แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กษัตริย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กษัตริย์ แสดงบทความทั้งหมด

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) มหากษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ขยายอำนาจไปทั่วยุโรป

โดย  ธินิดา ห้วยจันทร์

ผู้มีชัยชนะในเกือบทุกสมรภูมิรบ...มีกลยุทธที่ไม่เหมือนใคร...แม้บางครั้งที่มีกองกำลังทหารน้อยกว่าข้าศึก แต่ก็ยังได้คงรับชัยชนะ จนได้ครอบครองแผ่นดินส่วนใหญ่ในทวีปยุโรป...ความอัจฉริยภาพในการทำสงครามนี้ ทำให้เขาเป็นที่รู้จักและจดจำในนาม จักรพรรดิ นโปเลียนที่ 1 หรือ นโปเลียน โบนาปาร์ตแห่งฝรั่งเศส


napoleon bonaparte
ที่มา : https://www.thoughtco.com/

นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte) หรือ นโปเลียนมหาราช เกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1769 ณ เมืองอาฌัคซีโอ หรือ อายาชโช (ในภาษาอิตาลี) บนเกาะคอร์ซิกา ซึ่งเป็นเวลาเพียง 1 ปี ภายหลังจากที่ฝรั่งเศสได้ครอบครองเกาะนี้จากสาธารณรัฐเจนัวใน ค.ศ. 1768 ครอบครัวของเขาเป็นหนึ่งในตระกูลผู้ดีจำนวนน้อยนิดบนเกาะคอร์ซิก้า บิดาของเขาชื่อ ชาร์ลส์ มาเรีย โบนาปาร์ตหรือ คาร์โล มาเรีย บัวนาปาร์เต (สำเนียงอิตาลี) นโปเลียนถูกมองว่าไม่ใช่ชาวฝรั่งเศสโดยแท้ เมื่อเยาว์วัยได้ย้ายเข้าไปรับการศึกษาวิชาทางทหาร ที่โรงเรียนนายร้อยทหาร กรุงปารีส และได้เข้าร่วมกองพลปืนใหญ่ ภายใต้กองกำลังของลาแฟร์ ทำให้ในปี 1787 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นร้อยตรี นโปเลียนเป็นคนที่มีความถนัดในการใช้สติปัญญามากกว่าทางใช้กำลัง

ต่อมาเกิดการปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นในปี 1789 นโปเลียนได้เดินทางกลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่เกาะคอร์ซิกา ในตำแหน่งพันโทและได้ต่อสู้กับขบวนการกู้ชาติคอร์ซิกา โดยมี ปาสกาล ดิเพาลี เป็นหัวหน้ากองทัพ ผลปรากฏว่ากองทัพฝั่งของนโปเลียนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จึงเป็นเหตุให้ครอบครัวโบนาปาร์ตต้องอพยพออกจากเกาะคอร์ซิกาไปอาศัยอยู่ในฝรั่งเศสกลายเป็นโอกาสที่ทำให้นโปเลียนได้เข้าร่วมกับขบวนการปฏิวัติ


ภาพเหตุการณ์การปราบปรามการก่อความไม่สงบในกรุงปารีส

เมื่อหลังการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส ในยุคที่ฝรั่งเศสกำลังระส่ำระสาย และถูกข้าศึกรุมล้อมรอบด้าน นโปเลียนได้รับมอบหมายให้ยกกองทหารไปตีเมืองตูลอง (Toulon) ซึ่งอังกฤษยึดได้ ในปี 1793 ผลสุดท้ายคือนโปเลียนสามารถยึดเมืองตูลองคืนกลับมา ถือเป็นความดีความชอบ ส่งผลให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลปืนใหญ่ในเวลาต่อมา

ในปี 1795 ปอล บาร์ราส์ ผู้บัญชาการรักษาความสงบแห่งชาติของฝรั่งเศสในขณะนั้น ได้สั่งการให้นโปเลียนผู้ที่มีผลงานดีเด่นจากชัยชนะที่ตูลอง กลับมาปราบปรามกลุ่มผู้สนับสนุนราชวงศ์ที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านสมัชชาแห่งชาติของฝรั่งเศส วิธีการของนโปเลียนคือการนำปืนใหญ่มาใช้เพื่อให้เกิดความเด็ดขาดและรุนแรงทำให้ยุติการก่อความไม่สงบได้ทันที มีผลให้ชื่อเสียงของนโปเลียนเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มประชาชน 

ในช่วงเวลานี้เอง บาร์ราส์ก็ได้แนะนำให้เขารู้จักกับ “โจเซฟิน โบฮาร์เนส” หญิงหม้ายวัย 33 ปี ซึ่งมีลูกติด 2 คน และมีอายุมากว่านโปเลียนถึง 6 ปี นโปเลียนได้ตกหลุมรักโจเซฟินตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น ต่อมาในค.ศ. 1796 นโปเลียนจึงได้แต่งงานกับโจเซฟิน เนื่องจากโจเซฟิน เป็นหญิงสาวที่อยู่ในสังคมชั้นสูงและได้รู้จักกับบุคคลในทางการเมืองเป็นจำนวนมาก จึงทำให้นโปเลียนมีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการเร็วยิ่งขึ้น

ผลของการปราบปรามกลุ่มก่อความไม่สงบในครั้งก่อนทำให้นโปเลียนได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษและได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพแห่งกองกำลังอิตาลี ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1796 (หลังจากแต่งงานกับโจเซฟินได้ไม่นาน) เพื่อยึดอิตาลีกลับคืนมาจากออสเตรีย 

