกษา แพทย์ วิศวกร ศิลปิน ราชวงศ์ ฯลฯ ทำให้ประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก จากความอดอยาก การทารุณกรรมที่โหดร้าย การถูกจองจำในคุก ‘ตรวล สแลง’ และการถูกฆ่าเนื่องจากลัทธิชาตินิยมที่กลุ่มเขมรแดงต้องการรักษาไว้แต่คนเชื้อสายกัมพูชาอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้เกิด ‘ทุ่งสังหาร’ ที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนผู้บริสุทธิ์มากถึง 2 ล้านคน


ที่มา: http://www.baanmaha.com/

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2522 เขมรฝ่ายเวียดนามบุกยึดเข้ากรุงพนมเปญ เขมรแดงแตกแยกไปอยู่ตามตะเข็บชายแดน หลังจากมีการต่อสู้ในกลุ่มเขมรแดงเพื่อแย่งชิงอำนาจกันเองนั้น ในปีพ.ศ. 2536 เขมรแดงได้หมดอำนาจลงหลังจากUNสนับสนุนให้มีการจัดเลือกตั้งใหญ่ กลุ่มกองกำลังเขมรแดงถูกจับกุม และนายพล พตสิ้นใจตายในกระท่อมคุมขัง ในวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2541

ในระยะเวลา 4 ปีที่กลุ่มเขมรแดงได้เรืองอำนาจในระบอบเผด็จการ จนเกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ประชาชนกว่าสามล้านคนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนระบอบการปกครองนี้ และถึงแม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปกว่า 40 ปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ก็ยังเป็นที่สะเทือนใจและถือเป็นบทเรียนทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของโลกมาจนทุกวันนี้


อ้างอิง

อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์. (2014). พล พต เขมรแดงผู้จุดไฟนรกในกัมพูชา. ค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2558, จาก http://www.prachatai.com/journal/2014/01/51483.

Namretteb. (นามแฝง). พอล พต:ย้อนอดีตทุ่งสังหาร. ค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2558, จาก https://lonesomebabe.wordpress.com/2009/12/11/พอล-พต-ทุ่งสังหาร-นรกบนด/

ThaiPX2012. (นามแฝง). (2555). เขมรแดง. ค้นเมื่อ 15 สิงหาคม 2558, จาก http://kritanut.blogspot.com/2012/04/blog-post.html.

อ่านเพิ่มเติม »

ปราสาทหินนครวัด (Angkor Wat)

โดย สถิต  แสนบุญ
       
อารยธรรมเขมรเคยมีความรุ่งเรืองสูงสุดมาแต่สมัยโบราณ ทำให้มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวแทนของแต่ละยุคสมัยจำนวนมาก กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการค้นพบปราสาทหินใหญ่น้อยจำนวนมากมายในหลายๆ พื้นที่ด้วยกัน ซึ่งแต่ละที่ต่างมีความสำคัญต่อการศึกษาเชื่อมโยงเรื่องราวและชีวิตความเป็นอยู่ของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง นั่นคือ ปราสาทหินนครวัด

ปราสาทนครวัด  ตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา สร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  ผู้ครองอาณาจักรขอมช่วง พ.ศ.1656-1693  ได้ทรงสร้างปราสาทนครวัดเพื่อเป็นเทวาลัยบูชาและให้เป็นที่เก็บพระศพของพระวิษณุ ซึ่งเป็นมหาเทพรุ่งเรืองของพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกาย ปราสาทหินนครวัดจึงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของผู้ตาย  และภายการหลังสิ้นพระชนม์ ทรงได้พระนามว่า “บรมวิษณุ” ปราสาทนครวัดจึงมีอีกชื่อว่า “บรมวิษณุมหาปราสาท”

นครวัดเป็นปราสาทที่มีขนาดใหญ่จนเรียกได้ว่าเป็น “มหาปราสาท”  มีพื้นที่ครอบคลุมกว่า 20,000 ตารางเมตร มีเสาจำนวนมากถึง 1,800 ต้น แต่ละต้นทำจากหินมีน้ำหนักราว 10  ตัน  และมีหอที่สูงที่สุดของปราสาทซึ่งอยู่ศูนย์กลางของกลุ่มปราสาทมีความสูงราว 60 เมตร นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยกำลังแรงจากคนและสัตว์ล้วนๆ  ปราศจากเครื่องจักรสำหรับช่วยยกหรือทุ่นแรงใดๆ เนื่องจากในอดีตยังไม่มีเทคโนโลยี