การทำสงครามของนโปเลียนในขณะนั้น กองกำลังของเขาได้ประสบกับปัญหามากมายทั้งเรื่องของอาวุธที่ไม่เพียงพอและเสบียงอาหารมีน้อย ทำให้ต้องอดมื้อกินมื้อแต่ด้วยการที่ทหารและตัวของนโปเลียนถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้การรบกับอิตาลีในครั้งนี้ ได้รับชัยชนะในที่สุด และนโปเลียนก็ยังสามารถทำให้อิตาลียอมทำสนธิสัญญาสงบศึก ที่เสียเปรียบต่อฝรั่งเศสได้นั่นก็คือสนธิสัญญา “กัมโป-ฟอร์มิโอ”  ว่าด้วยเรื่องการให้ฝรั่งเศสเข้าครอบครองเบลเยียม และยึดพรมแดนไปติดแม่น้ำไรน์ ส่วนออสเตรียได้ถือครองแคว้นเวเนเซีย (มหาราชผู้ครองโลก.2554:270)

ในปี 1798 สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส ได้มีความกังวลต่อกระแสความนิยมที่ประชาชนมีต่อนโปเลียนเพิ่มสูงขึ้น จึงได้บัญชาให้นโปเลียนนำทัพเข้าบุกอียิปต์โดยอ้างว่าฝรั่งเศสต้องการเข้าครอบครองดินแดนตะวันออกใกล้และตะวันออกกลางเพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของอังกฤษไปยังอินเดีย ในช่วงเวลานั้นถือว่าประเทศอังกฤษกับฝรั่งเศสเป็นศัตรูกัน เพราะอังกฤษถือเป็นประเทศที่มีอำนาจและมีเครื่องมือในการรบที่เหนือกว่าฝรั่งเศสก็ว่าได้ (นโปเลียนเคยคิดจะทำสงครามเพื่อยึดอังกฤษอยู่หลายครั้งแต่ไม่เป็นผลสำเร็จ) สุดท้ายนโปเลียนก็ยึดอียิปต์มาเป็นของฝรั่งเศสได้ เมื่อยึดอียิปต์ได้นโปเลียนก็ไม่ได้เดินทางกลับปารีสโดยทันที แต่ยังคงอยู่ปกครองที่อียิปต์ต่อ

มาในปี 1799 นโปเลียนได้ทราบข่าวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ทำให้นโปเลียนตัดสินใจเดินทางกลับไปยึดอำนาจในฝรั่งเศสทันทีโดยการล้มรัฐบาล ไดเรคทอรี่ ในขณะนั้น และได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบกงสุล นโปเลียนได้แต่งตั้งตนเองเป็นกงสุลที่ 1 ปกครองประเทศร่วมกับกงสุลอีก 2 คน คือ โรเจอร์ ดูโกส์ และ ซีแยส์

ใน ค.ศ. 1802 มีการวางแผนล้มอำนาจของนโปเลียนจากกลุ่มนิยมกษัตริย์ โดยคนกลุ่มนี้ได้ร่วมมือกับอังกฤษบุกเข้ามาในปารีสแต่ผลสุดท้ายก็กระทำการไม่สำเร็จ เพื่อไม่ให้ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก นโปเลียนจึงใช้เหตุผลนี้เป็นข้ออ้างในการจัดตั้งจักรวรรดิขึ้นในฝรั่งเศส เพื่อให้กลุ่มนิยมกษัตริย์เหล่านี้หมดโอกาสขึ้นมามีอำนาจอีกครั้ง สองปีต่อจากนั้น สภานิติบัญญัติจึงได้มีมติเห็นชอบ มีผลให้สาธารรัฐฝรั่งเศสที่ 1 เปลี่ยนมาเป็นจักรวรรดิฝรั่งเศส และนโปเลียนก็ได้เปลี่ยนสถานภาพของตนมาเป็นจักรพรรดินโปเลียนที่ 1



ในเดือน ธันวาคม ค.ศ. 1804 สันตะปาปาไพอัสที่7 เสด็จไปกรุงปารีสเพื่อทำพิธีราชาภิเษกอย่างเป็นทางการเพื่อเปลี่ยนสถานภาพให้นโปเลียนและโจเซฟิน (จักรพรรดิและราชินี) จากเดิมที่พระสันตะปาปาจะเป็นคนที่สวมมงกุฎให้กษัตริย์ แต่ปรากฏว่า นโปเลียนทรงรับมงกุฎจากสันตะปาปามาสวมด้วยพระหัตถ์ของพระองศ์เองทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า นโปเลียนให้ความสำคัญของศาสนจักรลดน้อยลง

ในยุคจักรพรรดินโปเลียน ได้ทำสงครามกับดินแดนต่างๆ มากมายจนสามารถเข้าปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของยุโรปได้ แล้วแต่งตั้งให้แม่ทัพและญาติพี่น้องของตนขึ้นครองบัลลังก์ในราชอาณาจักรยุโรปหลายแห่ง ประเทศอื่นเมื่อเห็นว่า นโปเลียนได้ครอบครองหลายประเทศ ก็เกิดความต้องการที่จะหยุดยั้งอำนาจของนโปเลียน ทำให้ในประเทศที่มีอำนาจได้ร่วมมือกัน (เกิดเป็นฝ่ายพันธมิตร) และเข้าบุกกรุงปารีสในเวลาต่อมา ใน ค.ศ. 1814 ประเทศที่เป็นฝ่ายพันธมิตรของฝรั่งเข้ายึดครองกรุงปารีสได้สำเร็จ ผลของการแพ้สงครามในครั้งนี้ทำให้ นโปเลียนถูกบังคับให้สละราชบัลลังก์ที่พระราชวังฟ่อนเทนโบ

เมื่อสละราชบัลลังก์ได้ไม่นานนโปเลียนก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะเอลบา (ELBA) ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน พร้อมทหารรักษาพระองศ์ ก่อนจะหวนคืนสู่อำนาจอีกครั้ง แต่อยู่ได้ไม่นานก็พ่ายแพ้ในสงครามอีกครั้ง สงครามสุดท้ายของนโปเลียนก็คือ “สงครามวอเตอร์ลู” เป็นที่รู้จักกันในนามของสมัยร้อยวันแห่งการกลับคืนสู่อำนาจของนโปเลียน (Hundred Days) สุดท้ายนโปเลียนก็ถูกเนรเทศไปอยู่ที่เกาะเซนต์ เฮเลนนา (Saint Helena) และได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคแผลในกระเพาะอาหาร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1821

จากบุคคลธรรมดา ที่เกิดอยู่ภายในเกาะเล็กๆแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส สู่การเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่และได้ปกครองยุโรปเกือบทั้งหมด ทำให้วีรประวัติที่พระองค์ทรงปฏิบัติมาตลอด รัชสมัยนั้นได้รับการสรรเสริญและยกย่องให้พระองค์ เป็นมหาราช ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

นโปเลียนมหาราช ได้รับการยกย่องว่าเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์แม้ด้านหนึ่งจะได้ชื่อว่าทรงเป็นผู้ที่กระหายในอำนาจและ ชัยชนะ แต่นโปเลียนก็เป็นที่ยอมรับว่าในสมัยของพระองค์ พระองค์ได้ทรงทำให้ประเทศฝรั่งเป็นประเทศที่มีอำนาจอย่างมาก และเป็นที่เกรงกลัวของประเทศอื่นๆ นอกจากการขยายอำนาจของพระองค์แล้ว พระองค์ก็ยังได้สร้างรัฐธรรมนูญและปฏิรูประบบกฎหมายฝรั่งเศสขึ้นอย่างเป็นระบบ ให้การอุปถัมภ์ทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะและวรรณคดี...นโปเลียนเคยกล่าวไว้ว่า

“I love power. But it is as an artist that I love it. I love it as a musician loves his violin, to draw out its sounds and chords and harmonies.” (ฉันรักอำนาจ แต่รักแบบที่ศิลปินรักดนตรี รักแบบที่นักดนตรีรักไวโอลิน)


อ้างอิง 

ปัญญา วิวัฒนานันต์.มหาราชผู้ครองโลก.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ยิปซี สำนักหิมพ์,2554
 
สิริ เปรมจิตต์.นโปเลียนมหาราช.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ :โรงพิมพ์เฟื่องอักษร,2509

เอี่ยม ฉายางาม.ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ค.ศ 1789-1884.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช, 2523

NapoleonBonaparteQuotes.[ออนไลน์]. เข้าถึงเมื่อ 20 กันยายน 2561, จาก: https://www.brainyquote.com/quotes/napoleon_bonaparte_15018
อ่านเพิ่มเติม »

พระเจ้าจอห์น (John) แห่งราชวงศ์อังกฤษ

โดย นันทกาญจน์ นาคาแก้ว

ในบรรดาพระมหากษัตริย์ที่มีผู้นิยมชมชอบน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ บุคคลที่มีชื่อเสียงก็คือ พระเจ้าจอห์น ผู้ที่สร้างความเสื่อมเสียให้แก่ประเทศอังกฤษ และถึงแม้พระองค์จะเป็นบุคคลที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อบางสิ่งแต่วีรกรรมด้านมืดก็ทำให้ พระเจ้าจอห์น เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน

พระเจ้าจอห์น หรือที่รู้จักในพระนาม จอห์นผู้เสียแผ่นดิน (John Lackland) เป็นพระมหากษัตริย์อังกฤษ พระราชสมภพวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ.1167 พระราชวังโบมองต์ ออกซ์ฟอร์ด พระราชโอรสพระองค์เล็กในพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ และพระนางเอลินอร์แห่งอากีแตน


พระเจ้าจอห์น
ที่มา : https://upload.wikimedia.org/

ชีวิตในวัยเด็กของพระองค์ห่างเหินกับพระราชมารดาเป็นอย่างมาก เนื่องจากพระเจ้าจอห์นเป็นพระราชโอรสองค์สุดท้องที่ประสูติตอนที่พระราชมารดาพระชนม์เกิน 40 ปีเป็นช่วงที่ความรักระหว่างพระราชบิดาและพระราชมารดาหมดสิ้นไปแล้ว พอ 6 ขวบพระราชบิดาก็ทรงจับพระราชมารดาคุมขัง พระนางเอลินอร์ทรงเป็นอิสระเมื่อพระเจ้าจอห์นพระชนม์ถึง 22 ชันษา พระองค์จึงไม่ทรงผูกพันกับพระราชมารดาเลย