ที่มา : https://upload.wikimedia.org/

การสร้างปราสาทนครวัดที่ต้องใช้หินเป็นหลายล้านลูกบาศก์เมตรนี้มีการสันนิษฐานว่า ต้องใช้แรงงานช้างนับหมื่นเชือก แรงงานคนนับแสน เพื่อขนและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร  เพื่อมาสร้างมหาปราสาท นอกจากความยิ่งใหญ่อลังการแล้วยังมีด้านสถาปัตยกรรมตกแต่ง ที่แสดงออกถึงความประณีตความชดช้อยงดงามด้วยการนำเอารูปแบบทางวัฒนธรรมมาผสมผสานในออกแบบ กำแพงชั้นนอกรอบๆปราสาทตกแต่งด้วยงานแกะสลักหินประกอบด้วย ภาพเล่าวรรณคดีรามายณะ ภาพเทวดากับอสูรกวนเกษียรสมุทรด้วยเขาพระ สุเมรุ รวมถึงภาพนางอัปสร หรืออัปสรากว่า 1,635 นาง ที่ทั้งหมดทรงเครื่องและทรงผมไม่ซ้ำกันเลย ด้วยความอลังการหลายๆอย่างของปราสาทหินนครวัดจึงทำให้ได้รับการขนานนามว่า “เป็นปราสาทที่มีความยิ่งใหญ่และงดงามดั่งสวรรค์บนแดนดิน”

ต่อมาเมื่อถึงสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้ทรงเปลี่ยนปราสาทนครวัดให้เป็นศาสนสถานของพุทธนิกายมหายาน แต่ไม่นานพวกจามก็ได้เข้ามาบุกขอม ทำให้พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องทรงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่เมืองนครหลวง ห่างจากปราสาทนครวัดไปทางเหนือและได้ทรงสร้างเมืองนครธมและปราสาทบายนขึ้น

ภาพสลักนูนสูงรูปนางอัปสรฟ้อนรำ
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/
                                              
และในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 เขมรได้เปลี่ยนกลับมานับถือศาสนาฮินดูอีกครั้ง แต่เป็นลัทธิไศวนิกาย ที่บูชาพระศิวะ หรือพระอิศวร  จนถึงสมัยนักองค์จันทร์ (พ.ศ.2059-2099) อาณาจักรเขมรยุคเมืองพระนครได้ล่มสลายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อตกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา จากนั้นมาชาวเขมรก็หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนาอีกครั้ง เป็นพุทธหินยานแบบอยุธยา และเมืองหลวงถูกย้ายลงไปทางใต้เรื่อยๆ ทำให้ปราสาทโบราณต่างๆ ถูกทิ้งร้างไป

ต่อมาชนนีนักองค์จันทร์เดินทางขึ้นเหนือไปทำบุญ มาพบปราสาทโบราณถูกทิ้งร้าง นักองค์จันทร์จึงได้บัญชาให้คนไปสร้างต่อสำหรับบางส่วนสร้างไม่เสร็จ จนได้กลายเป็นวัดในพุทธศาสนาที่ชื่อ “นครวัด” ซึ่งมาจาก นอกอร์ หมายถึง นคร บวกกับคำว่า วัด เดิมฝรั่งเศสเรียกชื่อ นอกอร์วัด ได้เพี้ยนเป็น อังกอร์วัด ที่ใช้มาจนทุกวันนี้ และนครวัดก็ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร      

เวลาล่วงเลยผ่านมาหลายศตวรรษ เมื่อกษัตริย์รุ่นต่อๆ มาย้ายเมืองหลวงลงไปทางใต้ ทำให้นครวัดถูกทิ้งร้าง กลายเป็นป่ารกขึ้นปกคลุม หลังจากสมัยที่นักองค์จันทร์ให้บูรณะปราสาทนครวัดไปแล้ว ปราสาทต่างๆถูกปล่อยร้างและถูกกลืนหายไปจากสายตาไปเป็นส่วนหนึ่งของป่าดงพงไพร        

ปัจจุบันนครวัดจึงเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏอยู่ในธงชาติ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของประเทศ และเป็นสมบัติร่วมกันของชาวโลก ที่ต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ สำหรับคนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป


อ้างอิง

น้าชาติ ประชาชื่น / หนังสือพิมพ์ข่าวสด. นครวัด ตำนานนครวัด ประวัตินครวัด ปราสาทนครวัด. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก  http://www.siamganesh.com/hindu/archives/306

นครวัด. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/wiki/นครวัด

Dooasia. นครวัดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่. สืบค้นเมื่อ 27 สิงหาคม 2558, สืบค้นจาก http://www.dooasia.com/trips/detail.php?id=510

อ่านเพิ่มเติม »