พระเจ้าจอห์นอภิเษกสมรสครั้งที่ 1 กับอิสซาเบลลาแห่งกลอสเตอร์ วันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1189 และอภิเษกสมรสครั้งที่ 2 กับอิสซาเบลลาแห่งแคว้นอองกูแลม ธิดาของเคานต์โอเดมาร์ ในวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.1200 ที่แคว้นอองกูแลม มีพระราชโอรส 2 องค์ พระราชธิดา 3 องค์ คือ เฮนรี่ที่ 3, ริชาร์ด, โจน, อิสซาเบลลาและเอลเลียเนอร์ นอกจากนี้พระเจ้าจอห์นยังมีโอรสและธิดานอกกฎหมายอีก 5 คน

พระเจ้าจอห์นทรงเคยพยายามที่จะยึดราชบัลลังก์ระหว่างที่พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 ถูกจองจำอยู่ในประเทศเยอรมนี แต่ได้รับอภัยโทษและรับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์เพื่อตัดสิทธิ์เจ้าชายอาเธอร์พระโอรสของจอฟฟรีย์พระเชษฐาองค์พี่ของพระเจ้าจอห์น จึงทำให้พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในวันที่ 6 เมษายน ค.ศ.1199 เมื่อพระชนม์ได้ 33 ชันษา

ความจริงพระเจ้าจอห์นทรงเป็นนักการเมืองที่มีความสามารถและทรงเป็นผู้บริหารที่เข้มแข็ง แต่พระองค์กลับทรงเป็นกษัตริย์ที่ไม่เป็นที่รักใคร่ของประชาชน เพราะความที่พระองค์ทรงโหดร้ายและทรงชอบใช้กลอุบายหลอกลวงพระเจ้าจอห์นเป็นคนโลภมากจนเป็นอันตราย โหดร้าย เลือดเย็น พระองค์ทรยศพี่น้องของพระองค์โดยการสั่งปลงพระชนม์เจ้าชายอาเธอร์ รวมทั้งเนรเทศญาติและขุนนาง พระองค์สั่งขังและฆ่าทุกคนที่เป็นภัยคุกคาม หากใครไม่เชื่อฟังจะถูกนำไปขังในคุกและให้อดอาหารจนตาย

ทรงมีปัญหากับพระสันตะปาปา เรื่องการแต่งตั้งอาร์กบิชอบแห่งแคนเทอร์เบอรี่ ซึ่งมีผลให้พระสันตะปาปาทรงห้ามชาวอังกฤษทำพิธีทางศาสนาทั่วไปและพระองค์ยังปล้นเงินจากคริสตจักรและสั่งนักบวชออกนอกประเทศ

ในเดือนเมษายน ค.ศ.1203 พระเจ้าจอห์นทรงทำสงครามกับฟิลิปที่ 2 แห่งฝรั่งเศส ทำให้พระเจ้าจอห์นทรงสูญเสียอาณาจักรทางทิศตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส แม้กระทั่งทั้งหมดของแคว้นนอร์มังดี ยกเว้นเกาะต่างๆแถวช่องแคบอังกฤษ และจากการทำสงครามทำให้ต้องสูญเสียอัศวินดีๆไปมากมาย ผู้คนต้องเสียชีวิต ศัตรูของพระองค์ต้องถูกทรมานโดยการแขวนคอ ตัดหัว ทำให้ตาบอดและหิวโหยจนถึงแก่ความตาย

กลุ่มขุนนางไม่สามารถทนได้นับตั้งแต่วันที่เสด็จขึ้นครองราชย์ รัชสมัยของพระองค์มีแต่การเก็บภาษีอย่างหนักหน่วง การสูญเสียดินแดนในฝรั่งเศส การที่ทหารอังกฤษพ่ายแพ้อย่างย่อยยับที่สมรภูมิบูแวงส์ในปีค.ศ.1214 จนในวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1215 พระเจ้าจอห์นทรงลังเลแต่ก็ถูกบีบบังคับให้รับแม็กนาคาร์ต้า หรือมหาบัตร ซึ่งลดอำนาจกษัตริย์และเพิ่มสิทธิของขุนนางและอิสรชนในประเทศ


พระเจ้าจอห์นลงพระนามแม็กนา คาร์ต้า

ผลงานที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์คือ สะพานลอนดอนอันเก่าแก่ เนื่องจากสมัยอาณาจักรโรมันได้มีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเทมส์ในสมัยพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 แต่การก่อสร้างล่าช้ามากจนกระทั่งได้จ้างวิศวกรชาวฝรั่งเศสชื่อ อิแซมเบิร์ต ในสมัยของพระเจ้าจอห์น สะพานลอนดอนจึงได้สร้างสำเร็จ ตัวสะพานมีสะพานที่ชักได้และมีบ้านเรียงกันเป็นแถวๆ 2 ชั้น มีร้านขายของต่างๆ 140 ห้อง มีซุ้มประตู 19 แห่ง ทำให้สะพานลอนดอนได้เปิดใช้ในปีค.ศ.1206

บั้นปลายชีวิตพระเจ้าจอห์นสวรรคตพระชนม์เกือบ 49 ชันษาเนื่องจากทรงเสียพระทัยที่ทรงสูญเสียพระราชทรัพย์และสมบัติอันหาค่ามิได้จากการที่พระเจ้าจอห์นทรงนำกองทหารของพระองค์มาจากแคว้นอิสต์แองเกลีย คณะของพระองค์พยายามข้ามแม่น้ำวอช จากนอร์ฟอล์กมายังลิงคอล์นเชียร์ แต่พระองค์ทรงกะกระแสน้ำผิดพลาดเลยทำให้หีบที่บรรจุพระมหาพิชัยมงกุฎและของมีค่าทั้งหมดจมไปในกระแสน้ำ จึงมีเรื่องเล่าต่อมาว่า ได้มีนักล่าหาสมบัติพยายามค้นหาของมีค่าที่พระเจ้าจอห์นทรงทำตกหายที่แม่น้ำวอช แต่ก็ได้เพียงสะเก็ดเพชรเล็กๆจากมงกุฎเท่านั้น

สุดท้ายแล้วคนที่กระทำความผิดไว้นั้นแม้จะได้รับการอภัยและใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเพียงใด แต่ความผิดก็ยังคงเป็นความผิด ผู้ที่กระทำความผิดไว้นั้นสมควรได้รับผลจากการกระทำของตน


อ้างอิง

รศ.ร.อ.หญิง สุปราณี มุขวิชิต. ประวัติศาสตร์อังกฤษและราชวงศ์ : John Lackland. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์, 2549.

พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษ. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก: https://th.wikipedia.org/

แม็กนา คาร์ต้า. สืบค้นเมื่อ 22 กันยายน 2559, จาก: https://direkdaeng.wordpress.com/

เรื่องจริงทะลุโลก. สืบค้นเมื่อ 25 ธันวาคม 2559,จาก: https://writer.dek-d.com/cammy/story/viewlongc.php?id=486572&chapter=460


อ่านเพิ่มเติม »

ไซรัสมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย

โดย ปาวิสา บุญจูง

เปอร์เซียมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ครอบครองพื้นที่มากที่สุดในดินแดนเมโสโปเตเมีย การได้มาซึ่งมหาอำนาจและความยิ่งใหญ่ย่อมมีผู้นำอันแข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และชาญฉลาด นั่นก็คือ พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ซึ่งถูกขนานนามว่า “กษัตริย์ผู้ครอบครองแผ่นดินทั้ง 4 ทิศ ( King of the Four Corners of the world) ”  พระปรีชาสามารถของพระองค์เป็นที่เลื่องลือในเขตตะวันตก ด้วยพระองค์ทรงเป็นนักปกครอง
ผู้ทรงธรรม และเห็นซึ่งความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

พระเจ้าไซรัสประสูติเมื่อ 600 หรือ 576  ปี ก่อนคริสตกาล ณ มณฑลอัน-ชาน (Anshan) ในอาณาจักรเปอร์เชีย พระบิดาคือ พระเจ้าคัมไบซีสที่ 1  (Cambyses I) แห่งเปอร์เซีย และพระมารดาคือ พระราชินีมานเดนแห่งอาณาจักรมีเดีย (Mandane of Medes)  ณ วันที่พระองค์ประสูตินั้น กษัตริย์ออสเตรียเจสแห่งอาณาจักรมิเดียได้มีบัญชาให้ทหารฆ่าทารกที่เกิดในวันดังกล่าวทั้งหมด เนื่องจากทรงนิมิตว่าจะถูกยึดครองบัลลังค์โดยเด็กคนนี้ ซึ่งพระเจ้าไซรัสก็ถูกนำไปฆ่าเช่นเดียวกัน ชาวบ้านคู่หนึ่งซึ่งถูกมอบหมายให้ประหารพระองค์โดยให้นำไปปล่อยทิ้งในป่า เกิดความเมตตาและสงสารจึงได้เก็บพระองค์ไว้และเลี้ยงดูโดยไม่ให้ใครรู้ จนกระทั่งทรงมีพระชนม์มายุครบ 10 ชันษา กษัตริย์ออสเตรียเจสได้มาพบกับไซรัสแล้วเกิดความสงสัยว่าไซรัสเป็นใครจึงได้สอบถามและทราบว่าแท้จริงเป็นหลานของตนที่จะต้องถูกฆ่าในวันนั้น กษัตริย์ออสเตรียเจสจึงได้อนุญาตให้ไซรัสกลับเข้ามาอยู่กับพระบิดาและพระมารดาได้ ต่อมาพระองค์ได้อภิเษกกับ คาสซาเดน และมีบุตรด้วยกัน 4 คนได้แก่ คัมไบเซสที่ 2, บาร์ดิย่า, อตอสซ่า,และอีกหนึ่งคนที่ไม่ทราบชื่อ



พระเจ้าไซรัสขึ้นครองพระราชสมภพเมื่อ ปีที่ 559 ถึง 530 ปีก่อนคริสตกาล โดยพระเจ้าคัมไบเซสได้เล็งเห็นพระปรีชาสามารถของพระเจ้าไซรัสจึงได้สละราชสมบัติ และพระเจ้าไซรัสขึ้นปกครองเปอร์เชีย  แต่เดิมนั้นชนชาติเปอร์เชียเป็นชนเผ่าเดียวกันแต่ทั้งสองก็แยกออกจากกันเป็น มิเดีย (Media) และเปอร์เชีย หรืออันชาน( Persia or Anshan) โดยอาณาจักรมิเดียถือตนเองเป็นชนชั้นสูงและมีอำนาจเหนืออาณาจักรเปอร์เชียเพื่อมีจำนวนคนมากกว่า  พระเจ้าไซรัสจึงทรงริ่เริ่มทำการปรับปรุงอาณาจักรเปอร์เชียและกองทัพทหารให้เข้มแข็ง โดยทรงมีความคิดที่จะขยายอาณาเขตและอำนาจ โดยมีเป้าหมายแรกคืออาณาจักรมีเดีย  กองทัพของพระเจ้าไซรัสนั้นได้ชื่อว่า “กองทัพอมตะ (Immortal) เป็นกองทัพที่แกร่งที่สุดและไม่เคยมีการลดจำนวนพลทหารจาก 10,000 คนแต่อย่างใด

พระเจ้าไซรัสได้เริ่มแผนการเข้ายึดอาณาจักรมิเดียโดยการผูกสัมพันธ์กับอาณาจักรบาบิโลน เมื่อกษัตริย์ออสเตรียเจสแห่งอาณาจักรมิเดียทรงทราบก็กริ้วเป็นอย่างมากและเรียกให้พระเจ้าไซรัสไปอธิบายแต่พระเจ้าไซรัสไม่ไป นี้จึงก่อให้เกิดสงครามขึ้น ต่อมาพระเจ้าไซรัสจึงได้เข้าโจมตีกรุงแอคบาตาน่า และโค่นกษัตริย์ออสเตรียเจสได้สำเร็จ แต่ไม่ทรงฆ่าและยังให้ปกครองเมืองเหมือเดิมและทรงรวมอาณาจักรมีเดียให้เป็นอาณาจักรเดียวกับอาณาจักรเปอร์เซีย และทรงสร้างเมืองหลวงชื่อ ปาร์ซากาด (Pasagard)

เมื่อพระเจ้าไซรัสสามารถยึดครองอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่อย่างอาณาจักรมิเดียได้นั้น อาณาจักรรอบข้างต่างๆ ก็เกรงกลัวต่ออำนาจจึงได้ร่วมมือกันต่อต้านอาณาจักรเปอร์เซีย โดยวางแผนเข้าโจมตีที่อาณาจักรเปอร์เซียพร้อมกัน ซึ่งนำโดยอาณาจักรลิเดีย อียิปต์และบาบิโลน แต่เกิดแผนแตกก่อนจะรวมตัวกันสำเร็จ พระเจ้าไซรัสจึงตัดสินพระทัยเข้าตีเมืองลิเดียก่อน โดยได้ส่งสารไปบอกให้กษัตริย์ลิเดียยอมจำนนแต่โดยดี นี้จึงเป็นการท้าให้กษัตริย์ลิเดียออกมารบ แต่แล้วอาณาจักรลิเดียก็ผ่ายแพ้ต่อพระเจ้าไซรัส ด้วยแผนการรบที่เหนือชั้นกว่านั่นก็คือการใช้อูฐในการรบเพื่อให้ม้าของศัตรูเกิดอาการพยศและตกใจ



เป้าหมายถัดมาของพระองค์คืออาณาจักรบาบิโลน การเข้ายึดครองอาณาจักรนี้โดยวิธีการขุดคลองเพื่อระบายน้ำออกจากแม่น้ำยูเฟรติส ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ล้อมรอบอาณาจักรบาลิโลนไว้ และยกทัพข้ามแม่น้ำเข้าอาณาจักรบาบิโลนโจมตีแบบไม่ให้รู้ตัว และในขณะนั้นอาณาจักรบาบิโลนก็อ่อนแอเนื่องจากกษัตริย์ไม่ได้สนใจประชาชน และประชาชนหมดศรัทธาต่อกษัตริย์ เมื่อพระองค์ยึดครองอาณาจักรบาบิโลนได้ พระองค์ทรงประกาศปลดปล่อยเชลยชาวยิว และบูรณะวิหารของเทพมาร์ดุก และเทพองค์อื่นๆ ทำให้ประชาชนพึงพอใจ และตั้งกรุงบาบิโลนเป็นเมืองหลวงแห่งที่สอง  เป้าหมายต่อไปของพระองค์คือ อียิปต์ แต่ด้วยอียิปต์ในสมัยฟาร์โรห์อะมาซิสที่ 2 มีความแข็งแกร่งมากจึงไม่สามารถโจมตีได้โดยง่าย  จึงจำเป็นต้องดูท่าทีต่อไป อย่างไรก็ตามพระเจ้าไซรัสมหาราชทรงสามารถยึดอาณาจักรใหญ่แห่งดินแดนเมโสโปเตเมียได้ถึง 3 อาณาจักร  นั่นก็ถือว่าเป็นการประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เชียแล้ว

พระเจ้าไซรัสมหาราชได้สิ้นพระชนม์ในเดือนธันวาคม 530 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งมีแนวคิดว่าพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ระหว่างการรบกับเผ่าเล็กๆ เผ่าหนึ่ง หรืออีกหนึ่งแนวคิดคือพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์อย่างสงบที่เมืองหลวงปาร์ซากาด  สุสานของพระองค์ถูกสร้างเป็นวิหารที่เมืองปาร์ซากาดซึ่งยังคงอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาพระเจ้าคัมไบเซสที่ 2 บุตรของพระเจ้าไซรัสขึ้นครองราชย์  จากนั้นอาณาจักรเปอร์เซียก็ได้แผ่ขยายไปยังอียิปต์ได้สำเร็จและก็เป็นบ่อเกิดของสงครามกับชาวกรีกในสมัยพระเจ้าดาริอุสที่ 1

พระเจ้าไซรัสทรงสามารถรวบรวมอาณาจักรเปอร์เซียให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ และพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการรบที่พระองค์ใช้กลยุทธ์ในการรบที่ชาญฉลาดทำให้รวบรวมหลายๆ อาณาจักรจนได้ชื่อว่า “เปอร์เชียเป็นอาณาจักรที่มีดินแดนกว้างขวางที่สุดในดินแดนเมโสโปเตเมีย”  ด้านการปกครอง และด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะพบว่าพระองค์ไม่เคยหวังเอาชีวิตของกษัตริย์องค์ใดเพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงให้กษัตริย์ทุกอาณาจักรที่พระองค์ยึดได้ปกครองตนเอง ปลดปล่อยทาสชาวยิว และพระองค์ยังทำนุบำรุงอาณาจักรต่างๆ เป็นที่พึงพอใจและที่รักของขอประชาชน  นอกจากนั้นแล้วพระองค์ยังทรงสร้าง “กระบอกแห่งพระเจ้าไซรัส (Cyrus Cylinder) มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจึงถือได้ว่าเป็นประกาศสิทธิมนุษยชนฉบับต้นๆ ของโลก ฉะนั้นแล้วพระเจ้าไซรัสมหาราชจึงเป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรเปอร์เชียอย่างแท้จริง


อ้างอิง

ความรุ่งเรืองแห่งจักวรรดิเปอร์เซีย. (มปป.). สืบค้นเมื่อ 23กันยายน 2559.  แหล่งที่มา : https://writer.dek-d.com/

ท่านซุลก็อรฺนัยนฺคือใคร. (มปป.). สืบค้นเมื่อ 23กันยายน 2559.  แหล่งที่มา : https://alquranstories.
wordpress.com/2010/03/08/zulgornine01/

เปอร์เชีย. (มปป.). สืบค้นเมื่อ 23กันยายน 2559.  แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/persia/index.html

Kittitus OP. (มปป.). Cyrus The Great , สืบค้นเมื่อ 23กันยายน 2559.  แหล่งที่มา :  http://legendtheworld.blogspot.com/2013/11/cyrus-great.html

อ่านเพิ่มเติม »

ฟาโรห์อเคนาเตน (Akhenaten)

โดย ศยามล ปั้นประเสริฐ

ในอารยธรรมอียิปต์โบราณได้มีการเปลี่ยนแปลงปฎิรูปศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ที่สำคัญที่สุด สร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงกับทางด้านสังคมของชาวอียิปต์สมัยโบราณ ที่สั่นคลอนรากฐานวัฒนธรรม ที่มีมาอย่างยาวนานเป็นเวลานับพันปีของอียิปต์โบราณ ถึงขนาดที่ต้องสร้างเมืองหลวงขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับการการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ และบุคคลสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากฟาโรห์อเคนาเตนหรือฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4


รูปสลักฟาโรห์อเคนาเตน 
ที่มา : http://1.bp.blogspot.com/

พระองค์เป็นพระโอรสของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 3 กับราชินีไทยี พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1353 หรือปี 1351 ก่อนคริสต์ศักราช(ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด) เป็นฟาโรห์ลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์ที่สิบแปด ครองราชย์อยู่นานถึง 17 ปี มีราชินีคู่บัลลังก์พระนามว่า พระนางเนเฟอร์ตีติ ที่ถูกกล่าวขานกันว่าเป็นราชินีที่งดงามที่สุดในโลก พระองค์มีพระธิดากับพระนางเนเฟอร์ตีติด้วยกันถึง 6 พระองค์ ทำให้พระองค์ทรงมีพระชายาองค์อื่นๆนอกจากพระนางเนเฟอร์ตีติ เพื่อมีพระโอรส ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ พระนางคียา พระมารดาของฟาโรห์ตุตันคาเมน

พระราชกรณียกิจสำคัญภายหลังการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ คือ การปฎิรูปศาสนาครั้งใหญ่ในอียิปต์ ที่เปลี่ยนจากการนับถือเทพเจ้าหลายองค์(พหุเทวนิยม)เป็นนับเทพเจ้าเพียงองค์เดียว(เอกเทวนิยม) การเปลี่ยนแปลงความเชื่อของชาวอียิปต์ที่มีมาอย่างยาวนานนับพันปี ส่วนสาเหตุที่ทำให้พระองค์ตัดสินใจปฎิรูปศาสนานั้น มาจากนักบวชในช่วงเวลานั้นเป็นที่นับถือของประชาชน เพราะเชื่อว่านักบวชสามารถติดต่อสื่อสารกับบรรดาเทพเจ้าได้ ทำให้พวกนักบวชมีอำนาจเป็นอย่างมาก และในบางครั้งแม้แต่พระองค์เองก็ไม่อาจต้านทายอำนาจของพวกนักบวชได้  และเพื่อเป็นการรวบรวมอำนาจกลับคืนกลับคืนมาสู่พระองค์


ภาพสลักฟาโรห์อเคนาเตน พระนางเนเฟอร์ตีติ และธิดา 
ที่มา : https://www.brown.edu/

พระองค์จึงประกาศเปลี่ยนมานับถือเทพเจ้าเพียงองค์เดียว คือ เทพอาเตน และได้เปลี่ยนชื่อเมืองธีบส์ ใหม่เป็น  “นครแห่งแสงสว่างของพระเจ้าอาเตน”  (City of the Brightness of Aten) พระองค์ได้สร้างวิหารบูชาเทพอาเตน ที่มีความวิจิตรงดงามขึ้น แทนที่วิหารบูชาเทพอาเมน ที่เป็นเทพประจำเมืองธีบส์ และยังทรงสั่งให้ลบชื่อเทพพระเจ้าองค์อื่นๆจากอนุสาวรีย์ที่พบให้หมด และให้ใส่พระนามเทพอาเตนลงไปแทน จึงสร้างความไม่พอใจให้กับนักบวชและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นอย่างมาก

เนื่องจากต้องเผชิญกับความไม่พอใจและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยย้ายไปสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ที่อยู่ห่างไปทางเหนือ 280 กิโลเมตรจากธีบส์ มีชื่อว่า อามาร์นา และทรงได้เปลี่ยนพระนามของพระองค์ขึ้นใหม่จาก อาเมนโฮเทปที่ 4 เป็น อเคนาเตน ด้วย เพื่อให้เชื่อมโยงกับคำว่า อาเตน (อเคนาเตน แปลว่า มีประโยชน์ต่ออาเตน)

เมืองอามาร์นา มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ทั้งทางด้านการค้าขาย ด้านวรรณกรรม และด้านศิลปะที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง โดยสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่ยังหลงเหลืออยู่ คือ เสาหลักเขตทั้ง 14 แห่ง โดยเสาที่ใหญ่ที่สุดสูง 26 ฟุต แต่ละเสามีตัวอักษรจารึก บางเสายาวถึง 18 บรรทัด เบื้องบนตัวอักษรมีพระรูปของฟาโรห์อเคนาเตนกับพระนางเนเฟอร์ตีติและธิดา ทรงรวมกันอยู่ภายใต้รัศมีซึ่งเปล่งมาจากดวงอาทิตย์



ภาพจำลองเมืองอามาร์นา 

แต่เมื่อหลังจากที่ฟาโรห์อเคนาเตนสวรรคตลง ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยปริศนามากมาย เนื่องจากเอกสารหลักฐานและบันทึกต่างๆทางประวัติศาสตร์ถูกทำลายไปจนแทบหมดสิ้น แต่จากหลักฐานในปัจจุบันมีการค้นพบว่า มีฟาโรห์สเมนคาเร ซึ่งอาจจะเป็นพระอนุชา พระโอรส หรืออาจเป็นพระราชบุตรเขย(ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด) ขึ้นครองราชย์และสืบทอดเจตนารมณ์ของพระองค์ต่อ แต่ก็ทรงครองราชย์ได้เพียงไม่ถึงปีก็สวรรคตลง(ช่วงที่ครองราชย์ปี 1335-1334 ก่อนคริสต์ศักราช)

จากนั้นฟาโรห์เนเฟอร์เนเฟอรูอาเตน  ที่เป็นสตรีขึ้นครองราชย์ต่อ(ช่วงที่ครองราชย์ปี 1334-1332 ก่อนคริสต์ศักราช)  ในช่วงเวลานี้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นจากนักบวชและกลุ่มอำนาจเก่า ที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงการปกครองและศาสนาไปเหมือนเดิม และในที่สุดกลุ่มอำนาจเก่าได้รับชัยชนะ และได้ผลักดันให้องค์ชายตุตันอาเตน ซึ่งเป็นพระโอรสของฟาโรห์อเคนาเตนกับพระคียาขึ้นเป็นฟาโรห์แทน


เมืองอามาร์นา ในปัจจุบัน 

เมื่อขึ้นครองราชย์ฟาโรห์ตุตันอาเตน ได้ทรงประกาศยกเลิกการนับถือเทพเจ้าแบบเอกเทวนิยม ที่นับถือเทพอาเตนเพียงองค์เดียว กลับไปนับถือเทพเจ้าแบบพหุเทวนิยม ที่เป็นการนับถือเทพเจ้าหลายองค์เช่นเดิม ทรงเปลี่ยนพระนามเป็น ตุตันคาเมน และทรงย้ายเมืองหลวงกลับไปยังเมืองธีบส์เหมือนเดิม เมืองอามาร์นาจึงถูกทิ้งร้างในทันที รวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับฟาโรห์อเคนาเตนก็ได้สูญหายไปตลอดกาล เอกสาร หลักฐานต่างๆก็ถูกทำลายไป โดยฝีมือของนักบวชและกลุ่มอำนาจเก่าที่ไม่พอใจกับการเปลี่ยนศาสนาของฟาโรห์อเคนาเตน

กล่าวได้ว่าฟาโรห์อเคนาเตนได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอียิปต์ เนื่องจากมีการปฎิรูปศาสนา เปลี่ยนจากพหุเทวนิยมมาเป็นเอกเทวนิยม  แต่น่าเสียดายที่อียิปต์ยังไม่พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จึงเกิดความวุ่นวายตามมา และเมืองอามาร์นาก็ถูกทิ้งร้าง ถูกลบเลือนหายไป ไปพร้อมกับพระนามฟาโรห์อเคนาเตนในที่สุด


อ้างอิง

Prawatsarst Tarmtimeline. (2557). อัคเคนาเตน การปฏิรูปศาสนาและสร้างราชธานีในฝัน. ค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก http://history-on-timeline.blogspot.com

egypthistory. (2553). ฟาโรห์อัคเคนาเตน (Akhenaton). ค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก http://egypthistory.exteen.com

Wikipedia, the free encyclopedia. (2559). Akhenaten. ค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559, จาก https://en.wikipedia.org/wiki/Akhenaten

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2558). ฟาโรห์แอเคนาเทน. ค้นเมื่อ 18 กันยายน 2559,จาก https://th.wikipedia.org/wiki/ฟาโรห์แอเคนาเทน

อ่านเพิ่มเติม »